วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย

อรรคพล สาตุ้ม
*บทความนี้ ในชื่อเก่า คือ การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทยปรับปรุงจากการนำเสนอในงาน An International Conference on Roles of Media during Political Crisis Convened by Asian Mass Communication Studies and Research Centre (AMSAR), School of Communication Arts,University of the Thai Chamber of Commerce and The Foreign Correspondents Club of Thailand (FCCT), The Emerald Hotel, Bangkok, 20th May, 2009

บทคัดย่อ
สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 9 นั้น ในอดีต คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี" หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม ที่ออกแบบโดย กรมศิลปากร นับจากนั้นเป็นต้นมา พ.ศ. 2495-พ.ศ. 2519 แล้วหลังจากที่สถานีได้เปลี่ยนไปออกอากาศในระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 แล้ว จึงได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในเป็นรูปคลื่นกระจายสัญญาณ โดยฝั่งซ้ายมีสีที่กระจายอยู่ 3 สี คือแดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ อยู่ภายในวงกลมสีเหลือง ซึ่งอยู่ฝั่งขวาดังกล่าว สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญของตราสัญลักษณ์ทีวีไทย ที่มีความน่าสนใจทางการเมืองจากสัญลักษณ์สื่อความเป็นไทย คือ เทวดาผู้หญิง มาสู่หลังยุคทหารกับการเมืองไทย ภายใต้อิทธิพลของประชาธิปไตยครึ่งใบ นั้นเอง
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มีพิธีเปิดตัว สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. เป็นสักขีพยาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ประกอบด้วย การเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปวงกลม มีเส้นตัดกันอยู่ทางซ้ายมือ แทนลูกโลก ทางขวามือมีตัวเลข 9 สีม่วงซ่อนอยู่ ด้านบนมีเส้นโค้งสีเทา ลักษณะโดยรวมคล้ายดวงตา ด้านล่างมีตัวอักษรย่อ “MCOT” หรือ “อสมท” สีส้ม เดินเส้นขอบสีเทา กำกับอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตราแรก ก่อนที่ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย จะถูกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์จากยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และความขัดแย้งทางการเมืองตามมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งทักษิณ ชินวัตร สามารถโฟนอินเข้ามาที่สถานีช่อง 9 เพียงแห่งเดียวแล้ว ต่อมาสงครามสื่อก็เกิดขึ้นติดต่อกันระหว่างเอเอสทีวี-ผู้จัดการและพันธมิตร กับพีทีวี-แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือปัญหาเสื้อเหลือง-เสื้อแดง จนกระทั่ง การกลับมาเป็นรัฐบาลของกลุ่มเครือข่ายพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล จึงเปลี่ยนชื่อสทท.11ในปี พ.ศ. 2551 สทท.11เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงออกแบบตราสัญลักษณ์ขึ้นใหม่ โดยเน้นภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ออกแบบวงกลมสีน้ำเงิน ส่วน สามเหลี่ยมใต้วงกลม วงรีสามวง ตัวอักษรภาษาอังกฤษ NBT ใช้สีขาว จนถึงต่อมารัฐบาลอภิสิทธิ์ ออกแบบเป็นมือถือสังข์ ดัดแปลงจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ปาญจนันท์ และใช้ชื่อสทท.ไม่มีสัญลักษณ์ NBT คือ การกลับสู่ลักษณะความเป็นไทยในทีวี สะท้อนการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ทีวีไทย

วันชาติและตราสัญลักษณ์สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยช่อง 4 หรือ ช่อง 9
สถานีโทรทัศน์ไทย คือ ทีวีช่อง 4 หรือ TTV (อังกฤษ: Thai Television Channel 4) นับว่าเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้การบริหารของบริษัท “ไทยโทรทัศน์” จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Co.,Ltd. ชื่อย่อ: ท.ท.ท.) โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 มีชื่อเรียกขานตามอนุสัญญาสากลว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์ว่า HS1-TV ตั้งอยู่ที่วังบางขุนพรหม ที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน อันเป็นที่มาของชื่อสถานีฯ ที่รู้จักกันทั่วไปคือ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม
สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และบรรดาข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ว่าต้องการที่จะให้ประเทศไทย มีการส่งโทรทัศน์ในประเทศขึ้น ผู้นำรัฐบาลจึงได้ให้ “กรมประชาสัมพันธ์” จัดตั้ง โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ ต่อที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2493 และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและตั้งงบประมาณขึ้น ในปี พ.ศ. 2494 และในระหว่างเดือนกันยายน- พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เหล่าข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ทั้ง 7 คน ได้จัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินการส่งโทรทัศน์ครั้งแรกในประเทศไทย[i]
คณะผู้ก่อตั้งบริษัท มีอยู่ 7 คน ประกอบไปด้วย หลวงสารานุประพันธ์ , ขาบ กุญชร , ประสงค์ หงสนันทน์, เผ่า ศรียานนท์, เล็ก สงวนชาติสรไกร, มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ และ เลื่อน พงษ์โสภณ หลังจากนั้นกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 11 ล้านบาท และหน่วยงานภาครัฐแห่งอีก จำนวน 8 แห่ง ถือหุ้นมูลค่า 9 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท และวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2497 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 โดยมีพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อธิบดีกรมตำรวจ ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี เมื่ออาคารดังกล่าวสร้างเสร็จ และติดตั้งเครื่องส่งแล้ว จึงมีพิธีเปิด สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 เมื่อวันศุกร์ที่24 มิถุนายน พ.ศ. 2498[ii] ซึ่งถือเป็นวันชาติ และวันต้นไม้ประจำปีของชาติในสมัยนั้น[iii]

โดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ในช่วงแรกมีการแพร่ภาพออกอากาศในวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. ต่อมา จึงได้เพิ่มวันและเวลาออกอากาศมากขึ้นตามลำดับ โดยใช้เครื่องส่งขนาด 10 กิโลวัตต์ แพร่ภาพขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที และเพลงเปิดการออกอากาศของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 และ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด คือเพลงต้นบรเทศ ในวันออกอากาศวันแรก ซึ่งระหว่างพ.ศ. 2495-พ.ศ. 2519 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ใช้ตราสัญลักษณ์เป็นรูป “วิชชุประภาเทวี” หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม ที่ออกแบบโดย กรมศิลปากร ซึ่งแสดงออกเป็นต้นแบบแห่งความเป็นทีวีไทย




จากช่อง 4 เปลี่ยนเป็นทีวีสีช่อง 9 และตราสัญลักษณ์
ช่วงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2517 เมื่อท.ท.ท. ได้หยุดทำการออกอากาศในระบบ 525 เส้น ทางช่อง 4 โดยได้ย้ายห้องส่งโทรทัศน์ไปที่ถนนพระสุเมรุ แขวงบางลำพู และประมาณปี พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2518 ได้เปลี่ยนระบบการออกอากาศ จากภาพขาวดำ เป็นภาพสี ในระบบ 625 เส้น ระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ออกอากาศจริงในราวปีพ.ศ. 2519 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ยุบเลิกกิจการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ส่งผลทำให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 สิ้นสุดลงด้วย และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อังกฤษ: Mass Communication Organisation of Thailand ชื่อย่อ: อ.ส.ม.ท., M.C.O.T.) เพื่อดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนของรัฐ ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นที่น่าเชื่อถือต่อสาธารณชน อ.ส.ม.ท.จึงรับโอนกิจการ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Channel 9) มาดำเนินการต่อ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนา อ.ส.ม.ท. โดยรัฐบาลมอบทุนประเดิม จำนวน 10 ล้านบาท
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ อ.ส.ม.ท.ที่มีห้องส่งโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 บนเนื้อที่ 14 ไร่ ต่อมา ในราวปี พ.ศ. 2529 ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีกรรายการความรู้คือประทีป ในขณะนั้นตอบรับคำเชิญของผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการนำเสนอ ข่าว 9 อ.ส.ม.ท. ร่วมกับบริษัท แปซิฟิค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ส่งผลให้คู่ผู้ประกาศข่าวที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น ก็คือ ดร.สมเกียรติ และนางสาวกรรณิกา ธรรมเกษร นั่นเอง

โดยต่อมาปี พ.ศ. 2535 นาย แสงชัย สุนทรวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. ในช่วงที่ อ.ส.ม.ท.ถูกเรียกว่า “แดนสนธยา” เนื่องจากมีกลุ่มอิทธิพลมืดฝังตัวอยู่ในองค์กร แต่นายแสงชัยก็สามารถขจัดอิทธิพลมืดเหล่านั้นได้สำเร็จ รวมถึงสามารถพัฒนา อ.ส.ม.ท.ได้เป็นอย่างดี แต่แล้วนายแสงชัยก็ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืนเสียชีวิต ระหว่างนั่งรถยนต์เดินทางกลับบ้านพัก ที่เมืองทองธานีถนนแจ้งวัฒนะ จากผลการสอบสวนของตำรวจระบุว่า นางอุบล บุญญชโลธร จ้างวานให้ นายทวี พุทธจันทร์ บุตรเขย ส่งมือปืนไปลอบสังหารนายแสงชัย ต่อมา นางอุบลถูกลอบสังหารเสียชีวิตบนรถยนต์ ก่อนกลับถึงบ้านพัก เช่นเดียวกับนายแสงชัย ซึ่งตั้งแต่พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา[iv] จะเห็นถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แดนสนธยา และบริบทพัฒนาการของการเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบต่อทวีไทย

กระนั้น หลังจากที่สถานีได้เปลี่ยนไปออกอากาศในระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 แล้ว จึงได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในเป็นรูปคลื่นกระจายสัญญาณ โดยฝั่งซ้ายมีสีที่กระจายอยู่ 3 สี คือแดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ อยู่ภายในวงกลมสีเหลือง ซึ่งอยู่ฝั่งขวา แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์นี้ใช้อยู่เพียงระยะสั้นๆ ก่อนจะโอนกิจการไปเป็นของ อ.ส.ม.ท. ในปี พ.ศ. 2520 แล้วไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ซึ่งมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในแบ่งเป็นแถบเส้นโค้งสามแถบ ก็มีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ ทับอยู่ใจกลางสัญลักษณ์ ทั้งหมดเดินเส้นด้วยสีขาว และมีเส้นขอบสีดำอยู่ภายนอกสุด แต่ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 อ.ส.ม.ท. ได้จัดตั้งขึ้น ก็ได้มีการเพิ่มคำย่อของหน่วยงานว่า อ.ส.ม.ท. ประทับไว้อยู่ข้างล่างสุดของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ซึ่งแสดงออกการเปลี่ยนแปลงของทีวีขาว-ดำ สู่การเชื่อมโยง แม่สีทางแสงประกอบด้วย สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยผ่านยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นเอง

กำเนิดสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ และตราสัญลักษณ์
สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และฉับไว ในด้านการรายงานเสนอข่าวสาร สาระความรู้ และความบันเทิงทั้งหมด และเพื่อทันต่อเทคโนโลยี การสื่อสารของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อเป็นการปราศจากความเป็นแดนสนธยาภายในองค์กรอีกด้วย และวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มีพิธีเปิดตัว สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. เป็นสักขีพยาน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ประกอบด้วย การเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปวงกลม มีเส้นตัดกันอยู่ทางซ้ายมือ แทนลูกโลก ทางขวามือมีตัวเลข 9 สีม่วงซ่อนอยู่ ด้านบนมีเส้นโค้งสีเทา ลักษณะโดยรวมคล้ายดวงตา ด้านล่างมีตัวอักษรย่อ “MCOT” หรือ “อสมท” สีส้ม เดินเส้นขอบสีเทา กำกับอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตราแรก ก่อนที่ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย จะถูกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา และการปรับรูปแบบการนำเสนอเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง เพิ่มข่าวต้นชั่วโมง และแถบตัววิ่งข่าว (News Bar) เพิ่มช่วงแมกกาซีนออนทีวี ในข่าวภาคค่ำ นำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้ ในประเด็น และการนำเสนอแบบสบายๆ โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบนิตยสาร รวมถึงประกาศเพิ่มความสัมพันธ์ และเพิ่มบทบาทให้กับเครือข่ายข่าวชั้นนำทั่วโลก เช่น สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (สหรัฐอเมริกา) สถานีโทรทัศน์บีบีซี (สหราชอาณาจักร) สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค (ญี่ปุ่น) สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (จีน) เป็นต้น โดยได้เริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 18:30 น. เป็นต้นมา

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์ การออกอากาศโทรทัศน์ ตลอดจนการควบคุมการออกอากาศ โดยแพร่ภาพออกอากาศ จากกรุงเทพมหานคร ไปยังสถานีเครือข่ายในส่วนภูมิภาค 32 สถานี สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 79.5 ของประเทศ มีประชากรใน ขอบเขตการออกอากาศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 96.5 ของประเทศ โดยมีรายการประเภทข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิง กีฬา และรายการเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้จัดให้มีรายการประเภทข่าวสาร และสาระความรู้ในด้านต่างๆ นำเสนอในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด (Prime Time) เพื่อให้ผู้ชมได้รับข่าวสาร และความรู้ ที่เป็นประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน และมุ่งหวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน
แม้ปัจจุบัน ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จะเปลี่ยนเป็น โมเดิร์นไนน์ทีวีแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเรียกโมเดิร์นไนน์ทีวีว่า “ช่อง 9” แทนคำว่า โมเดิร์นไนน์ทีวี ในปัจจุบัน เนื่องจากเรียกง่ายๆ เป็นตัวเลขส่งระบบวีเอชเอฟและเป็นชื่อเดิมของสถานี ซึ่งมาจากคำว่า “ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.” และความเป็นสมัยใหม่ของทีวีไทย ซึ่งต้องการตอบสนองการบริโภคความเป็นไทย หลังวิกฤติการณ์ทางการเมืองปี2535-รัฐธรรมนูญปี 2540-วิกฤติเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ โดยนำเสนอผ่านตราสัญลักษณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวทางออกแบบใหม่เพื่อแบรนด์ของทีวี และต่อมาความขัดแย้งทางการเมืองสงครามสื่อกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยกลุ่มสื่อเครือผู้จัดการ(ASTV) จนถึงช่วงรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นรัฐประหารในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะและขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ข่าวการรัฐประหารโดยได้พยายามติดต่อช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อการออกโทรทัศน์ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมไว้ จึงทำให้การออกโทรทัศน์ไม่ได้ และมีการโฟนอินไปยังช่อง 9 ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ[v] ซึ่งนั่นก็เป็นผลสืบเนื่องต่อปัญหาทางการเมืองไทย และจะอธิบายถึงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย

กรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS : วิกฤติทับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์การเมืองความเป็นไทย
เมื่อปัญหาทางการเมืองของระบอบทักษิณดังกล่าว ที่มีจากตัวอย่างของช่อง 9 เกี่ยวเนื่องช่วงระยะเวลาทับซ้อนมาโดยมองผ่านไอทีวี ซึ่งนำเสนอความเป็นทีวีเสรี แตกต่างจากช่อง 3,5 ,7 และมิติเวลาการเกิดช่อง ITV (อังกฤษ: Independent Television ชื่อย่อ: itv) หลังจากยุคเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้อมรอบด้วยฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ในยุคที่มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 และ17พฤษภาคม 2535 โดยสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ถือกำเนิดจากดำริของรัฐบาลในสมัยที่ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ต้องการให้มีสถานีโทรทัศน์เสรี เพื่อการนำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้สู่ประชาชน

โดยเปิดให้เอกชนเช่าสัมปทาน เพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยในโครงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าวนั้น ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งไว้ว่า ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 สถานีโทรทัศน์ทั้งหมด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งสามารถบิดเบือนการนำเสนอข่าว ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้ ประชาชนจึงไม่สามารถรับรู้ข่าวที่ทหารเข้าปราบปรามประชาชนในช่วงนั้นได้ ประจวบเหมาะกับการที่มีเสียงเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐบาลใช้นโยบายจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าว เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง และรายการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้นมา แต่ก็พบกับปัญหาว่า ไอทีวี ถูกแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนชินวัตร เข้าไปถือหุ้นส่วนของไอทีวี ต่อมาถึงการประสบปัญหาการขาดทุนในการบริหารงาน
อนึ่ง ทำให้เกิดเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของ ITV และเปลี่ยนชื่อเป็นTITV-TPBS คือ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ จัดตั้งพร้อมองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์สาธารณะ ขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในปี 2550 ขณะนั้น ซึ่งหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ต้องการจะนำช่องสัญญาณระบบยูเอชเอฟ ออกอากาศช่อง 29 ซึ่งเดิมเป็นสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่ถูกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียึดคืนสัมปทาน หลังจากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทาน และบริหารกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ไม่ชำระค่าสัมปทาน และค่าปรับกว่า 97,000 ล้านบาท โดยนำช่องสัญญาณนี้มาจัดทำเป็น สถานีโทรทัศน์สาธารณะ

นับเป็นมิติใหม่ของวงการสื่อสารมวลชนไทย ภายหลังจากที่แนวความคิดของ สถานีโทรทัศน์เสรี ล้มเหลว ทั้งนี้ ส.ส.ท. ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยได้เข้ามาบริหารคลื่นความถี่ช่อง 29 ซึ่งเป็นของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ก็ดำเนินการสถานีโทรทัศน์เป็นการชั่วคราว และได้เตรียมความพร้อมเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (หรือชื่อในขณะนั้นคือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) จะเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังจากผ่านการทดลองออกอากาศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งตราสัญลักษณ์ของTPBS ก็ผ่านการประกวดคล้ายคลึงกับกรณี ตราสัญลักษณ์ของ ช่อง 11 โดยการประกวดอัตลักษณ์ของสถานีฯ ขึ้นใหม่ อันได้แก่ สัญลักษณ์ (Logo) และ Interlude ของทางสถานี

ผลการประกวดดังกล่าวได้ตัดสินให้แบบของทีม KITWIN ได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแนวคิดในการออกแบบคือความเป็นอิสระ โดยใช้นกเป็นเครื่องหมายของความมีอิสระ ประกอบกับอักษรไทยคำว่า “ไทย” และมีอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “ThaiPBS” กำกับที่ตอนบน และตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนั้น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการประกาศเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์เป็น ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551 และเริ่มใช้อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

โดยต่อมา เนื่องจากมีผู้ชมจำนวนมากเกิดความสับสนเกี่ยวกับชื่อสถานีว่า ควรจะอ่านว่า ไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย หรือไทยทีวี ทำให้ทางองค์การฯ ได้ปรับปรุงตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยทำออกมาเป็น 3 รูปแบบ คือตราสัญลักษณ์ขององค์การฯ ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย และตราสัญลักษณ์ของวิทยุไทย โดยมีกำหนดเปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่ในวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการก่อตั้งองค์การฯ

ทั้งนี้ ในส่วนของสัญลักษณ์ใหม่ที่องค์การฯ จะใช้ ยังคงอัตลักษณ์ของทีม KITWIN ซึ่งเป็นภาพนกสีส้มกำลังกระพือปีกบินไว้เช่นเดิม แต่จะปรับปรุงส่วนหัวของนกเป็นสีส้ม เช่นเดียวกับส่วนปีก เพื่อแยกสัญลักษณ์รูปนก กับตัวอักษร ย ในคำว่า ไทย ออกจากกัน แล้วนำชื่อของสถานีฯ ทีวีไทย ประทับอยู่ส่วนล่างสุดของตรา โดยใช้สีส้มที่เข้มขึ้นกว่าสีในตราเดิม โดยเป็นตราที่จะใช้ร่วมกับ ส.ส.ท. และวิทยุไทย ซึ่งจะเปลี่ยนเพียงตัวอักษรส่วนล่างของตราเท่านั้นและได้มีการเพิ่มตัวอักษร “thaipbs.or.th” ลงไปบริเวณด้านล่างของตราสัญลักษณ์ที่ใช้ออกอากาศเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ของทางสถานี

ดังนั้น ความซับซ้อนของความวุ่นวายทางการเมืองหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การแสวงหาอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งของบริบททางการเมือง รวมทั้งการเกิดกรณี PTV-ASTVและกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งจะสะท้อนผ่านช่อง 11 ด้วย โดยการสร้างอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์จากไอทีวี ซึ่งไม่เคยปรากฏคำว่า “ไทย”มาก่อนกลายเป็นตราสัญลักษณ์ ที่มีคำว่าไทย( Thai PBS) จุดเปลี่ยนทางประวัติความเป็นมาของทีวีไทย ดังนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งบ่งบอกรับรู้ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่เหมือนกับกำเนิดของช่อง 4 และพัฒนาการเป็นช่อง 9 จนกระทั่งถึงตราสัญลักษณ์ช่อง 3, 5, 7 ซึ่งไม่มีวิกฤติของการออกแบบเพื่อความเป็นไทยแบบช่องไทยพีบีเอส นั้นเอง


การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ช่อง 11-NBT : ความเป็นไทยของสทท.11
สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ (ชื่อย่อ: สทท.11, ช่อง 11; อังกฤษ: Television of Thailand Channel 11 ชื่อย่อ: TVT.11) ซึ่งมีสถานะความเป็นมาของช่อง 11 และวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงกำหนดให้ วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนา สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ได้ดำเนินการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางราชการ และนำเสนอรายการที่เป็นสาระความรู้โดยเฉพาะด้านการศึกษา, ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี มาโดยตลอด ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานนั้น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร จะดำเนินการถ่ายทอดรายการส่วนใหญ่ และบางช่วงเวลา จะให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ในส่วนภูมิภาคดำเนินการถ่ายทอดรายการของตนเฉพาะท้องถิ่นไป แล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงระยะเวลาแรกๆ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 มักถูกมองข้ามจากผู้ชมส่วนใหญ่

เนื่องด้วยความเป็นสถานีโทรทัศน์ของทางรัฐบาล ซึ่งไม่มีรายการที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ โดยเฉพาะรายการประเภทบันเทิง เช่น ละครโทรทัศน์ หรือรายการเกมโชว์ และประกอบกับเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ไม่อาจมีโฆษณาได้ จึงทำให้ประเภทของรายการที่ออกอากาศทางสทท. 11 นั้น มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ผู้ชมนั้นมีไม่จำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในปีพ.ศ. 2539 สทท.11 ได้เสนอให้หน่วยงานภาคต่างๆ สามารถแพร่ภาพโฆษณาให้กับทางสถานีได้ และในบางครั้ง สทท.11 ก็ได้ผลิตโฆษณาออกอากาศภายในสถานีเอง แม้จะเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ จนกระทั่งในช่วงนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เริ่มมีชื่อเสียงทางด้านการถ่ายทอดสดรายการกีฬา ซึ่งแต่เดิม สทท. 11 เป็นที่รู้จักกันดีจากการเริ่มนำเอากีฬามวยปล้ำอาชีพมาออกอากาศทางสถานี แต่ทว่า นับตั้งแต่ที่สทท.11 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2002 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวีและไอทีวี ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ทศภาค จำกัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ฮือฮามากในขณะนั้น ที่การถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล ตามที่เป็นปกติในวงการโทรทัศน์ก่อนหน้านั้น

ซึ่งถ่ายทอดสดรายการกีฬาต่างๆ ร่วมกันทางทีวีพูล โดยมีโฆษณาคั่น แต่เมื่อสทท. 11 ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ร่วมกับโมเดิร์นไนน์ทีวี และไอทีวี โดยไม่มีโฆษณาคั่น แต่นั้น สทท. 11 ก็ได้ถ่ายทอดสดรายการกีฬาอีกหลายรายการจนเป็นที่ติดตามของผู้ชมกีฬาในประเทศเป็นอย่างมาก

เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง หลังจากการมีรัฐธรรมนูญ 2550 เปลี่ยนผ่านรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ประจำพรรคพระแม่ธรณี พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคพลังประชาชน หรืออดีตพรรคไทยรักไทย รวมทั้งกลุ่ม PTV เข้ามาบริหารงานทีวีช่อง11 โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ได้มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง สทท.11 เดิม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบการบริหารงาน และตอบสนองเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี ดังนั้น ในวันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. และสทท.11 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (National Broadcasting Services of Thailand - NBT)

ซึ่งเป็นการใช้ชื่อที่จดทะเบียนสมาชิกกับสหภาพวิทยุ-โทรทัศน์แห่งเอเชีย-แปซิฟิก(Asia-Pacific Broadcasting Union) และเปลี่ยนสีประจำสถานีเป็นสีแดงและได้ออกอากาศรายการในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สมประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี และเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับการเสนอข่าวสารของเอ็นบีที จะมีความแตกต่างจาก สทท.11 คือ เอ็นบีที จะทำการเสนอข่าวในนามของทีมข่าวของสถานีเอง ซึ่งแยกออกจากสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (ปัจจุบัน คือ สำนักข่าวแห่งชาติ) แต่ในการเสนอข่าวในยุค สทท.11 นั้น จะดำเนินการเสนอข่าวขึ้นตรงกับสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้นำอดีตผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีหลายคน ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ตวงพร อัศววิไล, จอม เพชรประดับ, จิรายุ ห่วงทรัพย์ , ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, สร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ เป็นต้น ซึ่งทางเอ็นบีทีได้นำเสนอภาพลักษณ์ความเป็นสถานีข่าว ผ่านทางการให้เวลานำเสนอข่าวมากกว่า 13 ชั่วโมง และปรับรูปลักษณ์ของสถานีเพื่อให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งในช่วงแรก เอ็นบีทีถูกจับตาอย่างยิ่งจากหลายฝ่าย จากการที่ประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือไทยพีบีเอส ในลักษณะของ “สงครามสื่อโทรทัศน์ภาครัฐ” เนื่องจากเอ็นบีทีพยายามนำเสนอความเป็นทีวีสาธารณะของภาครัฐบาล ขึ้นรับมือกับไทยพีบีเอส ที่ประกาศตัวเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยไปก่อนหน้า และนอกจากนี้ เอ็นบีทียังถูกจับตามองอย่างยิ่ง ในแง่มุมของการเสนอข่าว ซึ่งมีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ็นบีทีนำเสนอข่าวในลักษณะเข้าข้างรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นพิเศษ

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีนโยบายปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยจัดประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ ซึ่งกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย ผสมผสานกับความเป็นไทย และตราสัญลักษณ์ใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิดตราสัญลักษณ์ใหม่ และเปิดตัวสถานีในฐานะสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ
ความเป็นมาของตราสัญลักษณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ถึง 5 ครั้ง นอกจากนี้ ยังใช้ตราราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในบางโอกาสด้วย เช่น บนป้ายด้านหน้าที่ทำการสถานีฯ ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ปรากฏบนหน้าจอในการเปิดสถานีฯ ช่วงเวลาระหว่างประมาณ 03.40 น.

รวมถึงเป็นสัญลักษณ์คั่นระหว่างข่าวแต่ละชิ้น บนแถบตัววิ่งข่าว (นิวส์บาร์) บริเวณด้านล่างของจอ ซึ่งทั้งหมดได้ใช้งานมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 (ในยุคของ สทท. 11 กรมประชาสัมพันธ์ ) ตราสัญลักษณ์นับตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2530 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) เมื่อเริ่มทดลองออกอากาศ ในปี พ.ศ. 2528 นั้น ยังใช้เพียงตัวอักษรย่อ “สทท.11” พิมพ์ไว้บนหน้าจอเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ปรากฏหลักฐานว่า มีการออกแบบตราสัญลักษณ์ สำหรับใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์สถานีฯ เป็นเส้นทแยงมุมจากขวาบน ลงซ้ายล่าง แบ่งเป็นสามช่อง แต่ละช่องมีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว และน้ำเงิน เป็นพื้นหลัง มีตัวเลข 1 สีดำสองตัว ซ้อนเหลื่อมกัน ทับอยู่ด้านบน ซึ่งมีความหมายถึง ช่องสัญญาณที่ทำการแพร่ภาพออกอากาศ จากสถานีแม่ข่ายที่กรุงเทพมหานคร ในระบบวีเอชเอฟ (VHF) ความถี่สูง ช่องสัญญาณที่ 11 (BAND3 VHF-HIGH CH11) มีตัวอักษรย่อ “สทท.” ตัวเล็ก อยู่ถัดจากตัวเลขไปทางซ้าย ทั้งหมดอยู่ในกรอบโค้งมน ในรูปแบบของจอโทรทัศน์ โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้อยู่สองปี

โดยมีการเปลี่ยนแปลงในพ.ศ. 2530-2544 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) ซึ่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2530 สทท.11 ออกแบบตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยใช้กรอบลักษณะจอโทรทัศน์เช่นเดิม แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะภายใน กล่าวคือ พื้นหลังสุดเป็นเส้นตรงสีน้ำเงิน ขนานตามแนวนอน บริเวณใจกลางของตราสัญลักษณ์ มีเลข 1 สองตัว ตัวทางซ้ายเป็นสีเขียว ตัวทางขวาเป็นสีแดง โดยพื้นที่ทางซ้ายของตัวเลขทางซ้าย เป็นเส้นตรงขนานสีเขียว และพื้นที่ทางขวาของตัวเลขทางขวา เป็นเส้นตรงขนานสีแดง ตามขนาดของตัวเลข ด้านล่างของตัวเลขทั้งสอง มีอักษรย่อ “สทท.” กำกับไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้มาถึง 14 ปี จึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบตราสัญลักษณ์อีกครั้ง

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2544 สทท.11 เปลี่ยนรูปแบบตราสัญลักษณ์ในรายละเอียดใหม่ โดยปรับปรุงจากการใช้เส้นขนานตามแนวนอน เป็นแถบสีสดใส โดยใช้สีตามสัญลักษณ์เดิม พร้อมนี้ ได้เปลี่ยนตัวเลข 1 ทั้งสองตัว เป็นสีขาว เดินเส้นขอบสีดำ และตัวอักษรย่อ “สทท.” เป็นสีขาวด้วย ซึ่งใช้อยู่เป็นระยะเวลา 7 ปี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และในปี พ.ศ. 2551 สทท.เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงออกแบบตราสัญลักษณ์ขึ้นใหม่ โดยเน้นภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยความหมายของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว อธิบายว่า “วงกลมสีน้ำเงิน” หมายถึง ศูนย์กลางแห่งข้อมูลข่าวสาร

ส่วน “สีน้ำเงิน” หมายถึงความหนักแน่นเป็นกลาง ส่วน “สามเหลี่ยมใต้วงกลม” หมายถึง ความเที่ยงตรง เป็นกลาง ในการนำเสนอข่าว อย่างไม่หยุดนิ่ง “วงรีสามวง” สื่อถึงแผนที่โลกที่แผ่ออกเป็นสองมิติ หมายถึง การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอักษรภาษาอังกฤษ “NBT” ใช้สีขาว หรือโปร่งใส หรือเป็นวาวแสงคล้ายแก้ว หมายถึง ความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสาร ที่สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 15.15 น. เป็นต้นมา การแสดงตราสัญลักษณ์ของเอ็นบีทีบนจอโทรทัศน์ จะมีอักษรย่อ “สทท.” กำกับอยู่ด้านล่างของตราสัญลักษณ์ฯ ด้วย ซึ่งในเวลาดังกล่าว เป็นรายการ “หน้าต่างสังคม” เป็นต้น เมื่อเปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในพ.ศ. 2552 ( สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ) สทท.มีโครงการให้ประชาชนส่งประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ของสถานี โดยกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย แต่คงความเป็นไทย และมุ่งสู่สากล ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ผลงานของนาย เนติพิกัติ ตังคไพศาล กราฟิกดีไซเนอร์ จากทีวีไทย ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ปาญจนันท์ โดยดัดแปลงเฉพาะส่วนที่เป็นมือถือสังข์ให้ทันสมัยมากขึ้น ตราสัญลักษณ์ใหม่ได้เริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที[vi] จึงถือว่าปิดฉากกลุ่มบริษัทตราสัญลักษณ์เดิมด้วย

การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ คือ การลบภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน เกี่ยวโยงลึกซึ้งถึงกลุ่มทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มเอเอสทีวี(ASTV) ซึ่งปะทะกับกลุ่มPTV ในอดีตมาเป็นรายการความจริงวันนี้ ซึ่งวิกฤติการณ์จากข้อกล่าวหากระบอกเสียงรัฐบาลของกลุ่มPTV-ช่อง 11 และพันธมิตรฯ สืบเนื่องหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ก็เกิดกลุ่มทีวี เช่น PTV ซึ่งต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ โดยมีการประสานงานกับกลุ่มแนวร่วมต่างๆ ตรงกันข้ามกับกลุ่มสื่อผู้จัดการ-ASTV และพันธมิตรฯ ในปี พ.ศ. 2551 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ถูก วิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล(คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย) เช่น ให้มีการจัดรายการ “ความจริงวันนี้”กับทางสถานี NBT เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตราสัญลักษณ์ของ NBT ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ย่อมถูกเหมารวม เพราะมาจากเรื่องรายการความจริงวันนี้ ที่มีถูกกล่าวถึงว่า กระบอกเสียงของรัฐบาล โดยมีผู้เสียหายจากข้อเท็จจริงจนต้องออกมาฟ้องหมิ่นประมาทอยู่บ่อยครั้ง เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ ปปช. รวมไปถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนำไปสู่การบุกยึดสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ถือเป็นการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์โดยประชาชนครั้งแรกในประเทศไทยนั้น ทำให้รู้ว่าตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT จำเป็นต้องเปลี่ยนไป

กระนั้น ความเป็นไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ และแบรนด์เนมของการเป็นธุรกิจการค้า ซึ่งการสร้างตราสัญลักษณ์ไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย จะไม่มีปัญหาปรากฏว่า เสื้อโบว์ลิ่งโวยช่อง 11 ละเมิดโลโก้ ที่มาข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ทำหนังสือเตือนถึงตน ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้ยุติการใช้โลโก้ใหม่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายในเวลา 30 วัน (9 พฤษภาคม) เนื่องจากมีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ฯว่า ตนได้มอบหมายให้นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ไปเจรจากับตัวแทนบริษัทดังกล่าวแล้วว่า ช่อง 11 ไม่มีเจตนาละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ใดๆ เนื่องจากโลโก้ช่อง 11 เป็นเพียงโลโก้ที่ใช้ออกอากาศเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการผลิตสินค้าใดๆ จึงไม่น่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์บริษัทดังกล่าวที่ทราบว่า เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขั้นตอนการได้มาของโลโก้ใหม่ของช่อง 11 นั้น มาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งเข้ามาประกวด เพื่อเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีผู้ส่งเข้ามาประกวดกว่า 2,000 ชิ้น และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากวงการสถาปนิก วงการโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องอื่นเป็นผู้ตัดสิน จึงจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจว่าไม่มีเจตนาลอกเลียนแบบแต่อย่างใด[vii]
โดยทางด้านบริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ได้ส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค198773 และสำเนาเอกสารความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปพร้อมกับโนติ๊ส พร้อมอธิบายโลโก้ของบริษัท ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนแรกเป็นลวดลายเส้นในลักษณะประดิษฐ์เป็นลายเส้นมุมฉากลบมุมสองเส้น วางประกบกันด้านบนและล่าง และมีช่องว่างระหว่างเส้นทั้งสอง โดยเส้นที่อยู่ด้านซ้ายมือมีการลากเส้นยาวขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายตัวอักษรโรมัน b ประดิษฐ์ และภาคส่วนที่สองเป็นคำอักษรโรมันคำว่า bowling รวมเรียกขานได้ว่า บี หรือ บี โบลิ่ง และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว

ดังนั้น ตราสัญลักษณ์สำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ เหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเพราะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือสามารถสื่อความหมายว่าเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีเอกลักษณ์ที่แฝงความเป็นไทย จดจำง่ายและเด่นชัด รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับงานในหลายลักษณะ เช่น งานกราฟิกบนหน้าจอโทรทัศน์ นามบัตร ซองจดหมาย เป็นต้น แต่ว่าวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ จึงทำให้เกิดอาการอ้างการว่าลอกแบบโลโก้โบวลิ่งดังกล่าว และความทันสมัยของตราสัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายช่วยสื่อกับคนไทย-นานาชาติ ที่มีการช่วงชิงตราสัญลักษณ์มารับใช้พรรคการเมือง ทั้งการสร้างแบรนด์ของช่อง11 และสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองไปในตัวเอง ในภาวะทีวีไทยอยู่ในวิกฤติการณ์ความขัดแย้งจากสื่อมวลชน-กลุ่มการเมือง และประชาชนทั่วไป

วิเคราะห์ตราสัญลักษณ์กับความเป็นไทยในโลกาภิวัตน์
จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ล่าสุดการเปลี่ยนแปลงของสื่อกลุ่มPTV-ความจริงวันนี้ และ D-Station หรือปัญหาเสื้อเหลือง-เสื้อแดง มาถึงกรณีตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT ที่มีปัญหาต่อโลโก้โบวลิ่ง แสดงออกความแตกต่างจากกรณีตัวอย่างของตราสัญลักษณ์ช่องอื่นๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย เป็นศิลปะและการออกแบบที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ก็คือ การมีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าสำนึกนั้นอาจไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่สร้างหรือกระตุ้นกันขึ้นมาได้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้มีความหมายแทนตัวตน ผู้คนจึงไม่อาจแน่ใจว่า อัตลักษณ์ของเขาเองนั้นเป็นผลของการชักใย[viii] โดยอำนาจที่มองไม่เห็นชัดเจน คล้ายกับที่รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร เสนอเรื่องมือที่มองไม่เห็นทำร้ายรัฐบาล ซึ่งการออกแบบตราสัญลักษณ์ช่อง11 ก็คือ มือถือหอยสังข์ และการออกแบบตราสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับแผนที่ ซึ่งเสนอความเป็นตราสัญลักษณ์(Logo) สร้างจินตนาการความเป็นไทยของแผนที่[ix] ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีวีช่อง 3-7-5 และตราสัญลักษณ์ช่อง 9,ไทยพีบีเอส,ช่อง 11 ก็เป็นการสร้างจินตกรรมเชื่อมโยงคน ที่มีการดูช่องทีวี คือ องค์ประกอบของวัฒนธรรมทางสายตาอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน

ทัศนะของผู้ชมทีวี ต่อกรณี ITV เปลี่ยนเป็น TPBS ด้วย จากการเปลี่ยนรูป ITV เป็น TITV ก่อนเป็น TPBS ที่เป็นรูปพิราบสะท้อนแนวทางเสรีนิยมแบบวิชาชีพสื่อสารมวลชน แต่เสียงอินเทอร์ลูดเข้ารายการเป็นเสียงเอื้อนแบบไทยๆ แถมนกเป็นลายกนก และช่อง 9 อสมท. เปลี่ยนจากแท่งสามสี กลายเป็น สีม่วงแกมขาว สะท้อนแนวคิดเปลี่ยนจากอำมาตยาธิปไตย เป็นเสรีนิยมใหม่แบบทักษิโนมิกส์(ระบอบทักษิณ)ในยุคที่มีการปฏิรูปช่อง 9 เป็น Modern 9 ส่วน ASTV สะท้อนความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ แต่มีภาษาอังกฤษเพื่อหาที่ยืนในโลก กรณีทางด้านส่วน PTV เปลี่ยนมาเป็น D-Station เป็นแบบ เสรีนิยมใหม่ และแนวพวกฝ่ายซ้าย( Radical)[x]

โดยเรื่องตราสัญลักษณ์ สะท้อนทัศนคติของคณะกรรมการคัดเลือกตราสัญลักษณ์ มาจากโจทย์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวข้องความเป็นไทย[xi] และเหตุการณ์ตอนที่พระอินทร์เป่าสังข์นั้น ซึ่งรูปพระอินทร์เป่าสังข์เหาะลอยอยู่เหนือเมฆ มีวงกลมล้อมรอบ โดยอิงตามคติในวรรณคดีโบราณว่า พระอินทร์มีหน้าที่เป่าสังข์ชื่อ “ปาญจนันท์” ปลุกพระนารายณ์ให้ตื่นจากบรรทมสินธุ์ในสะดือทะเล เพื่อขึ้นมาปราบเหตุร้ายต่างๆ ในโลก และโดยความเชื่อในศาสนาฮินดู สังข์ถือว่าเป็นมงคล 3 ประการ คือ ถือกำเนิดจากพระพรหม ท้องสังข์เคยเป็นที่ซ่อนคัมภีร์พระเวท และตัวสังข์ มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์

พิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ จึงมีการเป่าสังข์เพื่อความเป็นศิริมงคล ก็สอดคล้องกับหลักการประชาสัมพันธ์ ที่เป็นการเผยแพร่ ชี้แจงประชาชนเข้าใจอย่างกว้างขวาง และสร้างความเข้าใจอันดี จึงเปรียบได้กับการเป่าสังข์เพื่อเรียกประชุมของเทวดา ตราสัญลักษณ์นี้ใช้สีม่วง ซึ่งเป็นสีของงานประชาสัมพันธ์เป็นสีหลักของตรา และใช้เรื่อยมาถึงกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน[xii]

อย่างไรก็ดี ตราสัญลักษณ์ สทท.พระอินทร์เป่าหอยสังข์ มีที่มาแรงบันดาลใจจากตราสัญลักษณ์กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจาก “กองโฆษณาการ” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกัน เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 และเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประชาสัมพันธ์” ดังเช่นปัจจุบันเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2495 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 7 เล่มที่ 64 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2490 กำหนดเครื่องหมายราชการ “กรมโฆษณาการ” ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลเลือกตรานี้ เพราะยึดโยงกับความเป็นไทย และความเชื่อ รวมทั้งศิริมงคลจากจุดกำเนิดของกรมประชาสัมพันธ์

พรรครัฐบาลเข้ามากุมอำนาจทางการเมือง ซึ่งมองสื่อด้วยทัศนคติเป็นการประชาสัมพันธ์ จากการเผยแพร่ ค่านิยมความเป็นไทย ใช้สังข์เป็นสื่อแทนการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทย นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวและสร้างความเข้าใจอันดีไปสู่ประชาชน[xiii] ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างความทันสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ บวกกับความเก่าแก่ จึงทำให้เกิดความลั่กลั่นย้อนแย้งว่าด้วยความชัดเจนของตราสัญลักษณ์นั้น สื่อสารรูปสังข์ ดูครั้งแรกเหมือนตัวอักษรภาษาอังกฤษ b (= broadcasting) หรือ b คือ bowling มากกว่ารูปสังข์ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมากกว่าสร้างแบรนด์ได้ชัดเจน ไม่มีประโยชน์ต่อช่อง 11 เท่ากับตราสัญลักษณ์ NHK,BBC,CNN และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวสตาร์ เป็นต้น

ดังนั้น จากอิทธิพลของประเทศอินเดียสู่ไทย ผ่านทางพุทธศาสนา-พราหมณ์ จึงเกี่ยวโยงความเป็นไทยคงรักษาไว้ยากมาก เนื่องจากการแสวงหาอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ให้เป็นไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยสะท้อนผ่านตัวอักษร-ตัวพิมพ์แบบไทยของไทยพีบีเอส ที่มีที่มาภาษาจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ในการผสมผสานทางความคิดของการประดิษฐ์ประเพณีสู่ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย โดยปรากฏตราสัญลักษณ์ ช่องทีวีสี ITV กลายเป็นไทยพีบีเอส (Thai PBS) รูปนก และตราสัญลักษณ์ มือพระอินทร์ถือสังข์(ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ)ของ NBT ช่อง11 สทท.แตกต่างตรงกันข้ามกับตราสัญลักษณ์ของช่องทีวี 3,(ททบ.5) ,7,9 โดยชัดเจนว่า “ตัวเลขไม่ใช่แบบตัวเลขไทย” ซึ่งสะท้อนความลักลั่นขัดแย้งกับตราสัญลักษณ์ของไทยพีบีเอส และNBT สะท้อนการรับรู้ของผู้ดูทีวี

ในที่สุดแล้ว ไทยพีบีเอส สื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตยไทยๆ และบ่งบอกแบรนด์ของชื่อทีวีไทยได้เป็นอย่างดี และตราสัญลักษณ์ NBT หรือสทท.11 ต่อวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งการเข้าถึงวัฒนธรรมประเพณีของไทย ผ่านวัฒนธรรมทางสายตาจากการดีไซน์ ก็คือ การออกแบบความเป็นไทย ผ่านตราสัญลักษณ์จากช่อง4 หรือ 9 โมเดิรน์ไนน์อันเสนอความทันสมัย ตรงกันข้ามกับไทยพีบีเอส และสทท.11 ที่มีความขัดแย้งกับเสื้อโบวลิ่ง จนถึงเสื้อแดง คือ กลุ่มการเมืองพรรคพลังประชาชน-พรรคเพื่อไทย สะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในปัจจุบัน

สรุป
กล่าวโดยสรุป การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ทีวีไทย เกี่ยวข้องสอดคล้องผ่านขั้นตอนการประดิษฐ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งเชื่อกันว่ามีจุดกำเนิดมาตั้งแต่โบราณ แท้จริงแล้วไม่ได้มีการปฏิบัติมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ได้ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ตัวอย่างประกอบด้วย “การสร้างวัฒนธรรมประจำชาติ” ของไทย ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม เช่น ผัดไทย และเพลงชาติไทย ซึ่งคำว่า ประเทศไทย ก็เพิ่งเกิดขึ้นมาหลังเปลี่ยนนามประเทศสยามเป็นไทย ซึ่งเห็นได้ชัด คือ วันปีใหม่ในประเทศไทยทางราชการ โดยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงครามให้ถือวันชาติ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มีการสื่อถึงเลขเป็นรหัส เช่น ปีกสี่ด้านของอนุสาวรีย์ฯสูง 24 เมตร หมายถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 รวมทั้งการสร้างงานศิลปกรรม ละคร เพื่อปลูกต้นรักชาติ เป็นต้น และเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา มีกิจกรรมที่นิยมปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ ได้แก่ การทำบุญตักบาตรที่วัด ซึ่งการประดิษฐ์ประเพณีขึ้นมาใหม่ แล้วแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงคำว่า สยามกลายเป็นไทย
โดยทุกวันนี้ เราก็เรียกแผนที่ของเราว่า แผนที่ประเทศไทยด้วย

ซึ่งต่อมาตราสัญลักษณ์ของกรมโฆษณาการ-กรมประชาสัมพันธ์ โดยพระอินทร์เป่าสังข์ ก็มีรากจากอินเดีย ไม่ใช่มาจากไทย และสร้างตราสัญลักษณ์ทีวีช่อง 4 ซึ่งความเป็นสยามของลักษณะเทวดา ที่มีความชัดเจนที่สุด คือ พระสยามเทวาธิราชเป็นเทวดาสยาม แต่ว่าไม่ใช่ลักษณะตรงกับคำว่า เทวดาไทย และการสร้างขนบประเพณีวัฒนธรรมของชาติไทย จนถึงตราสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ แสดงออกทำให้เป็นที่มาต่อพระอินทร์ถือสังข์ คือ ตราสัญลักษณ์ NBT- สทท. (ช่อง 11) ความย้อนแย้งดังกล่าวนั้น จึงเห็นได้ว่าเพื่อค้นหาความเป็นไทย อัตลักษณ์ และตัวตน ซึ่งมีลักษณะสังคมโหยหาอดีต โดยประเพณีเป็นกลไกของรัฐและกลไกทางการเมือง ในทำนองเดียวกันกับกลไกของประวัติศาสตร์ของรัฐประชาชาติ แต่เมื่อรัฐประชาชาติเป็นผลผลิตของสภาวะสมัยใหม่ ก็ทำให้ประเพณีต้องกลายเป็นผลิตผลของสภาวะสมัยใหม่ไปโดยปริยาย หรือ ถ้าจะกล่าวอย่างง่ายๆ ประเพณีเป็น “สิ่งใหม่” อันเป็นที่ต้องการของสภาวะสมัยใหม่ เมื่อเป็นของใหม่ก็ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะบอกว่า อะไรเป็นของแท้ดั้งเดิม อะไรเป็นของเทียมอันเป็นสิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่[xiv]

ความจริงนั้น อดีตที่นำมาใช้สื่อถึงตราสัญลักษณ์ของ NBT ก็ไม่ได้เก่าแก่จริงแท้ เพราะคำว่าประเทศไทย และตรากรมประชาสัมพันธ์ ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ซึ่งแนวคิดเรื่องการประดิษฐ์ประเพณี (invention of tradition[xv]) ซึ่งอีริค ฮอบสบอว์ม (Eric Hobsbawm) เป็นผู้เสนอความคิดดังกล่าวนั่นเอง ส่วนบทความการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ทีวีไทย ก็ต้องมองให้เห็นรื่องชาตินิยมโดยผู้เขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับการประดิษฐ์ประเพณีของชาติไทย ที่มีที่มาจากตรากรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ได้เก่าแก่มากมาย และทำให้สะท้อนภาพว่า การออกแบบตราสัญลักษณ์ของนักออกแบบ ก็ต้องอิงกับแนวคิดการออกแบบทางขนบประเพณีชาตินิยมเช่นเดียวกัน

ดังนั้น การวิเคราะห์ถึงอัตลักษณ์ในกรณีศึกษา ตราสัญลักษณ์ช่อง11 หรือ สทท. และไทยพีบีเอสนั้น แสดงถึงแนวความคิดเรื่อง “พื้นที่แห่งความทรงจำ”ผ่านตราสัญลักษณ์ เพราะว่า กรณี ช่อง 11 เห็นชัดเจนถึงรัฐบาลกับการออกแบบอำนาจในการเลือกสรรความทรงจำ และควบคุมสังคมว่าควร “จำ” หรือ “ลืม” ตราสัญลักษณ์ช่องทีวีเดิมโดยสร้างปฏิบัติการทางสังคม-วัฒนธรรม เพื่อค้ำจุนให้ “ความทรงจำ” นั้นๆ ดำรงอยู่กับเรา เช่นเดียวกับ การเขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์-สร้างอนุสาวรีย์ และพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น โดยบริบทของกรณีตราสัญลักษณ์ของช่อง4 หรือ ช่อง 9 คือ ตัวแทนของการถูกลืม-เปลี่ยนวันชาติ 24 มิถุนา[xvi] ทำให้ความทรงจำหายไป

ส่วนแนวคิดเรื่อง “การประดิษฐ์ประเพณี” แสดงให้เห็นว่าประเพณีไม่ได้ มีการสืบทอดต่อเนื่องยาวนาน แต่ถูกประดิษฐ์ใหม่เพื่อตอบสนองต่อชนชั้น และความเป็นประเพณีประดิษฐ์ของรัฐบาล ผ่านตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย จึงซ่อนเร้นอุดมการณ์ ผลประโยชน์ ที่มีการเลิกสัญญาบริษัทผลิตข่าว ซึ่งเดิมเป็นของ บริษัทดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง จำกัด ไปตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552 หลังเปลี่ยนเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมีข่าวว่าเป็นของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมือง ต่อมานักการเมืองเนวิน ก็เข้ามามีบทบาทกับพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ผูกพันกับปัญหาพันธมิตรประชาชน กรณีโพกผ้าเขียนว่ากู้ชาติบุก NBT ต่อมาเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ โดยเสียงบประมาณการจัดงานพิธีเปิดวันเปลี่ยนโลโก้ใหม่ในวันที่ 1 เม.ย. บวกค่าถ่ายทอดสด และจัดงานไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายประกวดโลโก้ใหม่ ที่ประมาณการใช้ภาษีประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท[xvii] ซึ่งก็ซ่อนเร้นโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจไว้อย่างแนบเนียน

อย่างไรก็ดี ยุคโลกาภิวัตน์ และสื่ออินเตอร์เน็ตของโลกไร้พรมแดน แต่ว่ารัฐบาลกับการใช้
ประเพณีประดิษฐ์ผ่านตราสัญลักษณ์ ช่อง 11ได้ก่อให้เกิด “วาทกรรม” ในสังคมขึ้นว่า เป็นการสร้างเพื่ออนุรักษ์ความเชื่อแบบดั้งเดิมในบริบทสังคมไทย ยิ่งกว่านั้นยังถือเป็นภาพสะท้อนอีกตัวอย่างหนึ่งของวิกฤตการณ์ความทันสมัยของสังคมไทย ที่เกิดขึ้นจากกระแสบริโภคนิยมและข้อมูลข่าวสาร ที่ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างมากในวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป เพราะว่า ในท้ายที่สุด ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย ก็ทำให้มองเห็นว่า การออกแบบตราสัญลักษณ์ ก็สะท้อนวิกฤติการณ์ทางการเมือง และเศรษฐศาสตร์เชิงธุรกิจ ต่อความคลุมเครือของตราสัญลักษณ์ NBT-ช่อง 11(สทท.) อยากคงไว้ทั้งความทันสมัย และอนุรักษ์ไทย แต่ก็ลั่กลั่นต่อความหมายของความเป็นไทย ที่ถูกนิยามสร้างขึ้นมาไม่นาน

ดังนั้น โจทย์ของรัฐ ก็สร้างกรอบความคิดของการออกแบบตราสัญลักษณ์ไม่ให้หลากหลายเกี่ยวกับความเป็นไทย เมื่อตัวแทนของรัฐบาล ก็ต้องมาตอบว่าไม่ได้ลอกแบบตราสัญลักษณ์โบว์ลิ่ง ท่ามกลางบริบทวิกฤติการณ์ทางการเมือง ซึ่งการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย ไม่ได้ออกแบบกันง่ายดายให้เข้ากับสังคมไทยได้ชัดเจน เหมือนกับรูปแผนที่ประเทศไทย คือ ตราสัญลักษณ์ว่าด้วยรูปด้ามขวาน ก็มีปัญหาภาคใต้ว่าด้ามขวานถูกลบออกไป หรืออาจจะมองแผนที่ด้านข้างเป็นรูปหัวช้าง มีงวงก็อาจจะแหว่งจากแผนที่ไทย สิ่งที่คิดว่า แผนที่รูปขวานทองของไทย อยู่ยั่งยืนมายาวนานกับความเป็นไทย ยังสั่นคลอนไม่แน่นอน โดยวิกฤติการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย กลุ่มพันธมิตรฯ-กลุ่ม 24มิถุนาฯในนปช.-เสื้อแดง

จึงชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งต่อการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีช่อง 11 ของไทย รวมทั้งทีวีช่อง4 หรือ ช่อง 9-ทีวีไทย ต่างๆ ดังกล่าวในยุคสื่อสารไร้พรมแดน ซึ่งทุกคนอาจจะระลึกถึงความสำคัญในวันชาติ 24 มิถุนายนของประเทศไทยไม่ให้เสื่อมสลายหายไป เช่นเดียวกับการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์กรณีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตราสัญลักษณ์ช่อง4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี" หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม คือ สัญญะความเชื่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในอดีต และตราสัญลักษณ์ NBT ซึ่งสูญสลายหายไปจากจอโทรทัศน์ไทย

เอกสารอ้างอิง(ปรับปรุงเพิ่มเติมแล้ว)
[i] ช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki และดูเพิ่มเติม ตำนานโทรทัศน์กับจำนง รังสิกุล และสินิทธ์ สิทธิรักษ์ กำเนิดโทรทัศน์ไทย (พ.ศ. 2493-2500)วันที่ 24 มิ.ย. 2498 โดยสินิทธ์ สิทธิรักษ์ ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า จอมพลป. มักเกี่ยวข้องกับวันชาติด้านเทคโนโลยี สื่อ 24 มิ.ย. 2494 เปิดสถานีวิทยุ 10 กิโลวัตต์ และ 24 มิ.ย. 2496 วิทยุ 50 กิโลวัตต์ เป็นต้น
[ii] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547: 72-121
[iii] อรรคพล สาตุ้ม “24 มิถุนา , 28 กรกฏา,14-6ตุลา,4 ธันวา-10 ธันวา”และ Young PAD ที่มา http://www.prachatai.com
[iv] ช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki เพิ่งอ้าง
[v] รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki
[vi] ช่อง 11 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
[vii] “สาทิตย์” สั่งบอร์ดอสมท.สู้คดี “สรยุทธ”ฟ้อง 249 ล. ปฏิเสธเอ็นบีทีลอกโลโก้ “โกลเด้นโบล์”
ที่มา วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:00:22 น. มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1240579433&grpid=00&catid=05
[viii] ดีไซน์+คัลเจอร์ : ประชา สุวีรานนท์ ที่มา http://www.faylicity.com/book/book2/designCulture.html
[ix] เบน แอนเดอร์สัน ; กษิร ชีพเป็นสุข...(และคณะ),ชุมชนจินตกรรม : บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2552 : 319-320
[x] ความคิดเห็นของผู้ดูทีวีสงวนนามคนหนึ่ง
[xi] รองศาสตราจารย์ สมเกียรติ ตั้งนโม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูล-ตั้งคำถาม รวมทั้งคำแนะนำแก่ผู้เขียน
[xii] กรมประชาสัมพันธ์ ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
[xiii] สังข์ ที่มา http://nbttv.prd.go.th/
[xiv] ‘เปิดม่าน’ สังคมที่โหยหาอดีต โดย ‘ธเนศ วงศ์ยานนาวา’ ที่มา http://www.prachatai.com
[xv] Eric J. Hobsbawm, Terence O. Ranger “The Invention of tradition” ที่มา books.google.co.th
[xvi] พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม บทบาททางการเมืองของหนังสือพิมพ์ไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงสิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ 2 : 38 กล่าวถึง คณะราษฎรออกหนังสือพิมพ์ชื่อ เทอดรัฐธรรมนูญ ขึ้นเพื่อใช้เป็นปากเสียง และสมาชิกคณะราษฎรเป็นผู้ก่อการฝ่ายพลเรือน 2ท่าน คือ สงวน ตุลารักษ์ และซิม วีระไวทยะ ออกหนังสือพิมพ์ ๒๔ มิถุนาเป็นการระลึกถึงวันดังกล่าว ฯลฯ เป็นต้น
[xvii] ‘หอยสังข์สีม่วง’ เป็นเหตุ! ละม้ายคล้ายแบรนด์ Bowling เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 17 ฉ.ที่ 883 วันที่ 1 พ.ค.2552 : 77

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

แม่หญิงแห่งแม่น้ำโขง: บทบาทสตรีศรีภรรยาคนจับปลาในยุคโลกาภิวัตน์

อรรคพล สาตุ้ม

แม่หญิงแห่งแม่น้ำโขง- บทบาทสตรีศรีภรรยาคนจับปลาในยุคโลกาภิวัตน์

สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ติดกับพรมแดนเมืองห้วยทราย ประเทศลาว ทำการค้าแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งปลา อาหาร การเกษตรของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีความผูกพันกับการจับปลาในแม่น้ำมายาวนาน ทำให้มีความสัมพันธ์ชุมชนต่อพันธุ์ปลาแม่น้ำโขง

คนจับปลากับเรือเป็นสิ่งสัมพันธ์ต่อเครื่องมือจับปลาพื้นบ้านด้วย ในการใช้ไซลั่นดักจับปลาตามริมแม่น้ำ การจับปลาของชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขงสองชุมชนร่วมกันสืบทอดเคารพความเชื่อต่อผีแม่น้ำโขง การมีเครื่องบูชาบนเรือหาปลา มีการจับปลาพันธุ์ต่างๆหลากหลายมาก เช่น ปลาเพทาย ปลาไน ปลาเพี้ย ปลานิล ปลาแกง ปลากวง ฯลฯ นอกจากนี้ชาวบ้านยังแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเครื่องมือหาปลาระหว่างไทย-ลาว กับจับปลาขายตามตลาด รวมถึงทำการเกษตร ปลูกผักริมฝั่งแม่น้ำโขง

ภาพสะท้อนความสัมพันธ์การจับปลาในอดีตระดับชุมชนที่เคยมีปฏิสัมพันธักันมาก่อนมีพรมแดนขวางกั้น คือประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนา-ล้านช้าง และเมืองเชียงของกับห้วยทรายก็เปลี่ยนไปอยู่ในขอบเขตแดนของสยาม ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยกับประเทศลาว เพราะเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมทางแผนที่ของสยามเพื่อสร้างขอบเขตแดน ให้มีอาณาเขตอย่างชัดเจน เพราะการเข้ามาล่าอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศส ทำให้เปลี่ยนจากแนวคิดแผนที่คติจักรวาลแบบไตรภูมิ เป็นแผนที่ตามภูมิศาสตร์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ตะวันตก แต่ที่นี่ก็ยังเป็นเส้นทางสานสัมพันธ์ของผู้คนสองเชื้อชาติและสองประเทศที่ใช้ข้ามไปมาหาสู่ดุจญาติฉันท์มิตร มีสิทธิการติดต่อซื้อขายกันอย่างเสรี เสมือนไร้รัฐ จะมีเพียงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์หรือทางธรรมชาติคือแม่น้ำโขงที่แบ่งแยกแผ่นดินออกจากกันเท่านั้น ซึ่งแสดงถึงแม่น้ำโขงถูกใช้เป็นพรมแดน นอกจากเรื่องการค้าระหว่างกัน และรากฐานทรัพยากรธรรมชาติ ดังเช่น ปลา ด้วย

ท่ามกลางการพัฒนาและโลกาภิวัตน์จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ใหม่ดังกล่าวในช่วงของการเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อทำวิทยานิพนธ์ตัวผู้วิจัยได้เข้าไปพบการเปลี่ยนแปลงทางความหมายและความเชื่อเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนให้สตรีได้นั่งบนเรือหาปลาได้ซึ่งแต่เดิมคนจับปลาได้เคยกล่าวไว้ว่าถึงความเชื่อห้ามไม่ให้สตรีขึ้นนั่งบนเรือ หรือข้ามเรือ นอกจากนั้นบทบาทของแม่ย่านางเรือ(ความเชื่อเคารพเพศแม่และแม่น้ำ) รวมทั้งหญิงลาวที่เข้ามาแต่งงานกับคนจับปลาคนไทยก็ได้สะท้อนภาพหลังการเปลี่ยนแปลงทางด้านการถูกแบ่งแยกทางพรมแดนให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างทางพรมแดนของคนจับปลาไทย-ลาว ถ้าหากพิจารณาตามกรอบของทฤษฏีสตรีนิยมแล้ว ก็คงเห็นสภาพการขยับความเท่าเทียมทั้งทางกายภาพและทางอุดมการณ์ของความคิด ความเชื่อ ที่ให้สตรีมีส่วนร่วมในการเข้ามาในพื้นที่แห่งการจับปลาได้

ดังนั้นต้องเอ่ยถึงการนิยามรัฐชาติขึ้นมาใหม่อีกครั้งรวมถึงผลกระทบต่างๆ ซึ่งทำให้พรมแดนทางกายภาพเปลี่ยนแปลงจากเดิมแม่น้ำไม่เคยกั้นขวางกลับเป็นขวางกั้นได้เปลี่ยนพรมแดนทางความรู้ ความคิด ความเชื่อของคนก็เปลี่ยนตามไปด้วย ฉะนั้นการนิยามแม่หญิงแห่งแม่น้ำโขงสตรีศรีภรรยาของคนจับปลาขึ้นมาใหม่ก็เป็นการก้าวข้ามพรมแดนของอคติทางเพศในความเชื่อเก่าต่อสตรีจะต้องมีส่วนของผลกระทบหลายอย่างประกอบกัน ดังที่บ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ที่เป็นหมู่บ้านชายแดนไทยติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งพรมแดนของสองประเทศคือแม่น้ำโขงได้ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างกันในช่วงอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนอีกด้วย ทั้งสองชุมชนขาดการติดต่อไปมาหาสู่ไม่สามารถข้ามฝั่งแลกเปลี่ยนติดต่อกันได้

แต่แล้วความสัมพันธ์ก็ได้กลับคืนมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายทางการเมืองของสองประเทศ หลังสิ้นสุดสงครามเย็นทางอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ท่ามกลางกระแสของการพัฒนาตามปัจจัยภายในของประเทศและปัจจัยภายนอกของโลกาภิวัตน์ทางการสื่อสารคมคนาคม ที่ได้เข้ามามีผลกระทบทั้งสองประเทศก็ได้เปิดประตูการค้ากันโดยมีวาทกรรมเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ครอบงำและครอบคลุมโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของชุมชน

ประวัติศาสตร์ระดับชาติจากยุคอดีตมาปัจจุบันกำลังถูกนำทิศทางใช้ประโยชน์ทางกระแสด้านเศรษฐกิจการค้าเสรีระดับระหว่างประเทศ ผลกระทบนี้ได้เข้ามาสู่ชุมชนตามการขนส่งสินค้าทางเรือของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ส่งที่ท่าเรือเชียงของ จุดผ่านแดนแลกเปลี่ยนสินค้าชายแดน นอกจากนี้แผนของการพัฒนายังคงเติบโตขึ้นมาในนามโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หลังวิกฤติเศรษฐกิจแล้วก็ยังเดินหน้าผลักดันขยายเป็นหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ ต่อมามีการสร้างเขื่อนในลาว กับจีน ซึ่งลาว-จีนจะปันน้ำใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายด้วย ทำให้มีความวิตกกังวลตามมาด้วยการระเบิดเกาะแก่งหินเพื่อการเดินเรือสินค้าก็ทำการระเบิดในส่วนของประเทศจีน ต้นธารแห่งแม่น้ำโขงแล้ว มีแผนว่าจะสืบเนื่องมาถึงไทย
อย่างไรก็ตามผลกระทบของการพัฒนาและโลกาภิวัตน์จากเทคโนโลยีเรือสินค้าเคลื่อนย้ายสินค้าและเกี่ยวพันกับการค้าลงทุนของเงินกองทุนธนาคารแห่งเอเชียต่างนานาอันซับซ้อน ที่รัฐบาลคิดว่าเกินกว่าความเข้าใจของคนจับปลา ที่จะรู้ได้ว่าตัวแปรและปัจจัยของสาเหตุหลายอย่างมีผลกระทบต่อคนจับปลา

ในที่สุดคนจับปลาที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายก็ได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะแวดล้อมธรรมชาติของแม่น้ำโขงผ่านมากับแนวทางของนโยบายการพัฒนาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงต่างก็เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และละเลยคนจับปลากลุ่มเล็กๆที่มีครอบครัวเป็นลูก ภรรยา ต้องช่วยกันประคับประคองวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมของจำนวนปลาจับได้แต่ละวันลดลงเพราะจากการรบกวนของเรือเดินสินค้าที่ทำให้แม่น้ำโขงสกปรก กับระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงตามกระแสน้ำไม่ปกติของเขื่อน

เหตุผลดังกล่าวประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโลกทัศน์เดิมคือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนจับปลาต่อพรมแดนความเชื่อดั้งเดิม บดบังบทบาทของสตรีไม่ให้ผู้หญิงนั่งบนเรือจับปลา แตะต้องเรือ หรือข้ามเรือ เพราะจะ “ขึด”ในความหมายเป็นข้อห้ามว่าทำแล้วไม่ดี แต่โลกทัศน์สมัยใหม่แบบวิทยาสาสตร์ก็ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดคนจับปลาไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของกรมประมงในการผสมเทียมเพาะพันธุ์ปลาบึกได้ และคาดหวังว่าจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ดังนั้นหลังจากได้รับผลกระทบของการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการท่องเที่ยวของจังหวัดที่เน้นให้พื้นที่มีผลิตพิธีกรรมบวงสรวงจับปลาขึ้นมาอย่างใหญ่โตสร้างภาพเทียมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเข้ามาจ้องมองดูพิธีกรรมนี้ตามกระแสของตลาดการท่องเที่ยว

แต่ก็มีพิธีกรรมแท้โดยชาวบ้านได้แยกออกไปทำพิธีกรรมต่างหากเช่นกัน สะท้อนการปรับตัวในความขัดแย้งของพรมแดนความเชื่อในการเคารพผีปลาบึกที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและแม่น้ำโขงลดลง รวมถึงการบูชาแม่ย่านางเรือเพื่อการจับปลา(บางคนทำพิธีบูชาแต่ละวันบางคนไม่ทำเลย)กลับกลายเปิดพื้นที่ให้แม่หญิงแห่งแม่น้ำโขง ได้มีพื้นที่ตัวตนสามารถนั่งบนเรือได้ไม่ขึดและปรากฏการณ์ดังกล่าวกับส่งเสริมให้สตรีศรีภรรยาของคนจับปลาถือว่าเป็นตัวนำโชคด้วย(หมาน-คำเมือง)

จากหน้าที่ของสตรีเพียงแบ่งพื้นที่ให้จับปลาที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงติดกับหาดทรายของวัดหาดไคร้และใช้อุปกรณ์จับปลาขนาดเล็กทอดแหหรือใช้เครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน เช่น ไซ อันสะท้อนภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านจักสานใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุเกี่ยวกับธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าการมาช่วยจับปลาใหญ่ในพี้นที่ดอนจะมีสตรีนั่งอยู่บนเรือคนเดียวแล้วจับปลานั้นเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมอง(อวน)มีขนาดใหญ่ต้องอาศัยกำลังมาก ดังนั้นจึงเป็นเพียงผู้ช่วยจับปลาเพราะความห่วงใยของสามีคือคนจับปลาต่อภรรยาว่าจะตากแดดร้อน ต้องเสี่ยงกับแรงดึงของปลาแล้วล่วงลงจมน้ำหรือมองถูกเกี่ยวพัน กับใบพัดของเรือเดินสินค้าทำให้ตกน้ำประสบอุบัติเหตุต่างๆนานา

หากจะเชื่อมโยงภาพของอดีตกับปัจจุบันของพื้นที่ทางกายภาพกับพื้นที่ทางความคิดของพรมแดนแม่น้ำโขงหรือดอนนี้ สะท้อนตัวตนของสตรีออกมาเกี่ยวกับข้อห้ามทางความเชื่อเดิม คนจับปลาเชื่อถือเรืองโชคชะตาว่าจับปลาได้ย่อมเกี่ยวข้องกับฝีมือจากประสบการณ์ สัญชาตญาณ และ “หมาน”(โชคดี)ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรือ รวมถึงพื้นที่จับปลาในปัจจุบันก็ถูกแย่งชิงทรัพยากรปลาและทางสิ่งแวดล้อม

อนึ่ง ความสำคัญของพื้นที่ในบริบททางประวัติศาสตร์ของความคิด วิธีคิด สำนึกของอดีตพื้นที่ดอนเป็นเหมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ทางศาสนาพุทธ ตามการรับรู้ที่อำเภอเชียงแสนเคยมีการสร้างพระพุทธรูปและเป็นที่ประกอบพิธีกรรมเป็นวัดบนดอน ดังที่ปรากฏเนื้อหาพงศาวดารโยนก และพื้นที่ดอนนี้เกี่ยวพันกับความรู้เรื่องปลากับการรับรู้แม่น้ำโขง(คติเกี่ยวกับน้ำ) ผ่านคติไตรภูมิจักรวาลสะท้อนสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติแบบพุทธะ พื้นที่ย่อมเชื่อมโยงกับคติทางพระพุทธศาสนา ดังที่มีตำนานพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่วัดตีนธาตุ
อย่างไรก็ตามพื้นที่นี้ใกล้วัดหาดไคร้ด้วย ก็มีกฎทางศีลธรรมของวัดอยู่แล้วว่าวัดเป็นเขตอภัยทานห้ามจับสัตว์น้ำ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่กระแสของการพัฒนานิยามพื้นที่เป็นล่าปลาบึกแห่งแรกของโลกแล้วก็เปลี่ยนแปลงตามกระแสอนุรักษ์เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึกปฏิสัมพันธ์ของชุมชนกับนโยบายของรัฐในการจัดการท้องถิ่นอันเกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ

สภาพบรรยากาศของพื้นที่ดอนขณะที่เคยเป็นอดีตรุ่งโลดของการจับปลาบึกคนมานอนตั้งกระท่อมรอจับปลาบึกจำนวนมากและรอดูปลาบึก แต่ปัจจุบันพื้นที่เกิดขึ้นในฤดูน้ำลดและเป็นฤดูกาลจับปลาเล็ก ปลาใหญ่อย่างปลาบึกทำให้เปิดโอกาสให้มีการใช้เรือหาปลากับนักท่องเที่ยวในการพาไปเที่ยวดูวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงดังเช่น เห็นภาพตึกรามเล็กๆ ท่าเรือบริเวณวัดริมน้ำตีนธาตุ หาด ดอน นกนางนวล ก่อให้เกิดความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งตรงจุดนี้ก็น่าเป็นสาเหตุให้เรือหาปลาเปลี่ยนความหมายมีพื้นที่ของสตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คนจับปลาได้พาภรรยานั่งบนเรือดูธรรมชาติและจับปลาไปด้วย แสดงความรักของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างกันในโอกาสดังกล่าวไปตามสายลมกับแสงแดดในเวลาที่มีอิสระของสองคน

พื้นที่ดอนก็ได้เป็นพื้นที่ของการเข้ามาช่วยเหลือของภรรยาในการทำความสะอาดมอง หลังจากจับปลาแล้วในแต่ละรอบก็จะพักเพื่อรอคิวออกไปหาปลาไม่ให้ขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรปลากันเอง แน่นอนว่าภรรยามานั่งที่เพิงพักกินข้าวก็ย่อมเป็นกำลังใจ เวลาที่คนจับปลา “ใจอ่อน”สูญเสียกำลังใจในการจับปลาไม่ได้สักตัวเดียวก็จะบ่นออกมาว่าต้นแม่น้ำโขงจับปลามากเกินไป หรือผลจากเขื่อนอื่นๆ

ดังนั้น วิถีชีวิตของคนจับปลาย่อมเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เพราะผลกระทบของการพัฒนาที่ทำให้คนจับปลาโดยไม่เคารพธรรมชาติมากขึ้น และวิกฤติทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนให้สตรีเข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้นตามกระแสการท่องเที่ยวด้วย สตรีข้ามเรือไม่ขึด นั่งเรือเล่นได้ ปัจจัยที่มีผลให้พื้นที่ดอนลดความศักดิ์สิทธ์ลงของความเชื่อถือ แต่บางคนก็แสดงความเคารพที่เพิงโดยวางของบวงสรวงไว้บ้าง แต่เป็นเพียงปัจเจกไม่เป็นปึกแผ่นของสังคม เพราะความสัมพันธ์ของเรือจากเรือเป็นแพมาสู่เรือขุดจากไม้ใช้ไม้พายเรือในอดีต ซึ่งต้องเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เช่น เรือทำจากไม้ตะเคียน ด้วยความเป็นศิลปะพื้นบ้านของเรือก็มีความเชื่อว่าสามารถจับปลาได้มาก

แต่โชคชะตาก็เป็นความไม่แน่นอนในยุคโลกาภิวัตน์ที่พึ่งพิงทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นเทคโนโลยีก้าวหน้ากำหนดให้เรือหาปลาพัฒนาจากใช้ไม้พายเรือเป็นเครื่องจักรเพื่อหาปลาได้เร็วขึ้นก็ลดต้นทุนการเซ่นไหว้เรือ กับถูกบีบบังคับทางอ้อมจากเครื่องจักรต้องเติมน้ำมันจับปลามากขึ้นให้คุ้มกับต้นทุนของราคาน้ำมันด้วย ตามมาด้วยประสบปัญหาจากตัวเครื่องจักรถูกน้ำแล้วเสียหายได้ง่าย อีกทั้งถ้าไม่ได้ปลาตามที่คาดหวังไว้คนจับปลาก็จะต้องเพิ่งพิงฐานะของภรรยาแทนการจับปลาได้น้อยลง ภรรยาของคนจับปลาจึงมีตำแหน่งแห่งที่ค้าขายของในตลาดและนำรายได้จากภรรยาจุนเจือครอบครัวด้วย

เมื่อเกิดการสลับความสัมพันธ์เชิงอำนาจก็เกิดการต่อรองทางอำนาจขึ้นกับคนจับปลา จึงหาภรรยาที่เก่งทางการค้าขาย กรณีสตรีชาวลาวได้เข้ามาตั้งร้านขายเหล้ายาดองบนพื้นที่ดอนดังกล่าวนอกจากบทบาทของแม่หญิงไทยแล้ว ก็มีความสัมพันธ์กับแม่หญิงลาวที่เหมือนกับเครือญาติครอบครัวเดียวกันของชุมชมที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดนของประวัติในบรรพบุรุษก็เกี่ยวข้องด้วยอีกต่างหาก กรณีการเข้ามามีส่วนร่วมของความสัมพันธ์กับระบบนิเวศและยุคโลกาภิวัตน์ของสตรีชาวลาวได้เกิดปฏิสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ดอนนี้คนจับปลาไทย-ลาวหาปลาร่วมกัน

จากประวัติศาสตร์ความเป็นพี่น้องหรือเครือญาติทางชาติพันธ์ไทลื้อที่เคยโยกย้ายถิ่นฐานมาไม่นานเกินไป และเพื่อนร่วมจับปลากัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและซื้อขายเหล้ายาดอง บนพื้นที่ดอนของคนจับปลา เกิดพื้นที่ตัวตนของแม่หญิงชาวลาวใช้ความรู้การปรุงเหล้ายาดองเพื่อสุขภาพของคนจับปลา การค้ายาดองจึงเป็นนวัตกรรมในการสร้างสรรค์ทางการค้าตามการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับรู้โลกทัศน์ใหม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยและใช้ภูมิปัญญาเดิมมาเป็นผลประโยชน์ใหม่ๆ ดังเช่น คนจับปลาใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากก้อนหินที่คอยช่วยเหลือทำความสะอาดแม่น้ำโขงทางธรรมชาติโดยว่าจ้าง แม่หญิงลาวคนอื่นเก็บหินบนพื้นที่ดอนของแม่น้ำโขงมาขายให้กับร้านตกแต่งสวนที่รับซื้อก้อนหินสีสวยต่างๆ ก็สะท้อนว่าคนจับปลารู้จักวัฒนธรรมการบริโภคสัญญะของสินค้าในชนชั้นกลางด้วย

อย่างไรก็ดี สัญลักษณ์ทางนามธรรมภาพแสดงแทนของแม่หญิงแห่งแม่น้ำโขงคือบทบาทสตรีศรีภรรยาของคนจับปลามีภาพเชื่อมโยงกับพื้นที่รูปธรรมบนดอน ดุจว่าการเรียกชื่อ “แม่น้ำโขง” แต่ต่างกันคนเมืองเรียกว่า“น้ำของ” ในที่นี้ขอเน้นสะท้อนคำออกมาว่า จากคำว่า “แม่” เป็นเพศหญิงเคารพในธรรมชาติของสตรี ที่ต้องมีบทบาททางอุดมการณ์เป็นแม่ของลูกและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าการก้าวข้ามพรมแดนทางอุดมการณ์ความคิดให้เกิดความสมดุลนี้เป็นภาพแห่งความเป็นอุดมคตินี้ ผู้วิจัยได้พบตัวชี้บอกว่าการนิยามของคนจับปลาต่อความขัดแย้งในการนิยามการพัฒนาของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ขัดแย้งนี้ย่อมสัมพันธ์กับครอบครัวบทบาทของสตรีที่มายังพื้นที่นี้ต้องมีส่วนร่วมในการพยายามสร้างอำนาจในการนิยามการพัฒนาคือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นี้คือความหมายที่คนจับปลาได้พยายามบอกกล่าวแก่ผู้วิจัย

นอกจากสร้างนิยามเพื่อมีอำนาจต่อรองแล้ว บทบาทของสตรียังมีขึ้นพร้อมปรากฏการณ์ช่วยเหลือทำความสะอาดพื้นที่ดอน ทำเพิงที่พักสำหรับร้านเหล้ายาดอง อื่นๆ รากฐานของความร่วมมือของสตรีในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทำให้มีพื้นที่ตัวตนและคงหาทางประสานกับทางเลือกของการพัฒนากับสามีของครอบครัว ความสัมพันธ์เพศก็เกิดขยับความเท่าเทียม ทั้งทางอุดมการณ์แห่งการผลิตวัฒนธรรมใหม่
ถึงอย่างไรก็ตามการพัฒนาอย่างสมดุล เสมือนการพัฒนาที่ชาย-หญิงเท่าเทียมกันนั้นในพื้นที่บนดอนดังกล่าว แต่ทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของแม่น้ำโขงตอนบนโยงใยกับปัญหาซับซ้อนต่างๆนี้ เพราะอคติทางการพัฒนาแม่น้ำโขง อคติว่าประชาชนไม่รู้เรื่องทางการพัฒนากีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่เหมือนกับอคติทางเพศต่อผู้หญิง แต่ว่าแม่น้ำคือแม่ของเรา หากการเปรียบดังกล่าวนี้เป็นเหมือนสำนวนโวหารมากกว่าหลักตรรกะแล้ว ก็คงเหมือนสัญลักษณ์ของความสำคัญของความสมดุลทางสิ่งแวดล้อมสมควรมีพื้นที่สำหรับแม่หญิงแห่งแม่น้ำโขงได้แล้ว.


เอกสารอ้างอิง
กนกวรรณ มะโนรมย์. “อัตลักษณ์ทางสังคมชาวประมงแม่น้ำมูลตอนล่าง วิเคราะห์จากระบบนิเวศลวงปลาและบริบทแวดล้อม เอกสารหมายเลข 11 เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินสองฝั่งโขง.” ใน เอกสารประกอบการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 2 เรื่องชาติและชาติพันธุ์ วันที่ 26-28 มีนาคม 2546. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน). (อัดสำเนา).
กนกศักดิ์ แก้วเทพ และ สมเกียรติ วันทะนะ. จากเศรษฐศาสตร์การเมืองถึงสังคมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วลี, 2524.
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2543. “โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ กัมพูชา - จีน - พม่า - ลาว - เวียดนาม - ไทย หรือ หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ (Greater Mekong Subregional Economic Cooperation : GMS-EC).” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.dtn.moc.go.th/web/8/151/gms.asp (2 ตุลาคม 2547).
กรวรรณ ชีวสันต์ สังขกร และ สุพัฒน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล. ผลกระทบจากการเป็นเมืองท่าของอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.
กระทรวงการต่างประเทศ. 2544. “สรุปผลการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region –GMS Summit ) 3 พฤศจิกายน 2545 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศ กัมพูชา.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=2997 (3 ตุลาคม 2547 ).
_________ . 2547. “โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Subregion (GMS).” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.mfa.go.th/web/1092.php (5 ตุลาคม 2547).
กลุ่มนักวิจัยท้องถิ่นเชียงของ เวียงแก่น. “เชียงของ เวียงแก่น:พัฒนาการของสังคมชายขอบจากอดีตสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.” เสนอหัวหน้าและที่ปรึกษาโบราณคดีและชาติพันธุ์ โดยกลุ่มนักวิจัยท้องถิ่นเชียงของ เวียงแก่น. (อัดสำเนา).
กลุ่มรักษ์เชียงของ. “คิดถึงปลาบึก.” โครงการแม่น้ำและชุมชน กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล
ประเทศไทย 2546. (อัดสำเนา).
_________ . “ทำไมต้องคัดค้านการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง?.” เครือข่ายแม่น้ำโขงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการแม่น้ำและชุมชน กลุ่มรักษ์เชียงของ ตุลาคม 2545. (อัดสำเนา).
“การประชุมด้านการค้าระหว่างประเทศ.” แม่น้ำโขง (กันยายน 2003) :16.
เกษียร เตชะพีระ. วิวาทะโลกานุวัตร. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ, 2538.
คณะทำงานร่วมธนาคารแห่งประเทศไทย และ ธนาคารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. ปัญหาการค้าชายแดนไทย-ลาว (นครพนม-คำม่วน และเชียงราย-บ่อแก้ว). กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2539.
คะนึงนิจ ทับทิม และ Hirsch, Philip. 2545. “ทรัพย์สินส่วนรวมในฐานะที่เป็นการปิดล้อม กรณีศึกษาหนองปลาชุมชน ภาคใต้ สปป.ลาว.” ใน งาน สุวรรณภูมิ คนและแผ่น
ดิน วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2545. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.
(อัดสำเนา).
เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. 2547. “จีนวางแผนลุยโครงการแม่โขงต่อ.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.searin.org/Th/Mekong/mek_rapid_n_6.htm(2 ตุลาคม 2547).
_________ . 2548. “บทสรุปงานวิจัยจาวบ้านเชียงของ.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.searin.org/Th/Mekong/mek_research_sum.htm ( 2 มกราคม 2548).
_________ . 2548. “รายงานสรุป ระดับน้ำโขงผิดปกติ ผลกระทบท้ายน้ำจากเขื่อนและการพัฒนาแม่น้ำโขงตอนบน.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.searin.org/Mekong.htm
( 2 มกราคม 2548).
โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า. 2545. “สว.เตรียมจัดเวทีทูตไทยถกระเบิดแก่งต้นปีหน้า ชี้เบื้องลึกจีนหวังควบคุมแม่น้ำโขง.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaico.net/ /b_pnews/45120400.htm (4 ธันวาคม 2545).
_________ . 2547. “ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเงื้อมมือของตลาดเสรี.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaico.net/b_pnews/sc_9nov45.htm (3 พฤศจิกายน 2545).
จรัญ โฆษณานันท์. สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน : ปรัชญา กฎหมาย และความเป็นจริงทางสังคม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2545.
จิตร ภูมิศักดิ์. ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม : อันเนื่องมาจากความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2547.
จิระนันท์ พิตรปรีชา. “ การค้ายูนนาน.” ศิลปวัฒนธรรม 10,11 (สิงหาคม 2533) :127.
ฉลาดชาย รมิตานนท์. มนุษย์ : วัฒนธรรม อำนาจและสิ่งแวดล้อม. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543.
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, บรรณาธิการ. สถานภาพไทยศึกษา : การสำรวจเชิงวิพากษ์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮ้าส์, 2543.
ชลธิรา สัตยาวัฒนา, บรรณาธิการ. พลวัตสิทธิชุมชน: กระบวนทัศน์ทางมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2546.
ชวลีย์ ณ ถลาง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ กาญจนี ละอองศรี. ประเทศราชของสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว = Siamese vassal states under King Rama V. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2541.
“ชะตากรรมแม่น้ำโขง.” วารสารเพื่อการพัฒนาชุมชนไท ฉบับที่ 10 (พฤษภาคม-มิถุนายน 2546) :
4-18.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. “จากอาณานิคมาภิวัฒน์สู่โลกาภิวัตน์.” สารคดี 19, 225 (พฤศจิกายน 2546) :57-69.
_________ . 14 ตุลา บันทึกประวัติศาสตร์ = October 14, 1973 Student uprising. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2546.
_________ . 2475 : การปฏิวัติสยาม = 1932 Revolution in Siam. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2543.
ชิงชัย หาญเจนลักษณ์. วิทยาการกับรอยยิ้ม. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2545.
ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ, บรรณาธิการ. แม่มูน การกลับมาของคนหาปลา. กรุงเทพฯ: เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย, 2545.
_________ . สัมภาษณ์. 15 ตุลาคม 2546.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่/ ขบวนการเคลื่อนไหวประชาสังคมในต่างประเทศ : บทสำรวจพัฒนาการสถานภาพและนัยยะเชิงความคิด/ทฤษฎีต่อการพัฒนาประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิภาษา, 2540.
_________ . วาทกรรมการพัฒนา: อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น = Development discourse power knowledge truth identity and otherness. กรุงเทพฯ:
ศูนย์วิจัยและผลิตตำรา มหาวิทยาลัยเกริก, 2543.
ซ้อ จินะราช. สัมภาษณ์. 9 ธันวาคม 2545.
ดารารัตน์ วีระพงษ์, บรรณาธิการ. ลำน้ำโขง : ศรัทธา คุณค่าและความทรงจำ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2546.
ตามรอยพระเจ้าล้านตื้อ(พระเจ้าทองทิพ)ประวัติศาสตร์ลำน้ำโขงของเมืองเชียงแสน
สภาวัฒนธรรมอำเภอเชียงแสน พิพิทธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เชียงแสน จัดพิมพ์เนื่องในปี
ท่องเที่ยวไทย 2541-2542
เตช บุนนาค และ ภรณี กาญจนัษฐิติ, ผู้แปล. การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม
พ.ศ.2435-2458. กระทรวงมหาดไทย สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2532.
ทานาเบ ชิเกฮารุ. นุ่งเหลือง นุ่งดำ : ตำนานของผู้นำชาวนาแห่งล้านนาไทย กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์,
2529
ทวีศักดิ์ เผือกสม. การปรับตัวทางความรู้ ความจริง และอำนาจของชนชั้นนำสยาม พ.ศ.2325-2411. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
ธงชัย วนิจจะกูล. รายงานโครงการวิจัยเสริมหลักสูตร เรื่องวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศา
วิทยา (Genealogy). กรุงเทพฯ: คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534.
(อัดสำเนา).
ธเนศวร์ เจริญเมือง. ไทย-พม่า-ลาว-จีน สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ สี่เหลี่ยมวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์คบไฟ, 2538.
ธีระ นุชเปี่ยม. การเมืองโลกหลังสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศิลป์สยามบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์, 2541.
เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ชุธาตุ : บทบาทและความหมายของพระธาตุในอนุภูมิภาคอุษาคเนย์ กรณีศึกษาความเชื่อเรื่องพระธาตุปีเกิดในล้านนา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. ปากไก่และใบเรือ : ว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์-วรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพรว, 2543.
“นิเวศน์วิทยาการเมืองความคิดของการเมืองสีเขียวในยุโรป.” ปาจารยสาร 22, 4 ( กรกฎาคม
2538 ) :40-45.
บรรจง นะแส, บรรณาธิการ. การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน: กรณีศึกษาจากชุมชนชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้. สงขลา: โครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้, 2545.
“บ้านหาดไคร้ ชมการจับปลาบึก.” Trips 6, 62 (ธันวาคม 2544 ) :87-92.
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. ราชอาณาจักรลาว. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2547.
บูชิตา สังข์แก้ว. วัฒนธรรมปลาและจุดจบตำนานพรานปลาแม่น้ำมูล. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.), 2540.
เบลโล, วอลเดน คันนิงแฮม, เชียร์ และปอห์, ลี สวน. โศกนาฏกรรมสยาม : การพัฒนาและการแตกสลายของสังคมไทยสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2542.
แบรีแมน, เจอรัลด์. เบื้องหลังหน้ากาก. แปลโดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์รู้แจ้ง, 2530.
ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล, บรรณาธิการ. คนใน ประสบการณ์ภาคสนามของนักมานุษยวิทยา
ไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2545.
ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์. นิเวศเศรษฐศาสตร์และนิเวศวิทยาการเมือง = Eco-economics and political ecology. กรุงเทพฯ: คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
“ปลาบึกราชาแห่งปลาลุ่มแม่น้ำโขง.” อนุสาร อสท. 36,7 ( กุมภาพันธ์ 2539) :112-124.
ปารวี ไพบูลย์ยิ่ง. เส้นทางไทยเชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน เชียงของ-หลวงน้ำทา-เมืองสิง-เชียงรุ่ง. กรุงเทพฯ: โครงการอาณาบริเวณศึกษา 5 ภูมิภาค, 2545.
ผาสุก พงษ์ไพจิตร, บรรณาธิการ. วิถีชีวิต วิธีสู้ ขบวนการประชาชนร่วมสมัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ตรัส-วิน, 2545.
ผู้จัดการออนไลน์. 2547. “นักท่องเที่ยวนับพันแห่ดูปลาบึกยักษ์พรานปลาบึกจับได้เพิ่มอีก 1 ตัววันนี้.”[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th/local/ViewNews.aspx?NewsID=4760846754311 (30 เมษายน 2547).
พนิดา สงวนเสรีวานิช. “วังปลาในพระราชินีศรีสยาม.” ศิลปวัฒนธรรม 16, 10 (สิงหาคม 2538) : 41-45.
พวงนิล คำปังสุ์, ผู้แปล. ลาวและกัมพูชา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง, 2544.
พันธุ์สูรย์ ลดาวัลย์, ม.ล. และ ศิริพงษ์ ลดาวัลย์ ณ อยุธยา. การกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย = The Making of Thai foreign policy. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2540.
_________ . ผลกระทบของโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจต่อประเทศไทย : รายงานการวิจัย. เชียงใหม่ : คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2540.
เพียรพร ดีเทศน์. สัมภาษณ์. 15 ตุลาคม 2546.
ไพสิฐ พาณิชย์กุล. 2544. “สิทธิชุมชน ปัญหาและพัฒนาการทางความคิด.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.geocities.com/middata/newpage14.html (10สิงหาคม 2544).
ภัทรพงศ์ คงวิจิตร. “ลาว:ผู้คนและแผ่นดิน” เสนอ ในงาน สุวรรณภูมิ คนและแผ่นดิน ศูนย์มานุษย
วิทยาสิรินธร วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2545. (อัดสำเนา).
ภูเก็ต กาญจนะวณิชย์. อินโดจีน : การให้ความหมายภายใต้บริบทการเมืองไทย หลัง พ.ศ. 2518. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2546.
มหาคำ จำปาแก้วมณี และคณะ. ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต. ขอนแก่น: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2539.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. บัณฑิตวิทยาลัย. สาขาภูมิภาคศึกษา. 2547. “แผนที่ลุ่มน้ำโขง.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.mekongcenter.net/images/map/mekongbasin.gif (3 ตุลาคม 2547).
_________ . “ลำดับเหตุการณ์ด้านการพัฒนาการ เดินเรือในแม่น้ำโขง.” [ระบบออนไลน์]. แหล่ง
ที่มา http://www.mekongcenter.net/ /mekongboat.html (4 ตุลาคม 2547).
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ศูนย์ข้อมูลจีนตอนใต้ศึกษา. 2547. “การค้าไทย – จีนตอนใต้ตามลำน้ำโขง.”[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.soc.cmu.ac.th/~yunnan/ (2 ตุลาคม 2547).
มหาสีลา วีระวงส์ม, ผู้เรียบเรียง. ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดย สมหมาย เปรมจิตต์. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535.
มาซูฮารา, โยซิยูกิ. ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ของราชอาณาจักรลาวล้านช้าง สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 จาก "รัฐการค้าภายในภาคพื้นทวีป" ไปสู่ "รัฐกึ่งเมืองท่า." กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2546.
มานะ มาลาเพชร. “ลาว.” เอเชียรายปี 1990/2533, 2533 :18.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด, บรรณาธิการ. แนวนโยบายการจัดการน้ำสำหรับประเทศไทย เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544.
“แม่น้ำโขง.” วารสารกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล, 3 ( ตุลาคม – ธันวาคม 2545) : 28-29.
“หายนะบนลุ่มน้ำโขง.” โลกสีเขียว 12 ( มีนาคม-เมษายน 2546) :22-34.
ยุค ศรีอาริยะ. มายาโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2544.
_________ . วิเคราะห์ระบบโลกในสหัสวรรษใหม่. กรุงเทพฯ: มูลนิธิวิถีทรรศน์, 2544.
เริม บุญเรือน. สัมภาษณ์. 23 มิถุนายน 2546.
“เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต.” 2547. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://digital.lib.kmutt.ac.th/magazine/issue2/covers/gmos.html ( 6 มกราคม 2547).
ไรท์, ไมเคิล. “เอกสารโบราณน่าเชื่อฟัง หรือเหลวไหลสิ้นดี?.” ศิลปวัฒนธรรม 26, 2 (ธันวาคม 2547) :79.
“ลักษณะทางกายภาพและชีวภาคของปลา.” สัตว์น้ำ 3, 31 (มีนาคม 2535) :117.
ลือชัย จุลาสัย, บรรณาธิการ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน. เชียงใหม่: ศูนย์ศึกษา GMS ; สถานวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543.
วันเพ็ญ สุรฤกษ์, บรรณาธิการ. ไทย-ลาว การจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำโขง : การพัฒนาเศรษฐกิจกับการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำโขง : รายงานการประชุมสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศไทย-ลาว ; ระหว่าง 17-22 มีนาคม 2540. เชียงใหม่: คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.
วิจารณ์ ธรรมปรีชากุล, บรรณาธิการ. จักรวรรดินิยมกับความด้อยพัฒนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พาสิโก, 2522.
วิฑูรย์ ปัญญากุล, ผู้แปลและเรียบเรียง. ปลาหายไปไหน? : สาเหตุและผลกระทบจากการทำประมงเกินขีดจำกัด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มูลนิธิสายใยแผ่นดิน, 2547.
วิภา อุตมฉันท์. ผลกระทบของสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ข้ามพรมแดนระหว่างไทย-ลาว.
กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544.
ศุภชัย เจริญวงศ์. พัฒนาการของความหมาย "การพัฒนาชนบท" ในสังคมไทย : ศึกษาการให้ความหมายในกรณี "หมู่บ้านพัฒนาดีเด่น" แห่งหนึ่งในภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ศิลป
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2542.
_________ . สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ:พัฒนาการของพรมแดนในความซับซ้อนของระบบโลก รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ทฤษฏีพัฒนาสังคม ภาคการศึกษาที่ 2/2536. (อัดสำเนา).
สถาบันเพื่อประชาธิปไตยลาว. 2547. “พรานปลาริมน้ำโขงเฮลั่นจับปลาบึก 2 ตัว รอบ4 ปี.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.laosdemocracy.com/ /archives/2004/april_2004.html (30 เมษายน 2547).
สนมพรรณ วรวิเชียรวงษ์. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศไทย-ลาวที่มีผลต่อการกำหนดภาวะการค้าชายแดน. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.
สมปอง เพ็งจันทร์. เปรียบเทียบเครื่องจักสานไทย- ลาว. เชียงใหม่: คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545.
สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา – ฉบับกรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2542.
สรณรัชฎ์ กาญจนะวิณิชย์. “แม่น้ำโขง:แม่น้ำพิเศษของโลก.” สารคดี 19, 225 (พฤศจิกายน 2546) : 85-92.
สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
2544.
สัณฐิตา กาญจนพันธุ์. แนวความคิดเกี่ยวกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม. เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2547.
สำนักข่าวประชาธรรม. 2545. “ระเบิดแก่งน้ำโขงเดินเรือเสรี คนไทยได้อะไร ?.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaico.net/b_pnews/sc_22jun45.htm (16 มิถุนายน 2545).
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. อนาคตของวิเทศคดีศึกษาในประเทศไทย : ศักยภาพและทิศ
ทาง : เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ ; วันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2537 ณ โรงแรม
แอมบาลเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,
2537.
สิทธิพร ณ นครพนม และ สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์. “ปลาบึกเจ้าแห่งแม่น้ำโขง.” ศิลปวัฒนธรรม 16, 10 (สิงหาคม 2538) : 55-59.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. “กินข้าวกินปลา ปลาร้าปลาแดก อาหารยอดนิยม.” ศิลปวัฒนธรรม 16,10 (สิงหาคม 2538) : 64-68.
_________ . นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2543.
สุเทพ สุนทรเภสัช. มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์ : รวมความเรียงว่าด้วยการประยุกต์ใช้แนวความคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยาในการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ, 2540.
สุนทร คันทะวงศ์. การเปลี่ยนแปลงนโยบายการสื่อสารโทรคมนาคมของสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว จากการผูกขาดเข้าสู่การเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ. วิทยานิพนธ์วาร
สารศาสตรมหาบัณฑิต คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.
สุนีย์ เลี่ยวเพ็ญวงษ์. รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาสถานภาพองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบคิดผ่านงานวรรณกรรมลุ่มน้ำโขง. ขอนแก่น: ศูนย์วิจัยพหุลักษณ์สังคมลุ่มน้ำโขง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2546.
สุภรัตน์ เชาวน์เกษม. ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในทัศนะของคนลาว : กรณีกำแพงนครเวียงจันทน์. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.
สุภางค์ จันทวานิช. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลง
กรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.
สุมาตร ภูลายยาว. “เรือสายสัมพันธ์คนกับแม่น้ำของ. ” ศิลปวัฒนธรรม 26, 2 (ธันวาคม 2547) :168.
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา. น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช,
2529.
สุรชัย ศิริไกร. การพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองลาว. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543.
เสริมชัย กิตติรัตนไพบูลย์. ประธานหอการค้าเชียงราย. สัมภาษณ์. 20 สิงหาคม 2547.
“เสียงจากสังคมชายแดน-ชายขอบ” เอกสารประกอบการเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยท้องถิ่น
(ฉบับย่อ)โครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์
16-17 มีนาคม 2548. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ (อัดสำเนา).
อคิน รพีพัฒน์, ม.ร.ว. สังคมไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2416. แปลโดย ม.ร.ว. ประกายทอง สิริสุข และพรรณี ฉัตรพลรักษ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527.
อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. กรณีวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ. 112 : วิเคราะห์กลไกการกำหนดนโนบายต่าง
ประเทศ ของไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันเอเซีย, 2524.
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. การศึกษาพรมแดนความรู้ทางประวัติศาสตร์ ด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวด
ล้อม. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.
อานันท์ กาญจนพันธุ์, บรรณาธิการ. พลวัตของชุมชนฝนการจัดการทรัพยากร:กระบวนทัศน์และ
นโยบาย. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2543.
_________ . มิติชุมชน : วิธีคิดท้องถิ่นว่าด้วยสิทธิ อำนาจ และการจัดการทรัพยากร. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544.
_________ . วิธีคิดเชิงซ้อนในการวิจัยชุมชน : พลวัตและศักยภาพของชุมชนในการพัฒนา. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2544.
_________ .ฉลาดชาย รมิตานนท์ “พิธีกรรมและความเชื่อล้านนา:การผลิตใหม่ของอำนาจทาง
ศีลธรรม” สรุปข้อวิจารณ์ผลการวิจัยวัฒนธรรมเนื่องในการสัมมนาวัฒนธรรมกับการ
เปลี่ยนแปลงการสัมนาผลการวิจัยภาคเหนือ ณ โรงแรมเชียงใหม่ออคิด จังหวัด เชียงใหม่ 26-27 ก.ค.2532 (อัดสำเนา)

ภาษาอังกฤษ
Anderson, Benedict. Imagined communities : Reflections on the Origin and Spread of
Nationalism. London: Verso, 1991.
Berke,Fikret, ed. Common Property Resource : Ecology and Community-based Sustainable Development. London: Belhaven Press, 1989.
Buapun Promphakping. Development and Poverty in the Mekong Region. Khon Kaen: Faculty of Humanities and Social Sciences Khon Kaen University. (Mimeograph).
Craig J. Reynolds edited National identity and its defenders : Thailand today. Chiang Mai :
Silkworm Books, 2002
Evans, Grant. A Short history of Laos : the Land in Between Chiang Mai : Silkworm Books,
2002.
“Free trade in Mekong.” Watershed 7, 2 (November 2001-February 2002) :9.
Focault,Michel Power/knowledge : Selected Interviews and Other Writings,NewYork : Pantheon Books 1972.
“Greater Mekong Sub Region State-of-The Environment Report Mekong River Commission.” Bangkok,Thailand June 1997. (Mimeograph).
Hayami,Y. “Internal and External Discoures of Community,Tradition and Environment : Minority Claims on Forest in the Northen Hills of Thailand.” Southeast Asian Studies, Kyoto 35,3. :558.
Hirsch, Philip and Warren, Carol, eds. The Politics of Environment in Southeast Asia : Resources and Resistance. London: Routledge, 1998.
“International Conference Impact of Globalization, Regionalism and and Nationalism on Minority Peoples in Southest Asia 15-17 November 2004” Chiang Mai:Thailand Social Research Institute Chiang Mai University, 2004.
Mayoury Ngaosrivathana and Breazeale Kennon. Breaking New group in Lao History Essays on the Seventh to Twentieth Centuries. Chiang Mai: Silkworm Books, 2002.
“Mekong Fish,Mekong Culture.” Watershed 4, 3 (March- June 1999) :2-22.
“Mekong River Basin Diagnostic Study Final Report Mekong River Commission.” Bangkok,Thailand May 1997. (Mimeograph).
Mingsarn Kaosa-ard and Dore, John, eds. Social Challenges for the Mekong Region. Chiang Mai: Chiang Mai University, 2003.
Nygren, Anja. “Local Knowledge in theEnvironment-Development Discourse.” Critique of Anthropology 19, 3 :267-288.
_________ . “Development discourses and peasant-forest relations : Natural resource utilization as social process.” In Martin Doornbos et al. Forest : Nature, People, Power 2000. (Mimeograph).
Osborne, Milton. The Mekong : Turbulent Past, Uncertain Future. St Leonards, N.S.W.: Allen & Unwin, 2000.
Thongchai Winichakul. Siam Mapped : a History of the geo-body of a Nation. Chiang Mai: Silkworm Books, 1994.

รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์
กฤติพร ขัตติยะ. สัมภาษณ์. 4 เมษายน 2547.
คำเพ็ง บุปผา. สัมภาษณ์. 4 เมษายน 2547.
จันเพ็ง บุปผา. สัมภาษณ์. 4 เมษายน 2547.
วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล. สัมภาษณ์. 4 เมษายน 2547.
ตุ๊ คงสุวรรณ. สัมภาษณ์. 4 เมษายน 2547.
ตี๋ รัตนไตย.(ผู้หญิง)สัมภาษณ์. 4เมษายน 2547.
แม่หญิงลาว จินะราช(ภรรยาของไชยา) สัมภาษณ์. 4เมษายน 2547.
ณรงค์ จินะราช. สัมภาษณ์. 5 เมษายน 2547.
เพชร ช่างแก้ว. สัมภาษณ์. 5 เมษายน 2547.
สนั่น สุวรรณทา. สัมภาษณ์. 5 เมษายน 2547.
สมนึก สุวรรณทา. สัมภาษณ์. 5 เมษายน 2547.
สุพจน์ รัตนไตย. สัมภาษณ์. 5 เมษายน 2547.
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว. สัมภาษณ์. 6 เมษายน 2547.
สมคิด รัตนไตย. สัมภาษณ์. 6 เมษายน 2547.
อินตา รัตนไตย. สัมภาษณ์. 6 เมษายน 2547.
*นพ ไม่ทราบนามสกุล. สัมภาษณ์. 7 เมษายน 2547.
ไชยา จินะราช. สัมภาษณ์. 8 เมษายน 2547.
เกษียร จันทร. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
กิตติพงศ์ ใจอารี. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
จิรศักดิ์ อินทยศ. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
สุมาตร ภูลายยาว. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
อาทิตย์ จันทาพิมพ์. สัมภาษณ์. 12 เมษายน 2547.
บุญเดช บุญเรือน. สัมภาษณ์. 17 เมษายน 2547.

ผู้เขียนบทความ[1] นักวิจัยอิสระ, เจ้าหน้าที่พิเศษโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ บทความนี้ปรับปรุงมาจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ หัวข้อ ‘ผลกระทบของการพัฒนาและโลกาภิวัตน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขงตอนบน: การหายไปของปลา’ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ภูมิภาคศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

** หมายเหตุ นี่เป็นบทความฉบับเดิม ก่อนปรับปรุงเพิ่มเติมจากการนำเสนอประชาไท 26 พ.ค. 50
ที่มา อรรคพล สาตุ้ม 2548. แม่หญิงแห่งแม่น้ำโขง- บทบาทสตรีศรีภรรยาคนจับปลาในยุคโลกาภิวัตน์ นำเสนอในงาน NEW VOICES FROM THE MEKONG REGION: WOMEN IN THE PUBLIC ARENA November 7 - 10, 2005 ณ ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.soc.cmu.ac.th/~wsc/acceptedpaper.htm

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์ ประมวล เพ็งจันทร์: ปรัชญาแห่งความหวัง คือ ศรัทธาแก่มนุษยภาพ

สัมภาษณ์ ประมวล เพ็งจันทร์

โดยอรรคพล สาตุ้ม

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนา เรื่อง สันติภาพ โดยบทสนทนาในประเด็นสันติภาพ ที่รากฐานทางประวัติศาสตร์ของปรัชญาพุทธศาสนา กับศาสนาอิสลาม มีความใกล้เคียงกัน เพราะหากพิจารณาในด้านจิตใจของผู้ปฎิบัติธรรม ย่อมมีความเข้าใจที่สื่อถึงกันได้ แต่ว่าเมื่ออยู่ภายใต้รัฐไทย และโลกของกระแสทุนนิยม-โลกาภิวัตน์ ได้เกิดปฏิกิริยาต่อศรัทธา ที่ขาดพลังแห่งการไปสู่ความดีงาม ซึ่งทีมงานประชาไทภาคเหนือ มีโอกาสสัมภาษณ์ และสนทนาร่วมกับ ดร. ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้เป็นนักปรัชญา ที่ปวารณาตนเป็นพุทธศาสนิกชน โดยดำเนินชีวิตแบบแสวงหาความเป็นมนุษย์ที่แท้ ได้เดินทางวิจัยด้วยฝ่าเท้า ไม่ได้พกเงิน ติดตัว จากเชียงใหม่-ภูเก็ต มีการกำหนดจิตแน่วแน่ ซึ่งเขาผ่านประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เพื่อบอกเล่าเชิงปรัชญาแก่สังคมไทย รวมถึงปัญหาของพระพุทธศาสนิกชนไทยในปัจจุบันอย่างไรบ้าง

สิ่งที่อาจารย์ พูดถึงความซ่อนเร้นในความขัดแย้งให้แก่พระสงฆ์ไทยกับศาสนาอิสลาม ที่อาจจะนำไปสู่ปัญหา ที่ยิ่งใหญ่กว่าการปล้นปืนเสียอีก เนื่องจากพระสงฆ์ ตกเป็นเครื่องมือของรัฐไทย จะเป็นไปได้ไหมที่สันติภาพจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ข้างหน้า
เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงก่อนนะครับ เพราะคณะสงฆ์ถูกสร้างโดยรัฐ พองั้น เราพูดถึงคณะสงฆ์ของรัฐ ก็พูดถึงในที่นี้คณะสงฆ์ที่ถูกสร้างโดยรัฐ และเป็นสมบัติของรัฐอยู่แล้ว ถ้าเป็นเครื่องมือก็เป็นเครื่องมือของรัฐอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพาย เรื่องว่าผิด ถูก เพราะคณะสงฆ์ที่ดำรงอยู่ได้เป็นองค์กร มีกฎหมาย พระราชบัญญัติ การปกครองสงฆ์ที่ว่านี้ องค์กรสงฆ์ ถ้าคิดเชิงรายละเอียดว่า เป็นประเด็นโดยเนื้อหาสาระ ของ พุทธศาสนาหรือไม่ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่พูดเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องผิดถูก แต่เพียงเพื่อจะบอกสถานะของความเป็นจริง ต้องการบอกว่าคณะสงฆ์ไทย เป็นองค์กร ที่ถูกสถาปนา หรือเป็นสิ่งที่ถูกรัฐสร้างอยู่แล้ว

เมื่อพระพุทธศาสนา ถูกใช้ผ่านสื่อ เพื่อเน้นอุดมการณ์ หรือหลักการ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่อย่างเดียวเพียงเท่านั้น ที่ถูกใช้ในสื่อต่างๆ ความเป็นพุทธมากกว่าอิสลาม
คือเวลาเราสถาปนารัฐไทย สถาบันที่เรากำหนดขึ้น ที่เป็นสถาบันศาสนาด้วย คือศาสนาพุทธ โดยลักษณะของความหมายนี้ โดยที่เราเคยพูดถึงเสมอว่า สัญลักษณ์ของสีธงชาติ ที่สีของศาสนาหมายถึงพุทธศาสนาอยู่ในธงชาติโดยการที่เราพยายามทำให้เกิดความรู้สึกว่า น่ะ ความเป็นไทย กับความเป็นพุทธ มันอันเดียวกัน หรือจะเรียกว่ารัฐไทย อิงอยู่ในรัฐพุทธ หรือรัฐไทยอิงกับพุทธ ผมก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเป้าหมายที่สำคัญ เวลาที่เขาอ้างถึงศาสนา ก็เพื่อรักษาความมั่นคงในความเชื่อของรัฐไทย ไม่ได้หมายความว่าจะรักษารัฐไทยไว้ เพื่อความมั่นคงของพุทธศาสนา ตรงนี้ต่างจากพม่า รัฐพม่า หรือประเทศพม่า เขาจะพูดถึงความหมายว่ารัฐพม่าเป็นองค์ประกอบที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ได้ จึงจำเป็นที่จะรักษาชาติพม่า หรือรัฐพม่าไว้ เพื่อเป็นที่วาง ที่ตั้งของพุทธศาสนาไว้ นักปราชญ์ หรือพระชาวพม่าเปรียบเทียบไว้ที่นี้ว่า รัฐพม่าเป็นห้างร้าน พุทธศาสนาเปรียบเสมือนเป็นองค์เจดีย์ ซึ่งรัฐเป็นห้างร้านเพื่อทำความสะอาดองค์เจดีย์ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่เมื่อใดที่จำเป็นต้องเลือกระหว่างห้างร้านกับตัวเจดีย์ไม่มีทางที่จะทุบเจดีย์ทิ้ง ซึ่งความคิดนี้กลับตาลปัตรกับไทย มีความคิดว่าต้องรักษารัฐไทยไว้ โดยใช้พุทธศาสนาเป็นห้างร้าน

*หมายเหตุ;ดูบทสัมภาษณ์ อีกรูปแบบได้ที่ประชาไทhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_comment.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8270&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

ปรัชญาแห่งความหวัง คือ ศรัทธาแก่มนุษยภาพ โดยประมวล เพ็งจันทร์
http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=178

พูดคุยเรื่องหนังสือกับฉัตรทิพย์และจรรยา นาถสุภา

พูดคุยเรื่องหนังสือกับฉัตรทิพย์และจรรยา นาถสุภา
Tue, 2009-10-27 13:49
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้มและทีมงาน

“ผมดีใจที่คุณมาสัมภาษณ์เรื่องหนังสือ ก็ดีเหมือนกัน ที่คนจะมาคิดถึงเราในแง่หนังสือ ที่ผ่านมามักคิดถึงเราในแง่นักวิชาการมากกว่า ไม่คิดถึงเราในแง่หนังสือ บางทีเราก็อยากเป็นนักทำหนังสือด้วย” ... นี่เป็นประโยคพูดคุยกับทีมงาน ขณะที่แวะเยี่ยมเยือนคารวะบ้านของ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และคุณจรรยา นาถสุภา ผู้เป็นภรรยา

โดยทีมงานพิจารณาว่าบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง เกี่ยวกับเรื่องสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ ในฐานะของการพิมพ์หนังสือวิชาการ และการผลิตผลงานออกมาสู่ตลาดของไทย ในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งกล่าวถึงปี 2552 - 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ และกำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของไทย เป็นเรื่องน่าอ่านเต็มไปด้วยสาระอย่างยิ่ง


000

วิกฤติเศรษฐกิจ และการทำหนังสือวิชาการของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุถา มองเห็นเรื่องเกี่ยวกับ ผู้ซื้อหนังสือ เป็นอย่างไร?

ฉัตรทิพย์: ผมตั้งราคาแพงไปหน่อย แต่ความจริง ก็คือ หนังสือวิชาการขายไม่ค่อยได้ ขายคนจำนวนจำกัด เพราะฉะนั้น ก็พิมพ์ได้น้อย ก็เลยต้องตั้งราคาแพง จะได้มีเงินหมุนเวียนเพื่อให้หนังสือพิมพ์ได้ และเมื่อคนเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง จะพิมพ์ ผมก็ขอให้เขาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งด้วย แล้วสำนักพิมพ์ให้หนังสือเขา เขาก็เอาไปขายถูกหน่อย ก็พอจะช่วยไปได้ ก็ขายพอใช้ได้ พอคุ้มทุนเมื่อขายไปนานๆ


หากเปรียบเทียบตลาดของหนังสือวิชาการจากอดีตกับปัจจุบัน

ฉัตรทิพย์: ตลาดหนังสือวิชาการในปัจจุบันดีกว่าหน่อย คือผมพิมพ์หนังสือตั้งแต่ทศวรรษ 2510 ตอนนั้นก็ลำบากกว่านี้มาก ผมสนใจเรื่องทำสำนักพิมพ์ และเราก็ตั้งสำนักพิมพ์ของเราเอง ร่วมกับลูกศิษย์ บริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์จำกัด ขึ้นมา เราพิมพ์หนังสือออกมาแล้ว 47 ปกในเวลา 25 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 26 ตลาดมันดีขึ้น แต่ก็ไม่ดีขึ้นมาก

คุณจรรยา (ภรรยาของอาจารย์ฉัตรทิพย์) เป็นผู้อำนวยการบริษัท ส่วนผมเป็นประธานบริษัท ลูกศิษย์มีหุ้นส่วนหนึ่ง ผมและครอบครัวถือหุ้นส่วนใหญ่ ตอนที่เริ่มเขียนหนังสือ พิมพ์หนังสือ 1,000 เล่ม เดี๋ยวนี้ก็ยังหลัก 1,000-2,000 นะ มากสุดเดี๋ยวนี้ 3,000 ซึ่งก็มีไม่กี่เล่มที่พิมพ์ 3,000 เพราะฉะนั้น ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ 40 ปีมานี้ แค่จาก 1,000 2,000 มา 3,000 น้อยมากอยู่อย่างนี้ แต่ว่าพอขายได้ แต่ก่อน 1,000 ขาย 10 ปีก็ยังขายไม่หมด แต่เดี๋ยวนี้ คนอ่านหนังสือมากขึ้น

สำนักพิมพ์วิชาการมีน้อย ที่อยู่มาอย่างยาวนานยิ่งน้อยใหญ่ ที่มีก็มติชน ใหญ่โตกว่าเราเยอะ แนววิชาการสังคมศาสตร์กว้างๆ สำนักพิมพ์จุฬาฯทำได้ดี แต่ไม่ใช่เอกชน เป็นของราชการ สำนักพิมพ์ของธรรมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราฯ สำนักพิมพ์เอกชนทางวิชาการมีน้อยกว่าของรัฐ มีเฉพาะสาขา เช่น เมืองโบราณ แนวโบราณคดี และฟ้าเดียวกันออกมาทางการเมือง

หนังสือในแนวของเราที่ทำเป็นหนังสือเล่ม คนที่เริ่มคือคุณประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล เขาพิมพ์หนังสือพวกวิทยานิพนธ์ ที่ผมคุมวิทยานิพนธ์ตอนนั้น เขาก็เอาไปพิมพ์ แล้วทีนี้ พิมพ์ไปสักพักหนึ่ง ผมก็เลยรู้สึกสนุกอยากจะทำต่อ ก็เลยบอกเขาว่า เรามาทำเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่า คุณประสิทธิ์ เขาก็มาช่วยตั้งสำนักพิมพ์ ชื่อสร้างสรรค์ก็ของเขานั่นแหละ เขาก็โอนมาเป็นบริษัทของผม ชื่อบริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด และจดทะเบียนปี พ.ศ. 2526 เราร่วมหุ้นกัน ทำกันมาเรื่อยๆ ชวนลูกศิษย์เข้าหุ้น ว่ากันมา จนทุกวันนี้ ผมมีความสุขนะ ทำอันนี้ได้ ตรวจบรู๊ฟด้วย ทำบัญชีด้วย ติดต่อโรงพิมพ์ด้วย ตอนนี้เราอยู่ได้แล้ว

จรรยา นาถสุภา: เราจ้างคนเป็นครั้งคราว เพื่อลดค่าใช้จ่าย เพราะเราเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ถ้าเราจ้างคนที่ประจำตลอดเวลา ทุนก็หายไปเรื่อยๆ เพราะเราเริ่มตั้งทุนก็ไม่เยอะ ที่มาของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ ก็คือเป็นชื่อเดิม สร้างสรรค์ ที่คุณ ประสิทธิ์ ตั้งขึ้นมา สร้างสรรค์สิ่งที่ดีต่อสังคม ก็คือ พิมพ์งานของอาจารย์ ลูกศิษย์ และเพื่อน ซึ่งสมัยก่อนเวลาเราจะเอาหนังสือไปให้ใครพิมพ์มันยาก แต่ก่อนเขาไม่พิมพ์หนังสือวิชาการ แล้วก็นานมาก คล้ายๆเขาไม่แน่ใจเรา แล้วอาจารย์ก็คิดว่า เรามารวมกันทำเองดีไหม เพราะเราจะได้เผยแพร่งานที่ดีๆ ของกลุ่ม ของอาจารย์เอง และของลูกศิษย์ บรรดาเพื่อน ซึ่งหมายความว่า เวลาเราลงมือทำก็ทำเลย จุดหมายไม่ได้เอากำไร จุดหมายเพื่อเผยแพร่งานของอาจารย์ ลูกศิษย์ และเพื่อนออกสู่สังคม เพื่อพิมพ์หนังสือให้หมุนเงินกลับมาทำเล่มใหม่ต่อไปได้

ฉัตรทิพย์ และจรรยา: แล้วตอนนี้ เราก็เอาว่า งานดี เราคัดเลือก ต้องตรวจบรู๊ฟให้ดี และเราก็ต้องคิดเรื่องการออกแบบรูปเล่มให้น่าอ่าน มันก็ต้องใช้เวลา

ฉัตรทิพย์: บริษัทของเรา คือ บริษัทสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด และของคุณประสิทธิ์ ก็คือ บริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด แล้วเขาก็ทำต่อ ซึ่งเขาพิมพ์หลายอย่าง เรื่องความรู้ก็มี เรื่องพงศาวดารจีนก็มี นิยายจีนก็มี ทั้งหนังสือของหลวงวิจิตร พงศาวดาร นวนิยาย คุณประสิทธ์มีหุ้นในบริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัดด้วยส่วนหนึ่ง

นี่คุณประสิทธิ์เขาว่าจะทำเป็นซีรี่ส์ใหญ่ เรื่องชั่นบ้อเหมา ผมอ่านตอนเด็กๆ เป็นร้อยเล่มเล็กๆ ผมเขียนคำนำให้เขาสำหรับที่จะพิมพ์ครั้งใหม่นี้ ผมรออยู่ สมัยเด็กๆ ผมอ่านแล้วชอบมาก ให้ความบันเทิง และให้เข้าใจสังคมจีน ประสิทธิ์กับผมจะร่วมมือกันตลอด อย่างเวลาเราจะพิมพ์ เนื่องจากเขามีคณะบก.ของเขา ก็ขอให้เขาจัดหน้ารูปเล่มหนังสือ ทีมงานก็เกือบจะทีมงานกองเดียวกัน อย่างไรก็ตามบางเล่มของผมพิมพ์ที่อื่นก็มีเหมือนกัน


หนังสือของอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ลักษณะปกหนังสืองานวิชาการ โทนสีปก เหมือนกับสร้างสรรค์บุ๊คเลย

ฉัตรทิพย์: หลายครั้งกองบรรณาธิการเดียวกัน ใช่ๆ แต่ก็มีพิมพ์กับฟ้าเดียวกันบ้าง พิมพ์ดีบ้าง ด่านสุทธาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็พิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์ เรากำลังจะพิมพ์ออกอีกเล่มหนึ่ง หนังสืออาจารย์ปรีดีที่ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อ พ.ศ. 2525 ไม่เหมือนกับที่สัมภาษณ์ลงในเว็บเสียทีเดียว เพราะท่านอาจารย์ปรีดีแก้และเติมตรงไหนที่ไม่ชัด ข้อมูลในหนังสือมีมากกว่า

จรรยา: ก็ดีนะ สำหรับคนที่ยังอาจเข้าใจเรื่อง 2475 สับสน จะเข้าใจชัดจากตัวท่าน

ฉัตรทิพย์: อย่างเรื่องหนึ่ง ผมมาฟังตอนหลังก็รู้สึกว่าชัดเจน คือเรื่อง 2475 ส่วนมากว่าเป็นคนหัวนอก แต่ว่า ท่านอาจารย์ปรีดี จะอธิบายว่า มาจากประสบการณ์ที่ท่านเห็นความยากลำบากของชาวนา ในสังคมไทยเราเอง อันนี้บางทีเราข้ามไป ถ้าฟังจากเทปก็ดี จากหนังสือเล่มนี้ก็ดี จะเห็นชัดว่า นี้มาจากปัญหาในประเทศของเรา

จรรยา: หลายเรื่องที่ท่านพูด อย่างเรื่องโรงสีขูดรีดอย่างไร ซึ่งโรงสีขูดรีดอยู่แล้ว ถ้าแก้ไข แล้วให้รัฐเข้าไปดูแล เราต้องทำอย่างไร ตัดการขูดรีดนี้ให้ลดลง ให้มีทางต่อรอง คือให้มีทางเลือก เพื่อให้ต่อรองได้

ฉัตรทิพย์: ผมดีใจ ที่คุณมาสัมภาษณ์เรื่องหนังสือ ก็ดีเหมือนกัน ที่คนจะมาคิดถึงเราในแง่หนังสือ ที่ผ่านมามักคิดถึงเราในแง่นักวิชาการมากกว่า ไม่คิดถึงเราในแง่หนังสือ บางทีเราก็อยากเป็นนักทำหนังสือด้วย

จรรยา: อาจารย์คิดอันหนึ่ง บ้านเราหนังสือวิชาการมันน้อย ส่วนใหญ่บ้านเราก็เป็นสาระบันเทิง อาจารย์ก็อยากทำตรงนี้ เพื่อให้คนมีโอกาสเลือกสรรที่จะอ่าน ซึ่งถ้าเผื่อเราสามารถส่งเสริม ให้คนอ่านตรงนี้ได้มากๆ จะได้มีสำนักพิมพ์ทางวิชาการเกิดขึ้นมาอีก แล้วถ้าเกิดคนหันมาสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น อย่างน้อยจะได้มีคอนเซ็ปท์ ในเรื่องการหาข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าฟังเขาเล่ามาแล้วกลับไปเล่าต่อ มันจะได้แก้ไขตรงนี้ แล้วเราจะได้มี Scientific Mind มากขึ้น และจะค้นคว้าข้อเท็จจริงจากเอกสาร

ฉัตรทิพย์: คือหนังสือมันน่าสนใจหลายอย่าง มันอ่านซ้ำไปซ้ำมาได้ เลือกอ่านได้ อ่านแล้วคิดได้ อ่านไปคิดไปว่า เป็นอย่างไร ใช้ Imaginationได้ คิดให้เป็นระบบต่อเนื่องได้ แต่ถ้าเผื่อเราดูทีวี มันเร็ว เราจะถูกพาไปเยอะ ไม่ทันมาคิด แล้วเราเลือกได้ยาก เพราะเราดูที่เขาเอามาให้ดูจนจบ แต่หนังสือเราชอบตอนนี้ แล้วคิดให้ดีๆ ไปอ่านอีกตอนหนึ่ง เลือกอ่าน เรามีโอกาสกำหนดแนวทาง เราเอามาผนวกไอเดียเราได้มากขึ้น ในขณะที่อย่างพวกทีวี เราจะถูกชักจูงไปเรื่อยๆ ได้ง่าย คิดไม่ทัน วูบๆไป แล้วเราต้องดูจนจบ

แต่หนังสือ เราเลือก เราคิด เราวิพากษ์วิจารณ์ในตัว แล้วคิดต่อ มีImaginationได้ แล้วช้าๆ ได้ ใช้สมาธิได้ มีประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งก็ดีน่ะ โดยเฉพาะ เราเลือกคนเขียนที่เรารู้ว่าแบบที่จะให้อะไรเรา กลั่นกรองมาดี มีข้อมูลดี ก็ช่วยได้เยอะ แล้วก็นอกจากนั้นเป็นวิธีหาความรู้ที่ถูก ทำได้ด้วยตัวเอง ใช่ไหม เรานั่งอ่านอยู่บ้านของเรา เราไม่เสียตังค์เท่าไหร่ ไปยืมมายังได้ ซื้อก็ไม่แพง ไม่ต้องเดินทาง มันดูดีหลายอย่าง เป็นวิธีเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก ผู้คนก็จะมีอิสระที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เอาไปเทียบกับเล่มอื่น ไม่เชื่อเล่มนี้ ก็ไปหาที่อื่นๆ แล้วมาเปรียบเทียบกันได้ ผมชอบ Media นี้นะ

แล้วการเขียนนี่น่ะ มันดำรงอยู่ ถ้าพูด โอเคก็ให้ผลอีกแบบหนึ่ง แต่เขียน ใครจะมาพลิกอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นเหมือนการจารึก ดำรงอยู่ตลอดเวลายาวนาน เป็นวิธีเผยแพร่ ที่เอาละอาจจะไม่แบบว่าปลุกระดมเหมือนพูด แต่ขณะเดียวกัน มันก็ยั่งยืน คุณจะกลับมาดู เวลาผ่านไปก็ดำรงอยู่ เป็นวิธีเผยแพร่ที่เป็นอยู่ได้ยาวนาน แล้วก็มีผลไปยาวไกล และกว้างขวาง คนที่ไหนๆ ไม่ได้เปิดอะไรฟัง แต่ว่าหนังสือก็ไปได้ถึง ก็ต้องมีหนังสือด้วยไม่ใช่ฟังแต่วิทยุ หรือดูทีวีเท่านั้น ผมจึงชอบเขียนหนังสือ ทำหนังสือ ทำมาเรื่อยๆ


งานส่วนใหญ่ ที่จะพิมพ์หนังสือกับสำนักพิมพ์ มีหลักอะไรบ้าง

ฉัตรทิพย์: คือ คุณภาพทางวิชาการและเป็นบุคคลในเครือข่าย ได้รู้จักกันมา ได้เห็นผลงานกันมา ได้พูดคุยกันมา ได้เข้าใจแนวคิดพอสมควร อันนี้เป็นแนวคิดแบบญี่ปุ่น เขาแบบนี้นะ คือว่าต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน เครือข่ายเดียวกัน แนวคิดไปในลักษณะใกล้เคียงกัน พวกเดียวกัน จะว่าอย่างนั้นก็ได้ และจะต้องดีด้วย คือ ดีอย่างเดียว แต่เป็นคนข้างนอก ก็อาจจะไม่มาเกี่ยวข้อง และเราก็อาจจะรับพิมพ์ไม่ไหว อาจจะต้องดูก่อน แต่ถ้าเกิดพวกอย่างเดียว แล้วไม่ดี กลุ่มเราก็จะอยู่ไม่รอด อีกไม่นานคนเขาก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นเราต้องทั้งสองอย่าง

นี่เป็นระบบญี่ปุ่นเขา คุณภาพและความสัมพันธ์ยาวนาน ผมใช้หลักนี้ แล้วถ้าสาขาก็ที่ผมสนใจคือ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจวัฒนธรรม , เศรษฐกิจการเมืองวัฒนธรรม คือ มองเป็นองค์รวม มองสังคมเป็นองค์รวม และมองอย่างเป็นประวัติศาสตร์ เรียกว่า แนวประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม แนวอย่างนี้ อาจจะเรื่องต่างประเทศด้วยยิ่งดี คือมีมิติเปรียบเทียบไม่ใช่เฉพาะแต่ไทย หมายความว่าบางครั้งมีตัวอย่างต่างประเทศเพื่อจะมาเข้าใจสังคมไทยเราด้วย จะออกแนวอย่างนี้ และเรื่องส่วนมากที่พิมพ์เป็นงานของเพื่อน ลูกศิษย์ คนรู้จัก


ผลงานแนวเริ่มแรกของอาจารย์ เป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง จนถึงหนังสือปัจจุบัน

ฉัตรทิพย์ และจรรยา: เศรษฐศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ แล้วมาโยงวัฒนธรรมมาทีหลัง

ฉัตรทิพย์: ชาวบ้าน ชาวไท คือ ผมออกไปทำเรื่องชนบท ชาวนา เสร็จแล้วก็พบว่า วัฒนธรรมของเขานั้น ใกล้เคียงกับชนชาติไทที่อยู่นอกประเทศไทย ถ้าดูในแง่ของพ่อค้า หรือทางด้านรัฐก็จะห่างหน่อย แต่ว่าถ้าดูในแง่ของชาวบ้าน ลาวกับอีสาน จะใกล้มาก หรือว่า ทางเชียงใหม่กับพวกเชียงตุง เชียงรุ่ง รัฐฉาน จะใกล้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องโยงไปด้วย ความจริงเราไปเอาเขตแดนประเทศมากเกินไป ในแง่ชาวบ้านแล้วโยงกลับไปได้ อย่างคุณอรรคพล เมื่อทำวิทยานิพนธ์ออกไปเรื่องแม่น้ำโขง ข้ามไปก็คล้ายคลึงกันมาก


*หมายเหตุ
ที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26361

สัมภาษณ์ไชยันต์ รัชชกูล: ระลึกถึงลุงนวมทอง และ 3 ปี 19 กันยา

สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม

จากบทความของอาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ซึ่งพิมพ์ใน วิภาษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปี 2550 ใน เรื่องรัฐประหาร ‘19 กันยา’ กล่าวถึง รัฐประหารว่าได้รับการต้อนรับจากกลุ่มสื่อมวลชน ผมขอให้อาจารย์ช่วยขยายความ


ยิ่งผ่านไป 3 ปี ยิ่งไม่น่าประหลาดใจที่สื่อมวลชนตอบรับการรัฐประหารอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ตอนนั้น มันน่าตกใจ ว่าการกระทำที่เป็นอาชญากรรมกับประเทศขนาดนั้น สื่อมวลชนกลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือไม่ก็แก้ต่างให้ แม้กระทั่งบางฉบับที่อ้างตัวว่า เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เป็นเสียงของประชาชน ยึดถือจรรยาบรรณของสื่อ อะไรก็ว่าไปเรื่อย แต่สิ่งที่เขาทำ มันตรงกันข้ามกับที่อ้าง ตอนนั้นก็น่าประหลาดใจ แต่วันนี้ไม่ตกใจแล้ว เพราะโลกทัศน์ของพวกนี้ ก็คือ ดูถูกดูแคลนราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดว่า เขารังเกียจประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่จะถากถางบริภาษอ้อมไปว่า ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้าง เป็นประชาธิปไตยแบบหนึ่งนาทีบ้าง หรือไม่ก็ทำตัวนั่งบัลลังก์ชี้นิ้วว่า ส.ส. กระเลวกระราด โกงกิน คำวิจารณ์ คำด่าทอพวกนี้มันคือมนตร์เดิมๆ ซึ่งเป็นทัศนะคติแบบเดียวกับพวกชนชั้นนำ( Elite)

ถ้าจะว่าไปแล้วพวกนี้ ก็ได้รับการสั่งสอนมาจากระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งถ่ายทอดกันมาเป็นรุ่นๆ มันน่าเศร้า แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ มาถึงวันนี้ ก็ไม่น่าบ่นแล้ว พวกนี้มีทัศนะคาบเกี่ยวกับพวกทำรัฐประหาร แต่เขาจะปฏิเสธ แน่นอน เขาต้องปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ แต่สิ่งที่อยากจะได้ฟังจากเขาตลอด 3 ปีมานี้ ก็คือ เขายังเห็นแบบเดิมหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนผมบางคน เขารู้สึกเสียใจ ที่เขาไปตะโกนชุมนุมขับไล่ทักษิณก่อนรัฐประหาร ซ้ำร้ายเขายังเห็นชอบกับรัฐประหาร แต่ตอนนี้เขาเสียใจ เขาไม่ใช่ตัวแทนของเสื้อเหลืองอะไรทั้งสิ้น ล้วนเป็นเพียงปัจเจกชน แต่ที่อยากถามพวกหนังสือพิมพ์พวกนี้ก็คือ มันมองย้อนกลับไปไหม มีการสะท้อนความคิดของตนหรือไม่? หนังสือพิมพ์ที่อ้างว่าเป็นของปัญญาชน

ผมฝากบอกไปเลยก็ได้ว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหารผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เพราะผมไม่ใช่ปัญญาชน แต่ที่สำคัญกว่า คือ ปัญญาชนชอบแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ ชอบสั่งชอบสอน ผมอาจจะพูดตีขลุมไปหน่อย เพราะบางข้อเขียนก็พอทนอ่านได้อยู่ แต่โดยรวมๆก็ไม่น่าประหลาดใจ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ สมัยพฤษภาทมิฬ ตอนเริ่มต้นเข้าข้าง สุจินดา นะครับ ผมท้าให้ไปอ่านดูเลย

ก่อนรัฐประหารจากบทความของอาจารย์ กล่าวว่าสื่อมวลชนสนับสนุนทักษิณน้อยมาก

อย่าว่าแต่จะสนับสนุนเลย ถล่มทักษิณทุกวัน แถมซ้ำยังมัดมือชกข้างเดียวอีกว่า ทักษิณคุกคามสื่อ ผมอยากจะมองว่า เป็นความบ้องตื้นต่อการตั้งคำถามและต่อการวิเคราะห์ทางการเมือง พวกนี้รู้ข่าวเยอะมาก รู้รายละเอียดมาก แต่ว่าจะเอาข้อมูลมาสังเคราะห์อย่างไร ผมสงสัยมากเลย แล้วก็อาจจะไปเชื่อพวก Elite (ชนชั้นนำ) พวกปัญญาชน นักวิชาการจำนวนมาก พวก Elite ก็เหมือนกันเป็นไปในแนวเดียวกันนี้หมดเลย

จุดยืนของสื่อ หลังยุคทักษิณ ถูกรัฐประหารไปแล้วเปลี่ยนไปไหมครับ

ผมว่าไม่นะ ไม่เฉพาะแต่พวกเสื้อเหลือง รวมทั้งชนชั้นนำไม่เปลี่ยนไปเลย ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่พวก กกต.รุ่น วาสนา เพิ่มลาภ ที่ถูกสั่งให้ลาออก แล้วถูกตัดสินจำคุก ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงรัฐประหาร 3 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกอำมาตย์ ไม่ได้ระย่อเลยต่อความไม่ชอบมาพากล ไม่สะเทือนเลยต่อสิ่งที่คนเขาระอากันทั่วเมืองว่า ใช้เหตุผลลักลั่น หรือแปลกันว่าเหตุผล 2 มาตรฐาน ไม่มีความละอายตลอดมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่เรื่องฟ้องการปราบ ‘7 ตุลา’ เรื่องดา ตอร์ปิโด เรื่องทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับฝ่ายพันธมิตร คือ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความวิปลาส พวกนี้ไม่มีหิริโอตัปปะเลย แสดงว่า เขาคิดว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า และคงคิดว่าไอ้พวกเสื้อแดงเนี่ย ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก หรือว่าถึงมีน้ำยา

เขาก็คิดว่า เขาจัดการได้ และไม่มีการอ่อนข้อ แม้แต่นิดเดียว ถึงทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ก็ไม่เกรงใจ ซึ่งผมคิดว่า คนที่สมเหตุสมผล คนที่มีสามัญสำนึกเบื้องต้น ก็เห็นแล้วว่า แบบนี้ มันเป็นเหมือนประเทศแอฟริกาใต้ คือ เป็นประเทศแบ่งแยกสีผิว ว่ากฎหมายหนึ่งใช้กับคนขาว กฎหมายหนึ่งใช้กับคนดำ นี่คือ ระบบApartheid เมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น บังเอิญก็เป็นสงครามสีเหมือนกัน แต่ที่แอฟริกาใต้เมื่อก่อนเป็นระหว่างสีขาวกับสีดำ

ระบบนี้ก็ใช้กับคนปาเลสสไตน์ในอิสราเอล ถ้าไปถามว่า พวกอิสราเอลว่ารู้สึกไหม ผมว่ามันไม่รู้สึกหรอก รัฐบาลอิสราเอลมันก็ไม่รู้สึก และมันก็ปราบชาวปาเลสสไตน์ต่อไป ผมก็คิดว่าเมืองไทยถึงขั้นนั้น พวกอำมาตย์เขาก็คิดว่า เขาถูกไง และถึงแม้ว่า เขาไม่คิดว่าเขาถูก เขาก็จะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นพวกทักษิณ มันแดงไง หรือไปถามคนขาว ที่แอฟริกาใต้ ถามว่า ทำอย่างนี้มันถูกหรือ กูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงดำไง ถ้าไปถามรัฐบาลอิสราเอล ก็อาจจะบอกว่ากูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงเป็นพวกปาเลสไตน์ไง เป็นพวกก่อการร้ายไง การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน มีในประเทศไหนบ้าง ผมว่ามันเหมือนกันล่ะครับ ประเทศไทยกับประเทศอิสราเอล แอฟริกาใต้ ประเทศเราเจริญทัดเทียมกับประเทศเหล่านี้แล้ว เอวัง

เสื้อแดงกับเครื่องมือโฟนอินในฐานะการสื่อสารจากทักษิณ และจักรภพ ต่างๆ

ก็ดีนี่ครับ เขาก็มีสิทธิจะโฟนอิน เมื่อเขาอยู่ในประเทศเถื่อนๆนี้ไม่ได้ เขาจะสื่อสารกับคนในประเทศโดยเทคโนโลยีก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นเป็นประเด็นอะไรเลย คนที่อยู่ต่างประเทศจะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแสดงความคิดเห็น ก็เหมือนโทรศัพท์ธรรมดา ทำไมจะโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ เพียงแต่ว่า โทรศัพท์อีกข้างหนึ่งพูด ใช่ไหม อีกข้างหนึ่งคนฟังเยอะ ทำไมรัฐบาลไทยจะไม่ให้โทรศัพท์ เหรอ

อย่าง จอม เพชรประดับ ก็ไปเซ็นเซอร์เขา ผมขอเตือนความจำว่าตอนสมัยทักษิณ เป็นนายกฯ มีคนด่าเขาเยอะมากเลยว่า คุกคามสื่อ ตอนนี้มีใครด่าบ้างไหม รวมทั้งนักวิชาการสื่อด้วย ไอ้ 2 มาตรฐาน นี่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนะ ไม่ใช่เฉพาะพวกอำมาตย์นะ มันรวมทั้ง พวกนักวิชาการสื่อ รวมทั้งพวกสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่า พวกนี้ อย่าเรียกว่า 2 มาตรฐาน เลย อย่างนี้เรียกว่า หน้าไหว้หลังหลอก พวกตี 2 หน้า ผมอยากฝากถามพวกนักวิชาการสื่อ พวกที่เคยด่าทักษิณว่าตอนนี้ไปไหน แต่เดี๋ยวเขาจะมาด่าผมว่า แล้วมึงทำไมไม่ด่าเองล่ะ

คำถามก็คือว่า คุณเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิชาการสื่อ ที่เรียกร้องเสรีภาพสื่อ คุณทำอะไรคงเส้นคงวาไหม คุณจะทำตัวเหมือนอำมาตย์หรือ ผมก็ไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะละอายเลย แต่นี่ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรมันอยู่แล้ว การเล่นลิ้น โป้ปด มดเท็จ พูดอย่างทำอย่างนะฮะ ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นกันมาก สิ่งที่น่ากลัว ก็คือว่า คนอื่นๆรวมทั้งนักวิชาการสื่อ ก็จะมีลักษณะทำแบบนี้เหมือนกัน มิไปกันใหญ่ เหรอ

พูดเรื่องนี้ก็ได้ คือ เขาบอกว่า สื่อต้องเป็นกลาง และ ‘2ไม่เอา’ เป็นคำขวัญเก๋ๆดี เออ ความคิดแบบนี้ก็ไม่เลวนะ เหมือนกับยาม ที่ ESCAPE เลย เขาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก เห็นการประท้วงตลอดมาหลายสิบปี คำสั่งจากเหนือหัวของเขา คือว่า ต้องกั้นไม่ให้คนเข้าใกล้ตึก UN คุณไปสัมภาษณ์ยาม ที่ ESCAPE ดูสิครับ เป็นกลางมากเลย พอสีเหลืองชุมนุมเขาก็ไม่ให้เข้า พอสีแดงชุมนุม เขาก็กั้น ก็against สีแดง เรียกว่ากั้นทั้ง 2 ฝ่าย คือ เขายืนอยู่บนฐานศีลธรรมที่สูงส่งมาก (Moral high ground)

แต่นี่ ผมไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเลือกข้างนะ เพียงแต่ผมขอตั้งคำถามว่า ไอ้การที่คุณบอกว่าเป็นกลาง มันหมายความว่าไง คุณตั้งตนอยู่บนตำแหน่งศีลธรรมสูงกว่าคนอื่นเหรอ สีเหลืองก็ลิงกะล่อน สีแดงก็ลูกกะโล่ทักษิณ เหลวไหลทั้งคู่ ถ้าผมนิยมคนวางตัวแบบนี้นะครับ มีอีกเยอะ ยามที่ ESCAPE เขาไม่ได้คิดเอง มาจากหัวหน้าเขา พวกนั่งรถแอร์ ทำงานห้องแอร์ เขาไม่ชอบ ครับ การชุมนุม เขารำคาญ ไปทำงานไม่สะดวกรถติด และไม่สุภาพ

จะทำให้คนเข้าใจเรื่องการสื่อสารประเด็นการชุมนุม ในเรื่องประชาธิปไตยบนท้องถนนอย่างไร
ก็ทำอย่างที่พูด มันมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบอย่างนี้ดีกว่า ถามได้อย่างไรว่า พระควรรักษาศีลหรือไม่ ก็ทำตามกำหนดสิ ไม่ใช่ว่า แต่งตัวเป็นพระแล้ว ฉันข้าวเย็น ก็มีรัฐธรรมนูญอยู่อย่างนั้น คุณจะให้ทำอย่างไร จับสึกเหรอ ผมก็ไม่รู้ว่า จะให้พวกทำงานไม่มีเหงื่อเข้าใจได้อย่างไร พวกนี้น่ะครับ นิสัยสั่งสมมานาน จนเป็นนิสัยที่ตกตะกอน คือ ตัดสินคนอื่น ตำหนิคนอื่น อันนี้เป็นลักษณะของพวกที่คิดว่าตนอยู่เหนือสามัญชน เหนือมนุษย์ที่ทำงานเหงื่อตก ตอนนี้ผมดีใจมากเลยนะ ที่มีขบวนการเสื้อแดง เขาไม่ยอมให้ถูกตัดสินข้างเดียวแล้ว กูจะตัดสิน(judge) มึงบ้าง ให้มึงมาเป็นจำเลยของกูบ้าง

มุมมองต่อสื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ของคนเสื้อแดง
วิทยุดีมากเลย ดีมากๆ มันต้องอย่างนี้ครับ มีวิทยุท้องถิ่น ผมอยากจะถามสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า ทำไมต้องถ่ายทอดข่าวอย่างเดียวกันทั่วทุกสถานี วิทยุท้องถิ่นให้คนชาวบ้าน Phone in ทำไมสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ไม่ทำอย่างนั้นบ้างล่ะ ไหนว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนไง ประชาชนมีส่วนร่วมไง ทำไมต้องบังคับให้คนฟังเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่แค่ข่าวราชการนะ แม้แต่ข่าวฟุตบอลอะไรของมัน ทำไมคนไทยทั้งประเทศต้องสมควรรู้เรื่องผลฟุตบอลหรือ ส่วนวิทยุท้องถิ่นวิเศษมากให้ทุกคนโฟนอินเข้ามาได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่า หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าวของเสื้อแดงได้ข่าวว่าขายดีมาก บางฉบับถึงกับต้องพิมพ์ใหม่ การต่อสู้ทางการเมืองสมัยก่อนพิมพ์เป็นใบปลิวไว้แจก ถึงการเขียนข่าวดูแล้วจะเป็นมวยวัดอยู่บ้าง ผมก็ไม่ว่าไม่เป็นไรนี่ มาจาก website บ้าง

เขียนแบบไม่ค่อยได้พิถีพิถันบ้าง นี่ก็ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าคงมาจากทุนเล็กๆ ไม่ใช่เงินถุง เงินถังอะไร คงไม่มีสตางค์จ่ายค่าเรื่องให้นักเขียนดังอย่างพวก ดอกเตอร์ โปรเฟสเซอร์มือโปร แต่ถ้าเกิดเรามองมาถึง Idea ความเป็นประชาธิปไตย นี่ครับ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง ฝากถามนักวิชาการที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่าเห็นด้วยไหม ที่อ่านหนังสือของ de Tocqueville ประชาธิปไตยในอเมริกา (แปลโดยสมบัติ จันทรวงศ์ – ผู้สัมภาษณ์) พวกนักวิชาการรัฐศาสตร์คงต้องได้อ่าน de Tocqueville กันมาแล้ว พวกเสื้อแดงกำลังทำทำนองนั้น น่ารังเกียจนักหรือ ขอถามหน่อย เสื้อแดงจะชนะหรือไม่ชนะเป็นเรื่องของกาลข้างหน้า ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้ได้ตอนนี้คือ สปิริตประชาธิปไตยที่เติบโตอยู่ขณะนี้น่ายินดีกว่านักมวยไทยได้เหรียญทองโอลิมปิก และถ้าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหาร ‘19กันยา’ พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชนะฟรีๆเสียแล้ว เสียใจด้วย

ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของจอม เพชรประดับ ซึ่งผมสนใจที่ทักษิณ ตอบว่า พวกคนต่างประเทศ ก็รู้หมดแหละว่าไม่ยุติธรรม อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นอย่างไร

เอาอย่างนี้หละกัน ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศไกลๆ แค่ข้ามแม่น้ำโขงไปนี้น่ะครับ ผมพบคนลาวในที่ประชุมนานาชาติมาเมื่อเร็วๆนี้ คนลาวรู้หมด คนลาวรับข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทย และรับข่าวกระแสหลักด้วยนะครับ คนลาวเข้าใจดีเลยว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ยุติธรรม อะไรบิดเบือน นะฮะ แล้วจะมาบอกว่า คนไทย ที่เป็นพวกเสื้อแดงเป็นพวกเหยื่อของทักษิณ ได้ประโยชน์จากทักษิณ คนลาวได้ประโยชน์อะไรจากทักษิณหรือเปล่า คนลาว เขายังเห็นเหมือนเสื้อแดงเลยครับ เขารับสื่อข้างเดียวด้วยนะครับ สื่อของฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ค่อยถึงเขา แม้ว่าเขาดูจะโทรทัศน์ จะอ่านหนังสือพิมพ์กระแสหลัก เขาก็รู้ได้ คิดได้ว่า อะไรชอบธรรม อะไรไม่ชอบธรรม

นี่เป็นสามัญสำนึก สามัญสำนึกที่ไม่ได้พอกไว้ด้วยอคติ ผมว่าไม่ต้องไปอาศัยสติปัญญาอะไรลึกซึ้งนัก คือ สามัญสำนึกว่า ระหว่างทำกับข้าวกับยึดสนามบินน่ะ อะไรมันทำให้ประเทศฉิบหายกว่ากัน มันมีที่ไหนล่ะครับ ในโลกนี้ที่ยึดสนามบิน แล้วจัดการไม่ได้ ยึดไม่ใช่แค่สนามบิน ยังยึดที่ทำงานรัฐบาลด้วย แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง มันเป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่เราเรียกว่า ธาตุแท้ของพวกอำมาตย์ ที่กูจะครองแผ่นดินอยู่อย่างนี้ มึงจะทำไม เราก็ต้องถามกลับบ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของมึงพวกเดียวหรือ

อำนาจของสื่อเสื้อแดง คิดว่าพอจะเพิ่มจำนวนคนเสื้อแดง รวมทั้งแนวทางการต่อสู้ของสื่อสำหรับคนเสื้อแดง
แง่นี้น่าดีใจมาก ภายในเวลาไม่กี่เดือน สื่อออกมาตั้งหลายฉบับ และวิทยุมีตั้งหลายสถานี แล้วแต่ละสถานี กระตือรือร้น (Active) ตลอดน่ะ ไม่ใช่เปิดเพลงคั่นเวลาน่ะครับ คือไม่ใช่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเปิดเพลงคั่นเวลา และมีคนโฟนอินต่อเนื่อง เท่าที่ผมทราบ ผมก็ไม่ได้ฟังทุกสถานี ก็เปิดไปสถานีนั้นสถานีนี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนสนใจมาก เมื่อวานนี้เอง ผมออกไปอำเภอรอบนอก เป็นตำบล หมู่บ้านเล็กๆ ยังมีลานชุมนุมเลย ซึ่งคนในหมู่บ้านนั้น เขาก็รู้ว่าใครเป็นใคร ใครคิดอย่างไร แต่ก็มีการชุมนุมกันในหมู่บ้าน เหมือนเป็นสนามหลวงของหมู่บ้าน กอ.รมน.คงรู้แล้วมั้ง ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ควรรับเงินเดือนหรอก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก ดวงวิญญาณของคณะราษฎรคงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์


ผมคิดอย่างนี้น่ะครับ แต่ก่อนขบวนการของประชาชน ส่วนมากเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น ขบวนการแรงงาน สมมติว่า สหภาพแรงงานสไตรค์ เกษตรกร ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของกู พอเวลาเกษตรกรประท้วงหอมแดงราคาต่ำ สหภาพแรงงานก็บอกว่า เรื่องของมึง หรือในแง่ทางถิ่นที่อยู่ก็ได้ สมมติเรื่องเขื่อนปากมูลที่อุบลฯ คนอุดรฯยังไม่ร่วมด้วยเลย อย่าว่าแต่คนลพบุรี แก่งเสือเต้นประท้วงไป คนระยองก็บอกว่าบอกไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า แต่ปัจจุบันนี้ขบวนการเสื้อแดงรวมคนหลากหลายอาชีพ รวมคนจากถิ่นฐานกระจายทั้งประเทศ ถ้าใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายสมัยก่อน ก็เรียกว่าเป็น แนวร่วมมวลชนอันไพศาล จะมีประเด็นอะไรที่สามารถเป็นร่มให้ผู้คนนานาอาชีพ นานาภูมิหลัง

จนกระทั่งนานาความฝันมารวม มาร่วมกันได้กว้างขวางขนาดนี้ มันเป็นการรวมของความทุกข์ ความคับข้องใจ ความรู้สึกต่อความพิลึกของสังคมไทย จนกระทั่งความปรารถนาที่อยากจะเห็นสังคมเราพ้นไปจากตมปลักศักดินา เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงจึงไม่ใช่ขบวนการของกลุ่ม ‘Thaksinists’ (แม้จะไม่มีศัพท์นี้ในโลก แต่ถ้าจะมี ก็ไม่เห็นแปลก ก็ทีคำว่า Thaksinomics พวกนักเศรษฐศาสตร์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าอะไร) พวกนิยมทักษิณทุกคนเป็นเสื้อแดงนั้นใช่ แต่สมการกลับกันนั้นไม่ใช่ คือ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงทุกคนเป็นพวกนิยมทักษิณ ลำพังทักษิณไม่สามารถสร้างเสื้อแดงมาขนาดนี้ได้ ต้องมีตัวช่วย และตัวช่วยตัวสำคัญก็คือ รัฐประหาร ‘19 กันยา’ รวมทั้งอำนาจสนับสนุนอื่นๆ

ผมคิดว่า เป็นการพัฒนาทางการเมืองที่น่าประทับใจมาก สรุปง่ายๆก็แล้วกันว่า ผมดีใจกับ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหาร ระบบอำมาตย์ถูกเขย่าเสาคลอน แม้จะไม่ล้มในตอนนี้ หรืออาจจะไม่ล้มในช่วงชีวิตผมก็ได้ การช่วยกันคนละไม้คนละมือเป็นพลังพังทำนบได้

ขอฟังความเห็นต่อพลังคนเสื้อแดง
กลัวจะพูดซ้ำกับที่เคยสัมภาษณ์มา ขอเพียงเสริมว่า ถ้าจะชุมนุมแต่ละจังหวัด ผมคาดว่า คงอาจจะมีคนมาเป็นหลักหมื่น หรืออย่างน้อยก็หลักพัน ถ้าจัดที่ส่วนกลาง เราเห็นหลักแสนมาแล้ว นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆ และ ที่น่านิยมอย่างยิ่งก็คือ การประท้วง เรียกร้องต่างๆนั้นยังอยู่ในรูปเสียงเพลงอีกด้วย แถมมีหลายเพลงเสียด้วย นี่คือสาเหตุที่ก็รู้กันทั่วไปว่า ทำไมฝ่ายโน้นถึงไม่ต้องการเลือกตั้ง แม้ว่าจะราวีกันภายในขนาดไหน
พลังเสื้อแดงยังต้องพิจารณาสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายโน้นไม่มีความคิดเป็นพลัง เมื่อก่อนเขายังมี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย สมัยเสื้อเหลืองเรืองรอง ก็มีเรื่องทักษิณโกง แต่ตอนนี้เรื่องนี้ขายไม่ออกแล้ว อุตส่าห์ลงทุนทำรัฐประหารก็ยังหาเรื่องเอาผิดทักษิณไม่ได้ เรื่องที่ทักษิณถูกตัดสินจำคุก ไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองใหม่แล้ว อย่าว่าแต่จะมีคนฟังเลย การที่ไม่มีความคิดเป็นพลัง ทำให้ฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งฟ่ามทั้งกลวง ข้อเสนอเศรษฐกิจแนวพุทธ แบบชูมาร์คเคอร์ “Small is beautiful” ไทยเวอร์ชั่น เป็นธงรบไม่ได้

นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้จึงไม่มี mass movement จึงต้องใช้ไม้อื่น (เลยใช้วิธีติดบิลบอร์ดบ้าง พ่นลมเรื่องความสมานฉันท์บ้าง เอาคนมาร้องเพลงชาติตอนชักธงลงบ้าง – เติมภายหลังวันสัมภาษณ์: ผู้สัมภาษณ์) ฝ่ายเสื้อแดงเหนือกว่าในแนวรบด้านพลังความคิด น่าเสียดายที่ฝ่ายอำมาตย์มีคนมีปริญญาเยอะมาก ถ้าเอาปริญญามาเรียงต่อกันแล้ว อาจจะยาวเท่าเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่มี ideas อะไรมาเสนอ ขนาดคุมสื่อของรัฐ ก็ยังไม่มีเนื้อหาความคิดอะไรมาใส่ เขาถึงต้องใช้พลังอื่นๆมาสู้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมสัญลักษณ์ความยุติธรรมจึงกลายเป็นครกกระเดื่องไปแล้ว และทำไมถึงต้องใช้วิธีนักเลงข้างถนน

อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
เรามีรัฐประหาร 17 ครั้ง มาแล้ว แล้วทำไมจะมีครั้งที่ 18, 19 และ 20 ไม่ได้ ประเทศไทยจะดีวิเศษอะไรปานนั้น ทำไมพระศรีอาริย์จะมาโปรดเร็วขนาดนั้น แต่ถ้ามีอีก มันคงไม่ใช่กินรวบแบบครั้งก่อนๆ ส่วนจะเกิดเมื่อไหร่ เราไม่รู้ ไม่ใช่หมอดู

สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงกับการเมืองท้องถิ่นในกรณีเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่
การเมืองท้องถิ่นไปโยงผูกกับการเมืองของชาติ ทั้งที่จริงๆ ประเด็นเทศบาลมันเป็นเรื่องเก็บขยะ แต่ว่าการเมืองระดับชาติทำให้การเมืองท้องถิ่นทั่วไปเป็นไปอย่างนี้ กรณีเชียงใหม่ คนที่อยากได้รับเลือกตั้ง ก็พยายามที่จะอิงตัวเองกับเสื้อแดง พวกสมัครคนอื่นที่เคยอิงกับฝ่ายอำมาตย์ หรือว่า สนับสนุนเสื้อเหลือง หรือว่าไม่ได้เต็มใจกับเสื้อแดง เขาจะพยายามไม่ให้ปรากฏในการหาเสียง ผู้สมัครบางคน เมื่อก่อนใช้ยศทหารหาเสียง แต่ว่าตอนนี้ขายเฉพาะความเป็นดอกเตอร์ เพราะอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว ผมคิดว่า การเลือกตั้งเทศบาลคราวนี้

ผู้สมัครที่อิงกับเสื้อแดงคงชนะ อันนี้คงจะเป็นการบอกถึงว่า ขบวนการเสื้อแดง รากหญ้า ไร้การศึกษาไม่ทันคนนั้นไม่เหมือนเดิม ดูสิว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะชนะ ชนะเท่าไร แล้วจะลบทฤษฎีของพวกหากินด้วยน้ำลายกับน้ำหมึกที่ชอบดูแคลนคนหากินด้วยน้ำเหงื่อหรือไม่ ผมขอกลับไปประเด็นเดิมอีกครั้ง คือ พวกปริญญายาวเหล่านี้แต่งตั้งวางตัวเองเป็นผู้พิพากษาเหล่านี้รับค่านิยมที่เป็นนิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์มา

นิสัยถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ
ใช่ๆ เพราะเขาเป็นฝ่ายปกครอง เป็นฝ่ายที่คิดว่า ตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางอำนาจทางการเมือง เราก็อยู่เหนือทางศีลธรรมด้วย ก็คิดไปเองน่ะ แต่ถ้าเกิดจะไปว่าเขา หรือวิจารณ์เขากลับ เขาจะจับเอาน่ะครับ เอางี้ ผมยกตัวอย่างให้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาท คุณไปด่าว่า ชาวนาโง่ ศาลไม่ตัดสินว่าเป็นหมิ่นประมาทนะ แต่คุณลองไปด่าว่า อาจารย์โง่ซิฮะ เขาฟ้องตายเลยใช่ไหม แล้วศาลก็เห็นว่าผิด และไอ้การที่เรา มีข้อหาหมิ่นศาล คือ มึงอย่ามาตั้งคำถามกับคำพิพากษาของกูน่ะ มันมีกฎหมายเลย ห้ามเลย มึงอย่ามาตั้งคำถาม ส่วนกูจะตัดสินใครยังไงก็ได้

แต่คราวนี้ก็ดีนะ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเขาก็ได้เห็นธาตุแท้หลายอย่าง เช่น นักวิชาการบางคน สมัยเสื้อเหลืองเฟื่องฟู ทำป่าๆเถื่อนๆก็บอกว่าเขาจะไม่เขียนอะไรที่ทำให้เสื้อเหลืองอ่อนแอ โอ้ย ตลกมาก แล้วก็ยังมีพวก ‘2 ไม่เอา’ รวมทั้งพวกอีแอบสีเหลืองด้วย What kind of position is this? อย่างนี้เนี่ย แย่กว่ายาม ESCAPE

สมัยหลัง ‘14 ตุลา’ นักวิชาการเห็นไปในทำนองเดียวกันกับรัฐบุรุษอาวุโส สมัยนี้ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ สำหรับนักวิชาการบางคน แต่ที่ต่างกันมาก คือ มันเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนละเบอร์ สมัยนี้บางคนเขาเห็นเหมือนคนเบอร์สองเลยที่ว่าอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกฯ

อำนาจของนักวิชาการ ที่มีสัมพันธ์กับสื่อทำร้ายเสื้อแดง โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และนักวิชาการ ก็ออกสื่อต่างๆ และผลิตความรู้สำหรับครอบงำคนได้
อาจจะมีส่วนกับบางกลุ่ม แต่ผมคิดว่า มันไม่ได้มีอำนาจมากมายอย่างที่เขาคิดหรอก ไม่มีอำนาจเหนือสามัญสำนึก เสมอไปหรอก ไม่ใช่ว่าพูดอะไรแล้วเขาจะเชื่อ ผมประทับใจมากเลยกับคนลาว เขาก็ยังคิดได้ ทั้งที่เขารับแต่สื่อพวกนี้ เขาก็มีสามัญสำนึกว่าอะไรที่มันเกินเลย และการพูดอะไร แสดงความคิดเห็นอะไร มันต้องตัดสินกันข้ามเดือน ข้ามปี เราจะเห็นว่า มีคนพูดกลับไปกลับมา เอาแค่ 3-4 ปี คนพูดกลับไป-กลับมา คนพูดว่า รับร่างรัฐธรรมนูญปี ’50 ไปก่อน รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ตอนนี้แล้วทำไมมึงไม่แก้ มันพูดว่า เราไปเสียรู้เรื่องเขาพระวิหาร นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีมีอยู่ตั้งเยอะแยะ แหมเฉยเลย เหรอ แล้วตกลงเขาพระวิหารเป็นของไทย เหรอ ทำไมไม่ออกมาเถียงพวกเสื้อเหลืองบ้าง แต่ผมคิดว่า อำนาจของเขาไม่เกินสามัญสำนึกครับ

แล้วคิดว่า การรับข้อมูลข่าวสาร คนตื่นตัวกันมากขึ้นในการรับรู้ข่าวสารมากไหม?
ผมคิดว่า คนสนใจติดตามข่าวสารกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 3 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้นำคนมาสนใจและเกี่ยวข้องกับการเมืองกันมากขึ้น แต่ก่อนเขาก็ทำมาหากินของเขา ปลูกหอม ทำนา รับจ้างกันไปแต่ละวัน ไม่ใช่แค่สนใจการเมืองมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Distrust) ฝ่ายผู้มีอำนาจ ความรู้สึกนี้แพร่ไปทั่ว เมื่อก่อนเสื้อเหลืองชุมนุม นักปราชญ์ฝ่ายนี้เขาเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ถ้าเรายืมสำนวนนี้มาใช้ ก็พูดได้เลยว่า มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ดีมากๆ เขาฟังแล้ววิเคราะห์วิจารณ์ ชาวบ้านคิดเอง ทำให้เขาไม่เชื่อทางการ ยิ่งชาวบ้านจับโกหกได้ ก็ยิ่งเพิ่มภูมิต้านทานโฆษณาชวนเชื่อ การโกหกโป้ปดมดเท็จ มันมีผลดีได้ผลประโยชน์ระยะสั้น แล้วฝ่ายครองเมืองเขาก็ทำกันอย่างนี้ แต่บังเอิญว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 ปี ทำให้คนไม่ลืม เลยเห็นคนโกหกเต็มไปหมด เห็นเด็กเลี้ยงแกะเต็มไปหมด ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจ มันก็เป็นสามัญสำนึกชาวบ้าน ความจริงน่าจะเป็นบทเรียนของการชอบมุสา คนที่ไม่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ตั้งแต่สมัยปรีดี สมัยบรรหารหรอก เอาแค่ 3 ปีนี้ก็เห็นเยอะเลย

จากการที่รัฐบาลประกาศวันรักการอ่าน แล้วอาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้าง
ถ้ามันเป็นเพียงแค่มีวันเฉยๆ มันก็งั้นๆแหละ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เงื่อนไขทำให้คนอ่านหนังสือ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คนอ่านหนังสือเพิ่ม เช่น หนังสือราคาถูก มีห้องสมุดทั่วไปให้คนอ่าน และเงื่อนไขของเวลาและโอกาส เป็นที่รู้กันว่า คนอ่านหนังสือในอังกฤษเคยมีมากกว่าปัจจุบัน แต่หลังจากที่มีโทรทัศน์แพร่หลายไปทุกบ้าน ทำให้คนอ่าน หนังสือน้อยลง อันนี้มีข้อเท็จจริงที่ยืนยัน มีงานวิจัยที่พิสูจน์ประเด็นนี้ ถ้าอยากให้การสร้างการรักการอ่านเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ก็ต้องสร้างเงื่อนไข

ที่เริ่มต้นได้เดือนหน้าเลย คือ ลดเวลาละครโทรทัศน์ลง เลิกข่าวไร้สาระ และโฆษณาบ้าดีเดือด แล้วช่วยเอาเวลาเหล่านี้แทนที่ด้วยการอภิปรายเรื่องหนังสือ เลยอยากจะรู้ว่า นอกจากประกาศวันรักการอ่านแล้ว จะมีมาตรการอะไรบ้าง เช่น มีกองทุนสนับสนุนให้ราคาหนังสือถูกลงไหม ยกตัวอย่างกรณีคุณสุชาติ ทำ โลกหนังสือ ก็ขาดทุน และก็มีความคิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ หมอสุรพงศ์ สืบวงศ์ลี ที่จะสนับสนุนโครงการให้มีโลกหนังสืออีก แต่ก็ล้มไป แล้วมีบ้างไหม โครงการแบบนี้ ไม่ใช่บ้วนน้ำลายแล้วหายไป

ผมได้ยินได้ฟังมาว่า สื่อเสื้อแดง เป็นพวกหัวรุนแรง ชอบใช้กำลังทำร้ายผู้คน และปลุกระดมมวลชน อาจารย์คิดว่าอย่างไร
ผมได้ฟังวิทยุคนเสื้อแดงบางสถานี มีคนโฟนอินเข้าไป ก็ชวนให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งมันก็เป็นที่เข้าใจได้ มันเป็นปรอทวัด ความเหลืออด ความโกรธแค้นจากการถูกย่ำยี ถูกข่มเหงรังแก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า จากความโกรธ ความไม่พอใจนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องปลุกระดมทำร้ายกัน มันไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่องกัน เพียงแต่ว่าทำให้เราทราบคนรู้สึกอย่างไร แต่ว่าการที่พูดเหมาว่า คนเสื้อแดงชอบปลุกระดมให้คนทำร้ายกัน เป็นการใส่ร้าย ผมเคยไปชุมนุมที่ข้างอาเขต (สถานีรถโดยสารที่เชียงใหม่ - ผู้สัมภาษณ์)


ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นอย่างนั้น คนเป็นหมื่นเป็นแสน ก็มีคนที่อาจจะคิดอย่างนั้นบ้าง และผมคิดว่า ทางฝ่ายนำก็คงต้องจัดการดูแลไม่ให้เกินเหตุ เกินผลไป อย่าให้ไปถึงขั้นเลือดตกยางออก พูดไปพูดมาเหมือนพวกนักสันติวิธี พวกนักสันติวิธีนี่น่ารักมาก พูดจาสุภาพ ใครๆก็ต้องเห็นด้วย มีผู้นำสันติวิธีคนหนึ่งจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการต่อต้านรัฐประหาร อุตส่าห์ตั้งครป. แต่นั่นมันสมัยสุจินดา แต่รัฐประหารคราวนี้ทำเป็นเฉย ซ้ำยังเป็นสมาชิกสภา (...) นี่เสียอีก นักสันติวิธี ผู้น่ารัก ยังจะน่านับถือกันต่อไปไหมเนี่ย

เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เราต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย ผมยังไม่เห็นในเมืองไทยเลย ที่คิดว่า มีคนอย่างนี้ ผมไม่ได้หมายความนะครับว่า อยากให้ท่านเสียชีวิต แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือ คนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร

*หมายเหตุ ที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26405