วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึก“สิบปีที่เขียนเรื่องปัญหาภาคใต้”-แม่น้ำของกับ7ปีหนังพระเจ้าช้างเผือกถึงเขียนงานใหม่ใน“คนจีน”ภาคเหนือ-เก็กเหม็งถึงภายใต้เวลาร้อยปีกฎอัยการศึก

บันทึก“สิบปีที่เขียนเรื่องปัญหาภาคใต้”-แม่น้ำของกับ7ปีหนังพระเจ้าช้างเผือกถึงเขียนงานใหม่ใน“คนจีน”ภาคเหนือ-เก็กเหม็งถึงภายใต้เวลาร้อยปีกฎอัยการศึก

เมื่อผมกลับมาเขียนเรื่องใหม่ผ่านมุมมองแบบบันทึก โดยเริ่มต้นเล่าย่อๆ
วันที่10. ธันวา
หลายวันที่ก่อนโน้นวันอันซุ่มซ่ามของผม ไม่มีโรดแมปอันชัดเจน ขณะขับรถอยู่ในพิจิตรพาแม่เข้าศูนย์ราชการ หรือศาลากลาง โดยไม่แน่ใจว่าประตูปิดอยู่ข้างหนึ่ง มีทหารยืนเฝ้าทางเข้า มีช่องทางเล็กสองทาง และผมขับรถผ่าน ทหารสะพายปืนทำหน้างงๆ ต่อมาผมคิดขึ้นด้วยสงสัยเข้าข้างผิด น่าจะเป็นช่องเล็กด้านซ้าย ไม่ใช่ขวา
โดยผมเล่าให้แม่ฟังตอนขาออก เกิดทหารมันยิงเราละแม่ ซึ่งแม่ตอบมันยิงเราก็ผิด คนจะตายมันก็ตาย ผมเล่าให้รุ่นพี่ฟังหัวเราะคลายเครียดกันไป(ฮร่า)
ส่วนประเด็นโรดแมปในเรื่องปฏิรูปการเมือง เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่มีข้อเสนอเรื่องพรบ.นิรโทษกรรม เสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทางการเมือง 2ฝ่าย ตั้งแต่ปี2548-2557 ซึ่งผลพวงจากพรรคเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ มาถึงยุทธศาสตร์ของแนวทางปรองดอง อันชวนให้เป็นจริง เกิดข้อถกเถียงกันอยู่ว่าพรบ.นิรโทษกรรมควรจะออกแบบอย่างใด ซึ่ง’ชวน’ไม่วิจารณ์นิรโทษ ชี้ยึดถูกต้องปท.เดินหน้า หรือพรรคประชาธิปัตย์อย่างอภิสิทธิ์ กล่าวเตือน ก.ม.นิรโทษกรรม ต้องไม่ทำให้ปัญหาซ้ำรอย
ในที่สุด ย้อนกลับดูข่าว’ประยุทธ์’ชี้’ปรองดอง’กับ’นิรโทษ’คนละเรื่อง. แต่อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวผมยังมีความหวัง ครับ
*ราตรีสวัสดิ์ ครับ
**ภาพประกอบการเดินทางแวะถ่ายรูปอนุสาวรีย์พานรัฐธรรมนูญ อำเภอตะพานหิน และป้ายในศูนย์ราชการพิจิตร
***http://m.naewna.com/view/breakingnews/133124
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE56VXhPVEU0T0E9PQ==&subcatid=

http://www.komchadluek.net/detail/20141202/197014.html

12
รายการทีวีวันศุกร์:ประยุทธ์ทหารอาชีพ มีจ็อบเพิ่มเป็นนายกฯ ต่างจากทหารอาชีพ มีอุดมการณ์ต้องเสียอาชีพ กรณียังเติร์กรุ่นแรก กบฏร.ศ.๑๓๐ เมื่อพ้นโทษ บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ ไปทำงานนสพ.สยามราษฎร์และศรีกรุง(ตระกูลวสุวัตร่วมคณะนสพ.สร้างศรีกรุงภาพยนตร์อย่างหนังเรื่องโชคสองชั้น) ถัด รัตนพันธุ์ และเนตร พูนวิวัฒน์ ร่วมเปิดร้านสรรพสินค้า “พูนรัตน์” เหรียญ ศรีจันทร์ เปิดร้าน “สินค้าไทย” ขุนทวยหารพิทักษ์ ตั้งห้างขายยาชื่อ โยคีสถาน (ต่อมาเป็นห้างศรีจันทร์)บุญ แตงวิเชียร และเขียน อุทัยกุล ไปเลี้ยงเป็ดและลงโป๊ะที่จ.สุราษฎร์ธานี นายอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้จัดการโรงสีไฟที่จ.พัทลุง
อิทธิพลทุนนิยมการพิมพ์ ในกรณีจีโนสยาม สู่นักหนังสือพิมพ์ของกลุ่มรศ.130ในกรณีศรีกรุงภาพยนตร์(กรุงเทพภาพยนตร์/นสพ.ศรีกรุง)-2475

… ความซับซ้อนชาตินิยมจีนกับไทยสยามกรณีตัวอย่าง ที่มีกล่าวถึงนสพ.จีโนสยามวารศัพท์ มีจะให้เนรเทศนายเซียวฮุดเส็งออกไป แต่ว่าหากเนรเทศเขาแล้ว จะกลายเป็นวีรบุรุษ(Hero) …

…ด้านกลุ่มรศ.130 ตอนอยู่ในคุกเขียนงานให้นสพ. เช่น “จีโนสยามวารศัพท์” “ผดุงวิทยา” ของเซียวฮุดเส็ง “สยามราษฎร์” ของมานิต วสุวัต “ยามาโต” “วายาโม” “พิมพ์ไทย” “ตู้ทอง” และ “นักเรียน” เป็นต้น ในปี2467 พ้นโทษสมาชิกหลายคนไปทำงานหนังสือพิมพ์ เช่น ร.ท.ทองดำ คล้ายโอภาศ ,ร.ต.จือ ควกุล ทำงานหนังสือพิมพ์ “บางกอกการเมือง” ซึ่งมีอุทัย เทพหัสดินทร์ เพื่อนนักปฏิวัติผู้มีหุ้นส่วนในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ส่วน ร.ต.บ๋วย บุณยรัตนพันธ์ ร.ต.ถัด รัตนพันธุ์ ร.ต.สอน วงษ์โต ร.ต.โกย วรรณกุล และ ร.ต.เนตร ทำงานที่ ”ศรีกรุง”(พี่น้องตระกูลวสุวัต ก่อตั้งภาพยนตร์เสียงศรีกรุง-หนังเงียบถึงเสียงพาทย์:โดยเรื่องภาพยนตร์จะขยายความในโอกาสต่อไป) และ “สยามราษฎร์”(รับอิทธิพลจีโนสยามฯมาเป็นนักนสพ.ในตระกูลวสุวัต) เป็นต้น

..เมื่อ ร.ศ.130 เป็นพวกลูกจีน และรักชาติ หลังเลิกงานมักทำตัวเป็นนักข่าวเล่าเรื่องการเมืองตามร้านอาหาร แหล่งชุมนุม และสโมสร คบค้าสมาคมกับทหารส่งผลต่อ2475
ทั้งนี้ บริบทกรณีตัวอย่างต่อมาช่วง 2475 ข้อคำนึงถึงสภาพของสยาม ที่ถูกแวดล้อมโดยอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งชาติทั้งสองนี้ มีข้อตกลงกัน คือ เอาสยามเป็นประเทศกันชน แต่เขาอาจพร้อมกันยกกำลังทหารเข้ามายึดครองแล้ว แบ่งดินแดนสยามไปเป็นเมืองขึ้น หรืออยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของประเทศทั้งสอง.. และเรายังจะต้องอาศัยบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องผูกรัดเขตต์แดนสยามเท่าที่ปรากฏในแผนที่เวลานี้ ให้ผูกโยงกันอย่างแน่นหนา เพราะเราต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ เรามีเจ้าประเทศราช ..ในตัวแทนของภาคเหนือบทบาทของเจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ (บุตรเขยของพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ)เฝ้าอยู่เคียงข้าง ร. 7 ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ขณะเกิดการปฏิวัติของคณะราษฎรด้วย

สรุปโดยย่อ ข้อมูลการเปลี่ยนแปลง2475 มีรายละเอียดมากกว่านี้ดูตัวอย่างตามลิ๊งค์ของข้อมูลจะเห็นความเป็นมาของยุค130 สู่เหตุการณ์2475 ความขัดแย้งของระบบราชการภายใน และปัจจัยนอกราชการสื่อสิ่งพิมพ์-ภาพยนตร์บันทีก2475ของตระกูลวสุวัต โดยบทเรียนกับประสบการณ์ของรศ.130 นำมาศึกษาสู่การปฏิวัติของปรีดี หรือกลุ่มทหาร มีทั้งการแพร่กระจายสายการจัดตั้ง และมุมมองต่อรศ.130 เป็นดาราดวงเด่น ในกบฏเก็กเหม็งในเมืองไทยและเมืองจีน รวมทั้งแง่อื่นๆ

กรณีการสืบต่อเกือบล้างแค้นให้เพื่อนร่วมรุ่น ที่ทรยศหักหลังรศ.130 เป็นสายลับในทหารด้วยกัน ต่อมา2475 มีรัฐธรรมนูญ คณะราษฎรได้ออกพรบ.ล้างมลทินผู้กระทำผิดทางการเมือง ร.ศ.130 และสมาชิกบางคนต่อมาเป็นส.ส. โดยท่านหนึ่ง บันทึกไว้ว่า “ทั้งนี้แสดงว่าการกระทำของคณะก่อการร.ศ.130 มิใช่เป็นสิ่งชั่ว แต่เป็นความคิดที่ไม่ต้องกับพฤติการณ์แวดล้อมและความนิยมของหมู่ชนเฉพาะกาลเท่านั้น” :ก่อนกาลเกิดรัฐธรรมนูญขึ้น

*ตัวอย่างข้อมูลที่มา:ยังเติร์กรุ่นแรก กบฏร.ศ.๑๓๐ -มองหาอุดมการณ์ ทหารหนุ่ม ‘ร.ศ.130’

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=18-09-2007&group=19&gblog=18

จาก“คณะ ร.ศ.130” ถึง “คณะราษฎร”ความเป็นมาของความคิด“ประชาธิปไตย”ในประเทศไทย

http://freedom-thing.blogspot.com/2012/01/130.html

24 มิถุนายน 2475: สงครามบนแผ่นฟิล์ม หรือ“ภาพยนตร์กับการต่อสู้ทางชนชั้น..” ในเศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 7 ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน 2532 (ผมเคยอ่านได้เคยอ้างไว้ด้วย) http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41129
**ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากงานเขียนของผม และภาพประกอบผลงานเขียนย่อลองต่อยอดจากงานนำเสนอภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งสมัยทำมาหากินนำเสนองานปี2550(ฮร่า)

http://www.thaifilm.com/newsDetail.asp?id=316

http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15265

17
ผมบังเอิญเจอข้อมูลโรงภาพยนตร์ไม้สองชั้น หลังคาสังกะสี ที่ชื่อว่าโรงหนังตงก๊กหรือศรีวิศาล ซึ่งคำว่า “ตงก๊ก” ชาวจีนบางคนแปลว่า “ประเทศจีน” และร่ำลือแต่ก่อนเคยเป็นโรงหนังโป๊ โดยชื่อโรงหนังศรีวิศาล จึงลองค้นดูเพิ่มเติม(ฮร่า)
ความเป็นมาโรงหนังตงก๊ก ด้านหน้ามีการตกแต่งและประดับธงอย่างสวยงาม ด้านหน้ามีคำว่า “รัฐธรรมนูญจีรังทั่วไทย” ด้านขวามีคำว่า “สานติสุขเสมอภาค อิสสระภาพ” และมีรูปซุนยัดเซ็น กับร.๗
ข้อมูลของผู้เขียนเชื่อได้ว่าภาพนี้น่าจะถ่ายไว้ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๗๕ หนทอ ๒๔๗๖ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยชื่อโรงภาพยนตร์ มีเขียนไว้ด้านบนซ้าย เขียนทั้งคำว่า “ตงก๊ก”และ “ศรีวิศาล” ควบคู่กันไป
ภาพที่สอง เมื่อเข้าไปด้านในของโรงภาพยนตร์ มีห้องขายตั๋วอยู่กลางลาน เขียนติดไว้ว่า “ห้องขายตั๋ว” และบอกราคาว่า “หนึ่งรูเปีย” อีกบรรทัดหนึ่งเขียนว่า “ใช้ ๗๐ ส.ต.” ยังเป็นสมัยที่เมืองเชียงใหม่ยังใช้เงินรูเปีย ซึ่งเป็นเงินจากประเทศอินเดียและใช้ในพม่ารวมทั้งภาคเหนือของประเทศไทย

ทั้งสองฝั่งตั้งเป็นร้านค้าขายของทั้งร้านขายอาหาร กาแฟ หนังสือ ของกินเล่น ด้านขวาของภาพมีพ่อค้าคนหนึ่งกำลังขายกาแฟอยู่ ด้านในมีบันไดเดินขึ้นเพื่อเข้าไปชมชั้นสอง บันไดด้านซ้ายเขียนคำว่า “ทางเข้าชั้น ๓ บ๊อก” ไม่ทราบแปลว่าอะไร
ส่วนบันไดด้านขวาเขียนคำว่า “ทางเข้าชั้นที่ ๒” ที่ชั้นสองติดพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๗ สลับกับผู้นำของประเทศจีนในสมัยนั้น คือ ดร.ซุนยัดเซ็น ส่วนด้านล่างลงมามีภาพหลายภาพ บางภาพเป็นหญิง ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพผู้บริหารของประเทศจีนหรือว่าจะเป็นภาพดาราภาพยนต์ในสมัยนั้นก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีธงชาติไทยและธงชาติประเทศจีนห้อยด้วยเชือก

คนรุ่นเก่าบอกว่าภาพนี้คงตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ เพราะปกติด้านหน้าทางเข้าโรงหนังตงก๊กเป็นที่โล่งติดถนนท่าแพ ถัดจากถนนท่าแพเข้ามาใช้เป็นที่จอดรถจักรยาน รถจักรยานยนต์และสามล้อรับจ้าง ถัดมาด้านในเป็นร้านค้ามีที่ขายตั๋วอยู่ตรงกลาง
สมัยนั้นก่อนฉายภาพยนตร์นอกเหนือจากมีเพลงสรรเสริญพระบารมีและมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงแล้วยังมีภาพของ ดร.ซุนยัดเซ็น ผู้นำประเทศจีนอีกด้วย บ่งบอกว่าเจ้าของโรงหนังตงก๊กมีความศรัทธาในระบอบการปกครองระบบประชาธิปไตยและยังมีความรักในประเทศจีนบ้านเกิดอยู่มาก อาจเรียกว่า “ชาตินิยม” ก็คงไม่ผิดนัก

หากเปรียบเทียบมุมมองของผมโดยกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงนิยมการถ่ายภาพยนตร์ และมีการสร้างโรงภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างเฉลิมกรุงด้วย

โดยสรุปย่อข้อเขียนเรื่องโรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล ด้านหน้าวัดแสนฝาง เล่าผู้ที่ร่วมลงทุนเป็นกลุ่มชาวจีนหลายคน หุ้นส่วนหลักคือ นายเคียมถ่าย แซ่พัว นายเปงเล้ง แซ่เล้า เจ๊กเปงล้ง โตวิจักษ์ชัยกุล ระยะหลังโรงภาพยนตร์ศรีวิศาล เปลี่ยนชื่อเป็นโรงภาพยนตร์ควีน โดยผู้เช่าดำเนินการ คือ ร้อยเอกทองแขม สิทธิพงศ์ ต่อมาขายต่อให้ตระกูล “ชินวัตร” ทำกิจการโรงหนังอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งทำเป็นห้างสรรพสินค้าขายพวกผ้าไหม และเปลี่ยนเป็นบริษัทขายอุปกรณ์มือถือ
ปิดท้าย สถาปัตยกรรมโรงหนัง ที่เคยปรากฏภาพยุคบรรยากาศสมัยเริ่มประชาธิปไตย และความทรงจำ ระหว่างประชาธิปไตยไทยกับสาธารณรัฐชาตินิยมของจีน หายไป บัดนี้ ข้อถกเถียงประชาธิปไตยยังไม่จบในปัจจุบัน ครับ

*ภาพโรงภาพยนตร์ตงก๊กได้มาจากร้านรัตนผล ที่มาข้อมูลจากเว็บ อ้างอิงพ.ต.ท.อนุ เนินหาด ผู้สนใจเพิ่มเติมต้องหาหนังสือของเขามาดู ซึ่งผมเคยพบเขาที่บ้านลุงบุญเสริม ช่างภาพคนสำคัญของเชียงใหม่ ยังบอกว่าคนนี้เป็นผู้บันทึกประวัติศาสตร์เชียงใหม่ พิมพ์หนังสือเองด้วย ครับ
เชียงใหม่ในอดีต:โรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล

http://muslimchiangmai.net/index.php?topic=3506.0

**ภาพประกอบจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรมกับร.7พระราชกระแส..เรื่องการศึกษาในระบอบFascism..และบทความพระเจ้าช้างเผือก มีเรื่องโรงหนังเฉลิมกรุง ดูเพิ่มเติม ครับ

http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15265

19
ทีวีที่พูดกรอกหู จนรุ่นพี่เห็นหน้าประยุทธ์ทางทีวีบอกกวนตีน นี่เป็นความซับซ้อนซ่อนหาทาง..กลายเป็นโรดแมปปฏิรูปร่างรัฐธรรมนูญ นี่แหละ “ประยุทธ์ หยุดพาชาติหลงทาง ผ่านสื่อ” ครับ
ย้อนดูการวิเคราะห์สื่อ และตีความเรื่องการสร้างภาพยนตร์ จากประวัติศาสตร์รัฐบาลคณะราษฎร สร้างสถาบันทหารนั้นกระทำในหลายวิธี การใช้ภาพยนตร์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดำเนินไปอย่างได้ผล ภาพยนตร์ข่าวการปราบกบฎบวรเดช เป็นผลงานของสำนักงานโฆษณาการโดยหลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) และบริษัทถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้าไปบันทึกภาพจากเหตุการณ์สู้รบจริง ๆ และภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อทหารของฝ่ายกบฎที่ถูกอธิบายว่าเป็นศัตรูต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ภาพทหารของรัฐธรรมนูญเด่นชัดขึ้น

อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์ เรื่อง “เลือดทหารไทย” ก็ปรากฏสู่สายตาพลเมืองโดยภาพยนตร์ชุดนี้ถูกนำออกฉาย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปี พ.ศ.2477 โดยคณะพี่น้องวสุวัตได้รับการสนับสนุนอุดมการณ์จากรัฐบาลประชาธิปไตย เกี่ยวข้อง จอมพล ป. ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำออกฉายปี พ.ศ.2478 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้มุ่งหมายเพื่อเผยแพร่กิจการของกองทัพ ปลุกใจให้รักชาติ ปกป้องปฐพี และพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยนำเสนอเป็นภาพยนตร์บันเทิงมีพระเอกนางเอกด้วย

ด้านหนึ่งของกิจการภาพยนตร์เป็นพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และ ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกที่พี่น้องวสุวัต ประเดิมถ่ายทำได้แก่ภาพยนตร์ข่าว สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณ เสด็จนิวัต พระนคร ต่อมาภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉาย สู่สาธารณะที่ โรงภาพยนตร์พัฒนากร และเกิดการตื่นตัวทางภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีเสียงพูด ชื่อว่า “หลงทาง” ออกฉายในวันขึ้นปีใหม่ของสยามขณะนั้น (ต่อมามีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่) และวันเริ่มต้นการเฉลิมฉลองพระนคร 150 ปีพอดี

ทั้งนี้ ร.7 ทรงได้อิทธิพลจากชนชั้นสูงของอังกฤษ ให้ชอบเสด็จไปล่าสัตว์และโปรดถ่ายภาพยนตร์เอาไว้ ก็ทรงห้ามไม่ให้เผยแพร่ เพราะเกรงคำครหานินทาของราษฎร ซึ่งชื่อหนังสือภาษาอังกฤษใช้คำว่า The Man Who Accused the King of Killing A Fish เพราะนรินทร์กลึงเขียนโจมตีร.7 ที่เสด็จไปตกปลาที่ประเทศอังกฤษ นี่เป็นภาพสะท้อนสื่อภาพยนตร์ อีกบทบาทหนึ่งของสื่อ ครับ

โดยสรุปอย่างย่อๆ ก่อนเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นไทยในปี พ.ศ. 2481 เห็นภาพยนตร์ในฐานะสื่อ ที่มีแนวคิดทฤษฎีวิเคราะห์ต่างๆนานา เช่น สื่อแพร่กระจายวัฒนธรรม และส่วนการวิเคราะห์กลุ่ม1.บทบาทตระกูลวสุวัตแห่งศรีกรุง ร่วมกับเจ้ามาร่วมกับฝ่ายทหาร(กลุ่มอื่น เช่น กลุ่มทุนจีน) 2.เกิดกลุ่มปรีดีภาพยนตร์ สร้างหนังเป็นทหารเพื่อสันติภาพอย่างหนังพระเจ้าช้างเผือก ในแง่ชาตินิยม : สันติสุข เสมอภาค อิสระภาพ”โดยมุมมองใหม่ของผม สะท้อนสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ กับกฎแห่งกรรมในชะตากรรม ด้วย

ฉะนั้น เมื่อกรอบวิเคราะห์-การตีความในลักษณะลัทธิทหารนิยมรัฐธรรมนูญ สร้างชาติ กับลัทธิทหารอำนาจนิยมแนวฟาสซิสม์ จะมาเคียงคู่กันในบริบทจอมพลป. ที่กลายเป็นเรื่องว่าเผด็จการฟาสซิสม์ นิยมนโปเลียน ฯลฯ ต่อมาฟาสซิสม์เป็นภัยร้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง และแล้วบริบทปวศ.รายละเอียดเยอะ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน เห็นว่าทหารจากชนชั้นของราษฎร กลายเป็นอำมาตยาธิปไตย
*ข้อมูลจาก 24 มิถุนายน 2475: สงครามบนแผ่นฟิล์ม

http://www.prachatai.com/journal/2012/06/41129

**ข้อมูลบทความพระเจ้าช้างเผือกของผม และการถ่ายทำหนังพระเจ้าช้างเผือกบรรยากาศธรรมชาติในจังหวัดแพร่

http://www.prachatai.com/journal/2007/12/15265

http://www.prachatai.com/journal/2008/01/15326

*** ที่มาชื่อหนังสือภาษาอังกฤษใช้คำว่า The Man Who Accused the King of Killing A Fish https://www.facebook.com/notes/10151521275083353/
****ภาพประกอบหนังพระเจ้าช้างเผือกจากทางเน็ตกับโน้ตเพลง ที่มาสถาบันปรีดีฯ ครับ

http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=9&d_id=23

*****ไอเดียบางส่วนจากหนังสือThailand : Origins of Military Rule

22
ผมเมากำลังจะหลับตา หลังสัมผัสลมหนาวผ่านมาครบรอบ10ปี ในปี2547 ที่เดินทางไปเชียงของ กับพวกหญิงสาว ที่ตอนนั้นกลุ่มคณะละครหุ่นเงา อีกคนหนึ่งเป็นคนถ่ายภาพให้ผมคู่กับสาว(น้องของเพื่อนผมอยู่ที่จ.น่าน) ในรูป ณ เกสต์ฮาวส์ ริมน้ำโขง ที่เชียงของ ซึ่งผมกำลังเริ่มต้นอย่างโรแมนติค(ฮร่า) สร้างสรรค์ต่อเนื่องเรื่องเล่าผ่านภาพแผนที่ในรอบสิบปีที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำของ

เมื่อย้อนกลับมาทบทวนบริบทของรูปแผนที่ในหนังสือ Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation ซึ่งผมกลับมาดูฉบับแปล คือ กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ
โดยผมเกิดผลของการคิดเรื่องข้อสังเกตคำว่าCorruption ในภาษาอังกฤษกับการแปลกลับมาคำว่าฉ้อราษฎรจากภาพแผนที่มีรูปคอมมิวนิสต์เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ที่มีแม่น้ำโขง กำลังกลืนกินไทย กลับกันในปัจจุบันไทยไม่โดนคุกคามจากปัจจัยภายนอก แต่กำลังทำร้ายกันเอง รวมทั้งกลืนกินโกงติดสินบน ด้วย

ปิดท้าย บริบทของแผนที่นี้ ทำให้เห็นข้อสังเกตเวลาต่อมาของชะตากรรมช่วงยุคสงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม(ลาว)-กัมพูชา ในบทเทวดาแห่งประวัติศาสตร์ในหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ในตอนปิดท้ายของหนังสือบทเทวดาแห่งประวัติศาสตร์(ฉบับพิมพ์ครั้งแรก) ดูที่ผมเคยเขียนไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาของพื้นที่แห่งความทรงจำ โดยผมจะเขียนกล่าวจบอย่างสรุปสุดโรแมนติค มีรัก มีหวังหยุดคอรัปชั่น แม้อนาคตไม่แน่นอน
ราตรีสวัสดิ์ ครับ^^
*ครบรอบเขียนเรื่องภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก7ปีผ่านไปและครบ10ปีหาทางเขียนสร้างสรรค์ผ่านภาพประกอบหนังสือthe creative processพร้อมรูปผมกับน้องสาวของเพื่อน
**ภาพประกอบแผนที่ไตรภูมิ-แม่น้ำของหรือโขง และหนังสือ Siam Mapped ฯลฯ
***ภาพแม่น้ำของ ที่ผมนำเป็นแนวคิด โดยมีข้อสังเกตคนนำเสนอเชื่อมโยงภูมิกายาของเวียดนามด้วย

https://leminhkhai.wordpress.com/2012/03/13/the-geo-body-of-vietnam/

****ข่าวปปช.กับพล.อ.เปรม ชี้ใครบอกแก้โกงไม่ใช่หน้าที่ถือไม่รักชาติ
*****น้ำโขงมีความหมาย = ? อืมอันนี้นิยามน่าจะตอบยาก ถ้าหมายความว่่าชื่อแม่น้ำโขง 1.น่าจะหมายถึงโค้ง ไม่ตรงตามตำนานเรื่องนาคสองฝ่ายทะเลาะกัน นาคฝ่ายหนึ่งเกิดแม่น้ำโขงกับปลาบึก และนาคฝ่ายสอง เกิดแม่น้ำน่าน 2.แม่น้ำไหลผ่านประเทศจีนมีชื่อเรียกว่า แม่น้ำหลานชางเจียง หรือ แม่น้ำล้านช้าง และเมื่อไหลผ่านเข้าเขตประเทศพม่า และประเทศลาว เรียกว่า แม่น้ำของ รวมถึงคำเมืองล้านนาก็เรียก แม่น้ำของ เช่นกัน แต่ในภาษาไทยเรียกว่า แม่น้ำโขง
ส่วนคำตอบที่3. ผมตอบง่ายว่าน้ำโขง มีความหมายกับปลา ไม่มีน้ำโขงไม่มีปลา หรือ น้ำโขงกับผู้คนใช้น้ำกัน ครับ

https://www.gotoknow.org/posts/289297

https://www.gotoknow.org/posts/255215

23 วันอังคาร
เดือนพ.ย.ผมร่วมเวทีเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระฯ ซึ่งประเด็นหลักคีย์เวริด์ผมพูดเรื่ององค์กรอิสระเป็นเสือกระดาษ เพราะตัวชี้วัด คือ พื้นที่สาธารณะอย่างสื่อได้ออกข่าวว่าองค์กรอิสระ โดยกรรมการสิทธิฯ สตง.(ตรวจเรื่องคอรัปชั่น)ยอมรับเป็นเสือกระดาษ ลองค้นดูคีย์เวริด์นี้ ครับ
ส่วนด้านข้อมูลองค์กร หลายเรื่องมาก กรณีกกต.จะทำไงให้มาตรฐานเท่าเกาหลีใต้ และปปช.จังหวัด จะพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นภาพกว้างๆ น่ะครับ

เนื่องจากต่อยอดเวทีโดยโฟกัสยกตัวอย่างวิทยานิพนธ์ของผมอย่างสั้นๆในแง่โลกาภิวัตน์ –ชาติ สู่ท้องถิ่นกับอบต.(สู่อบท.) ทำให้เกิดพลวัตการกระจายอำนาจต้องมากขึ้น กรณีการจัดการรองรับการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนและชายแดนเป็นเรื่องเชิงทฤษฎีสั้นๆว่า ผลประโยชน์จากการพัฒนา ทำให้เกิดคอรัปชั่นอย่างข่าวพิพิธภัณฑ์ปลาบึก ที่ก่อสร้างในเขตเทศบาลตำบลเวียงเชียงของ ครับ
แต่สร้างมาแล้วใช้การไม่ได้ มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น จนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เข้ามาตรวจสอบเอาผิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)
โดยสรุปง่ายๆแล้ว 1.ผมคาดหวังว่าคอรัปชั่นเป็นเรื่ององค์กรอิสระ(เช่น สตง.ฯลฯ) จะทำให้หายไปได้ก็ดี 2.ภาวะน้ำท่วมปากทางการเมือง ทำให้คนยังไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงแก้ปัญหาอย่างอิสระได้ง่าย 3.โครงร่างคร่าวๆ สำหรับหัวข้อ สตง.การตรวจสอบคอรัปชั่นพิพิธภัณฑ์ปลาบึกของอบท. สู่การสร้างงานศิลป์พิพิธภัณฑ์ปลาบึก นี่แหละจบเรื่องสร้างสรรค์Artครับ^^

*ภาพประกอบที่เขียนตอบงานแสดงความคิดเห็น จริงๆครุ่นคิดหนักเขียนไปสี่แผ่น ดูที่เรียบเรียงไว้มาเผยแพร่สองแผ่น โดยประยุกต์แนวคิดบางส่วนJürgen Habermas: bourgeois public sphere. ซึ่งผมเขียนไว้กับคุยอยากให้องค์กรอิสระฯ เพิ่มพื้นที่สาธารณะการจัดเวทีมีส่วนร่วมอย่างไม่เป็นทางการมากขึ้น โดยผมถ่ายภาพเก็บไว้เผื่อดัดแปลงเป็นบทความอย่างแนวคล้ายๆ กรณีเรื่องคอรัปชั่น-องค์กรอิสระกับประชาสังคมที่เคยได้ลงเนชั่น สุดสัปดาห์ ครับ
**ข่าวจากเชียงรายนิวส์ ปีที่27 ฉ.0473 ส.ค.2557 และภาพประกอบงานศิลปะ-ผุดพิพิธภัณฑ์ปลาบึกน้ำโขงฝีมือ อจ.เฉลิมชัย ใหญ่ที่สุดในโลก.

http://www.maesainewsonline.com/index.php?main=read&id=2322&CID=2

สตง.ตามบี้เช็กบิลทุจริตพิพิธภัณฑ์ปลาบึก ข้อมูลนสพ.นี้บอกงบ 9 ล้านบาท

http://www.thaipost.net/x-cite/060712/59202

***โน้ตไว้หลังจากหลายปีที่ผมเคยเขียนขอทุนอียู(EUหรือสหภาพยุโรป) และร่วมผ่านกระบวนการหลายอย่างกับทุนยูเสด(Usaid) ที่คาดหวังกับองค์กรอิสระฯลฯ ครับ
เน็ตผมอาการค้างอีกแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนหละกัน แถมเพลงคำถามซึ่งไร้คนตอบ นี้ครับhttps://www.youtube.com/watch?v=mVkMDcjSpMQ

26 วันศุกร์
เมื่อผมกับพรรคพวกคุยเรื่องงาน ก่อนนอนเลยจัดตามข่าววันศุกร์พบผู้นำ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนายกพูดเรื่องสึนามิ และข่าวพล.อ.ประยุทธ์ไปเมืองจีน ต่อมาคุยเรื่องรถไฟในภูมิภาค
กรณีสิบปีที่เขียนเรื่องปัญหาภาคใต้ในปี2547กับภาพความจำต่อรถไฟ มีเรื่องเล่าบางอย่างตอนที่ผมอายุ20 ปี เลียนแบบเพื่อนๆ หลายคน ที่ต่างออกเดินทางคนเดียว เป็นการเรียนรู้ และแสวงหาความหมายของชีวิต ปี42 (ละมั้ง) ยิ่งกว่าหนังเพื่อนสนิท ติสท์หนุ่มนั่งรถไฟจากเชียงใหม่ไปสุไหงโกลก พกหนังสือคำพิพากษาไปอ่านระหว่างการเดินทางและกล้องถ่ายรูป ผ่านพบเจอผู้คนร่วมขบวนรถไฟ และผมพบผู้คนระหว่างทางภาคใต้ท่าทางเหมือนผู้ก่อการร้าย สูบบุหรี่บนรถไฟ
จากนั่งรถหลายวัน มาถึงสถานีสุไหงโกลก ต่อมาผมคิดมากไม่รู้ไปไหนต่อ จึงซื้อตั๋วรถไฟกลับทันใดนั้นเอง นี่แหละความทรงจำหน้ารออีกสามสิบนาทีกลับกรุงเทพฯ ซึ่งผมเล่าเรื่องนี้คนส่วนใหญ่จะหัวเราะ น่ะครับ^^

ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสุไหงโก-ลก ป่าและแม่น้ำ รวมทั้งเส้นทางรถไฟ-การตั้งเทศบาลตำบล ดูที่วิกิพีเดีย ครับ
*กฎอัยการศึก…บทเรียนจากชายแดนใต้(“100 ปีกฎอัยการศึก 10 ปี ณ ปาตานี”… ซึ่งเป็นวันครบรอบ 10 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร และเป็นปีครบรอบ 100 ปีการบังคับใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ด้วย)

http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/29585-martial_29585.html

สิบปีสึนามิ
**ภาพประกอบบทความในนิตยสาร ที่เคยเขียนงานไว้ปี2547 ครับ

30
ช่วงใกล้ปีใหม่ เมื่อวันที่27ธันวา ที่ผ่านมา ทำให้ผมทบทวนเล่าเรื่องสบายๆ ดีๆในแง่คุยกับรุ่นน้องมีเรื่องที่สิบปีที่ผมกับรุ่นน้องที่ร่วมเขียนเรื่องภาคใต้ในวันก่อน ที่ผมจะเข้าวัดบุพพาราม ในแง่มุมที่ผมตอนทำวิทยานิพนธ์ช่วงปี2547 เราคุยกันหลายเรื่องมาก ปัญหาต่างๆ มากมายของสังคมไทยในปัจจุบัน แต่ส่วนตัวในแง่นั้น ทำให้ผมมาทบทวนเรื่องภาคเหนือ ซึ่งรุ่นน้องผม ทำเรื่องวิทยานิพนธ์ป.โทเรื่องรัฐไทใหญ่ เปรียบเทียบกับภาคเหนือของล้านนา(ปัจจุบันเรียนป.เอก) และผมเขียนวิทยานิพนธ์ป.โทเรื่องเชียงของ เกี่ยวกับปลาในแม่น้ำของ
ซึ่งผมช่วยงานโครงการย้อนรอยจิตรกรรมวัดอุโมงค์เชียงใหม่ แบบไม่ค่อยสนใจไตรภูมิในแง่แผนที่มากเท่าไหร่ โดยคนเชื่อมโยงเรื่องไตรภูมิกับSIAMMAPPEDDฯ คือ รุ่นน้องของผม ทั้งที่เค้าเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ ด้วย

แน่ละนี่คือ ชะตากรรม ในแง่ที่เขาวันหนึ่งมาคุยเรื่องไตรภูมิภาพจิตรกรรรมแม่น้ำของ และปลา ทำให้ผมติสท์หนุ่มเห็นความเชื่อมโยงจินตนาการอันสร้างสรรค์ ก่อนหน้าเขาปีนี้ผมเจอเค้า ณ กรุงเทพฯ ก่อนบวชพระ และแล้วสำหรับปีหน้า ที่เล่ามาทั้งหมด นึกถึงว่าเขาย้ำๆ ว่าผมต้องไปงานแต่งงานของเขาให้ได้ ครับ^^(ฮร่า)

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกภาวะวิสัยหลังรัฐประหาร กับโชคชะตาของประเทศ ผ่านอัตวิสัยบอย

บันทึกภาวะวิสัยหลังรัฐประหาร กับโชคชะตาของประเทศ ผ่านอัตวิสัยบอย
20 กันยายน
ประเทศไทย เป็นรัฐสยามขึ้นมาจากการรวมอาณาจักรเหนือ อาณาจักรใต้ จากการรับอิทธิพลของอังกฤษ ในความเป็นรัฐสมัยใหม่ ตั้งแต่สมัยร.5 ซึ่งความน่าสนใจของประเด็นรัฐชาติ ในหนังสือชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม  อ้างอิงถึงThe  break up of Britain (Tom Nairn เป็นคนสก็อต) โดยต่อมาผมมาคิดถึงเรื่องปัญหาการแยกประเทศในยุคโลภาภิวัตน์ เป็นเรื่องให้คนสนใจได้มาก ลงประชามติได้ผลสรุปออกมาแล้ว
กระนั้น นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน กล่าวสุนทรพจน์ว่าเขาจะรู้สึก "อกหักอย่างยิ่ง" ถ้าสกอตแลนด์ลงประชามติเพื่อแยกตัวจากสหราชอาณาจักร "การตัดสินใจนี้อาจจะเป็นการสิ้นสุดของครอบครัวที่เป็นชาติของเรา และตัดสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักร แน่นอนว่า นี่ยังไม่รวมเรื่องความเป็นมาของอังกฤษ นับแต่ชนเผ่ามาถึงรากคำว่าEngland (engel/angel)
อย่างไรก็ตาม อังกฤษ สามารถทำให้ชาติมั่นคง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเปรียบเทียบไทย ในแง่ปัญหาภาคใต้ แล้วเผด็จการทหารในยุคโลกาภิวัตน์แบบเผด็จการทหาร เป็นนายกฯพูดก็ไม่ดี แล้วจะทำอะไร? เช่น กรณีพูดกระทบนักท่องเที่ยวอังกฤษ จนกระทั่งต้องพูดว่าผมเสียใจเป็นที่สุดกับครอบครัวชาวต่างชาติที่เสียชีวิต ทุกคนที่เสียชีวิต ผมเสียใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ อะไรที่พูดแรงไป ต้องขอโทษด้วย

ข่าวผบทบอำลาตำแหน่ง ทำให้ผมนึกถึงก่อนปี2549การพยายามเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพเพื่อทันสมัย และดับไฟใต้ กรณีการตั้งสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผบ.ทบ.เพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้ต่อจากประวิตร วงษ์สุวรรณ(ปัจจุบันเป็นรมต.กลาโหม และรองนายกฯ) http://thaienews.blogspot.com/2011/01/blog-post_23.html
คำถามถึงผบทบ คนใหม่ ผู้รับมรดกต่อจากประยุทธ์ จะทำอย่างไรต่อ? เมื่อท่านบิ๊กตู่มาเป็นนายกฯแล้วด้วย


25-26 กันยายน
สำรวจข้อมูลสายบูรพายัคฆ์ -บิ๊กตู่ ประยุทธ์ ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์ ประวิตร กับ อนุพงษ์ ถึงผบทบ คนใหม่  ซึ่งผมเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัว พล.อ.ประวิตร ครองตนเป็นโสดมิได้เคยผ่านการสมรสมาก่อนจาก "ผบ.ทบ.โสดสนิท" คนที่สองรองจากป๋าเปรม สู่ "รมว.กลาโหมที่ไม่มีภริยา" คนที่สอง ในประวัติศาสตร์
จากชีวิตส่วนตัวของประวิตร อันน่าสนใจมาถึงอนุพงษ์ เผ่าจินดา วุฒิการศึกษา พ.ศ. 2556 ปริญญาโทมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาคอมมิวนิสต์ จาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติรัสเซีย เป็นเรื่องแปลกใจให้คิดเขาไปเกี่ยวกับวิชาคอมมิวนิสต์ ได้อย่างไร? จากข้อมูลวิกิพีเดียไทย ครับ
"บูรพาพยัคฆ์" ในทางการเมืองหมายถึง เครือข่ายนายทหารที่มีเส้นทางเติบโตมาจากกองพลนี้ มีชื่อเรียกขานว่า "นักรบบูรพา" หรือ "บูรพาพยัคฆ์"
 เมื่อข้อน่าสังเกตเกร็ดเล็กน้อยของสามทหารพยัคฆ์(เสือ)นายทหารที่มีเส้นทางเติบโตจาก "บูรพาพยัคฆ์" ได้แก่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

อย่างไรก็ตาม ผบทบคนใหม่ คือพล.อ.อุดมเดช ถือเป็นตัวแทนจาก ค่าย "บูรพาพยัคฆ์"ที่เคยร่วมรบ และรับราชการใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. พี่ใหญ่ของบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มา และเป็นนายทหารคนหนึ่งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอ็นดู รักใคร่ และมีความใกล้ชิด
http://www.thairath.co.th/content/418930
จับกระแสร้อน "บิ๊กโด่ง Vs บิ๊กต๊อก" ศึกชิงเก้าอี้ ทบ.1 จากพาดหัวข่าวในอดีตสะท้อนว่า
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร  ผบทบคนใหม่ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ที่เคยถือเป็นคู่ชิงเก้าอี้ผบ.ทบ.อยู่คนละค่าย "บูรพาพยัคฆ์" กับ "วงศ์เทวัญ" ปรองดองกันอยู่ในรัฐบาลเดียวกันได้ ครับ

1 ตุลาคม
วันที่ 1 ตุลาฯ เป็นวันชาติจีน และตอนนี้ มีข่าวนศ.ฮ่องกงเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซับซ้อนของปัญหาหนึ่งประเทศสองระบบของจีนต่อฮ่องกง ซึ่งชุมชนจินตกรรมเกี่ยวกับชาติฯ จากจักรวรรดินิยมอังกฤษ มาเปลี่ยนถึงยุคจีน หนังของผู้กำกับหว่องกาไว มักจะครุ่นคิดกับเรื่องพวกนี้ โดยปรากฏในหนังของเขา รวมทั้งผลงานนักวิจารณ์ ทำการวิเคราะห์หนังเขาหนัง Chungking Express ฯลฯ รวมถึงฉากการประท้วงในอดีตของฮ่องกง ครับ
อย่างไรก็ดี กรณีการเมืองของการเลือกตั้งในฮ่องกง อาจจะส่งผลกับคนไทย หันมาสนใจเรียนรู้หนังจีน หนังฮ่องกง มากขึ้นมั่งไหม? หลังจากข่าวว่ากระแสตกลงเยอะ เช่น หนังโคตรเซียนมาเก๊า เขย่าเวกัส From Vegas to Macauไม่ค่อยมีใครดู มีเรื่องวัฒนธรรมว่ามาเก๊าเคยเป็นเมืองขึ้นโปรตุเกส ยอมรับได้จากตัวละครตามจริง ในปัจจุบันเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน และหนังเล่าเรื่องปรัชญาไพ่นกกระจอก ด้วยครับ
จากความทรงจำปี53 ประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเคยไปฮ่องกงกับมาเก๊า ตอนที่ผมไปหางาน และลองหาที่เรียนป.เอก ไปเที่ยวเข้ามหาลัยฮ่องกง เล่าเรื่องคลายเครียดการเมืองของนศ.หน่อยว่า ผมเคยนั่งหน้าหอสมุดมหาลัย เดาว่านศ.หญิงชายสองคน ละมั้ง นั่งจูบปากกันใกล้ๆกับผม อึ้ง ไป เพราะความต่างวัฒนธรรม ในเมืองไทยยังไม่เคยเจอแบบนี้ โดยสรุป ข้อสังเกตปรากฏการณ์เคลื่อนไหวของนศ. กระแสวัฒนธรรมดิจิตอล เป็นลักษณะปัจจัยส่วนหนึ่งผลกระทบการเมืองวิกฤติ เป็นโอกาสจุดเปลี่ยนผ่านจากปัจเจกมาสู่ชุมชนกับประชาสังคม ได้ ครับ^^
**ข่าว’Umbrella Revolution’ และข้อมูลหนังเกี่ยวกับฮ่องกงของหว่องกาไว ครับ
‘Umbrella Revolution’ Protests Spread In Hong Kong
http://www.huffingtonpost.com/2014/09/29/hong-kong_n_5899116.html
Hong Kong vs. Tiananmen: Social media fuel ‘umbrella revolution’
http://www.usatoday.com/story/news/world/2014/09/29/hong-kong-protests-social-media/16444213/

คนศึกษาหนังของหว่องกาไว เป็นวิทยานิพนธ์ และนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในอื่นๆ คือ
Abbas, M. A. Hong Kong: Culture and the Politics of Disappearance. (ฮ่องกง : วัฒนธรรม และการเมืองสูญหาย)
http://en.wikipedia.org/wiki/Wong_Kar-wai
*การประท้วงที่ฮ่องกง ข้อแรกสะท้อนประเด็นเรื่องหนึ่งประเทศสองระบบของชาติจีนกับฮ่องกง ประชาธิปไตย เสรีภาพของการปกครองตนเองเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องใช้สัญลักษณ์ร่ม มือถือ แต่ผมสังเกตคนคอมเม้นท์ในข่าว มีคอมเม้นท์โยงไปไกลหลายกรณี ถึงการใช้สัญลักษณ์มือถือของฝ่ายประท้วง ต้องต่อต้านมือถือกดขี่คนงานด้วย แต่ผมชอบที่คนคอมเม้นท์แบบสรุปง่ายๆว่าพวกเขาต้องการเสรีภาพอย่างง่าย ที่ฮ่องกงเคยได้รับการสัญญาจากจีน

2 ตุลาคม
ประวัติศาสตร์ให้ความหวัง กับเราเสมอ ซึ่งผมใช้แนวคิด ที่ปรากฏเรื่องHistory and Hope คือ ประวัติศาสตร์ และความหวัง เกี่ยวพันความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปย่อๆ ในเรื่องโชคชะตาของประวัติศาสตร์ และคนเราต้องมีจินตนาการ เพราะผมนำแนวคิดของLeszek kolakowski นักปรัชญาชาวโปแลนด์ ผู้เขียนงานanti-totalitarian(ต่อต้านเผด็จการ) และเขาตายที่Englandกล่าวถึงไว้ ผมอยากนำมาปรับใช้เล่าแง่มุมของอนาคต โดยเปรียบเทียบไทยกับพม่า ในความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอนาคตแล้วอะไรๆ ก็ดีขึ้น
นั่นเป็นเรื่องของความเห็นของผม คนไทยไม่ยอมรับเผด็จการทหารเหมือนพม่า จนกระทั่งเราเห็นว่าไทใหญ่พลัดถิ่นหนีทหารพม่าในไทย ครับ
นั่นแหละ ไม่ย้อนกลับไปใช้โครงสร้างอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร เหมือนรัฐพม่าในอดีต ครับ
6-7 ตุลา ทัศนะประวัติศาสตร์การเมืองเกี่ยวกับทหาร ในปัจจุบันอาจจะดีกว่าประวัติศาสตร์ยุคทหารก่อนยุค6ตุลาอย่างยุคสฤษดิ์ ที่มีปัญญาชนติดคุกอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ติดคุกลาดยาว หรือครูครอง จันทวงศ์ ที่ติดคุกเรือนจำบางขวาง เป็นที่เดียวกับศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และต่อมาครอง จันทวงศ์ ถูกสั่งโทษประหารชีวิตในยุคสฤษดิ์(ศุภชัย ศรีสติ ผู้นำแรงงานในระบบและนอกระบบ ถูกสั่งประหาร และผู้นำคนอื่นๆ)ต่อมาครอบครัวของครูครอง ยังถูกคุกคาม เป็นต้น
หรือบางด้านของระบอบสฤษดิ์ : ปัญหาป๋วย ,การประหารชีวิตครอง และสฤษดิ์….วิเคราะห์ลักษณะพิเศษของภาคอีสานที่เป็นสาเหตุขบวนการ…“แยกดินแดน” … https://www.facebook.com/notes/1439676266312880/
โดยผลมรดกชาตินิยมบางด้านของสฤษดิ์ ต่อมายุคถนอม และเกิดเหตุ14 ตุลา 16 ถึง6 ตุลา 19 ดูเพิ่มเติมทัศนะประวัติศาสตร์หลายหลายมุมมองต่อปัญหาการเกิดขบวนการผู้คน เช่น บ้านเมืองของเราลงแดงฯ ครับ
บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม

http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=15&d_id=8

กระนั้น ผมเห็นข้อมูลอันน่าสนใจเกี่ยวกับนายกฯ ที่เป็นทหาร หลังยุคจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอม เป็นต้นมา นายกฯทหารไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนาน
(ที่มา:เดิมพันการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ อาถรรพ์+อำนาจต้องห้ามบนเก้าอี้นายกฯนายพลคนที่12?)
สรุป แล้วนายกฯ นายพลยุคประยุทธ์อยู่ไม่นาน สำหรับผมในแง่ประวัติศาสตร์แห่งความหวัง มองแง่ดีนายกฯนายพลไม่น่าจะอยู่ในตำแหน่งนาน และอำนาจไม่มากเหมือนอดีต ยกเว้นแต่การเมืองมวลชนชนชั้นกระฎุมพีพันธมิตรฯ ชนชั้นแรงงาน ร่วมกับกปปส. จะอย่างไรต่อไป ครับ
***ภาพประกอบจากหนังสือคำให้การของดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา พร้อมที่มาแฟ้มภาพประติมากรรม ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ซึ่งสมศักดิ์ โกศัยสุข ร่วมเปิดหลังพฤษภา35 ไล่ทหาร กับหน้าปกหนังสือปี2557ของสมศักดิ์ ผู้นำแรงงานอดีตแกนนำพันธมิตรฯ ใน7ตุลา 2551 สู่กปปส.
(ข่าว:พันธมิตรฯ ทำบุญอุทิศ วีรชน 7 ตุลาฯ”)

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115094

10 ตุลา
วันที่10 ตุลา ผมนึกถึงหนัง1911” (ชื่อไทย ใหญ่ผ่าใหญ่”)การปฏิวัติซินไฮ่ ทั้งสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนบนแผ่นดินใหญ่มองว่าตนเป็นผู้สืบทอดการปฏิวัติซินไฮ่และยังคงเคารพอุดมการณ์ของการปฏิวัติ รวมทั้งชาตินิยม+สาธารณรัฐนิยม การทำให้จีนทันสมัยและความสามัคคีแห่งชาติ วันที่ 10 ตุลาคมในไต้หวันเป็นวันดับเบิลเท็น (Double Ten Day) วันชาติของสาธารณรัฐจีน ในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊า วันเดียวกันนี้ยังมักเฉลิมฉลองเป็นวันครบรอบการปฏิวัติซินไฮ่ ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากยังเฉลิมฉลองในไชนาทาวน์ทั่วโลก(ดูเพิ่มเติมวิกิพีเดีย และปฏิวัติซินไฮ่ก่อนปฏิวัติรัสเซียโดยเลนิน และก่อนปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง)
การปฏิวัติซินไฮ่ ที่มีดร.ซุน ยัดเซ็น ศัลยแพทย์ เป็นผู้นำ เฉินหลง รับบท หวงซิง สมาชิกฝ่ายบู๊ ต่อมาเวลาผ่านพรรคชาตินิยมจีน(ก๊กมินตั๋ง) จึงหนีมายังเกาะไต้หวัน (จริงๆ เป็นหนังที่ผมสนใจอยากเขียนยาวๆ อีกเรื่องหนึ่งเคยเตรียมข้อมูลไว้ ลองค้นหาที่คนเขียนไว้จากกูเกิ้ล และคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้ เช่น ซุนยัดเซ็น เคยมาไทย รวมทั้งผลกระทบต่อไทยในยุคที่มีการต่อต้านจีนเป็นยิวแห่งบุรพทิศด้วย)
ทั้งนี้ ข่าวว่านักเรียนนักศึกษาในไต้หวันเคลื่อนหนุนการเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซึ่งนักเรียนนักศึกษากว่า 100 คนชุมนุมที่หน้าที่ทำการเจรจาการค้าฮ่องกงประจำไทเป เรียกร้องประธานาธิบดีไต้หวันประณามเหตุที่เกิดขึ้นในฮ่องกง และยุติการเจรจากับจีนทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
นี่แหละกรณีไต้หวัน จีนและฮ่องกง ในปัจจุบัน

***ภาพประกอบช่วงหนึ่งหญิงสาวนำรูปธงชาติจีนกับไต้หวัน มาติดตรงหน้าอก เป็นการล้อเลียนยั่วให้รวมเป็นหนึ่งเดียวตามแคมเปญนี้มีการรณรงค์ตามถนน

http://www.zonaeuropa.com/200811a.brief.htm

17 ตุลา
วันศุกร์นายกฯออกทีวี เวลาสองทุ่มครึ่งกว่า จะติดตามสถานการณ์การเมืองสักหน่อย แต่เขาออกมาพูดก่อนช่วงหกโมงเย็นเรื่องประชุมเอเชีย ยุโรป หรือ ASEM.
แล้วหลัง14 ตุลาโชคชะตา พาความหวังไทยแลนด์
ผมได้เขียนบันทึกถึง14 ตุลาไว้ปีที่แล้ว คือ ปี2556ใน บันทึกส่วนตัวเรื่องการเมืองไทย : ต.ค.-พ.ย.-ธ.ค.ปลายปี2013 กล่าวถึง14 ตุลา 16 โดยผมคิดเพิ่มเติมประเด็นจุดอ่อนของรัฐเผด็จการ ทำให้จุดติดชนวนส่วนหนึ่งจากการล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ กระแสสิ่งแวดล้อมสู่ด้านการเมือง สิ่งที่ผมอธิบายแง่มุมบางอย่างในปัจจุบันนี้ ทำMind Map โดยบอยวาดรูป ขึ้นด้วย
แน่ละ ผมนึกถึงหนังสือ ย้ำยุค รุกสมัย ฉลอง40ปี 14 ตุลา ครับ
ทั้งนี้ การวิเคราะห์กลุ่มของกกปส. แนวร่วมของกลุ่ม มีหลายกลุ่ม ให้ผู้นำโดดเด่น และกลุ่มทุน ซึ่งน่าวิเคราะห์แนวร่วม ที่ต่างจากกลุ่มนปช. เป็นบทเรียนเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีด้วย
อย่างไรก็ตาม สุริยะใสหนุนแนวคิดคสช.ตั้งสภากระจกในข่าวบอกว่าสุริยะใส เป็นอาจารย์แล้วที่ม.รังสิต และข้อสังเกตทางการเมืองโมเดลย้อนกลับเหมือนข้อเสนอกลุ่มยุค2535 ที่มีสถานการณ์การเมืองพฤษภาฯ รายละเอียดในหลายแง่มุมเศรษฐศาสตร์การเมือง อื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่โมเดลของปฏิรูป ที่มาหลังการยึดอำนาจรัฐควบคุมการเลือกตั้งเท่านั้น น่าร่วมกันคิด ให้โชคดีต่อไทย ครับ^^

20 ตุลา
ข่าวศาลกัมพูชาไต่สวน2ผู้นำเขมรแดงรอบใหม่ กรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฯลฯ ทำให้ผมนึกถึงเคยดูภาพยนตร์เรื่อง ศัตรูประชาชน (Enemies of the People) แล้วเพิ่งคิดได้เรื่องชาตินิยม เพราะผมกลับมาอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเขียนจากเหตุการณ์ช่วงเวลาใกล้ปัจจุบัน1979(2522)ไปหาอดีตแล้วย้อนกลับมาปัจจุบันใกล้กับช่วงผลิตหนังสือ1983 (สะท้อนเรื่องรัฐชาติจากระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ระดับโลกในมิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ต่างๆ รวมทั้งท้าทายแนวคิดข้ามรัฐชาติสู่สากลนิยม )ได้กล่าวถึงกรณีสงครามรัฐจีน กัมพูชาและเวียดนาม ในตอนเปิดบทนำของหนังสือด้วย

โดยข้อมูลเพิ่มเติมช่วงที่คนในพคท.ทะเลาะกัน จะเข้าข้างเขมรแดงโหดร้ายป่าเถื่อนตามจีนเชียร์เขมรแดง 2522(1979) ซึ่งจีน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(2515)จับมือกับอเมริกายุคการทูตกีฬาปิงปองคานอำนาจโซเวียต ต่อมาไทยกับจีน(2518)โดยจีนกับโซเวียตทะเลาะกัน โดยพคท.กับเขมรแดงสายจีน ลาวกับเวียดนามสายโซเวียต ต่อมาเวียดนาม-ลาว บุกเขมร แล้วพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์ไทย)มาคุยกับรัฐไทย ร่วมมือชั่วคราวต้านเวียดนาม เพราะเชื่อว่าเวียดนามอาจจะยึดเขมรแดง และปฏิวัติมาถึงไทยได้(บริบทซับซ้อนกรณีมหาอำนาจอเมริกา ช่วยเขมรแดงด้วย)ซับซ้อนซ่อนเร้นกัน ครับ
อย่างไรก็ตาม หนังศัตรูประชาชนสะท้อนชาตินิยมผ่านอดีตผู้นำ ทหารเป็นข้อเสียของชาตินิยมหนึ่งข้ออ้างไปสู่ความรุนแรง
*ผมเห็นการวิเคราะห์เรื่องกรณีเขมรแดง เปรียบเทียบกับไทย เคยมีคนวิเคราะห์ไว้ผมเห็นด้วย ว่าอเมริกา มีอิทธิพล ทำให้ช่วยหาทางลงโทษอดีตผู้นำเขมรแดงอย่างนวนเจียพี่ชายหมายเลขสอง88ปีฯลฯ ได้แม้ว่าล่าช้า อเมริกา มีส่วนช่วยด้านหนึ่ง ก่อให้เกิดดำเนินคดี ก็เกือบทำให้ผู้นำถึงแก่กรรมหมดก่อนหน้านี้ เช่น พลพต อีกทั้งปัจจัยการล่าฆ่าสังหารโหดเป็นล้านคน มากกว่าเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย(รายละเอียดข้อมูลเยอะ) และไทยยังไม่ได้ลงนามศาลอาญาระหว่างประเทศ ท้ายที่สุด เหตุการณ์ตัวอย่าง 14 ตุลา-6 ตุลา ซึ่งในที่สุดจอมพลคนสุดท้ายถนอมถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปี อายุยืนมากๆ ด้วย
นี่แหละไทยแลนด์ จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมล่าช้า ไม่มีลงโทษความผิดใด สรุปแล้วสางเขียวไทยๆ โดยส่วนตัวผมบางครั้งเข้าวัดไหว้พระพุทธรูปแสวงหาความยุติธรรม ตามแนวกฏแห่งกรรม กับธรรมะไปก่อนแล้ว เป็นความหวัง ครับ

24 ตุลา
หนังอินเดียเรื่อง slumdog-millionaire คล้ายรายการเกมส์เศรษฐีของไทยสมัยก่อน ไม่มีใครโง่หรือฉลาด มีเพียงแค่รู้หรือไม่รู้เท่านั้นเองไม่ใช่รายการที่ต้องการคนเก่ง .. คือ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราเก่ง หรือไม่เก่งหรือ เราโง่ หรือไม่โง่แต่มันอยู่ที่ เรารู้ หรือไม่รู้ต่างหาก

เมื่อคำพูดทำนองนี้ได้รับการยืนยันในหนัง slumdog-millionaire(หนัง2552เก่าเล่ามุมใหม่จากผมเคยเขียนแล้ว ว่าคล้ายรายการทีวี ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้เด็ก ประถมคำถามที่ยากมาก ว่ารูปแบบของประชาธิปไตย คืออะไร ? ที่ถูกกับประเทศไทย ในกระแสเรื่องเล่า กู้ชาติ51-52-บิ๊กตู่57) และแล้วพระเอกอย่างจามาลเจอคำถามง่ายดายที่ใครๆก็รู้แต่จามาลกลับตอบไม่ได้ พอเป็นคำถามที่คนอื่นคิดว่ายาก เขากลับตอบได้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เป็นข้อคิดที่ดีว่าอย่าดูถูกใคร แต่ละคนล้วนเจอประสบการณ์ที่แตกต่างกัน บางคนอาจรู้สึกง่ายในเรื่องที่อีกคนกลับบอกว่ายาก
ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้ผมเคยสนใจตามสไตล์คนดูหนังในแง่ที่กลับมาคิดเรื่องDestiny/Luck คือ ชะตากรรม/โชคชะตา ที่เป็นเส้นเรื่องมากกว่าหนึ่งเรื่องของหนัง ซึ่งเส้นเรื่องสำคัญของหนัง คือ ชะตากรรมสำหรับผม (Luck/Destiny ทั้งสองอย่างเป็นโชคชะตา ทำให้ยากและง่ายได้ในสองสิ่งนี้) มาตอบคำถามตัวเลือกด้วย ครับ^^
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/01/A7467197/A7467197.html

ปิดท้าย ชีวิตไม่ใช่เกมโชว์โดยผมเล่าม่วนหลายเรื่องอาศัยโชคช่วยเข้าข้างผมไปresidenceประเทศลิทัวเนีย( Lithuania)ไม่ทัน(2557) ตามภาพประกอบกล่องคลุมหัวเป็นศิลปะ คือ Image: Autonomia Operaia movement, Italy (1978/ไทยแลนด์ปี๊บคลุมหัว2014) น่าสนใจด้วย555^^
http://www.nidacolony.lt/en/residence/counterhegemony-art-in-a-social-context


31 ตุลา 57
ผมสำรวจข้อมูลผบ.ทบ.โสดสนิทคนแรก สู่ รมว.กลาโหมที่ไม่มีภริยาคนแรก ในประวัติศาสตร์ คือ ป๋าเปรม คนที่สอง คือ พล.อ.ประวิตร ครับ
โดยเปรียบเทียบบางด้านนายกฯนายพลไม่น่าอยู่ตำแหน่งเท่ากับยุคป๋าเปรม ในทัศนะของผม กรณีหลายคนวิตกกังวลเรื่องโครงสร้างการเมืองกับเครือข่ายเชิงบุคคล เช่น ป๋าเปรม ที่เกี่ยวโยงอันทั้งคู่ของกลุ่มประยุทธ์ (ประวิตร) และเศรษฐกิจการเมือง (ซับสิไดซ์เหมือนยื่นปลาไม่ยั่งยืน-พล.อ.ประยุทธ์จะยื่นทั้งปลายื่นทั้งเบ็ด)
แม้บนหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยตลอด 82 ปี มีนายกฯนายพลทั้งสิ้น รวม พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายพล แต่จะเห็นว่านายกฯทหาร มี พล.อ.เปรมคนเดียวนายกฯถึง 8 ปี
กระนั้น ผมค้นประวัติศาสตร์แห่งสันติภาพ ปรากฏยากโดยโครงสร้างอำนาจครอบงำของรัฐ เพราะฉะนั้น สันติภาพเกิดขึ้นยากในคู่ขัดแย้ง หรือสภาวะDual power(อำนาจคู่)ฝ่ายประชาธิปไตยรัฐสภา(ฝ่ายปชช     .จำนวนมากชูสามนิ้วงานศพอภิวันท์/การต่อต้านรัฐประหารโดยลุงนวมทอง)กับรัฐราชการ(เรียกกันว่าอำมาตยาธิปไตย/กลุ่มตุลาการฯลฯ)พร้อมกองทัพ ย่อมปะทะกันโดยขัดแย้งให้เห็นในปวศ.
เมื่อความรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงยากจากตัวอย่างของประวัติศาตร์ต่างประเทศหลายประเทศ บางแห่งใช้คำว่าDual power ในภาวะของการปะทะของการเปลี่ยนผ่าน….ไปสู่ประชาธิปไตยด้วย ครับ
ดังนั้น คำถามอันน่าเป็นห่วงต่อลักษณะทหารออกมาปี2549-57 ครับ
*ซับสิไดซ์เหมือนยื่นปลาไม่ยั่งยืน-พล.อ.ประยุทธ์จะยื่นทั้งปลายื่นทั้งเบ็ด

**รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 เป็นบทความที่ผมเคยเขียนไว้แด่ลุงนวมทอง
***นี่เป็นการรวบรวมจากเฟซบุ๊คโดยปรับปรุงบันทึกมานำเสนอปิดท้ายเดือนตุลาเขียนถึงการเมืองไว้ ครับ



วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า

ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า
Sat, 03/17/2007 - 00:05 | by เปรื่องเดช ผดุงครรภ์, บอย บ้า
โดย บอย บ้า



ยามเย็นสายแดดอ่อนแรงซ่อนเร้นท่ามกลางหมู่เมฆ ผมมาออกกำลังกายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตัดสินใจวิ่งวนอยู่รอบสนามกีฬาดุจวัฏจักรของชีวิต ทว่า รอบสุดท้าย ผมมาพบเขาสภาพศพไม่หายใจ ข้างตัวมีดแหลมเล็ก ปากกา เศษกระดาษลายมือเปื้อนเลือด

ผมอ่านข้อความจากลายมือของเขา

เริ่มจากชื่อเรื่อง ... ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า

...........


ประหลาดที่ทุกครั้งที่สัมผัสเมื่อยามที่สายตาได้อยู่ในที่ตัวเองได้มองเห็นตัวเองอย่างแท้จริงโดยไม่มีกระจก ไม่เคยใส่ใจกับคนรอบข้างที่จะพูดว่าผมเป็นคนอย่างนั้น ดีเลวอย่างไรผมรู้จักผมดีที่สุด  ไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร แต่ก็ประหลาดทุกครั้งที่คนมองผมเป็นตัวประหลาดทั้งที่ความจริงผู้คนยังไม่เคยสัมผัสถึงความประหลาดที่มีอยู่ในตัวตนเลย ทุกครั้งที่ผมเข้าไปค้นตัวเองความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้น ความกลัวทั้งที่ไร้เหตุผล ความจริงที่เห็นทั้งที่ไม่อยากเห็น ความเศร้าในงานรื่นเริง ความเหงาท่ามกลางผู้คน ความรักท่ามกลางความเสียใจ ไม่เหมือนใครในสิ่งที่ตัวเองย่อมแตกต่างแม้จะทำตามคนอื่นไปก็หนีไม่พ้นตัวเองจากตัวเอง วันนี้และเมื่อวานและต่อๆ ไป จะประหลาดใจทุกครั้งเพราะสัมผัสตัวเอง

ที่ที่มีแต่ความเศร้า
ที่ที่มีแต่ความเหงา
ที่ที่มีแต่ตัวเอง
นำที่ที่มีแต่ความเศร้า
ที่ที่มีแต่ความเหงา
ทำร้ายตัวเองจากตัวเอง

อาลัย


ครั้งหนึ่งที่ฉันอยากเห็นถ้าฉันตายจะมีคนร้องไห้ให้ฉันไหม
ฉันโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนที่มีอยู่เต็มห้อง ฉันเดียวดายเหมือนคนตายซากไร้คนสนใจ
ฉัน งง ในตัวเอง ที่แสร้งยิ้มและหัวเราะ ได้อย่างเก่งกาจ
ฉันเป็นคนที่พร้อมหยิบยื่นรอยยิ้มแต่ไร้ซึ่งความจริงใจตอบ

ฉันเห็นว่า คนเจ็บมักได้รับความสนใจ แต่คนสบายอย่างฉันไม่มีใครใยดี
ฉันเรียกร้องหาความเจ็บป่วยให้คนเห็นใจ
ฉันไร้ซึ่งคำตอบเมื่อไร้ซึ่งหนทาง
ความตายนั้นคือยอดปรารถนาแห่งความอาลัย

น้ำตา


ทุกครั้งที่ร้องไห้
เสียใจ
หวั่นไหว
ว้าวุ่น
อ่อนล้า
ตื้นตัน
ทุกอย่าง
กลั่นออกมาจากความรู้สึก
แต่
ต่อไปจงจำไว้
น้ำตาจะไม่ไหลอีกถ้าอดทน


เศษ


เมื่อก่อนเคยเก็บเศษขยะมาเก็บไว้เพื่อว่าจะชั่งกิโลขาย เป็นเศษซองบุหรี่ไม่มีค่าอะไรสำหรับผู้คนแต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำคือ ตัวมวนบุหรี่ไม่เคยมีประโยชน์แม้แต่นำมาชั่งกิโลมันสมควรเป็นแค่เปลวควัน


ความฝัน


ในอดีตเคยมีตำนานอันมากมายเรื่องเล่าแห่งความฝันซึ่งยากจะจดจำได้หมดสิ้น
แต่ จำได้ว่าความฝันของผมจะบินไปให้ไกลสุดขอบฟ้า
ไม่ว่าทางเครื่องบิน
ทางใด
ไม่นาน
ปีกแห่งความฝันจะติดปีกบิน
คงจะมีสักวัน
วันแห่งความฝัน

วีรบุรุษ


ผู้กล้าในความหมายของฉันมีมากมาย
กล้าที่จะต่อสู้
กล้าที่จะปกป้อง
กล้าที่จะเสียสละ
แต่ประโยคที่ฝังใจคือความกล้ากับความโง่มันต่างกัน
ใครละจะกล้าโดดเหวทั้งที่จะตายแน่นอน
นอกจากคนโง่ที่อยากตาย


นั่งบนเก้าอี้

นั่งรออยู่ที่นี่จะรอจนกว่า
เวลาเลิกเรียนจิตใจที่รุ่มร้อนไม่มีสมาธิ
จินตนาการกำลังเตลิดว่าฉันไปพบเธอ
นั่งอยู่ตรงนี้แต่ใจอยู่ที่ไกลแสนไกลอยากจะพบแต่เธอ
ฉันหวังว่าวิญญาณจะสถิตอยู่ที่ chair เพื่อรอเธอ

เสาร์

รอการตอบกลับของคำตอบ
อาทิตย์ ยังรออยู่
จันทร์ก็คิดว่าเธอจะติดต่อมา
อังคารก็ฝันถึงเธอ
พุธ ก็เพจเจอร์สั่นแต่ไม่ใช่ข้อความเธอ
พฤหัสบดี ก็ยังโทรไปหาเธอ
ศุกร์ ก็เริ่มท้อแท้
เสาร์ ก็…เริ่มเข้าใจ
ผ่านมาครบ หนึ่งอาทิตย์ แต่ก็ยังอยากจะพบเธอจะรอถึงวันที่เธอเปลี่ยนใจ

เพื่อน


มิตรภาพที่คนสองคนให้แก่กัน
กว่าจะเข้าใจกันกว่าจะรู้ใจไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนคนทั้งสองคน
สิ่งที่ภูมิใจในวันนี้เราและนายมีความผูกพันมากว่า 9 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนได้
ความสัมพันธ์นี้ เราก็หวังว่าจะเป็นมิตรแท้
ที่พร้อมจะไปนั่งกินข้าวตอนแก่พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตด้วยกัน
อยากจะเป็นเพื่อนกันไปจนเป็นคุณ ปู่ ด้วยกันทั้งคู่
เราอยากจะบอกว่าเราถึงแม้จะทะเลาะกันบ้างแต่ก็ไม่แปลกอะไรเพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา
เราและนายไม่จำเป็นเลยที่จะพูดจากันมากมาย
เราเข้าใจในความเป็นเพื่อนของเราและนายอยู่เสมอ
แม้จะมีวันที่ต้องไกลกันอยู่เสมอ


น้องรัก


ความผิดมากมายที่เคยก่อไว้
ไม่ว่าจะเป็นศอกกลับ จนตาเขียว
ความรักที่พี่ไม่ค่อยจะแสดงออก
น้องอาจจะไม่เชื่อว่าพี่รักน้อง
พี่ไม่มีคำพูดใดกินใจ
แต่อยากจะบอกว่า พี่ เปิดใจทั้งหมดทุ่มเทเพื่อน้องได้
จำไว้ว่าเมื่อใด
ไม่มีใครมีพี่อยู่
แม้จะอยู่ไกลหรือใกล้แต่พี่นี้
ไม่เคยจะทิ้งน้อง

แม่


ไม่มีคำใดจะสาธยายได้ดีเท่ากับ
ความรักของแม่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และอบอุ่น
ลูกคนนี้บาปหนาไร้ซึ่งความดีขอให้แม่อภัยให้ด้วย
บาปมหันต์ที่สุด คือบาปที่พูดว่าเกลียดแม่
ขอโทษ ความสำนึกที่สายเกินไป
ร้องไห้ที่เตียงของแม่นั้นไม่มีค่าอะไรเลย
เมื่อแม่ไม่มีลมหายใจเสียแล้ว

พ่อ


ผมรับรู้ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อไม่ได้แต่ไม่ว่านานแค่ไหน
ผมจะพยายาม พ่ออาจจะไม่อยากสอนผมหรือว่าไม่รู้จะสอนอะไร
แต่ขอบคุณ สำหรับแบบอย่างไม่ดี ที่กระทำให้เห็นไม่ว่า เล่นการพนัน
ดื่มเหล้า ตบแม่ ความประพฤติที่ไม่ดีต่างๆ นานา
ความรุนแรงหนักหน่วงจาก แข้ง จากน้ำมือพ่อช่างยิ่งใหญ่
ไม่ได้ประชดแต่ประเมินค่าถึงความยิ่งใหญ่จากฝ่ามือแรงกายที่ท่านได้สร้างบ้านขึ้นมา
บ้านนี้มีปัญหาแต่ก็ดีผมรู้สึกว่าทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ทุกครั้งที่อยู่ที่นี่ไม่เหมือนที่ใดเพราะมีพ่อเจ้าปัญหา


รสชาติการรอคอย


ครั้งนึงที่ผมไปนั่งรอสาวที่จะเจอเพื่อจะคุยกับเขานั้น
เหม่อลอยสนใจอยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะมารอตั้งนาน
ผมอยากจะชิมรสหวานจากคำพูดของเธออยากฟังคำเอ่ย
รอยู่นานจนเบื่อข้างกายผมมีแต่ต้นไม้
ไม่มีอะไรทำเบื่อ
เหนื่อย
เด็ดใบไม้ใบหญ้า
มาเคี้ยวอย่างไร้อาย
ทั้งขบเคี้ยวและกลืนอย่างเชื่องช้ารอคอยต่อไป

ไม่เท่าเทียม


จำได้เสมอ
เราและนาย
เพื่อนกัน
แต่
ต่างกัน
ที่
เรามีฐานะดีกว่าตามสายตาของสังคม
นาย ไม่เคยด้อยกว่าเรานายมีมือเท้าและสมอง
เหมือนเรา
เราเคยเล่นเกมเศรษฐีกับนาย
แล้วถูกแม่ห้ามเล่น คบหากับนาย
ทุกอย่างไม่ว่าจะเกมวิ่งไล่จับ ซ่อนหา
เพราะความไม่เท่าเทียมกันของฐานะ
ในเกมนายอาจจะแพ้หรือชนะทุกครั้ง
แต่เรื่องชีวิตจริงที่ต่อสู้อุปสรรคและความลำบาก
เราคงจะแพ้นายทุกครั้ง
ความไม่เท่าเทียมของชีวิตก็เป็นสิ่งที่ผลิต
พลังชีวิตให้กับเราและนายไม่เท่ากัน


ขอโทษ


เธอจะโกรธไหม เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้เธอ
เป็นการรบกวนรึเปล่า ถ้าหากพูดจาเรื่องราวดูเหมือนไร้สาระมากมาย
อยากจะรู้จักกับเธอ
ให้มากขึ้นกว่านี้ เราคงเป็นชายที่ เธอ ดูว่าเป็นคนไม่ดี
อยากจะชวนเธอ อยากพูดกับเธอตั้งมากมาย
อยากขอเพียงเป็นเพื่อน เธอ จะได้ไหม
หรือมากเกินไปไม่สมควร
ควรจะเป็นแค่คนเดินผ่านมาแล้วก็ไป
ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ออกจากใจ
ขอโทษถ้าเธอโกรธ ขอโทษถ้าเธอไม่อยากเจอเรา
ขอโทษ อีกครั้ง ขอโทษจริง ๆ
ขอโทษ
(ที่) อยากจะชวนเธอ อยากพูดกับเธอตั้งมากมาย
อยากขอเพียงเป็นเพื่อน เธอจะได้ไหม
หรือมากเกินไปไม่สมควร
เราอยากจะบอกเธอว่า
ขอโทษจริง ๆ
ไม่รู้จะพูดไงดี
ควรจะเป็นแค่คนเดิน..ผ่านมา..แล้วก็ไป

ความตาย

ปัญหาที่ถกเถียงกันมานาน
อยากจะอยู่หรืออยากจะตายคงไม่สำคัญเท่าที่ว่า
อยากอยู่มีชีวิตไปวัน ๆๆ ปล่อยให้ตัวเองตายไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
พวกนี้เป็นพวกเห็นแก่ตัว
กับ พวกอยากตาย พวกนี้ก็ เป็น ภาระของคนอื่น อีกผิดอีก
สิ่งที่มนุษย์ได้พยายามตอบความซับซ้อนของชีวิตมามากมายไม่ว่าจะเป็นปรัชญา
ศาสนา วิทยาศาสตร์ เพื่อตอบคำถามว่าการคงอยู่และความตายมาจวบจนบัดนี้
พยายาม ยัดเยียด เข้ามา หาเหตุผลการคงอยู่ต่างๆ และแนะวิธีใช้ชีวิตที่ถูกทาง (ของเขา)
แต่ไม่มีความหมายอะไรที่คนอยากตายอย่าง ผมจะให้ใครมาขัดขวาง ชีวิตหลังความตาย
เป็นสิ่งปรารถนามากว่าชีวิตที่อยู่ไปโดยไม่มีวันตาย
เมื่อก่อนมีความคิดว่าอยากอมตะกันมาหลายยุคสมัย
แต่ผมว่ายุคเรานี้ น่าจะเป็นยุค แสวงหา ชีวิตหลังความตายมากกว่า เมื่อก่อน
จาก สถิติ คนฆ่าตัวตาย ในปัจจุบันสูงกว่าเมื่อก่อนมากมาย หลายคน อาจฝันจะไปสวรรค์
แต่ผมขอ ตายไปแล้ว ไม่อยากให้ ใครมาถามว่าทำไม ถึงตาย ทำผิดอะไร
หรือ จะได้ขึ้นสวรรค์
ขออย่างเดียว ตายไปแล้ว ขอเป็นดั่ง กาลเวลา อยู่ เคียง คู่ความ ตาย
อยากเห็นเวลาตาย ของความตาย

"จงเพ่งมองความตายเหมือนที่ความตายมองเรา"

เหตุการณ์


เมื่อก่อนที่เชื่อว่าโลกยังแบนมีมนุษย์อยู่จำพวกนึง

ซึ่งมีความเชื่อว่า ถ้าเดินทางไปสุดขอบโลกก็จะพบว่า
มีเหวสุดขอบโลกอยู่ที่นั่น ดั่งการณ์ที่คาดไว้ว่า ปฐพีนั้นจะสิ้นสุดที่
แผนที่ในมือของพวกเขา เหตุการณ์ที่ประทับใจของพวกเขาในนี้คือการทดลอง
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมา โลกนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ
เหมือนสุดขอบจักรวาลที่มนุษย์ยุคปัจจุบันพยายามเดินทางไปให้สุดขอบจักรวาล
เผชิญกับประสบการณ์เหตุการณ์ที่ซับซ้อนเหมือนการหาคำตอบอันไม่สิ้นสุดว่าตัวเองเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร


ผมขออ่านแผ่นสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นแผ่นที่เขาเขียนก่อนตาย...

...วันที่ผ่านสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดเพียงเหม่อ ออกไปมองภูเขามีฟ้าปรากฏ ท่ามกลางเมฆตัดขอบฟ้าสีฟ้าคล้ายสายรุ้งวิ่งผ่านโลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นทุกชีวิตที่สังเกตจะเข้าใจในความหมายนี้ คุณค่าของการมองไม่ใช่อยู่แค่การจดจำ แต่อยู่ที่ภายในดวงใจสัมผัสถึงภายในใจที่เร่าร้อนจะจบลงที่สิ้นสุดการจำทุกอย่างในโลกมองผ่านด้วยความสุขสุดท้ายจากสายตาที่ถูกปิดกั้นด้วยน้ำตาที่ล้นปริ่มกำลังจะไหลลงสู่พื้นหญ้าสีเขียวขจีกับมือที่หยิบมีดเล็กแหลมคมปาดคอด้วยมือตัวเอง เลือดไหลหยดสู่สนามหญ้าเปื้อนสีเลือดอย่างรวดเร็วน่ากลัว สูญสิ้นทุกอย่างแม้ความทรงจำที่ใครเคยบอกว่าเรื่องทุกข์คนจะลืมยากกว่าเรื่องสุข ต่อไปนี้ไม่มีทั้งสองอย่างที่จะจำ เหลือแต่ความรู้สึกว่ากำลังหายใจหอบๆ หัวใจเต้นยาวขึ้น ช้าลง


วันที่ผ่านสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตวันนั้นสิ่งที่ดีที่สุดเพียงเหม่อ ออกไปมองภูเขามีฟ้าปรากฏ ท่ามกลางเมฆตัดขอบฟ้าสีฟ้าคล้ายสายรุ้งวิ่งผ่านโลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นทุกชีวิตที่สังเกตจะเข้าใจในความหมายนี้ คุณค่าของการมองไม่ใช่อยู่แค่การจดจำแต่อยู่ที่ภายในดวงใจสัมผัสถึงภายในใจที่เร่าร้อนจะจบลงที่สิ้นสุดการจำทุกอย่างในโลกมองผ่านด้วยความสุขสุดท้ายจากสายตาที่ถูกปิดกั้นด้วยน้ำตาที่ล้นปริ่มกำลังจะไหลลงสู่พื้นหญ้าสีเขียวขจีกับมือที่หยิบมีดเล็กแหลมคมปาดคอด้วยมือตัวเองเลือดไหลหยดสู่สนามหญ้าเปื้อนสีเลือดอย่างรวดเร็วน่ากลัว สูญสิ้นทุกอย่างแม้ความทรงจำที่ใครเคยบอกว่าเรื่องทุกข์คนจะลืมยากกว่าเรื่องสุข ต่อไปนี้ไม่มีทั้งสองอย่างที่จะจำ เหลือแต่ความรู้สึกว่ากำลังหายใจหอบๆ หัวใจเต้นยาวขึ้น ช้าลง  ทุกอย่างกำลังสิ้นสุดร่างกายกำลังหยุดทำงานเหลือแต่ความรู้สึกว่า กำลังจะตาย

ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากเรียกรถพยาบาล ให้ปากคำต่อตำรวจในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ และผมได้ขอถ่ายเอกสารผลงานของเขารวบรวมเป็นหนังสือสำหรับผมเก็บไว้จนทุกวันนี้.

***เนื่องจากปี2557 มีกำหนดการวางแผนจะรวมเรื่องสั้นของตนเอง ประกวดซีไรต์ แต่ไม่ทัน จึงไปค้นงานเก่าๆ มาดูแปะไว้ที่นี่
๕๕๕๕

****หมายเหตุ นามปากกาเคยลงในคอลัมภ์ประชาทุยของประชาไท
http://www.prachatai.com/column-archives/node/2285

คอยติดตามเรื่องสะกดจิตๆ๐๐๐๐สะกดจิต
Fri, 04/27/2007 'งานเก่าๆ อีกเช่นเดียวกัน ครับ


วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เพลงรอรักวันแรงงาน

เพลงรอรักวันแรงงาน


อรรคพล สาตุ้ม


วันแรงงานแห่งชาติหมุนเวียนมาครบรอบอีกครั้ง และผู้เขียนสนใจทบทวนเนื้อเพลงคนใช้แรงงาน ซึ่งแง่มุมของการวิจัยเนื้อร้องของเพลง และอุดมการณ์ของการเมืองยังปรากฏไม่มากนัก ในแง่น่าสนใจวรรณกรรมแรงงาน รสนิยมเพลง และเพลงเกี่ยวกับวันแรงงานอย่างเพลง “ลูกจ้างอย่างเรา” ที่ดุสิต ดุริยศักดิ์ ขับร้อง ท่อนจบเขาว่า “...ชาตินี้มีแต่เพื่อนแท้ก็คือกำลัง หากสิ้นสิ่งนี้มีหวัง คงสิ้นคนจ้าง มีหวังตกงาน” ฟังดูหดหู่ และน่าสงสารเนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง ถ้าเป็นเพลงของผู้ใช้แรงงานผู้หญิง ก็จะนึกถึงเพลง “ฉันทนาที่รัก” ที่รักชาติ ศิริชัย ร้อง ครูสุชาติ เทียนทอง แต่ง โดยชื่อ ฉันทนา กลายมาเป็นคำเรียกที่หมายถึงสาวโรงงานทอผ้ากันไปแล้ว


การเปรียบเทียบเพลงของลูกทุ่งย่อมแตกต่างจากเพลงเพื่อชีวิต หรือเพลง รำวงวันเมย์เดย์ เนื้อร้อง/ทำนอง จิตร ภูมิศักดิ์ ภายใต้อิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เพลงลูกทุ่ง ก็มีการสร้างภาพแทนความจริงต่อสังคม ซึ่งเกิดจินตนาการร่วมในแง่การจัดตั้งตนเองถึงองค์กรกรณีสหภาพแรงงานต่างๆ นานา แต่มนต์เสน่ห์มายาเพลงลูกทุ่งก็มีปรากฏของแมน เนรมิต ชื่อ “ลูกจ้าง” แต่เพลงนี้ออกเป็นแนวกุ๊กกิ๊กประเภทหลงรักลูกสาวนายจ้าง “ขอรับใช้ใกล้เจ้านายไม่ห่าง ขอเคียงข้างกับนายจ้างจริงใจ ฝากชีวิตให้เป็นสิทธิ์ของนาย...” เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อความรักนั่นเอง

เมื่อบทเพลงสะท้อนเกี่ยวกับกรรมกร ยังมีอีกหลายเพลงที่เป็นที่จดจำเช่น "กรรมกรวอนแฟน” ยอดรัก สลักใจ “อกหนุ่มกรรมกร” สุนารี ราชสีมา “กรรมกรสอนลูก” ร้องโดยนักร้องเสียงดีชื่อ นัดดา จันทร์ฉาย อยู่ในชุด “ชิมรัก ชิมรส” หรือมีเพลงชื่อ “จากแม่มูลสู่เจ้าพระยา” ที่ เสรี รุ่งสว่าง กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ เคยร้องไว้ แต่งโดย ธีระพันธ์ ชูพินิจ เป็นเพลงเกี่ยวกับคนใช้แรงงาน

แต่ถ้าเป็นยุคหลังๆ เพลงแนวนี้เราก็นึกถึงเพลง “ลูกสาวนายจ้าง” ที่ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนใช้แรงงานขับร้อง ซึ่งไมค์ร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตผู้ใช้แรงงานมากมายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และไม่ใช่มีเพลงประเภทรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างคนชั้นแรงงานเท่านั้นโดยเพลง “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในชุดแรกๆ ของเขาที่ขึ้นต้นมาก็ถามสะกิดใจกันเลยว่า “ตึกนี้สูงใหญ่ มือไผเล่าสร้าง...” ถือเป็นเพลงดีเด่นอีกเพลงหนึ่ง ที่สัก ลานไทร เป็นคนแต่ง แต่อาจจะไม่โด่งดังเท่ากับเพลง “ละครชีวิต” ที่ว่า “จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน...” ที่วิเชษฐ ห่อกาญจนา แต่งไว้ (1) เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากวันแรงงานแห่งชาติ ช่วยให้แรงงานหลุดพ้นจากความทุกข์ยากจน เป็นคำถามต่อผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นมือของผู้สร้างตึก และโอกาสของแรงงานสร้างสรรค์สังคม

ประเด็นของอุดมการณ์ในเพลงรอรักวันแรงงาน


เนื้อเพลง รอรักวันแรงงาน

..คำวอนจากใจลูกผู้ชายที่ขายแรงงาน ส่งไปถึงเธอผู้นั้นได้พบกันที่หน้าโรงทอ
ได้คุยแรกเห็นรู้ว่าเป็นคน ต.จ.ว. เหมือนกันกับพี่เลยหนอ คุยถูกคอเฝ้ารออยากเจอ จ.ม.ส่งไปถักหัวใจนำพา บางวันแอบโทรไปหาอยากจะมาพบหน้าเสมอ ลูกจ้างงานหลายเจ้านายไม่ได้มาเจอ อย่าลืมที่พี่เสนอนัดเจอที่วันแรงงาน พี่จะไปตามนัดด้วยใจจดจ่อ วันที่หนึ่งพอคอให้ไปรอตรงที่นัดกัน จะพาไปเที่ยวขันเกลียวน็อตใจผูกพัน มอบใจให้เป็นของขวัญวันแรงงานเพื่อสานใจต่อ ขอให้จริงจังที่พี่เฝ้าคอยจริงใจ ไม่มีโบนัสจากนายพี่ขอใจพบเธอก็พอ อย่าลืมคนดีให้ โอ.ทีสัมพันธ์เราต่อ จดจำวันที่หนึ่งพอ.คอ. พี่จะรอแก้มแดงแรงงาน..(2)

การต่อสู้ของแรงงานหายไปจากเนื้อเพลงของไมค์ ภิรมย์พร โดยผูกพันเพลงขายแรงแต่งนาง……ความรู้ต่ำ แรงงานก็ราคาถูก อดทนปนทุกข์ เดินบุกเดินลุยทุกวัน เปลี่ยนแรงเป็นเงิน เผชิญกับความร้าวรานจะไปให้ถึงความฝัน ฝันถึงงานวันแต่ง ขอแรงคนดีให้คอยพี่บ้าง ได้โปรดถนอมใจนาง อย่าจืดจางระวังแก้มแดง รักจริง อย่าให้ใครชิงตำแหน่งเก็บรักษาแก้มแดง รอคนขายแรงจะไปแต่งนาง…. และเพลงเดินตามพ่อ…พ่อ เป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในใจเรื่อยมาเป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา เป็นแรงศรัทธา แรงกล้าอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้านลูกขอตั้งปณิธาน สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้จะเดินตาม รอยเท้าของพ่อต่อไป เหนื่อยยากเพียงไหนจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง..

จะเห็นได้ว่านี่เป็นประเด็นสะท้อนภาพของชาตินิยม ในฐานะลักษณะเชิงซ้อนของจินตนาการของภาพพ่อ ในฐานะของวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันชาติไปด้วย นี่เป็นจุดเกี่ยวพันเชิงประวัติศาสตร์ของบริบทแรงงาน ในแง่ความนิยมของเพลงลูกทุ่งไทย(Thailand) ซึ่งสะท้อนจินตภาพของการเมืองเชิงซ้อนของเนื้อเพลงคล้ายการสร้างอุดมการณ์ของเพลงชาติไทย แต่ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ในภาวะแบบไทยๆ เป็นรูปธรรม เพราะการเมืองถูกผลึกหลอมรวมผ่านวันชาติ วันพ่อ วันแรงงาน ขายแรงแต่งนางเป็นการแต่งงานรวมชาตินิยม และเพลงในอัลบั้มนี้ กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างอุดมการณ์ของครอบครัวแห่งชาติ


จากหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในด้านหนึ่งของความตื่นตัวต้องการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ก็คาดหวังต่อรัฐบาลพลเรือน จนกระทั่งถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลว ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง จึงเป็นความรู้สึกร่วมไม่น้อย และประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนประชาธิปไตยทางตรง ก็เป็นข้อเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำศัพท์ถึงประชาสังคม,ประชาพิจารณ์,ประชาคมชุมชน,ประชามติ,เวทีประชาพิจารณ์ ฯลฯ ต่างจากคำศัพท์ เช่น สามัคคีทุน-ตีทหาร หรือการวิเคราะห์แนวทุน-วัง-ปืน ซึ่งด้านดีเป็นทางเลือกของสังคมไทย โดยความเป็นจริงเกิดการประท้วงของแรงงานไทย ต่อโรงงานในบริบทปี2542-43 เป็นช่วงเวลาบริบทของเพลงรอรักวันแรงงานด้วย


เมื่อกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องเจ้าของโรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานถูกบอกไม่มีความจำเป็นกับโรงงานด้วย(3) โดยผลกระทบของยุควิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 (กรณีตัวอย่างสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง) และรัฐธรรมนูญ2540 ในกระแสชาตินิยม-ชุมชนนิยม ที่มีปรากฏเป็นหนังสือ และสื่อสารมวลชน เป็นต้นมา สะท้อนภาพของการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย กำลังปรับตัวสภาพการจ้างงาน และค่าจ้าง รวมทั้งคนตกงาน ในยุคโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม ภายใต้กระแสการสร้างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และบริบทของเพลงเผยแพร่ 2542 ก็มีเพลงรอรักวันแรงงาน(4) และเพลงเดินตามพ่อ ในอัลบั้มขายแรงแต่งนาง และการสร้างรางวัลมาลัยทอง ปี 2543 จากคลื่นวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดการประกาศรางวัลมาลัยทองสำหรับคนลูกทุ่ง ในแง่รางวัลเพลงสร้างสรรค์

แต่เพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็มีการกล่าวถึงชีวิตหนุ่มสาวโรงงาน และคนทำงานระดับกรรมกรมากมาย โดยเฉพาะเพลงในค่ายแกรมมี่โกลด์ นักร้องเกือบทุกคนจะมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนใช้แรงงานทั้งสิ้นและเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่มีโทรศัพท์มือถือและไม่ได้ฟังวิทยุทรานซิสเตอร์แบบดั้งเดิมเสียแล้ว เมื่อสาวโรงงาน และผู้ใช้แรงงานรุ่นใหม่นี้ มีความสามารถในการดาวน์โหลดเพลงและส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปในรายการวิทยุ ค่ายเพลงก็มักมีการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพื่อกลุ่มคนใช้แรงงานกันบ่อยๆ และกลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของคนทำคลื่นวิทยุลูกทุ่งเวลานี้อีกด้วย(5)

โดยประเด็นที่สำคัญที่พูดถึงงานเพลงจากบริษัทแกรมมี่โกลด์ คือ ความเกี่ยวพันของความสัมพันธ์ในอำนาจของเพลง ธุรกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม สะท้อนความจริงทางสังคมผ่านศิลปะ ดนตรีเพลงพ่อของแผ่นดิน สะท้อนพ่อแห่งไทย (6) หรือ เพลงข้าวของพ่อโดยไมค์ ภิรมย์พร (7) และกรณีไหมไทย ใจตะวัน ก็ออกอัลบั้ม ที่มีชื่ออัลบั้ม บ่มีสิทธิ์เหนื่อย 2553 เพลงที่ 1.บ่มีสิทธิ์เหนื่อย เป็นภาพสะท้อนมิวสิควิดิโอ และเนื้อเพลงเกี่ยวกับแรงงานก่อสร้าง ในบริบทช่วงหลังเหตุการณ์ทางการเมือง และอัลบั้มต่อมา คือ อัลบั้มชื่อสังกัดพรรคเพื่อเธอ 2555 ซึ่งเพลงสนุกๆ คือ เพลงที่ 1.สังกัดพรรคเพื่อเธอ ส่วนประเด็นสำคัญต้องการสะท้อนต่อเนื่องในเพลงที่ 2. ของอัลบั้ม คือ เพลงคนอ่อนไหว..กำลังใจสำคัญที่สุด

ในที่สุด ท่อนเพลงสำคัญสอดคล้องกับภาพมิวสิควิดิโอ ที่แรงงานปกขาว คือ แรงงานแต่งตัวเป็นชายหนุ่มออฟฟิศแต่งตัวเสื้อเชิตทำงานหนักโดนเจ้านายด่า ท่ามกลางน้ำท่วม ซึ่งต่อมาเขาไปช่วยคนน้ำท่วมแถวโรงงาน และเขาก็ช่วยเด็กไว้ ทำให้เขาโดนไฟช็อตล้มลง ขณะนั้นโทรศัพท์มือถือจากแฟนโทรมาหาเขาช่วยเขาฟื้นคืนชีพได้ พร้อมเพลงประกอบมิวสิควิดิโอว่า ….ฉุดคนใกล้ตายมีแรงลุกขึ้น มาหายใจต่อ…

แต่ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับคนงานดังที่ได้กล่าวไปในปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงถึงปัญหาของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในวันแรงงาน หรือประเด็นผลกระทบน้ำท่วม ที่สร้างความยากลำบากให้คนงาน อาทิ การย้ายคนงาน ปรับลดคนงาน ฯลฯ ที่เป็นปัญหาแก่นแท้ของผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย




*หมายเหตุ
บทความเพลงรอรักวันแรงงาน สะท้อนเพลงลูกทุ่ง -lukthung [Thai country song] ปรับปรุงแก้ไขพร้อมใส่หมายเหตุสำหรับพื้นที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ เป็นบันทึก เนื่องจากความสัมพันธ์ของผู้เขียนเคยเผยแพร่รายการเชียงใหม่ มุมใหม่-มุมตากล้องพาทัวร์ ที่มีมิวสิควิดิโอทดลอง เป็นช่องทีวีในยูทูบที่นี่ โดยใส่เพลงลูกทุ่งต่างๆ คือ ผู้เขียนได้ติดตามข่าวการเมือง และกิจกรรมการเมือง ในด้านหนึ่งของบางกรณีรักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย และเล่าบริบทบทความของผู้เขียนในช่วงสงการนต์บางกรณีเพลงlet it beเป็นเบื้องหลังการเขียนชิ้นนี้ และต่อมาผู้เขียนทบทวนบทความของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย เมษายน ๓ 2528 ในศิลปวัฒนธรรม สะท้อนแง่ด้านชนบทกับเมืองฯลฯ และความน่าสนใจบางด้านของชาตินิยม ในแง่การจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นการพลัดถิ่นของผู้คนข้ามพรมแดน


ซึ่งสะท้อนผ่านบทความของวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เส้นทางสายคิดฮอด:นิราศแห่งความจำนน,วารสารอ่านปีที่ 3 ฉ.4 ต.ค.2554-มี.ค.2555โดยสรุปย่อแบบผม คือ การอ้างอิงผลงานของธงชัย-James Mitchell,Red and Yellow songs : a historical analysis of the use of music by the united front for Democracy against Dictatorship(UDD)and the people’s Alliance for Democracy(PAD) in Thailand”,South East Asia Research 19:3,p.482 อธิบายถึงการเชื่อมโยงเพลงลูกทุ่งเป็นห้วงยามย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเทพฯ หรือการพลัดพรากจากพี่น้องลาวฝั่งเหนือของแม่น้ำโขง และมองย้อนกลับเพลงลูกทุ่งอาจจะเป็นเสียงสะท้อนวรรณกรรรมสยามอย่างนิราศมันหมายถึงบทกลอนที่เขียนเพื่อบอกเล่าถึงการเดินทางไกล และตามที่ธงชัย วินิจจะกูล ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้าครึ่งหลังศต.ที่19นั้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพลิดเพลินสำหรับคนไทยชนชั้นแรงงานด้วยแล้วนั้น เพลงลูกทุ่งได้แสดงให้เห็นภาพการสูญเสียและการถูกทำให้พลัดพลาดโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ…(ลองอ่านดูเพิ่มเติม)



เชิงอรรถ
1.ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงานhttp://www.komchadluek.net/detail/20110502/96364/%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.html


2.รอรักวันแรงงาน
http://radio.sanook.com/music/player/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/81675/

3.ผู้เขียนเรียบเรียงเพิ่มเติมจากศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรูรัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 284-306

4.ชุดที่ 6 ขายแรงแต่งนาง (พ.ศ. 2542)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3

5.จากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงาน,เพิ่งอ้าง

6. พ่อแห่งแผ่นดินhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99


7. ข้าวของพ่อ (2555) http://www.thai-farmer.com/thaifarmer/?p=281

**หมายเหตุ บทความเคยเผยแพร่ในประชาไท และไทยอีนิวส์ 

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปมปัญหาปลายปี56

ปมปัญหาปลายปี56

..The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276…

ปัญหาในแง่การเมืองของการจัดตั้ง กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)แน่นอน นี่เป็นเรื่องสิทธิมองคนละมุม เห็นเครื่องมือคนละอย่างด้านหนึ่งกลุ่มคนเห็นทักษิณ เป็นเครื่องมือต่อสู้สำคัญ กลับกันคปท.กปท.เห็นว่ามันเป็นโอกาสเสียหายด้วย
                ส่วนเรื่องแกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) รวมถึงอดีตแกนนำสรส.ด้านแรงงานต่างๆนานา
หากย้อนกลับไปดูปิดท้ายมุมฝ่ายเชียร์บอกว่าแพ้-ชนะไม่สำคัญวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องอาศัยความพ่ายแพ้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ของผู้คนก่อนหน้านี้นั่นแหละ เป็นรากฐาน เป็นบันได จนทำให้ความเป็นเสรีชน ความเป็นอิสรชน กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาจริงๆ กลายเป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้  ขายไม่ได้ เหมือนอย่างที่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่อุรุพงษ์

โดยผมนึกถึงแกนนำ คปท.คนหนึ่งพูดเรื่องคลิปถังเช่า การประเมินผิดพลาดของทักษิณ ถึงการประเมินคปท.กับเวทีของประชาธิปัตย์ ที่เลือกวันสุกดิบในวันที่ 11.. พร้อมการตัดสินคดีศาลโลก กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ทหารไม่มายุ่งแน่ๆ แต่หลังจากนั้น ม็อบไม่หยุดจะบานปลายทางตัน ครับ

ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลสมัคร-สมชาย ที่ควบรมว.กลาโหมเหมือนยิ่งลักษณ์ จะเห็นปฏิกิริยาของทหารออกมาเสมอ เมื่อเกิดการชุมนุม แต่ตอนนี้กระแสข่าวว่าจะยุบสภา มีมาเป็นระยะๆ หลังถอยสุดซอยพรบ.นิรโทษกรรม ผ่าทางตัน ต้องประเมินวันต่อวันระวังสูตรบทเรียนปี2548-49กลับไปเจอรัฐประหารของทหารปี49 ครับ
ซึ่งหลักการเป็นเรื่องสำคัญ ในฐานะจุดยืนให้มั่นคง ไม่เลื่อนไหลตามอารมณ์ และกรณีตัวอย่างการวางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ กับคปท.กปท. ถึงพันธมิตรฯ มาคืนดีประชาธิปัตย์เป็นแนวร่วมล้มรัฐบาล โดยความสามัคคี ส่วนยุทธวิธีการเคลื่อนไหวแต่ละจุด แยกเป็นจุดๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเมืองบนท้องถนน นี่เป็นแนวของการยึดพื้นที่ ในศัพท์เก่าว่าสามัคคีนักการเมืองตีทหาร สามัคคีทหารตีนักการเมือง อย่างนี้เป็นต้น แต่แนวนี้สามัคคีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ตีทหารให้ออกมาร่วมรบ (นี่จะเป็นอันตราย)  
ทั้งนี้ ม็อบยุทธศาสตร์ล้มรัฐบาล เดินไปสุดทางออกรูปแบบผลลัพธ์ลงเอย โดยยุทธวิธีหลายรูปแบบ ครับ
แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้ขีดเส้นตายให้การชุมนุมยุติภายในช่วงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ว่า การกำหนดกรอบเวลายุติการชุมนุมภายในสิ้นเดือนนี้ เป็นช่วงเวลาที่จะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งการวินิจฉัยคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของส.ว.และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในด้านหนึ่งบทเรียนจากม็อบแช่แข็งประเทศไทย1-2 กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กของ "องค์การพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่าย", "กลุ่มสยามสามัคคี", "กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์", "กลุ่มเสื้อหลากสี" เป็นต้น โดยสนธิ ลิ้มฯ ไม่ร่วมตอนนี้กลับมาร่วมเปิดหน้าแสดงความคิดเห็น
กรณีม็อบแช่แข็งของ เสธ.อ้าย จาก2555-56 พลิกกลับมาให้เห็นพลังหนุนหลังของพันธมิตรฯ ในแง่นั้นครับ
เมื่อประสบการณ์จัดการเคลื่อนไหวของพื้นที่ต่างจากเดิมของประชาธิปัตย์ กับการชุนนุมจุดสาม ต้องทบทวน"critical area"ว่ามาแนวร่วมพันธมิตรฯ จากเหมือนดูหนังพันธมิตรฯ จำนวนไม่เยอะสู้ แตกหักรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้(บริเวณสะพานมัฆวานและหน้าทำเนียบรัฐบาล 25..-2..2554) จนกระทั่งรัฐบาลยุบสภา10..54เปลี่ยนรัฐบาล กลับคืนดีกัน  มาร่วมตีรัฐบาลในปัจจุบัน ครับ
ทั้งนี้ การเมืองจากสถานที่ม็อบสถานีรถไฟสามเสนมายังที่ถนนราชดำเนิน สัญลักษณ์ที่ออกแบบเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อมาเคลื่อนหลายจุด ยึดพื้นที่ น่ะครับ
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของม็อบจะเลื่อนไหลแบบใดก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของการต่อต้านรัฐบาลอย่างน้อย คือ ยุบสภา มากกว่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนฝ่ายปกป้องรัฐบาล โดยจุดยืน มีให้ยุบสภา กับไม่ยุบสภา สำหรับผมอ่านข่าวการเมืองสุดร้อนแรง!...ทางออก3ทาง(ไม่รวมวิธีพิเศษ) 1.ยุบสภา 2.ลาออก 3.รัฐบาลสู้แรงกดดันทางการเมืองต่อไป นี่แหละรัฐเลือกแบบที่3 รัฐคงดำเนินแบบนี้และเคลียร์ทางเจรจา ให้ม็อบคนดีแสดงออกด้วย(ระวังม็อบดีแตก) ทบทวนกรณี2551,2552,2553,2554,2555 ส่วนผมคิดเพิ่มเติมอย่าใช้วิธีเหมือนม็อบเสธอ้าย เข้ากระชับพื้นที่ ในนาทีนี้ ครับ
อย่างไรก็ตาม ผมรวบรวมประมวลเฟซฯ โดยรัฐบาลประกาศยุบสภา ล่าสุด เช่น คนแน่นสนามม้านางเลิ้ง อย่างกับสภาสนามม้า ยุคสัญญา ธรรมศักดิ์ ไม่ๆ อย่ามาพยายามเลย สุเทพสุดทางที่นี่ ในประเด็นสภาประชาชนหลงทางกลับบ้านไม่ได้ครับ                                                              
                                                                                                                                อรรคพล สาตุ้ม     

 หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรก* ปมปัญหาปลายปี56 โดย อรรคพล สาตุ้ม :9 ธันวาคม 2556
http://thaienews.blogspot.com/2013/12/56.html

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มิติเวลา กับอ่านความฝันของไอน์สไตน์

มิติเวลา กับอ่านความฝันของไอน์สไตน์ มิติของเวลา ก่อนนอนหลับ น่าจะอ่านความฝันของไอน์สไตน์ เมื่อ ปี พ.ศ.2548 ที่ผ่านเลย บางคนอาจจะไม่ทราบว่า ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ มีอายุครบ 100 ปีแล้ว แม้ว่า เวลาจะยาวนานขนาดนั้น แต่การคิดทฤษฎีของไอน์สไตน์ ยังคงเป็นเรื่องน่าสนใจเสมอมา และความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams) หนังสือเล่มนี้ ชวนเชิญให้นึกถึง นักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเคยพูดไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ด้วยคำพูดนี้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคน รวมทั้ง น่าจะเป็นเหตุให้ “อลัน ไลต์แมน” (Alan Lightman) อาจารย์สอนฟิสิกส์ และเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) เกิดสร้างจินตนาการนวนิยาย “ความฝันของไอน์สไตน์” ความฝันของตัวละครที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) จึงเต็มไปด้วยจินตนาการถึงโลกและเวลา ในรูปแบบหลากหลาย โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางฟิสิกส์ และการเขียนนวนิยายแนวเหนือจริง โครงเรื่องของนวนิยาย ผูกร้อยทำให้เรารู้ว่าเหตุการณ์อยู่ในฉากและช่วงเวลาใด มันมีการเน้นบอกไว้ว่า ช่วงเวลาใด และสลับฉากของนวนิยาย ในเรื่องราวความฝันอันเกี่ยวกับตัวของไอน์สไตน์ โดยเนื้อเรื่องกลับเป็นความพยายามของผู้เขียนนวนิยาย ที่จินตนาการค้นลึกเข้าไปในความคิดของไอน์สไตน์ ในช่วงที่เขาคร่ำเคร่งหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่ง “เขาฝันมากมาย ฝันเรื่องกาลเวลา ความฝันเข้าเกาะกุมงานวิจัยของเขา ฉีกทึ้งเขา กลืนกินเขา จนบางครั้งไม่รู้ว่าตัวเองหลับหรือตื่นอยู่” ซึ่งผมขอบอกว่า นวนิยาย ความฝันของไอน์สไตน เขียนเรื่อง "สลับฉาก" ไปๆมาๆ ได้แปลกประหลาด ทำให้คนอ่าน มึนงง กับโลกแห่งความฝันได้เช่นกัน ระหว่างความฝันของไอน์สไตน์ และเรื่องราวชีวิตของเขา ... ผมเก็บเนื้อความ มาเล่าสั้นๆ โดยที่คนเขียน สมมติปรากฏการณ์เกี่ยวกับโลก-เวลา ดังนี้ โลกคนเห็นภาพอนาคตชั่วพริบตา โลก ที่คนจะแลเห็นภาพอนาคตวาบขึ้นมา ชั่วแปลบ สำหรับคนที่เห็น ภาพอนาคตตัวเอง นี่คือโลกของความสำเร็จ อันแน่นอน สำหรับคนที่ไม่เห็นอนาคต นี่คือโลกอัน เอื่อยเฉื่อยจะเข้าเรียนมหา'ลัย โดยไม่รู้อาชีพในอนาคต ดังนั้น โลก แห่งฉาก ภาพอนาคต วาบขึ้น ชั่ว แวบ โลกนี้ การเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้น บรรดาคนมองเห็นอนาคต ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอะไร ส่วนผู้ยังไม่เห็น..ก็รอคอยภาพนิมิต โดยไม่เสี่ยงว่าจะ ทำอะไร (จุดนี้ ทำให้ผม นึกถึงการ์ตูน ที่ผู้เขียนคือ คนเขียนโดราเอมอน เขียนงานเรื่องการ์ตูนแนวนี้สั้นๆไว้ การตัดสินใจ ทีจะ “เลือก” กับชีวิตในอนาคต) โลกแห่งฉาก ภาพอนาคต มีอยู่บ้าง ที่เห็นภาพ อนาคต แต่ทำเพื่อ ปฏิเสธ มันทุกอย่าง หญิงสาวปล่อยตัว ให้ตัวเองหลงรักชายคนหนึ่ง แม้ว่าจะเห็นภาพ อนาคตว่าจะได้แต่งงาน กับชายคนอื่น .... ใครเหนือกว่ากันในโลกนี้ คนเห็นอนาคตแล้ว ใช้ชีวิตแบบเดียว หรือ คนไม่เห็นอนาคต และเฝ้ารอคอย ที่จะใช้ชีวิต หรือ คนที่ปฏิเสธอนาคตแล้ว ใช้ชีวิตสองแบบ เวลา นวนิยายเรื่อง นี้ยังพูดถึง เรื่อง หากเวลาไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นคุณภาพ ที่ชั่วขณะหนึ่ง คุณ อยู่กับใครสักคน ชั่วกาลนาน โลก คนมีชีวิต แค่วันเดียว โลก ที่เวลาไม่ต่อเนื่อง โลก ที่ปราศจากอนาคต คือ การจินตนาการ ถึง คนที่ไม่สามารถ คิดเกี่ยวกับอนาคต นั่นคือไม่มีใคร่ครวญ ต่อผลของการกระทำได้ เพราะฉะนั้นบางคน จึงหมดเรี่ยวแรง ไม่ยอมทำอะไร อยู่บนเตียงอย่างเดียว โลก ที่มีชีวิตนิรันดร์ หละ เป็นเช่นไร ? ซึ่งคนเขียนได้จินตนาการ สร้างเรื่องผูกกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เรื่องเวลา ได้อย่างมันส์ ผมชอบเรื่อง โลกปราศจากความทรงจำ ในบทหนึ่งของนวนิยายนี้ เล่าว่า ทุกคนมีคัมภีร์ชีวิตของแต่ละคน ชาย-หญิง ผู้สูงอายุ อาจจะอ่านหน้าต้นๆ เพื่อรู้เรื่องตัวเองสมัยวัยเยาว์ หรือ อาจจะอ่านตอนจบเพื่อรู้เรื่องตัวเองในช่วงปีหลังๆ สุดท้ายความฝันของไอน์สไตน์ ปรากฏในเวลาของชีวิตจริงๆของเขา “สร้างสรรค์ผลงานสำเร็จ คือ ทฤษฎีสัมพันธภาพ” ซึ่งไอน์สไตน์ กว่าจะตีความสำเร็จ ก็หมกมุ่น กับหลากหลายฝัน และสร้างความคิดอันเปลี่ยนแปลงโลก นวนิยายความฝันของไอน์สไตน์ สำหรับตัวของผม ทำให้นึกถึงการจินตนาการโลก ในระบอบการเมืองต่างๆ ในนวนิยายปรัชญาการเมือง เขาเล่าเรื่องว่า การิทัต ท่องไปในระบอบการเมืองต่างๆ แล้ว เผยจุดอ่อนของประชาธิปไตย เผด็จการ สังคมนิยม ฯลฯ ให้เห็นปรากฏต่อสายตาของผู้อ่าน ซึ่งนวนิยายทำหน้าที่ให้อารมณ์ ความคิด และที่สำคัญ คือ จินตนาการของเรา จะเลือกดำเนินชีวิตแบบใด แล้วคุณ จะมีเวลากับความฝัน จินตนาการของเราเอง ต่อโลกนี้แบบใด? ดังนั้น คุณลองอ่านความฝันของไอน์สไตน์ เผื่อว่า จะเกิด จินตนาการ มากมาย