วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

บันทึกภาวะวิสัยหลังรัฐประหาร กับโชคชะตาของประเทศ ผ่านอัตวิสัยบอย

บันทึกภาวะวิสัยหลังรัฐประหาร กับโชคชะตาของประเทศ ผ่านอัตวิสัยบอย
20 กันยายน
ประเทศไทย เป็นรัฐสยามขึ้นมาจากการรวมอาณาจักรเหนือ อาณาจักรใต้ จากการรับอิทธิพลของอังกฤษ ในความเป็นรัฐสมัยใหม่ ตั้งแต่สมัยร.5 ซึ่งความน่าสนใจของประเด็นรัฐชาติ ในหนังสือชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม  อ้างอิงถึงThe  break up of Britain (Tom Nairn เป็นคนสก็อต) โดยต่อมาผมมาคิดถึงเรื่องปัญหาการแยกประเทศในยุคโลภาภิวัตน์ เป็นเรื่องให้คนสนใจได้มาก ลงประชามติได้ผลสรุปออกมาแล้ว
กระนั้น นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน กล่าวสุนทรพจน์ว่าเขาจะรู้สึก "อกหักอย่างยิ่ง" ถ้าสกอตแลนด์ลงประชามติเพื่อแยกตัวจากสหราชอาณาจักร "การตัดสินใจนี้อาจจะเป็นการสิ้นสุดของครอบครัวที่เป็นชาติของเรา และตัดสกอตแลนด์ออกจากสหราชอาณาจักร แน่นอนว่า นี่ยังไม่รวมเรื่องความเป็นมาของอังกฤษ นับแต่ชนเผ่ามาถึงรากคำว่าEngland (engel/angel)
อย่างไรก็ตาม อังกฤษ สามารถทำให้ชาติมั่นคง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเปรียบเทียบไทย ในแง่ปัญหาภาคใต้ แล้วเผด็จการทหารในยุคโลกาภิวัตน์แบบเผด็จการทหาร เป็นนายกฯพูดก็ไม่ดี แล้วจะทำอะไร? เช่น กรณีพูดกระทบนักท่องเที่ยวอังกฤษ จนกระทั่งต้องพูดว่าผมเสียใจเป็นที่สุดกับครอบครัวชาวต่างชาติที่เสียชีวิต ทุกคนที่เสียชีวิต ผมเสียใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ อะไรที่พูดแรงไป ต้องขอโทษด้วย

ข่าวผบทบอำลาตำแหน่ง ทำให้ผมนึกถึงก่อนปี2549การพยายามเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพเพื่อทันสมัย และดับไฟใต้ กรณีการตั้งสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผบ.ทบ.เพื่อแก้ไขปัญหาภาคใต้ต่อจากประวิตร วงษ์สุวรรณ(ปัจจุบันเป็นรมต.กลาโหม และรองนายกฯ) http://thaienews.blogspot.com/2011/01/blog-post_23.html
คำถามถึงผบทบ คนใหม่ ผู้รับมรดกต่อจากประยุทธ์ จะทำอย่างไรต่อ? เมื่อท่านบิ๊กตู่มาเป็นนายกฯแล้วด้วย


25-26 กันยายน
สำรวจข้อมูลสายบูรพายัคฆ์ -บิ๊กตู่ ประยุทธ์ ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์ ประวิตร กับ อนุพงษ์ ถึงผบทบ คนใหม่  ซึ่งผมเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัว พล.อ.ประวิตร ครองตนเป็นโสดมิได้เคยผ่านการสมรสมาก่อนจาก "ผบ.ทบ.โสดสนิท" คนที่สองรองจากป๋าเปรม สู่ "รมว.กลาโหมที่ไม่มีภริยา" คนที่สอง ในประวัติศาสตร์
จากชีวิตส่วนตัวของประวิตร อันน่าสนใจมาถึงอนุพงษ์ เผ่าจินดา วุฒิการศึกษา พ.ศ. 2556 ปริญญาโทมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาคอมมิวนิสต์ จาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติรัสเซีย เป็นเรื่องแปลกใจให้คิดเขาไปเกี่ยวกับวิชาคอมมิวนิสต์ ได้อย่างไร? จากข้อมูลวิกิพีเดียไทย ครับ
"บูรพาพยัคฆ์" ในทางการเมืองหมายถึง เครือข่ายนายทหารที่มีเส้นทางเติบโตมาจากกองพลนี้ มีชื่อเรียกขานว่า "นักรบบูรพา" หรือ "บูรพาพยัคฆ์"
 เมื่อข้อน่าสังเกตเกร็ดเล็กน้อยของสามทหารพยัคฆ์(เสือ)นายทหารที่มีเส้นทางเติบโตจาก "บูรพาพยัคฆ์" ได้แก่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก

อย่างไรก็ตาม ผบทบคนใหม่ คือพล.อ.อุดมเดช ถือเป็นตัวแทนจาก ค่าย "บูรพาพยัคฆ์"ที่เคยร่วมรบ และรับราชการใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. พี่ใหญ่ของบูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มา และเป็นนายทหารคนหนึ่งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอ็นดู รักใคร่ และมีความใกล้ชิด
http://www.thairath.co.th/content/418930
จับกระแสร้อน "บิ๊กโด่ง Vs บิ๊กต๊อก" ศึกชิงเก้าอี้ ทบ.1 จากพาดหัวข่าวในอดีตสะท้อนว่า
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร  ผบทบคนใหม่ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ที่เคยถือเป็นคู่ชิงเก้าอี้ผบ.ทบ.อยู่คนละค่าย "บูรพาพยัคฆ์" กับ "วงศ์เทวัญ" ปรองดองกันอยู่ในรัฐบาลเดียวกันได้ ครับ

1 ตุลาคม
วันที่ 1 ตุลาฯ เป็นวันชาติจีน และตอนนี้ มีข่าวนศ.ฮ่องกงเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซับซ้อนของปัญหาหนึ่งประเทศสองระบบของจีนต่อฮ่องกง ซึ่งชุมชนจินตกรรมเกี่ยวกับชาติฯ จากจักรวรรดินิยมอังกฤษ มาเปลี่ยนถึงยุคจีน หนังของผู้กำกับหว่องกาไว มักจะครุ่นคิดกับเรื่องพวกนี้ โดยปรากฏในหนังของเขา รวมทั้งผลงานนักวิจารณ์ ทำการวิเคราะห์หนังเขาหนัง Chungking Express ฯลฯ รวมถึงฉากการประท้วงในอดีตของฮ่องกง ครับ
อย่างไรก็ดี กรณีการเมืองของการเลือกตั้งในฮ่องกง อาจจะส่งผลกับคนไทย หันมาสนใจเรียนรู้หนังจีน หนังฮ่องกง มากขึ้นมั่งไหม? หลังจากข่าวว่ากระแสตกลงเยอะ เช่น หนังโคตรเซียนมาเก๊า เขย่าเวกัส From Vegas to Macauไม่ค่อยมีใครดู มีเรื่องวัฒนธรรมว่ามาเก๊าเคยเป็นเมืองขึ้นโปรตุเกส ยอมรับได้จากตัวละครตามจริง ในปัจจุบันเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน และหนังเล่าเรื่องปรัชญาไพ่นกกระจอก ด้วยครับ
จากความทรงจำปี53 ประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเคยไปฮ่องกงกับมาเก๊า ตอนที่ผมไปหางาน และลองหาที่เรียนป.เอก ไปเที่ยวเข้ามหาลัยฮ่องกง เล่าเรื่องคลายเครียดการเมืองของนศ.หน่อยว่า ผมเคยนั่งหน้าหอสมุดมหาลัย เดาว่านศ.หญิงชายสองคน ละมั้ง นั่งจูบปากกันใกล้ๆกับผม อึ้ง ไป เพราะความต่างวัฒนธรรม ในเมืองไทยยังไม่เคยเจอแบบนี้ โดยสรุป ข้อสังเกตปรากฏการณ์เคลื่อนไหวของนศ. กระแสวัฒนธรรมดิจิตอล เป็นลักษณะปัจจัยส่วนหนึ่งผลกระทบการเมืองวิกฤติ เป็นโอกาสจุดเปลี่ยนผ่านจากปัจเจกมาสู่ชุมชนกับประชาสังคม ได้ ครับ^^
**ข่าว’Umbrella Revolution’ และข้อมูลหนังเกี่ยวกับฮ่องกงของหว่องกาไว ครับ
‘Umbrella Revolution’ Protests Spread In Hong Kong
http://www.huffingtonpost.com/2014/09/29/hong-kong_n_5899116.html
Hong Kong vs. Tiananmen: Social media fuel ‘umbrella revolution’
http://www.usatoday.com/story/news/world/2014/09/29/hong-kong-protests-social-media/16444213/

คนศึกษาหนังของหว่องกาไว เป็นวิทยานิพนธ์ และนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในอื่นๆ คือ
Abbas, M. A. Hong Kong: Culture and the Politics of Disappearance. (ฮ่องกง : วัฒนธรรม และการเมืองสูญหาย)
http://en.wikipedia.org/wiki/Wong_Kar-wai
*การประท้วงที่ฮ่องกง ข้อแรกสะท้อนประเด็นเรื่องหนึ่งประเทศสองระบบของชาติจีนกับฮ่องกง ประชาธิปไตย เสรีภาพของการปกครองตนเองเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องใช้สัญลักษณ์ร่ม มือถือ แต่ผมสังเกตคนคอมเม้นท์ในข่าว มีคอมเม้นท์โยงไปไกลหลายกรณี ถึงการใช้สัญลักษณ์มือถือของฝ่ายประท้วง ต้องต่อต้านมือถือกดขี่คนงานด้วย แต่ผมชอบที่คนคอมเม้นท์แบบสรุปง่ายๆว่าพวกเขาต้องการเสรีภาพอย่างง่าย ที่ฮ่องกงเคยได้รับการสัญญาจากจีน

2 ตุลาคม
ประวัติศาสตร์ให้ความหวัง กับเราเสมอ ซึ่งผมใช้แนวคิด ที่ปรากฏเรื่องHistory and Hope คือ ประวัติศาสตร์ และความหวัง เกี่ยวพันความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปย่อๆ ในเรื่องโชคชะตาของประวัติศาสตร์ และคนเราต้องมีจินตนาการ เพราะผมนำแนวคิดของLeszek kolakowski นักปรัชญาชาวโปแลนด์ ผู้เขียนงานanti-totalitarian(ต่อต้านเผด็จการ) และเขาตายที่Englandกล่าวถึงไว้ ผมอยากนำมาปรับใช้เล่าแง่มุมของอนาคต โดยเปรียบเทียบไทยกับพม่า ในความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอนาคตแล้วอะไรๆ ก็ดีขึ้น
นั่นเป็นเรื่องของความเห็นของผม คนไทยไม่ยอมรับเผด็จการทหารเหมือนพม่า จนกระทั่งเราเห็นว่าไทใหญ่พลัดถิ่นหนีทหารพม่าในไทย ครับ
นั่นแหละ ไม่ย้อนกลับไปใช้โครงสร้างอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร เหมือนรัฐพม่าในอดีต ครับ
6-7 ตุลา ทัศนะประวัติศาสตร์การเมืองเกี่ยวกับทหาร ในปัจจุบันอาจจะดีกว่าประวัติศาสตร์ยุคทหารก่อนยุค6ตุลาอย่างยุคสฤษดิ์ ที่มีปัญญาชนติดคุกอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ ติดคุกลาดยาว หรือครูครอง จันทวงศ์ ที่ติดคุกเรือนจำบางขวาง เป็นที่เดียวกับศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และต่อมาครอง จันทวงศ์ ถูกสั่งโทษประหารชีวิตในยุคสฤษดิ์(ศุภชัย ศรีสติ ผู้นำแรงงานในระบบและนอกระบบ ถูกสั่งประหาร และผู้นำคนอื่นๆ)ต่อมาครอบครัวของครูครอง ยังถูกคุกคาม เป็นต้น
หรือบางด้านของระบอบสฤษดิ์ : ปัญหาป๋วย ,การประหารชีวิตครอง และสฤษดิ์….วิเคราะห์ลักษณะพิเศษของภาคอีสานที่เป็นสาเหตุขบวนการ…“แยกดินแดน” … https://www.facebook.com/notes/1439676266312880/
โดยผลมรดกชาตินิยมบางด้านของสฤษดิ์ ต่อมายุคถนอม และเกิดเหตุ14 ตุลา 16 ถึง6 ตุลา 19 ดูเพิ่มเติมทัศนะประวัติศาสตร์หลายหลายมุมมองต่อปัญหาการเกิดขบวนการผู้คน เช่น บ้านเมืองของเราลงแดงฯ ครับ
บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม

http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=15&d_id=8

กระนั้น ผมเห็นข้อมูลอันน่าสนใจเกี่ยวกับนายกฯ ที่เป็นทหาร หลังยุคจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอม เป็นต้นมา นายกฯทหารไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนาน
(ที่มา:เดิมพันการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ อาถรรพ์+อำนาจต้องห้ามบนเก้าอี้นายกฯนายพลคนที่12?)
สรุป แล้วนายกฯ นายพลยุคประยุทธ์อยู่ไม่นาน สำหรับผมในแง่ประวัติศาสตร์แห่งความหวัง มองแง่ดีนายกฯนายพลไม่น่าจะอยู่ในตำแหน่งนาน และอำนาจไม่มากเหมือนอดีต ยกเว้นแต่การเมืองมวลชนชนชั้นกระฎุมพีพันธมิตรฯ ชนชั้นแรงงาน ร่วมกับกปปส. จะอย่างไรต่อไป ครับ
***ภาพประกอบจากหนังสือคำให้การของดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลา พร้อมที่มาแฟ้มภาพประติมากรรม ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ซึ่งสมศักดิ์ โกศัยสุข ร่วมเปิดหลังพฤษภา35 ไล่ทหาร กับหน้าปกหนังสือปี2557ของสมศักดิ์ ผู้นำแรงงานอดีตแกนนำพันธมิตรฯ ใน7ตุลา 2551 สู่กปปส.
(ข่าว:พันธมิตรฯ ทำบุญอุทิศ วีรชน 7 ตุลาฯ”)

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000115094

10 ตุลา
วันที่10 ตุลา ผมนึกถึงหนัง1911” (ชื่อไทย ใหญ่ผ่าใหญ่”)การปฏิวัติซินไฮ่ ทั้งสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนบนแผ่นดินใหญ่มองว่าตนเป็นผู้สืบทอดการปฏิวัติซินไฮ่และยังคงเคารพอุดมการณ์ของการปฏิวัติ รวมทั้งชาตินิยม+สาธารณรัฐนิยม การทำให้จีนทันสมัยและความสามัคคีแห่งชาติ วันที่ 10 ตุลาคมในไต้หวันเป็นวันดับเบิลเท็น (Double Ten Day) วันชาติของสาธารณรัฐจีน ในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊า วันเดียวกันนี้ยังมักเฉลิมฉลองเป็นวันครบรอบการปฏิวัติซินไฮ่ ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากยังเฉลิมฉลองในไชนาทาวน์ทั่วโลก(ดูเพิ่มเติมวิกิพีเดีย และปฏิวัติซินไฮ่ก่อนปฏิวัติรัสเซียโดยเลนิน และก่อนปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง)
การปฏิวัติซินไฮ่ ที่มีดร.ซุน ยัดเซ็น ศัลยแพทย์ เป็นผู้นำ เฉินหลง รับบท หวงซิง สมาชิกฝ่ายบู๊ ต่อมาเวลาผ่านพรรคชาตินิยมจีน(ก๊กมินตั๋ง) จึงหนีมายังเกาะไต้หวัน (จริงๆ เป็นหนังที่ผมสนใจอยากเขียนยาวๆ อีกเรื่องหนึ่งเคยเตรียมข้อมูลไว้ ลองค้นหาที่คนเขียนไว้จากกูเกิ้ล และคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้ เช่น ซุนยัดเซ็น เคยมาไทย รวมทั้งผลกระทบต่อไทยในยุคที่มีการต่อต้านจีนเป็นยิวแห่งบุรพทิศด้วย)
ทั้งนี้ ข่าวว่านักเรียนนักศึกษาในไต้หวันเคลื่อนหนุนการเคลื่อนไหวในฮ่องกง ซึ่งนักเรียนนักศึกษากว่า 100 คนชุมนุมที่หน้าที่ทำการเจรจาการค้าฮ่องกงประจำไทเป เรียกร้องประธานาธิบดีไต้หวันประณามเหตุที่เกิดขึ้นในฮ่องกง และยุติการเจรจากับจีนทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
นี่แหละกรณีไต้หวัน จีนและฮ่องกง ในปัจจุบัน

***ภาพประกอบช่วงหนึ่งหญิงสาวนำรูปธงชาติจีนกับไต้หวัน มาติดตรงหน้าอก เป็นการล้อเลียนยั่วให้รวมเป็นหนึ่งเดียวตามแคมเปญนี้มีการรณรงค์ตามถนน

http://www.zonaeuropa.com/200811a.brief.htm

17 ตุลา
วันศุกร์นายกฯออกทีวี เวลาสองทุ่มครึ่งกว่า จะติดตามสถานการณ์การเมืองสักหน่อย แต่เขาออกมาพูดก่อนช่วงหกโมงเย็นเรื่องประชุมเอเชีย ยุโรป หรือ ASEM.
แล้วหลัง14 ตุลาโชคชะตา พาความหวังไทยแลนด์
ผมได้เขียนบันทึกถึง14 ตุลาไว้ปีที่แล้ว คือ ปี2556ใน บันทึกส่วนตัวเรื่องการเมืองไทย : ต.ค.-พ.ย.-ธ.ค.ปลายปี2013 กล่าวถึง14 ตุลา 16 โดยผมคิดเพิ่มเติมประเด็นจุดอ่อนของรัฐเผด็จการ ทำให้จุดติดชนวนส่วนหนึ่งจากการล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ กระแสสิ่งแวดล้อมสู่ด้านการเมือง สิ่งที่ผมอธิบายแง่มุมบางอย่างในปัจจุบันนี้ ทำMind Map โดยบอยวาดรูป ขึ้นด้วย
แน่ละ ผมนึกถึงหนังสือ ย้ำยุค รุกสมัย ฉลอง40ปี 14 ตุลา ครับ
ทั้งนี้ การวิเคราะห์กลุ่มของกกปส. แนวร่วมของกลุ่ม มีหลายกลุ่ม ให้ผู้นำโดดเด่น และกลุ่มทุน ซึ่งน่าวิเคราะห์แนวร่วม ที่ต่างจากกลุ่มนปช. เป็นบทเรียนเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีด้วย
อย่างไรก็ตาม สุริยะใสหนุนแนวคิดคสช.ตั้งสภากระจกในข่าวบอกว่าสุริยะใส เป็นอาจารย์แล้วที่ม.รังสิต และข้อสังเกตทางการเมืองโมเดลย้อนกลับเหมือนข้อเสนอกลุ่มยุค2535 ที่มีสถานการณ์การเมืองพฤษภาฯ รายละเอียดในหลายแง่มุมเศรษฐศาสตร์การเมือง อื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่โมเดลของปฏิรูป ที่มาหลังการยึดอำนาจรัฐควบคุมการเลือกตั้งเท่านั้น น่าร่วมกันคิด ให้โชคดีต่อไทย ครับ^^

20 ตุลา
ข่าวศาลกัมพูชาไต่สวน2ผู้นำเขมรแดงรอบใหม่ กรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฯลฯ ทำให้ผมนึกถึงเคยดูภาพยนตร์เรื่อง ศัตรูประชาชน (Enemies of the People) แล้วเพิ่งคิดได้เรื่องชาตินิยม เพราะผมกลับมาอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเขียนจากเหตุการณ์ช่วงเวลาใกล้ปัจจุบัน1979(2522)ไปหาอดีตแล้วย้อนกลับมาปัจจุบันใกล้กับช่วงผลิตหนังสือ1983 (สะท้อนเรื่องรัฐชาติจากระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่ระดับโลกในมิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ต่างๆ รวมทั้งท้าทายแนวคิดข้ามรัฐชาติสู่สากลนิยม )ได้กล่าวถึงกรณีสงครามรัฐจีน กัมพูชาและเวียดนาม ในตอนเปิดบทนำของหนังสือด้วย

โดยข้อมูลเพิ่มเติมช่วงที่คนในพคท.ทะเลาะกัน จะเข้าข้างเขมรแดงโหดร้ายป่าเถื่อนตามจีนเชียร์เขมรแดง 2522(1979) ซึ่งจีน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(2515)จับมือกับอเมริกายุคการทูตกีฬาปิงปองคานอำนาจโซเวียต ต่อมาไทยกับจีน(2518)โดยจีนกับโซเวียตทะเลาะกัน โดยพคท.กับเขมรแดงสายจีน ลาวกับเวียดนามสายโซเวียต ต่อมาเวียดนาม-ลาว บุกเขมร แล้วพคท.(พรรคคอมมิวนิสต์ไทย)มาคุยกับรัฐไทย ร่วมมือชั่วคราวต้านเวียดนาม เพราะเชื่อว่าเวียดนามอาจจะยึดเขมรแดง และปฏิวัติมาถึงไทยได้(บริบทซับซ้อนกรณีมหาอำนาจอเมริกา ช่วยเขมรแดงด้วย)ซับซ้อนซ่อนเร้นกัน ครับ
อย่างไรก็ตาม หนังศัตรูประชาชนสะท้อนชาตินิยมผ่านอดีตผู้นำ ทหารเป็นข้อเสียของชาตินิยมหนึ่งข้ออ้างไปสู่ความรุนแรง
*ผมเห็นการวิเคราะห์เรื่องกรณีเขมรแดง เปรียบเทียบกับไทย เคยมีคนวิเคราะห์ไว้ผมเห็นด้วย ว่าอเมริกา มีอิทธิพล ทำให้ช่วยหาทางลงโทษอดีตผู้นำเขมรแดงอย่างนวนเจียพี่ชายหมายเลขสอง88ปีฯลฯ ได้แม้ว่าล่าช้า อเมริกา มีส่วนช่วยด้านหนึ่ง ก่อให้เกิดดำเนินคดี ก็เกือบทำให้ผู้นำถึงแก่กรรมหมดก่อนหน้านี้ เช่น พลพต อีกทั้งปัจจัยการล่าฆ่าสังหารโหดเป็นล้านคน มากกว่าเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย(รายละเอียดข้อมูลเยอะ) และไทยยังไม่ได้ลงนามศาลอาญาระหว่างประเทศ ท้ายที่สุด เหตุการณ์ตัวอย่าง 14 ตุลา-6 ตุลา ซึ่งในที่สุดจอมพลคนสุดท้ายถนอมถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ. 2547 รวมอายุได้ 92 ปี อายุยืนมากๆ ด้วย
นี่แหละไทยแลนด์ จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมล่าช้า ไม่มีลงโทษความผิดใด สรุปแล้วสางเขียวไทยๆ โดยส่วนตัวผมบางครั้งเข้าวัดไหว้พระพุทธรูปแสวงหาความยุติธรรม ตามแนวกฏแห่งกรรม กับธรรมะไปก่อนแล้ว เป็นความหวัง ครับ

24 ตุลา
หนังอินเดียเรื่อง slumdog-millionaire คล้ายรายการเกมส์เศรษฐีของไทยสมัยก่อน ไม่มีใครโง่หรือฉลาด มีเพียงแค่รู้หรือไม่รู้เท่านั้นเองไม่ใช่รายการที่ต้องการคนเก่ง .. คือ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราเก่ง หรือไม่เก่งหรือ เราโง่ หรือไม่โง่แต่มันอยู่ที่ เรารู้ หรือไม่รู้ต่างหาก

เมื่อคำพูดทำนองนี้ได้รับการยืนยันในหนัง slumdog-millionaire(หนัง2552เก่าเล่ามุมใหม่จากผมเคยเขียนแล้ว ว่าคล้ายรายการทีวี ถ้าคุณแน่ อย่าแพ้เด็ก ประถมคำถามที่ยากมาก ว่ารูปแบบของประชาธิปไตย คืออะไร ? ที่ถูกกับประเทศไทย ในกระแสเรื่องเล่า กู้ชาติ51-52-บิ๊กตู่57) และแล้วพระเอกอย่างจามาลเจอคำถามง่ายดายที่ใครๆก็รู้แต่จามาลกลับตอบไม่ได้ พอเป็นคำถามที่คนอื่นคิดว่ายาก เขากลับตอบได้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เป็นข้อคิดที่ดีว่าอย่าดูถูกใคร แต่ละคนล้วนเจอประสบการณ์ที่แตกต่างกัน บางคนอาจรู้สึกง่ายในเรื่องที่อีกคนกลับบอกว่ายาก
ทั้งนี้ หนังเรื่องนี้ผมเคยสนใจตามสไตล์คนดูหนังในแง่ที่กลับมาคิดเรื่องDestiny/Luck คือ ชะตากรรม/โชคชะตา ที่เป็นเส้นเรื่องมากกว่าหนึ่งเรื่องของหนัง ซึ่งเส้นเรื่องสำคัญของหนัง คือ ชะตากรรมสำหรับผม (Luck/Destiny ทั้งสองอย่างเป็นโชคชะตา ทำให้ยากและง่ายได้ในสองสิ่งนี้) มาตอบคำถามตัวเลือกด้วย ครับ^^
http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/01/A7467197/A7467197.html

ปิดท้าย ชีวิตไม่ใช่เกมโชว์โดยผมเล่าม่วนหลายเรื่องอาศัยโชคช่วยเข้าข้างผมไปresidenceประเทศลิทัวเนีย( Lithuania)ไม่ทัน(2557) ตามภาพประกอบกล่องคลุมหัวเป็นศิลปะ คือ Image: Autonomia Operaia movement, Italy (1978/ไทยแลนด์ปี๊บคลุมหัว2014) น่าสนใจด้วย555^^
http://www.nidacolony.lt/en/residence/counterhegemony-art-in-a-social-context


31 ตุลา 57
ผมสำรวจข้อมูลผบ.ทบ.โสดสนิทคนแรก สู่ รมว.กลาโหมที่ไม่มีภริยาคนแรก ในประวัติศาสตร์ คือ ป๋าเปรม คนที่สอง คือ พล.อ.ประวิตร ครับ
โดยเปรียบเทียบบางด้านนายกฯนายพลไม่น่าอยู่ตำแหน่งเท่ากับยุคป๋าเปรม ในทัศนะของผม กรณีหลายคนวิตกกังวลเรื่องโครงสร้างการเมืองกับเครือข่ายเชิงบุคคล เช่น ป๋าเปรม ที่เกี่ยวโยงอันทั้งคู่ของกลุ่มประยุทธ์ (ประวิตร) และเศรษฐกิจการเมือง (ซับสิไดซ์เหมือนยื่นปลาไม่ยั่งยืน-พล.อ.ประยุทธ์จะยื่นทั้งปลายื่นทั้งเบ็ด)
แม้บนหน้าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยตลอด 82 ปี มีนายกฯนายพลทั้งสิ้น รวม พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายพล แต่จะเห็นว่านายกฯทหาร มี พล.อ.เปรมคนเดียวนายกฯถึง 8 ปี
กระนั้น ผมค้นประวัติศาสตร์แห่งสันติภาพ ปรากฏยากโดยโครงสร้างอำนาจครอบงำของรัฐ เพราะฉะนั้น สันติภาพเกิดขึ้นยากในคู่ขัดแย้ง หรือสภาวะDual power(อำนาจคู่)ฝ่ายประชาธิปไตยรัฐสภา(ฝ่ายปชช     .จำนวนมากชูสามนิ้วงานศพอภิวันท์/การต่อต้านรัฐประหารโดยลุงนวมทอง)กับรัฐราชการ(เรียกกันว่าอำมาตยาธิปไตย/กลุ่มตุลาการฯลฯ)พร้อมกองทัพ ย่อมปะทะกันโดยขัดแย้งให้เห็นในปวศ.
เมื่อความรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงยากจากตัวอย่างของประวัติศาตร์ต่างประเทศหลายประเทศ บางแห่งใช้คำว่าDual power ในภาวะของการปะทะของการเปลี่ยนผ่าน….ไปสู่ประชาธิปไตยด้วย ครับ
ดังนั้น คำถามอันน่าเป็นห่วงต่อลักษณะทหารออกมาปี2549-57 ครับ
*ซับสิไดซ์เหมือนยื่นปลาไม่ยั่งยืน-พล.อ.ประยุทธ์จะยื่นทั้งปลายื่นทั้งเบ็ด

**รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 เป็นบทความที่ผมเคยเขียนไว้แด่ลุงนวมทอง
***นี่เป็นการรวบรวมจากเฟซบุ๊คโดยปรับปรุงบันทึกมานำเสนอปิดท้ายเดือนตุลาเขียนถึงการเมืองไว้ ครับ



วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า

ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า
Sat, 03/17/2007 - 00:05 | by เปรื่องเดช ผดุงครรภ์, บอย บ้า
โดย บอย บ้า



ยามเย็นสายแดดอ่อนแรงซ่อนเร้นท่ามกลางหมู่เมฆ ผมมาออกกำลังกายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตัดสินใจวิ่งวนอยู่รอบสนามกีฬาดุจวัฏจักรของชีวิต ทว่า รอบสุดท้าย ผมมาพบเขาสภาพศพไม่หายใจ ข้างตัวมีดแหลมเล็ก ปากกา เศษกระดาษลายมือเปื้อนเลือด

ผมอ่านข้อความจากลายมือของเขา

เริ่มจากชื่อเรื่อง ... ปรากฏการณ์ของเด็กผู้ชาย บ้า

...........


ประหลาดที่ทุกครั้งที่สัมผัสเมื่อยามที่สายตาได้อยู่ในที่ตัวเองได้มองเห็นตัวเองอย่างแท้จริงโดยไม่มีกระจก ไม่เคยใส่ใจกับคนรอบข้างที่จะพูดว่าผมเป็นคนอย่างนั้น ดีเลวอย่างไรผมรู้จักผมดีที่สุด  ไม่สนใจว่าใครจะว่าอะไร แต่ก็ประหลาดทุกครั้งที่คนมองผมเป็นตัวประหลาดทั้งที่ความจริงผู้คนยังไม่เคยสัมผัสถึงความประหลาดที่มีอยู่ในตัวตนเลย ทุกครั้งที่ผมเข้าไปค้นตัวเองความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้น ความกลัวทั้งที่ไร้เหตุผล ความจริงที่เห็นทั้งที่ไม่อยากเห็น ความเศร้าในงานรื่นเริง ความเหงาท่ามกลางผู้คน ความรักท่ามกลางความเสียใจ ไม่เหมือนใครในสิ่งที่ตัวเองย่อมแตกต่างแม้จะทำตามคนอื่นไปก็หนีไม่พ้นตัวเองจากตัวเอง วันนี้และเมื่อวานและต่อๆ ไป จะประหลาดใจทุกครั้งเพราะสัมผัสตัวเอง

ที่ที่มีแต่ความเศร้า
ที่ที่มีแต่ความเหงา
ที่ที่มีแต่ตัวเอง
นำที่ที่มีแต่ความเศร้า
ที่ที่มีแต่ความเหงา
ทำร้ายตัวเองจากตัวเอง

อาลัย


ครั้งหนึ่งที่ฉันอยากเห็นถ้าฉันตายจะมีคนร้องไห้ให้ฉันไหม
ฉันโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนที่มีอยู่เต็มห้อง ฉันเดียวดายเหมือนคนตายซากไร้คนสนใจ
ฉัน งง ในตัวเอง ที่แสร้งยิ้มและหัวเราะ ได้อย่างเก่งกาจ
ฉันเป็นคนที่พร้อมหยิบยื่นรอยยิ้มแต่ไร้ซึ่งความจริงใจตอบ

ฉันเห็นว่า คนเจ็บมักได้รับความสนใจ แต่คนสบายอย่างฉันไม่มีใครใยดี
ฉันเรียกร้องหาความเจ็บป่วยให้คนเห็นใจ
ฉันไร้ซึ่งคำตอบเมื่อไร้ซึ่งหนทาง
ความตายนั้นคือยอดปรารถนาแห่งความอาลัย

น้ำตา


ทุกครั้งที่ร้องไห้
เสียใจ
หวั่นไหว
ว้าวุ่น
อ่อนล้า
ตื้นตัน
ทุกอย่าง
กลั่นออกมาจากความรู้สึก
แต่
ต่อไปจงจำไว้
น้ำตาจะไม่ไหลอีกถ้าอดทน


เศษ


เมื่อก่อนเคยเก็บเศษขยะมาเก็บไว้เพื่อว่าจะชั่งกิโลขาย เป็นเศษซองบุหรี่ไม่มีค่าอะไรสำหรับผู้คนแต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำคือ ตัวมวนบุหรี่ไม่เคยมีประโยชน์แม้แต่นำมาชั่งกิโลมันสมควรเป็นแค่เปลวควัน


ความฝัน


ในอดีตเคยมีตำนานอันมากมายเรื่องเล่าแห่งความฝันซึ่งยากจะจดจำได้หมดสิ้น
แต่ จำได้ว่าความฝันของผมจะบินไปให้ไกลสุดขอบฟ้า
ไม่ว่าทางเครื่องบิน
ทางใด
ไม่นาน
ปีกแห่งความฝันจะติดปีกบิน
คงจะมีสักวัน
วันแห่งความฝัน

วีรบุรุษ


ผู้กล้าในความหมายของฉันมีมากมาย
กล้าที่จะต่อสู้
กล้าที่จะปกป้อง
กล้าที่จะเสียสละ
แต่ประโยคที่ฝังใจคือความกล้ากับความโง่มันต่างกัน
ใครละจะกล้าโดดเหวทั้งที่จะตายแน่นอน
นอกจากคนโง่ที่อยากตาย


นั่งบนเก้าอี้

นั่งรออยู่ที่นี่จะรอจนกว่า
เวลาเลิกเรียนจิตใจที่รุ่มร้อนไม่มีสมาธิ
จินตนาการกำลังเตลิดว่าฉันไปพบเธอ
นั่งอยู่ตรงนี้แต่ใจอยู่ที่ไกลแสนไกลอยากจะพบแต่เธอ
ฉันหวังว่าวิญญาณจะสถิตอยู่ที่ chair เพื่อรอเธอ

เสาร์

รอการตอบกลับของคำตอบ
อาทิตย์ ยังรออยู่
จันทร์ก็คิดว่าเธอจะติดต่อมา
อังคารก็ฝันถึงเธอ
พุธ ก็เพจเจอร์สั่นแต่ไม่ใช่ข้อความเธอ
พฤหัสบดี ก็ยังโทรไปหาเธอ
ศุกร์ ก็เริ่มท้อแท้
เสาร์ ก็…เริ่มเข้าใจ
ผ่านมาครบ หนึ่งอาทิตย์ แต่ก็ยังอยากจะพบเธอจะรอถึงวันที่เธอเปลี่ยนใจ

เพื่อน


มิตรภาพที่คนสองคนให้แก่กัน
กว่าจะเข้าใจกันกว่าจะรู้ใจไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนคนทั้งสองคน
สิ่งที่ภูมิใจในวันนี้เราและนายมีความผูกพันมากว่า 9 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนได้
ความสัมพันธ์นี้ เราก็หวังว่าจะเป็นมิตรแท้
ที่พร้อมจะไปนั่งกินข้าวตอนแก่พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตด้วยกัน
อยากจะเป็นเพื่อนกันไปจนเป็นคุณ ปู่ ด้วยกันทั้งคู่
เราอยากจะบอกว่าเราถึงแม้จะทะเลาะกันบ้างแต่ก็ไม่แปลกอะไรเพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา
เราและนายไม่จำเป็นเลยที่จะพูดจากันมากมาย
เราเข้าใจในความเป็นเพื่อนของเราและนายอยู่เสมอ
แม้จะมีวันที่ต้องไกลกันอยู่เสมอ


น้องรัก


ความผิดมากมายที่เคยก่อไว้
ไม่ว่าจะเป็นศอกกลับ จนตาเขียว
ความรักที่พี่ไม่ค่อยจะแสดงออก
น้องอาจจะไม่เชื่อว่าพี่รักน้อง
พี่ไม่มีคำพูดใดกินใจ
แต่อยากจะบอกว่า พี่ เปิดใจทั้งหมดทุ่มเทเพื่อน้องได้
จำไว้ว่าเมื่อใด
ไม่มีใครมีพี่อยู่
แม้จะอยู่ไกลหรือใกล้แต่พี่นี้
ไม่เคยจะทิ้งน้อง

แม่


ไม่มีคำใดจะสาธยายได้ดีเท่ากับ
ความรักของแม่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และอบอุ่น
ลูกคนนี้บาปหนาไร้ซึ่งความดีขอให้แม่อภัยให้ด้วย
บาปมหันต์ที่สุด คือบาปที่พูดว่าเกลียดแม่
ขอโทษ ความสำนึกที่สายเกินไป
ร้องไห้ที่เตียงของแม่นั้นไม่มีค่าอะไรเลย
เมื่อแม่ไม่มีลมหายใจเสียแล้ว

พ่อ


ผมรับรู้ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพ่อไม่ได้แต่ไม่ว่านานแค่ไหน
ผมจะพยายาม พ่ออาจจะไม่อยากสอนผมหรือว่าไม่รู้จะสอนอะไร
แต่ขอบคุณ สำหรับแบบอย่างไม่ดี ที่กระทำให้เห็นไม่ว่า เล่นการพนัน
ดื่มเหล้า ตบแม่ ความประพฤติที่ไม่ดีต่างๆ นานา
ความรุนแรงหนักหน่วงจาก แข้ง จากน้ำมือพ่อช่างยิ่งใหญ่
ไม่ได้ประชดแต่ประเมินค่าถึงความยิ่งใหญ่จากฝ่ามือแรงกายที่ท่านได้สร้างบ้านขึ้นมา
บ้านนี้มีปัญหาแต่ก็ดีผมรู้สึกว่าทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ทุกครั้งที่อยู่ที่นี่ไม่เหมือนที่ใดเพราะมีพ่อเจ้าปัญหา


รสชาติการรอคอย


ครั้งนึงที่ผมไปนั่งรอสาวที่จะเจอเพื่อจะคุยกับเขานั้น
เหม่อลอยสนใจอยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะมารอตั้งนาน
ผมอยากจะชิมรสหวานจากคำพูดของเธออยากฟังคำเอ่ย
รอยู่นานจนเบื่อข้างกายผมมีแต่ต้นไม้
ไม่มีอะไรทำเบื่อ
เหนื่อย
เด็ดใบไม้ใบหญ้า
มาเคี้ยวอย่างไร้อาย
ทั้งขบเคี้ยวและกลืนอย่างเชื่องช้ารอคอยต่อไป

ไม่เท่าเทียม


จำได้เสมอ
เราและนาย
เพื่อนกัน
แต่
ต่างกัน
ที่
เรามีฐานะดีกว่าตามสายตาของสังคม
นาย ไม่เคยด้อยกว่าเรานายมีมือเท้าและสมอง
เหมือนเรา
เราเคยเล่นเกมเศรษฐีกับนาย
แล้วถูกแม่ห้ามเล่น คบหากับนาย
ทุกอย่างไม่ว่าจะเกมวิ่งไล่จับ ซ่อนหา
เพราะความไม่เท่าเทียมกันของฐานะ
ในเกมนายอาจจะแพ้หรือชนะทุกครั้ง
แต่เรื่องชีวิตจริงที่ต่อสู้อุปสรรคและความลำบาก
เราคงจะแพ้นายทุกครั้ง
ความไม่เท่าเทียมของชีวิตก็เป็นสิ่งที่ผลิต
พลังชีวิตให้กับเราและนายไม่เท่ากัน


ขอโทษ


เธอจะโกรธไหม เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้เธอ
เป็นการรบกวนรึเปล่า ถ้าหากพูดจาเรื่องราวดูเหมือนไร้สาระมากมาย
อยากจะรู้จักกับเธอ
ให้มากขึ้นกว่านี้ เราคงเป็นชายที่ เธอ ดูว่าเป็นคนไม่ดี
อยากจะชวนเธอ อยากพูดกับเธอตั้งมากมาย
อยากขอเพียงเป็นเพื่อน เธอ จะได้ไหม
หรือมากเกินไปไม่สมควร
ควรจะเป็นแค่คนเดินผ่านมาแล้วก็ไป
ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ออกจากใจ
ขอโทษถ้าเธอโกรธ ขอโทษถ้าเธอไม่อยากเจอเรา
ขอโทษ อีกครั้ง ขอโทษจริง ๆ
ขอโทษ
(ที่) อยากจะชวนเธอ อยากพูดกับเธอตั้งมากมาย
อยากขอเพียงเป็นเพื่อน เธอจะได้ไหม
หรือมากเกินไปไม่สมควร
เราอยากจะบอกเธอว่า
ขอโทษจริง ๆ
ไม่รู้จะพูดไงดี
ควรจะเป็นแค่คนเดิน..ผ่านมา..แล้วก็ไป

ความตาย

ปัญหาที่ถกเถียงกันมานาน
อยากจะอยู่หรืออยากจะตายคงไม่สำคัญเท่าที่ว่า
อยากอยู่มีชีวิตไปวัน ๆๆ ปล่อยให้ตัวเองตายไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
พวกนี้เป็นพวกเห็นแก่ตัว
กับ พวกอยากตาย พวกนี้ก็ เป็น ภาระของคนอื่น อีกผิดอีก
สิ่งที่มนุษย์ได้พยายามตอบความซับซ้อนของชีวิตมามากมายไม่ว่าจะเป็นปรัชญา
ศาสนา วิทยาศาสตร์ เพื่อตอบคำถามว่าการคงอยู่และความตายมาจวบจนบัดนี้
พยายาม ยัดเยียด เข้ามา หาเหตุผลการคงอยู่ต่างๆ และแนะวิธีใช้ชีวิตที่ถูกทาง (ของเขา)
แต่ไม่มีความหมายอะไรที่คนอยากตายอย่าง ผมจะให้ใครมาขัดขวาง ชีวิตหลังความตาย
เป็นสิ่งปรารถนามากว่าชีวิตที่อยู่ไปโดยไม่มีวันตาย
เมื่อก่อนมีความคิดว่าอยากอมตะกันมาหลายยุคสมัย
แต่ผมว่ายุคเรานี้ น่าจะเป็นยุค แสวงหา ชีวิตหลังความตายมากกว่า เมื่อก่อน
จาก สถิติ คนฆ่าตัวตาย ในปัจจุบันสูงกว่าเมื่อก่อนมากมาย หลายคน อาจฝันจะไปสวรรค์
แต่ผมขอ ตายไปแล้ว ไม่อยากให้ ใครมาถามว่าทำไม ถึงตาย ทำผิดอะไร
หรือ จะได้ขึ้นสวรรค์
ขออย่างเดียว ตายไปแล้ว ขอเป็นดั่ง กาลเวลา อยู่ เคียง คู่ความ ตาย
อยากเห็นเวลาตาย ของความตาย

"จงเพ่งมองความตายเหมือนที่ความตายมองเรา"

เหตุการณ์


เมื่อก่อนที่เชื่อว่าโลกยังแบนมีมนุษย์อยู่จำพวกนึง

ซึ่งมีความเชื่อว่า ถ้าเดินทางไปสุดขอบโลกก็จะพบว่า
มีเหวสุดขอบโลกอยู่ที่นั่น ดั่งการณ์ที่คาดไว้ว่า ปฐพีนั้นจะสิ้นสุดที่
แผนที่ในมือของพวกเขา เหตุการณ์ที่ประทับใจของพวกเขาในนี้คือการทดลอง
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงขึ้นมา โลกนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ
เหมือนสุดขอบจักรวาลที่มนุษย์ยุคปัจจุบันพยายามเดินทางไปให้สุดขอบจักรวาล
เผชิญกับประสบการณ์เหตุการณ์ที่ซับซ้อนเหมือนการหาคำตอบอันไม่สิ้นสุดว่าตัวเองเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร


ผมขออ่านแผ่นสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นแผ่นที่เขาเขียนก่อนตาย...

...วันที่ผ่านสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดเพียงเหม่อ ออกไปมองภูเขามีฟ้าปรากฏ ท่ามกลางเมฆตัดขอบฟ้าสีฟ้าคล้ายสายรุ้งวิ่งผ่านโลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นทุกชีวิตที่สังเกตจะเข้าใจในความหมายนี้ คุณค่าของการมองไม่ใช่อยู่แค่การจดจำ แต่อยู่ที่ภายในดวงใจสัมผัสถึงภายในใจที่เร่าร้อนจะจบลงที่สิ้นสุดการจำทุกอย่างในโลกมองผ่านด้วยความสุขสุดท้ายจากสายตาที่ถูกปิดกั้นด้วยน้ำตาที่ล้นปริ่มกำลังจะไหลลงสู่พื้นหญ้าสีเขียวขจีกับมือที่หยิบมีดเล็กแหลมคมปาดคอด้วยมือตัวเอง เลือดไหลหยดสู่สนามหญ้าเปื้อนสีเลือดอย่างรวดเร็วน่ากลัว สูญสิ้นทุกอย่างแม้ความทรงจำที่ใครเคยบอกว่าเรื่องทุกข์คนจะลืมยากกว่าเรื่องสุข ต่อไปนี้ไม่มีทั้งสองอย่างที่จะจำ เหลือแต่ความรู้สึกว่ากำลังหายใจหอบๆ หัวใจเต้นยาวขึ้น ช้าลง


วันที่ผ่านสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตวันนั้นสิ่งที่ดีที่สุดเพียงเหม่อ ออกไปมองภูเขามีฟ้าปรากฏ ท่ามกลางเมฆตัดขอบฟ้าสีฟ้าคล้ายสายรุ้งวิ่งผ่านโลก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นทุกชีวิตที่สังเกตจะเข้าใจในความหมายนี้ คุณค่าของการมองไม่ใช่อยู่แค่การจดจำแต่อยู่ที่ภายในดวงใจสัมผัสถึงภายในใจที่เร่าร้อนจะจบลงที่สิ้นสุดการจำทุกอย่างในโลกมองผ่านด้วยความสุขสุดท้ายจากสายตาที่ถูกปิดกั้นด้วยน้ำตาที่ล้นปริ่มกำลังจะไหลลงสู่พื้นหญ้าสีเขียวขจีกับมือที่หยิบมีดเล็กแหลมคมปาดคอด้วยมือตัวเองเลือดไหลหยดสู่สนามหญ้าเปื้อนสีเลือดอย่างรวดเร็วน่ากลัว สูญสิ้นทุกอย่างแม้ความทรงจำที่ใครเคยบอกว่าเรื่องทุกข์คนจะลืมยากกว่าเรื่องสุข ต่อไปนี้ไม่มีทั้งสองอย่างที่จะจำ เหลือแต่ความรู้สึกว่ากำลังหายใจหอบๆ หัวใจเต้นยาวขึ้น ช้าลง  ทุกอย่างกำลังสิ้นสุดร่างกายกำลังหยุดทำงานเหลือแต่ความรู้สึกว่า กำลังจะตาย

ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากเรียกรถพยาบาล ให้ปากคำต่อตำรวจในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ และผมได้ขอถ่ายเอกสารผลงานของเขารวบรวมเป็นหนังสือสำหรับผมเก็บไว้จนทุกวันนี้.

***เนื่องจากปี2557 มีกำหนดการวางแผนจะรวมเรื่องสั้นของตนเอง ประกวดซีไรต์ แต่ไม่ทัน จึงไปค้นงานเก่าๆ มาดูแปะไว้ที่นี่
๕๕๕๕

****หมายเหตุ นามปากกาเคยลงในคอลัมภ์ประชาทุยของประชาไท
http://www.prachatai.com/column-archives/node/2285

คอยติดตามเรื่องสะกดจิตๆ๐๐๐๐สะกดจิต
Fri, 04/27/2007 'งานเก่าๆ อีกเช่นเดียวกัน ครับ


วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เพลงรอรักวันแรงงาน

เพลงรอรักวันแรงงาน


อรรคพล สาตุ้ม


วันแรงงานแห่งชาติหมุนเวียนมาครบรอบอีกครั้ง และผู้เขียนสนใจทบทวนเนื้อเพลงคนใช้แรงงาน ซึ่งแง่มุมของการวิจัยเนื้อร้องของเพลง และอุดมการณ์ของการเมืองยังปรากฏไม่มากนัก ในแง่น่าสนใจวรรณกรรมแรงงาน รสนิยมเพลง และเพลงเกี่ยวกับวันแรงงานอย่างเพลง “ลูกจ้างอย่างเรา” ที่ดุสิต ดุริยศักดิ์ ขับร้อง ท่อนจบเขาว่า “...ชาตินี้มีแต่เพื่อนแท้ก็คือกำลัง หากสิ้นสิ่งนี้มีหวัง คงสิ้นคนจ้าง มีหวังตกงาน” ฟังดูหดหู่ และน่าสงสารเนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง ถ้าเป็นเพลงของผู้ใช้แรงงานผู้หญิง ก็จะนึกถึงเพลง “ฉันทนาที่รัก” ที่รักชาติ ศิริชัย ร้อง ครูสุชาติ เทียนทอง แต่ง โดยชื่อ ฉันทนา กลายมาเป็นคำเรียกที่หมายถึงสาวโรงงานทอผ้ากันไปแล้ว


การเปรียบเทียบเพลงของลูกทุ่งย่อมแตกต่างจากเพลงเพื่อชีวิต หรือเพลง รำวงวันเมย์เดย์ เนื้อร้อง/ทำนอง จิตร ภูมิศักดิ์ ภายใต้อิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เพลงลูกทุ่ง ก็มีการสร้างภาพแทนความจริงต่อสังคม ซึ่งเกิดจินตนาการร่วมในแง่การจัดตั้งตนเองถึงองค์กรกรณีสหภาพแรงงานต่างๆ นานา แต่มนต์เสน่ห์มายาเพลงลูกทุ่งก็มีปรากฏของแมน เนรมิต ชื่อ “ลูกจ้าง” แต่เพลงนี้ออกเป็นแนวกุ๊กกิ๊กประเภทหลงรักลูกสาวนายจ้าง “ขอรับใช้ใกล้เจ้านายไม่ห่าง ขอเคียงข้างกับนายจ้างจริงใจ ฝากชีวิตให้เป็นสิทธิ์ของนาย...” เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อความรักนั่นเอง

เมื่อบทเพลงสะท้อนเกี่ยวกับกรรมกร ยังมีอีกหลายเพลงที่เป็นที่จดจำเช่น "กรรมกรวอนแฟน” ยอดรัก สลักใจ “อกหนุ่มกรรมกร” สุนารี ราชสีมา “กรรมกรสอนลูก” ร้องโดยนักร้องเสียงดีชื่อ นัดดา จันทร์ฉาย อยู่ในชุด “ชิมรัก ชิมรส” หรือมีเพลงชื่อ “จากแม่มูลสู่เจ้าพระยา” ที่ เสรี รุ่งสว่าง กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ เคยร้องไว้ แต่งโดย ธีระพันธ์ ชูพินิจ เป็นเพลงเกี่ยวกับคนใช้แรงงาน

แต่ถ้าเป็นยุคหลังๆ เพลงแนวนี้เราก็นึกถึงเพลง “ลูกสาวนายจ้าง” ที่ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนใช้แรงงานขับร้อง ซึ่งไมค์ร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตผู้ใช้แรงงานมากมายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และไม่ใช่มีเพลงประเภทรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างคนชั้นแรงงานเท่านั้นโดยเพลง “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในชุดแรกๆ ของเขาที่ขึ้นต้นมาก็ถามสะกิดใจกันเลยว่า “ตึกนี้สูงใหญ่ มือไผเล่าสร้าง...” ถือเป็นเพลงดีเด่นอีกเพลงหนึ่ง ที่สัก ลานไทร เป็นคนแต่ง แต่อาจจะไม่โด่งดังเท่ากับเพลง “ละครชีวิต” ที่ว่า “จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน...” ที่วิเชษฐ ห่อกาญจนา แต่งไว้ (1) เป็นต้น

ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากวันแรงงานแห่งชาติ ช่วยให้แรงงานหลุดพ้นจากความทุกข์ยากจน เป็นคำถามต่อผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นมือของผู้สร้างตึก และโอกาสของแรงงานสร้างสรรค์สังคม

ประเด็นของอุดมการณ์ในเพลงรอรักวันแรงงาน


เนื้อเพลง รอรักวันแรงงาน

..คำวอนจากใจลูกผู้ชายที่ขายแรงงาน ส่งไปถึงเธอผู้นั้นได้พบกันที่หน้าโรงทอ
ได้คุยแรกเห็นรู้ว่าเป็นคน ต.จ.ว. เหมือนกันกับพี่เลยหนอ คุยถูกคอเฝ้ารออยากเจอ จ.ม.ส่งไปถักหัวใจนำพา บางวันแอบโทรไปหาอยากจะมาพบหน้าเสมอ ลูกจ้างงานหลายเจ้านายไม่ได้มาเจอ อย่าลืมที่พี่เสนอนัดเจอที่วันแรงงาน พี่จะไปตามนัดด้วยใจจดจ่อ วันที่หนึ่งพอคอให้ไปรอตรงที่นัดกัน จะพาไปเที่ยวขันเกลียวน็อตใจผูกพัน มอบใจให้เป็นของขวัญวันแรงงานเพื่อสานใจต่อ ขอให้จริงจังที่พี่เฝ้าคอยจริงใจ ไม่มีโบนัสจากนายพี่ขอใจพบเธอก็พอ อย่าลืมคนดีให้ โอ.ทีสัมพันธ์เราต่อ จดจำวันที่หนึ่งพอ.คอ. พี่จะรอแก้มแดงแรงงาน..(2)

การต่อสู้ของแรงงานหายไปจากเนื้อเพลงของไมค์ ภิรมย์พร โดยผูกพันเพลงขายแรงแต่งนาง……ความรู้ต่ำ แรงงานก็ราคาถูก อดทนปนทุกข์ เดินบุกเดินลุยทุกวัน เปลี่ยนแรงเป็นเงิน เผชิญกับความร้าวรานจะไปให้ถึงความฝัน ฝันถึงงานวันแต่ง ขอแรงคนดีให้คอยพี่บ้าง ได้โปรดถนอมใจนาง อย่าจืดจางระวังแก้มแดง รักจริง อย่าให้ใครชิงตำแหน่งเก็บรักษาแก้มแดง รอคนขายแรงจะไปแต่งนาง…. และเพลงเดินตามพ่อ…พ่อ เป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในใจเรื่อยมาเป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา เป็นแรงศรัทธา แรงกล้าอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้านลูกขอตั้งปณิธาน สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้จะเดินตาม รอยเท้าของพ่อต่อไป เหนื่อยยากเพียงไหนจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง..

จะเห็นได้ว่านี่เป็นประเด็นสะท้อนภาพของชาตินิยม ในฐานะลักษณะเชิงซ้อนของจินตนาการของภาพพ่อ ในฐานะของวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันชาติไปด้วย นี่เป็นจุดเกี่ยวพันเชิงประวัติศาสตร์ของบริบทแรงงาน ในแง่ความนิยมของเพลงลูกทุ่งไทย(Thailand) ซึ่งสะท้อนจินตภาพของการเมืองเชิงซ้อนของเนื้อเพลงคล้ายการสร้างอุดมการณ์ของเพลงชาติไทย แต่ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกของวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture) ในภาวะแบบไทยๆ เป็นรูปธรรม เพราะการเมืองถูกผลึกหลอมรวมผ่านวันชาติ วันพ่อ วันแรงงาน ขายแรงแต่งนางเป็นการแต่งงานรวมชาตินิยม และเพลงในอัลบั้มนี้ กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างอุดมการณ์ของครอบครัวแห่งชาติ


จากหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในด้านหนึ่งของความตื่นตัวต้องการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ก็คาดหวังต่อรัฐบาลพลเรือน จนกระทั่งถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลว ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง จึงเป็นความรู้สึกร่วมไม่น้อย และประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนประชาธิปไตยทางตรง ก็เป็นข้อเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำศัพท์ถึงประชาสังคม,ประชาพิจารณ์,ประชาคมชุมชน,ประชามติ,เวทีประชาพิจารณ์ ฯลฯ ต่างจากคำศัพท์ เช่น สามัคคีทุน-ตีทหาร หรือการวิเคราะห์แนวทุน-วัง-ปืน ซึ่งด้านดีเป็นทางเลือกของสังคมไทย โดยความเป็นจริงเกิดการประท้วงของแรงงานไทย ต่อโรงงานในบริบทปี2542-43 เป็นช่วงเวลาบริบทของเพลงรอรักวันแรงงานด้วย


เมื่อกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องเจ้าของโรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานถูกบอกไม่มีความจำเป็นกับโรงงานด้วย(3) โดยผลกระทบของยุควิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 (กรณีตัวอย่างสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง) และรัฐธรรมนูญ2540 ในกระแสชาตินิยม-ชุมชนนิยม ที่มีปรากฏเป็นหนังสือ และสื่อสารมวลชน เป็นต้นมา สะท้อนภาพของการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย กำลังปรับตัวสภาพการจ้างงาน และค่าจ้าง รวมทั้งคนตกงาน ในยุคโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม ภายใต้กระแสการสร้างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และบริบทของเพลงเผยแพร่ 2542 ก็มีเพลงรอรักวันแรงงาน(4) และเพลงเดินตามพ่อ ในอัลบั้มขายแรงแต่งนาง และการสร้างรางวัลมาลัยทอง ปี 2543 จากคลื่นวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดการประกาศรางวัลมาลัยทองสำหรับคนลูกทุ่ง ในแง่รางวัลเพลงสร้างสรรค์

แต่เพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็มีการกล่าวถึงชีวิตหนุ่มสาวโรงงาน และคนทำงานระดับกรรมกรมากมาย โดยเฉพาะเพลงในค่ายแกรมมี่โกลด์ นักร้องเกือบทุกคนจะมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนใช้แรงงานทั้งสิ้นและเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่มีโทรศัพท์มือถือและไม่ได้ฟังวิทยุทรานซิสเตอร์แบบดั้งเดิมเสียแล้ว เมื่อสาวโรงงาน และผู้ใช้แรงงานรุ่นใหม่นี้ มีความสามารถในการดาวน์โหลดเพลงและส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปในรายการวิทยุ ค่ายเพลงก็มักมีการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพื่อกลุ่มคนใช้แรงงานกันบ่อยๆ และกลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของคนทำคลื่นวิทยุลูกทุ่งเวลานี้อีกด้วย(5)

โดยประเด็นที่สำคัญที่พูดถึงงานเพลงจากบริษัทแกรมมี่โกลด์ คือ ความเกี่ยวพันของความสัมพันธ์ในอำนาจของเพลง ธุรกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม สะท้อนความจริงทางสังคมผ่านศิลปะ ดนตรีเพลงพ่อของแผ่นดิน สะท้อนพ่อแห่งไทย (6) หรือ เพลงข้าวของพ่อโดยไมค์ ภิรมย์พร (7) และกรณีไหมไทย ใจตะวัน ก็ออกอัลบั้ม ที่มีชื่ออัลบั้ม บ่มีสิทธิ์เหนื่อย 2553 เพลงที่ 1.บ่มีสิทธิ์เหนื่อย เป็นภาพสะท้อนมิวสิควิดิโอ และเนื้อเพลงเกี่ยวกับแรงงานก่อสร้าง ในบริบทช่วงหลังเหตุการณ์ทางการเมือง และอัลบั้มต่อมา คือ อัลบั้มชื่อสังกัดพรรคเพื่อเธอ 2555 ซึ่งเพลงสนุกๆ คือ เพลงที่ 1.สังกัดพรรคเพื่อเธอ ส่วนประเด็นสำคัญต้องการสะท้อนต่อเนื่องในเพลงที่ 2. ของอัลบั้ม คือ เพลงคนอ่อนไหว..กำลังใจสำคัญที่สุด

ในที่สุด ท่อนเพลงสำคัญสอดคล้องกับภาพมิวสิควิดิโอ ที่แรงงานปกขาว คือ แรงงานแต่งตัวเป็นชายหนุ่มออฟฟิศแต่งตัวเสื้อเชิตทำงานหนักโดนเจ้านายด่า ท่ามกลางน้ำท่วม ซึ่งต่อมาเขาไปช่วยคนน้ำท่วมแถวโรงงาน และเขาก็ช่วยเด็กไว้ ทำให้เขาโดนไฟช็อตล้มลง ขณะนั้นโทรศัพท์มือถือจากแฟนโทรมาหาเขาช่วยเขาฟื้นคืนชีพได้ พร้อมเพลงประกอบมิวสิควิดิโอว่า ….ฉุดคนใกล้ตายมีแรงลุกขึ้น มาหายใจต่อ…

แต่ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับคนงานดังที่ได้กล่าวไปในปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงถึงปัญหาของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในวันแรงงาน หรือประเด็นผลกระทบน้ำท่วม ที่สร้างความยากลำบากให้คนงาน อาทิ การย้ายคนงาน ปรับลดคนงาน ฯลฯ ที่เป็นปัญหาแก่นแท้ของผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย




*หมายเหตุ
บทความเพลงรอรักวันแรงงาน สะท้อนเพลงลูกทุ่ง -lukthung [Thai country song] ปรับปรุงแก้ไขพร้อมใส่หมายเหตุสำหรับพื้นที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ เป็นบันทึก เนื่องจากความสัมพันธ์ของผู้เขียนเคยเผยแพร่รายการเชียงใหม่ มุมใหม่-มุมตากล้องพาทัวร์ ที่มีมิวสิควิดิโอทดลอง เป็นช่องทีวีในยูทูบที่นี่ โดยใส่เพลงลูกทุ่งต่างๆ คือ ผู้เขียนได้ติดตามข่าวการเมือง และกิจกรรมการเมือง ในด้านหนึ่งของบางกรณีรักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย และเล่าบริบทบทความของผู้เขียนในช่วงสงการนต์บางกรณีเพลงlet it beเป็นเบื้องหลังการเขียนชิ้นนี้ และต่อมาผู้เขียนทบทวนบทความของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย เมษายน ๓ 2528 ในศิลปวัฒนธรรม สะท้อนแง่ด้านชนบทกับเมืองฯลฯ และความน่าสนใจบางด้านของชาตินิยม ในแง่การจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นการพลัดถิ่นของผู้คนข้ามพรมแดน


ซึ่งสะท้อนผ่านบทความของวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เส้นทางสายคิดฮอด:นิราศแห่งความจำนน,วารสารอ่านปีที่ 3 ฉ.4 ต.ค.2554-มี.ค.2555โดยสรุปย่อแบบผม คือ การอ้างอิงผลงานของธงชัย-James Mitchell,Red and Yellow songs : a historical analysis of the use of music by the united front for Democracy against Dictatorship(UDD)and the people’s Alliance for Democracy(PAD) in Thailand”,South East Asia Research 19:3,p.482 อธิบายถึงการเชื่อมโยงเพลงลูกทุ่งเป็นห้วงยามย้ายถิ่นฐานเข้ากรุงเทพฯ หรือการพลัดพรากจากพี่น้องลาวฝั่งเหนือของแม่น้ำโขง และมองย้อนกลับเพลงลูกทุ่งอาจจะเป็นเสียงสะท้อนวรรณกรรรมสยามอย่างนิราศมันหมายถึงบทกลอนที่เขียนเพื่อบอกเล่าถึงการเดินทางไกล และตามที่ธงชัย วินิจจะกูล ได้ตั้งข้อสังเกตก่อนหน้าครึ่งหลังศต.ที่19นั้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพลิดเพลินสำหรับคนไทยชนชั้นแรงงานด้วยแล้วนั้น เพลงลูกทุ่งได้แสดงให้เห็นภาพการสูญเสียและการถูกทำให้พลัดพลาดโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ…(ลองอ่านดูเพิ่มเติม)



เชิงอรรถ
1.ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงานhttp://www.komchadluek.net/detail/20110502/96364/%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.html


2.รอรักวันแรงงาน
http://radio.sanook.com/music/player/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/81675/

3.ผู้เขียนเรียบเรียงเพิ่มเติมจากศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรูรัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 284-306

4.ชุดที่ 6 ขายแรงแต่งนาง (พ.ศ. 2542)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3

5.จากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงาน,เพิ่งอ้าง

6. พ่อแห่งแผ่นดินhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99


7. ข้าวของพ่อ (2555) http://www.thai-farmer.com/thaifarmer/?p=281

**หมายเหตุ บทความเคยเผยแพร่ในประชาไท และไทยอีนิวส์ 

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปมปัญหาปลายปี56

ปมปัญหาปลายปี56

..The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276…

ปัญหาในแง่การเมืองของการจัดตั้ง กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)แน่นอน นี่เป็นเรื่องสิทธิมองคนละมุม เห็นเครื่องมือคนละอย่างด้านหนึ่งกลุ่มคนเห็นทักษิณ เป็นเครื่องมือต่อสู้สำคัญ กลับกันคปท.กปท.เห็นว่ามันเป็นโอกาสเสียหายด้วย
                ส่วนเรื่องแกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) รวมถึงอดีตแกนนำสรส.ด้านแรงงานต่างๆนานา
หากย้อนกลับไปดูปิดท้ายมุมฝ่ายเชียร์บอกว่าแพ้-ชนะไม่สำคัญวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องอาศัยความพ่ายแพ้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ของผู้คนก่อนหน้านี้นั่นแหละ เป็นรากฐาน เป็นบันได จนทำให้ความเป็นเสรีชน ความเป็นอิสรชน กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาจริงๆ กลายเป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้  ขายไม่ได้ เหมือนอย่างที่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่อุรุพงษ์

โดยผมนึกถึงแกนนำ คปท.คนหนึ่งพูดเรื่องคลิปถังเช่า การประเมินผิดพลาดของทักษิณ ถึงการประเมินคปท.กับเวทีของประชาธิปัตย์ ที่เลือกวันสุกดิบในวันที่ 11.. พร้อมการตัดสินคดีศาลโลก กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ทหารไม่มายุ่งแน่ๆ แต่หลังจากนั้น ม็อบไม่หยุดจะบานปลายทางตัน ครับ

ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลสมัคร-สมชาย ที่ควบรมว.กลาโหมเหมือนยิ่งลักษณ์ จะเห็นปฏิกิริยาของทหารออกมาเสมอ เมื่อเกิดการชุมนุม แต่ตอนนี้กระแสข่าวว่าจะยุบสภา มีมาเป็นระยะๆ หลังถอยสุดซอยพรบ.นิรโทษกรรม ผ่าทางตัน ต้องประเมินวันต่อวันระวังสูตรบทเรียนปี2548-49กลับไปเจอรัฐประหารของทหารปี49 ครับ
ซึ่งหลักการเป็นเรื่องสำคัญ ในฐานะจุดยืนให้มั่นคง ไม่เลื่อนไหลตามอารมณ์ และกรณีตัวอย่างการวางยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ กับคปท.กปท. ถึงพันธมิตรฯ มาคืนดีประชาธิปัตย์เป็นแนวร่วมล้มรัฐบาล โดยความสามัคคี ส่วนยุทธวิธีการเคลื่อนไหวแต่ละจุด แยกเป็นจุดๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเมืองบนท้องถนน นี่เป็นแนวของการยึดพื้นที่ ในศัพท์เก่าว่าสามัคคีนักการเมืองตีทหาร สามัคคีทหารตีนักการเมือง อย่างนี้เป็นต้น แต่แนวนี้สามัคคีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ตีทหารให้ออกมาร่วมรบ (นี่จะเป็นอันตราย)  
ทั้งนี้ ม็อบยุทธศาสตร์ล้มรัฐบาล เดินไปสุดทางออกรูปแบบผลลัพธ์ลงเอย โดยยุทธวิธีหลายรูปแบบ ครับ
แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมได้ขีดเส้นตายให้การชุมนุมยุติภายในช่วงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ว่า การกำหนดกรอบเวลายุติการชุมนุมภายในสิ้นเดือนนี้ เป็นช่วงเวลาที่จะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งการวินิจฉัยคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของส.ว.และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในด้านหนึ่งบทเรียนจากม็อบแช่แข็งประเทศไทย1-2 กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กของ "องค์การพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่าย", "กลุ่มสยามสามัคคี", "กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์", "กลุ่มเสื้อหลากสี" เป็นต้น โดยสนธิ ลิ้มฯ ไม่ร่วมตอนนี้กลับมาร่วมเปิดหน้าแสดงความคิดเห็น
กรณีม็อบแช่แข็งของ เสธ.อ้าย จาก2555-56 พลิกกลับมาให้เห็นพลังหนุนหลังของพันธมิตรฯ ในแง่นั้นครับ
เมื่อประสบการณ์จัดการเคลื่อนไหวของพื้นที่ต่างจากเดิมของประชาธิปัตย์ กับการชุนนุมจุดสาม ต้องทบทวน"critical area"ว่ามาแนวร่วมพันธมิตรฯ จากเหมือนดูหนังพันธมิตรฯ จำนวนไม่เยอะสู้ แตกหักรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้(บริเวณสะพานมัฆวานและหน้าทำเนียบรัฐบาล 25..-2..2554) จนกระทั่งรัฐบาลยุบสภา10..54เปลี่ยนรัฐบาล กลับคืนดีกัน  มาร่วมตีรัฐบาลในปัจจุบัน ครับ
ทั้งนี้ การเมืองจากสถานที่ม็อบสถานีรถไฟสามเสนมายังที่ถนนราชดำเนิน สัญลักษณ์ที่ออกแบบเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อมาเคลื่อนหลายจุด ยึดพื้นที่ น่ะครับ
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของม็อบจะเลื่อนไหลแบบใดก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวของการต่อต้านรัฐบาลอย่างน้อย คือ ยุบสภา มากกว่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนฝ่ายปกป้องรัฐบาล โดยจุดยืน มีให้ยุบสภา กับไม่ยุบสภา สำหรับผมอ่านข่าวการเมืองสุดร้อนแรง!...ทางออก3ทาง(ไม่รวมวิธีพิเศษ) 1.ยุบสภา 2.ลาออก 3.รัฐบาลสู้แรงกดดันทางการเมืองต่อไป นี่แหละรัฐเลือกแบบที่3 รัฐคงดำเนินแบบนี้และเคลียร์ทางเจรจา ให้ม็อบคนดีแสดงออกด้วย(ระวังม็อบดีแตก) ทบทวนกรณี2551,2552,2553,2554,2555 ส่วนผมคิดเพิ่มเติมอย่าใช้วิธีเหมือนม็อบเสธอ้าย เข้ากระชับพื้นที่ ในนาทีนี้ ครับ
อย่างไรก็ตาม ผมรวบรวมประมวลเฟซฯ โดยรัฐบาลประกาศยุบสภา ล่าสุด เช่น คนแน่นสนามม้านางเลิ้ง อย่างกับสภาสนามม้า ยุคสัญญา ธรรมศักดิ์ ไม่ๆ อย่ามาพยายามเลย สุเทพสุดทางที่นี่ ในประเด็นสภาประชาชนหลงทางกลับบ้านไม่ได้ครับ                                                              
                                                                                                                                อรรคพล สาตุ้ม     

 หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรก* ปมปัญหาปลายปี56 โดย อรรคพล สาตุ้ม :9 ธันวาคม 2556
http://thaienews.blogspot.com/2013/12/56.html

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มิติเวลา กับอ่านความฝันของไอน์สไตน์

มิติเวลา กับอ่านความฝันของไอน์สไตน์ มิติของเวลา ก่อนนอนหลับ น่าจะอ่านความฝันของไอน์สไตน์ เมื่อ ปี พ.ศ.2548 ที่ผ่านเลย บางคนอาจจะไม่ทราบว่า ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ มีอายุครบ 100 ปีแล้ว แม้ว่า เวลาจะยาวนานขนาดนั้น แต่การคิดทฤษฎีของไอน์สไตน์ ยังคงเป็นเรื่องน่าสนใจเสมอมา และความฝันของไอน์สไตน์ (Einstein’s Dreams) หนังสือเล่มนี้ ชวนเชิญให้นึกถึง นักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งเคยพูดไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ด้วยคำพูดนี้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคน รวมทั้ง น่าจะเป็นเหตุให้ “อลัน ไลต์แมน” (Alan Lightman) อาจารย์สอนฟิสิกส์ และเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) เกิดสร้างจินตนาการนวนิยาย “ความฝันของไอน์สไตน์” ความฝันของตัวละครที่ชื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) จึงเต็มไปด้วยจินตนาการถึงโลกและเวลา ในรูปแบบหลากหลาย โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางฟิสิกส์ และการเขียนนวนิยายแนวเหนือจริง โครงเรื่องของนวนิยาย ผูกร้อยทำให้เรารู้ว่าเหตุการณ์อยู่ในฉากและช่วงเวลาใด มันมีการเน้นบอกไว้ว่า ช่วงเวลาใด และสลับฉากของนวนิยาย ในเรื่องราวความฝันอันเกี่ยวกับตัวของไอน์สไตน์ โดยเนื้อเรื่องกลับเป็นความพยายามของผู้เขียนนวนิยาย ที่จินตนาการค้นลึกเข้าไปในความคิดของไอน์สไตน์ ในช่วงที่เขาคร่ำเคร่งหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่ง “เขาฝันมากมาย ฝันเรื่องกาลเวลา ความฝันเข้าเกาะกุมงานวิจัยของเขา ฉีกทึ้งเขา กลืนกินเขา จนบางครั้งไม่รู้ว่าตัวเองหลับหรือตื่นอยู่” ซึ่งผมขอบอกว่า นวนิยาย ความฝันของไอน์สไตน เขียนเรื่อง "สลับฉาก" ไปๆมาๆ ได้แปลกประหลาด ทำให้คนอ่าน มึนงง กับโลกแห่งความฝันได้เช่นกัน ระหว่างความฝันของไอน์สไตน์ และเรื่องราวชีวิตของเขา ... ผมเก็บเนื้อความ มาเล่าสั้นๆ โดยที่คนเขียน สมมติปรากฏการณ์เกี่ยวกับโลก-เวลา ดังนี้ โลกคนเห็นภาพอนาคตชั่วพริบตา โลก ที่คนจะแลเห็นภาพอนาคตวาบขึ้นมา ชั่วแปลบ สำหรับคนที่เห็น ภาพอนาคตตัวเอง นี่คือโลกของความสำเร็จ อันแน่นอน สำหรับคนที่ไม่เห็นอนาคต นี่คือโลกอัน เอื่อยเฉื่อยจะเข้าเรียนมหา'ลัย โดยไม่รู้อาชีพในอนาคต ดังนั้น โลก แห่งฉาก ภาพอนาคต วาบขึ้น ชั่ว แวบ โลกนี้ การเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้น บรรดาคนมองเห็นอนาคต ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอะไร ส่วนผู้ยังไม่เห็น..ก็รอคอยภาพนิมิต โดยไม่เสี่ยงว่าจะ ทำอะไร (จุดนี้ ทำให้ผม นึกถึงการ์ตูน ที่ผู้เขียนคือ คนเขียนโดราเอมอน เขียนงานเรื่องการ์ตูนแนวนี้สั้นๆไว้ การตัดสินใจ ทีจะ “เลือก” กับชีวิตในอนาคต) โลกแห่งฉาก ภาพอนาคต มีอยู่บ้าง ที่เห็นภาพ อนาคต แต่ทำเพื่อ ปฏิเสธ มันทุกอย่าง หญิงสาวปล่อยตัว ให้ตัวเองหลงรักชายคนหนึ่ง แม้ว่าจะเห็นภาพ อนาคตว่าจะได้แต่งงาน กับชายคนอื่น .... ใครเหนือกว่ากันในโลกนี้ คนเห็นอนาคตแล้ว ใช้ชีวิตแบบเดียว หรือ คนไม่เห็นอนาคต และเฝ้ารอคอย ที่จะใช้ชีวิต หรือ คนที่ปฏิเสธอนาคตแล้ว ใช้ชีวิตสองแบบ เวลา นวนิยายเรื่อง นี้ยังพูดถึง เรื่อง หากเวลาไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นคุณภาพ ที่ชั่วขณะหนึ่ง คุณ อยู่กับใครสักคน ชั่วกาลนาน โลก คนมีชีวิต แค่วันเดียว โลก ที่เวลาไม่ต่อเนื่อง โลก ที่ปราศจากอนาคต คือ การจินตนาการ ถึง คนที่ไม่สามารถ คิดเกี่ยวกับอนาคต นั่นคือไม่มีใคร่ครวญ ต่อผลของการกระทำได้ เพราะฉะนั้นบางคน จึงหมดเรี่ยวแรง ไม่ยอมทำอะไร อยู่บนเตียงอย่างเดียว โลก ที่มีชีวิตนิรันดร์ หละ เป็นเช่นไร ? ซึ่งคนเขียนได้จินตนาการ สร้างเรื่องผูกกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เรื่องเวลา ได้อย่างมันส์ ผมชอบเรื่อง โลกปราศจากความทรงจำ ในบทหนึ่งของนวนิยายนี้ เล่าว่า ทุกคนมีคัมภีร์ชีวิตของแต่ละคน ชาย-หญิง ผู้สูงอายุ อาจจะอ่านหน้าต้นๆ เพื่อรู้เรื่องตัวเองสมัยวัยเยาว์ หรือ อาจจะอ่านตอนจบเพื่อรู้เรื่องตัวเองในช่วงปีหลังๆ สุดท้ายความฝันของไอน์สไตน์ ปรากฏในเวลาของชีวิตจริงๆของเขา “สร้างสรรค์ผลงานสำเร็จ คือ ทฤษฎีสัมพันธภาพ” ซึ่งไอน์สไตน์ กว่าจะตีความสำเร็จ ก็หมกมุ่น กับหลากหลายฝัน และสร้างความคิดอันเปลี่ยนแปลงโลก นวนิยายความฝันของไอน์สไตน์ สำหรับตัวของผม ทำให้นึกถึงการจินตนาการโลก ในระบอบการเมืองต่างๆ ในนวนิยายปรัชญาการเมือง เขาเล่าเรื่องว่า การิทัต ท่องไปในระบอบการเมืองต่างๆ แล้ว เผยจุดอ่อนของประชาธิปไตย เผด็จการ สังคมนิยม ฯลฯ ให้เห็นปรากฏต่อสายตาของผู้อ่าน ซึ่งนวนิยายทำหน้าที่ให้อารมณ์ ความคิด และที่สำคัญ คือ จินตนาการของเรา จะเลือกดำเนินชีวิตแบบใด แล้วคุณ จะมีเวลากับความฝัน จินตนาการของเราเอง ต่อโลกนี้แบบใด? ดังนั้น คุณลองอ่านความฝันของไอน์สไตน์ เผื่อว่า จะเกิด จินตนาการ มากมาย

ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม "ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ"

ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม "ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ" Mon, 2008-07-14 16:44 อรรคพล สาตุ้ม เจ้าหน้าที่พิเศษโครงการย้อนร้อยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ * บทความนี้ได้ ปรับปรุง เพิ่มเติม และตัดทอนบางส่วนจากบทความเรื่อง ผลกระทบของการพัฒนา และโลกาภิวัตน์ ต่อภูมิจักรวาล : "การอ่านอนุสาวรีย์ของปลาบึก" ในภาพสะท้อน ที่ วัดหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้นำเสนอในรวมบทความ ประชุมวิชาการศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง: เอกภาพและความหลากหลาย จัดโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2550 ความเป็นมาของปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม ย้อนทบทวน ความเป็นมาของอิทธิพลทางศิลปะในรัชกาลที่ 5 เพื่อแสดงออกถึงความศิวิไลซ์ของชาติ โดยสืบต่อภาพลักษณ์มาในยุครัชกาลที่ 6 จากโลกทัศน์เกี่ยวกับศิลปะในช่วงเวลานั้น โบราณคดีสยามถูกจัดให้เป็นระบบมากขึ้นจากทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย เช่น รัชกาลที่ 6, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และยอร์ช เซเดส์ เพราะตั้งแต่หลังยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ดูเสมือนว่าจะมีการหันมาเน้นศาสตร์ในด้านนี้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือแสดงความมีอารยธรรมสูงของไทย เพื่อต่อสู้กับการดูถูกของชาวยุโรป เป็นเครื่องแสดงออกความเป็นไทยที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติยุโรป ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นโบราณคดีชาตินิยม และปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม [1] โดยในยุคนี้เองได้เกิดทฤษฎีประวัติศาสตร์สามกรุง คือ ประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมดเริ่มต้นที่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลาต่อมา และในสมัยรัชกาลที่ 6 เกิดกรมศิลปากร ก็เริ่มมีบทบาทในการส่งเสริมศิลปะแบบราชการ โดยมีการรับอิทธิพลสืบมาถึงหลวงวิจิตรวาทการ (ดูเพิ่มเติม: ย้อนดูภาพยนตร์ "พระเจ้าช้างเผือก"สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม) การอธิบายตามปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะของรัชกาลที่ 6 ก็เผยแพร่ให้คนทั้งหลายรู้เห็นความรุ่งเรืองของสยาม และเพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม ซึ่งพระองค์ได้ทรงถูกยกย่องว่าทรงมีพระอัจฉริยะภาพ ทั้งด้านการละคร การแสดง และปรากฏผลงานภาพฝีพระหัตถ์ ที่เป็นภาพล้อ หรือการ์ตูน(ดังที่เกิดภาพล้อพระองค์ทรงนำคนสยามชักรอกขึ้นเหนือคนเขมร ญวน ด้วยปรีชา วิริยภาพ ด้านกสิกรรม และหัตถกรรม การศึกษา ทหาร ฯลฯ) นอกจากนั้น พระองค์ทรงพระปรีชา ด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ ดังปรากฏผลงาน"เที่ยวเมืองพระร่าง"(ช่วง พ.ศ.2450 เป็นเวลาที่เกิดความตกลงของรัชกาลที่ 5 เขาพระวิหารจึงได้ถูกขีดเส้นให้เป็นของฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา) รวมถึงทรงมีผลงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น "พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร" และ "เทศนาเสือป่า" เป็นต้น ผลงานของรัชกาลที่ 6 ส่งผลต่อพลังอำนาจ ด้านแนวคิด หรือ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันสะท้อนพระพุทธศาสนาประจำชาติออกมา ซึ่งรับอิทธิพลจากสมัยรัชกาลที่ 5 ในส่วนด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญ ท่ามกลางความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการค้า แนวทางทุนนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 และด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงส่งทหารเข้าร่วมการรบในสงคราม เป็นส่วนสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงของรัฐราชสมบัติสยามขณะนั้น ทำให้เกิดการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และการท้าทายอย่างใหม่ โดยกระแสความคิดทางการเมืองการปกครอง และลัทธิสังคมเศรษฐกิจ เช่น คอนสติติวชั่น ปาลิเมนต์ เก๊กเหม็ง รีปับลิก อานาคิช โสเชียลิสต์ ฯลฯ สะพัดอยู่ในหมู่ชนชั้นกลางทั้งในและนอกราชการ อันเป็นชนชั้นนักอ่าน นักเขียน นักแปลในสยาม สุดที่พระราชอำนาจสมบูรณ์ทางทฤษฎี ทว่าถูกจำกัดในทางปฏิบัติจากสิทธิสภาพนอกเขตของฝรั่ง และระบบราชการสมัยใหม่ ซึ่งเติบโตพร้อมกับทุนจีนเสรี ต่างๆ ในสถานการณ์นั้น รัชกาลที่ 6 ทรงพระนิพนธ์ อุตตรกุรุ : ดินแดนอัศจรรย์ของเอเชีย คือ รัชกาลที่ 6 ทรงเปรียบเทียบแนวคิด ยูโทเปีย และลัทธิโสเชียลิสต์สมัยใหม่ โดยเปรียบว่า สิ่งนั้นมีอยู่ในไตรภูมิ-อุตรกุรุทวีป-ยุคพระศรีอาริย์ แม้ว่าในรัชกาลที่ 6 ทรงพระนิพนธ์บทความดังกล่าวเพื่อยับยั้งกระแสลัทธิโสเชียลิสต์สมัยใหม่ ที่จะมีผลต่อการเมืองสยาม ก็สะท้อนคติไตรภูมิ- พุทธศาสนา มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสมัยนั้น(และสืบต่อมา ที่ประกาศคณะราษฎร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อยุคพระศรีอาริย์) ส่วนกรณีผลพวงจากการเสียดินแดนฝั่งซ้าย และฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทำให้เชียงของส่วนหนึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส หรือกบฏเงี้ยว ฯลฯ แม้แต่ในเชียงของก็ตาม ทำให้มีการปฏิรูปต่อจากรัชกาลที่ 5 ทรงยกเมืองขึ้นเป็นจังหวัดนั้น กระบวนการการสร้างสำนึกของชาติยังไม่สิ้นสุด เพราะการยกเมืองเชียงราย ให้อยู่ในมณฑลพายัพ พ.ศ.2453 ถึงรัชกาลที่ 6 เกิดปัญหาปี พ.ศ. 2455 คือ กบฏ ร.ศ. 130 และในปี พ.ศ.2458(ห่างกัน 5 ปี) โปรดทรงให้รวบรวมมณฑลต่างๆ ออกรวมเป็น 4 ภาค ปักษ์ใต้ พายัพ อีสานและอยุธยา ส่วนกรุงเทพมหานาครนั้นเป็นอีกมณฑลหนึ่งต่างหาก ต่อมาก็เลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยเจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงของ คือพระยาจิตวงษ์วรยศรังษี โดยยกเลิกตั้งแต่ปี พ.ศ.2453 ต่อมาเชียงของ ซึ่งเคยขึ้นอยู่กับน่าน กลายเป็นขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย กล่าวโดยย่อ จากอิทธิพลจากรัชกาลที่ 5 ก็คือ ภาพสะท้อนของการทำให้เกิดการรับช่วงต่อของความคิดสร้างอาณานิคมภายในที่มีแผนที่สมัยใหม่เกิดขึ้นแล้ว ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย ที่มีการฝังหมุดคณะราษฎร ณ อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงก่อตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำ คือ กรมประมงในปัจจุบัน เพื่อการรักษาอนุรักษ์สัตว์น้ำ และก็มีปรากฏการณ์ของป้ายจารึก กับอนุสาวรีย์ ที่สำคัญเกี่ยวกับสุนัข คือ อนุสาวรีย์สุนัขย่าเหล โดยมีคำจารึกเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ ทำให้ทราบเหตุผลในการก่อสร้างไว้ หมายถึงเพื่อเป็นพยานรัก ที่แสดงความซื่อสัตย์ระหว่างสุนัขตัวนี้ กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉะนั้น อนุสาวรีย์เป็นเครื่องหมายสำคัญทางสัญลักษณ์ของรัฐไทยเป็นต้นมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 7 "ชาตินิยม" ในนามประเทศสยาม สู่การเปลี่ยนนามประเทศไทย และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คณะราษฎร ประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2481 และมีการก่อตั้งสวนสัตว์ดุสิตในปี พ.ศ.2481 และต่อมาก็เปลี่ยมนามประเทศ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" (ดูเพิ่มเติม: ย้อนดูภาพยนตร์ "พระเจ้าช้างเผือก"สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม) หลังจากนั้น มีการวางศิลาฤกษ์ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น ก็ตั้งแต่ในวันเปลี่ยนนามสยามเป็นไทย" โดยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเกี่ยวกับหลัก 6 ประการ คือ เอกราช และความสงบภายใน สิทธิ เสรีภาพ ฯลฯ เป็นต้น มีพิธีเปิด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2483) ฉะนั้น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นเครื่องหมาย เพื่อสะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน "มณฑลบูรพา" และ "ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง" จนในที่สุด ก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง "กองกำลังบูรพา" ไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น "มหามิตรใหม่" เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ "ไทย" สมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475) แผนที่ดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศส ที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามยึดได้มาเมื่อปี พุทธศักราช 2484 คือ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม และจังหวัดนครจำปาศักดิ์ ในกรณีของจังหวัดพิบูลสงครามนั้น คือจังหวัดเสียมเรียบของกัมพูชาเดิมนั่นเอง แต่ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นของไทย ในกรณีของจังหวัดจำปาศักดิ์นั้น รวมอาณาบริเวณทางตอนใต้ของเทือกพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหารและเมืองจอมกระสาน ฯลฯ เมื่อนั้นเอง ที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 ช่วงสมัยดังกล่าว ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า "ได้ปราสาทเขาพระวิหาร" มา ดังหลักฐานในหนังสือ "ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน" ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า "ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ" (ที่มา: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : "ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม) กรณีปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จงเปลี่ยนความหมาย "ชาตินิยม"เพื่อชัยชนะร่วมกัน ด้วยเหตุพิพาทอินโดจีนดังกล่าว จึงเกิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 เพื่อแสดงวีรกรรม ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่เสียชีวิต ซึ่งรูปแบบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเปรียบเทียบแตกต่างจากอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีลักษณะสถูปเจดีย์ (ดูเพิ่มเติม: ย้อนดูภาพยนตร์ "พระเจ้าช้างเผือก"สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม) ดังนั้น อนุสาวรีย์สะท้อนรูปแบบชาติไทยไปในตัวเอง คือรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ และร่างกายของทหาร มีกล้ามเนื้อมากกว่าจะเป็นรูปแบบร่างกายในงานจิตรกรรมภายในวัด ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบเจดีย์ดังกล่าวไปแล้ว แต่ว่าสิ่งที่สะท้อนชี้ให้เห็นถึงการผสมผสานแนวคิดปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม กับการเรียกร้องพรมแดน คือ สงครามอินโดจีน มีกรณีเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่าง ซึ่งทำให้เห็นว่า "ปรัชญาประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม" ก็ยังอยู่ในความทรงจำ แม้ว่าจะมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (Victory Monument) ก็เป็นอนุสาวรีย์ในกรุงเทพมหานคร โดยรอบเป็นวงเวียน อยู่กึ่งกลางระหว่างถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพญาไท ตั้งอยู่ที่ กิโลเมตรที่ 0.0 ของถนนพหลโยธิน (แต่เดิมชื่อถนนประชาธิปัตย์ แล้วเปลี่ยนเป็นถนนพหลโยธิน) ดังนั้น ความสำคัญของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญและเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิตใน กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีอีกด้วย โดยการออกแบบอนุสาวรีย์ของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล มีแรงบันดาลใจ 5 ประการ คือ -ปฏิบัติการของกองทัพทั้ง 4 -ปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกำลังพลโดยเฉพาะ -อาวุธที่ทหารใช้สู้รบ -เหตุการณ์ที่สำคัญที่ต้องเปิดการสู้รบ -ความสนใจของประชาชน หม่อมหลวงปุ่มใช้ดาบปลายปืน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร โดยใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วนคมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืน มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดสองเท่าคนธรรมดา ของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิเดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของ ศ.ศิลป พีระศรี (ซึ่งก็มีการกล่าวว่าอนุสาวรีย์เป็นแบบนีโอ-ฟาสซิสม์ ฯลฯ เป็นต้น) กรณีทางการเมือง ก็พลิกผันกลับมาอีกครั้งของรัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยู่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 และอิทธิพลทางศิลปะสมัยใหม่ ก็ถึงจุดเปลี่ยนไป คือรูปแบบศิลปะคณะราษฎร์ หายไป ตั้งแต่ พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ช่วงก่อนเวลา พ.ศ. 2475 หมด และผลงานศิลปะจึงกลายป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาก มีการสร้างอนุสาวรีย์พระบิดาด้านต่างๆ โดยใช้คนกลุ่มเดิมซึ่งก็คือ ศิลป์ พีระศรี และหลวงวิจิตรวาทการ เป็นผู้สืบสร้างงานศิลปะและสัญลักษณ์ นั่นเอง (ที่มา: ชาตรี ประกิตนนทการ : สถาปัตย์คณะราษฎร บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ) จากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว อิทธิพลทางศิลปะของคณะราษฎร์จะสร้างชาติผ่านทางปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ จึงหายไปด้วย เพราะการผสมกลมกลืนกับประวัติศาสตร์ชาติแบบเดิม กล่าวได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆ ไป ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง "กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช" และ "นักราชาชาตินิยม" ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน "รักชาติ" และพ่ายแพ้ตามคำตัดสินของศาลโลก (ที่มา: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : "ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม) เมื่อผู้คนสนใจเขาพระวิหาร มากขึ้น และกระแสทางการเมือง ช่วยหนุนนำไป ทำให้ปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่พยายามสร้างอาณานิคมดินแดนของเรา มีแหล่งที่มาของศิลปะ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และในรัชกาลที่ 6 กระแสศิลปะแบบชาตินิยมเดิม จึงกลับมายังในนามประเทศไทย รวมทั้งยุครัฐบาลสฤษดิ์ แม้ว่าจะเดินตามกระแสการพัฒนาแบบอเมริกัน และเข้าสู่สงครามเย็นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา หลังจากการพัฒนาประเทศไทย มาสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยนโยบาย "เปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้า" [2] (ยุครัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เคยไปรบศึกอินโดจีน) จนถึงกรณีกบ สุวนันท์ กับนครวัด ทำให้เกิดการประท้วง และเผาสถานทูต ผลพวงเหล่านี้ มาถึงในยุคปัจจุบัน เกิดกระแสชาตินิยม ต่อกรณีปราสาทเขาพระวิหาร โดยในท้ายที่สุดประเทศไทย น่าจะมีเป้าหมายของประเทศ ที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์กับกัมพูชา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยมของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ยังผลให้มีความหมายชัยชนะร่วมกัน(Win-Win) โดยสร้างความร่วมมือ และเรียนรู้ ทางปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มต้นจากกรณีปราสาทเขาพระวิหาร น่าจะช่วยก่อให้เกิดมรดกโลกที่แท้จริง ……….. เชิงอรรถ [1] ชาตรี ประกิตนนทการ พระพุทธชินราชในประวัติศาสตร์การสร้างความเป็นไทย วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 (กรกฏาคม-กันยายน) 2549 : 80 และมาอูริซิโอ เปเลจจี "ยี อี เยรินี กับกำเนิดโบราณคดีสยาม"แปลโดย กนกวรรณ ฤทธิไพโจน์ วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 31 ฉบับที่ 3 (กรกฏาคม-กันยายน) 2548 :57 และดูเพิ่มเติม พิริยะ ไกรฤกษ์ อารยธรรมไทย พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ เล่ม ๑ กล่าวว่าปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะ คือ การอธิบายตามปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะของรัชกาลที่ 6 ก็เผยแพร่ให้คนทั้งหลายรู้เห็นความรุ่งเรืองของสยาม และเพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม และพิริยะไกรฤกษ์ พรมแดนแห่งความรู้ : รวมบทความของศิษยานุศิษย์ของพระยาอนุมานราชธน โดยพิริยะไกรฤกษ์ กล่าวถึงกรอบของการเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะ ก็ปรากฏว่า วิเคราะห์ประวัติการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย ตั้งแต่ รัชกาลที่ 4-2527 และกล่าวว่าช่วง 2483-2492(กระแสชาตินิยมเช่นกัน) มีความนิยมอารยธรรมตะวันตกนั้น มากกกว่าค้นคว้าเรื่องในอดีต เป็นต้น [2] อรรคพล สาตุ้ม ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา อำนาจรัฐ ธุรกิจ และสื่อ ยุคโลกาภิวัตน์ พลเมืองเหนือ ปีที่ 2 ฉบับที่ 68 17-23 กุมภาพันธ์ 2546 : 6

การพัฒนาวัฒนธรรมทางการค้า กรณีบทบาทหอการค้าเชียงราย ในลุ่มน้ำโขง

การพัฒนาวัฒนธรรมทางการค้า กรณีบทบาทหอการค้าเชียงราย ในลุ่มน้ำโขง[1] 

                                                                                                          อรรคพล สาตุ้ม 

                                                           
                                                    1.บทนำ


พัฒนาการของหอการค้าจีนก่อตัวขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2451 โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ทางการค้าของมวลสมาชิก ลักษณะการรวมตัวของหอการค้าจีน(เปลี่ยนชื่อตามกาลเวลา) มีหลักการทั่วไปคล้ายคลึงกับหอการค้านานาชาติ[2] และหอการค้าก็ได้สามารถเข้าไปใช้อำนาจต่อระบบราชการได้ และมีนโยบายการจัดตั้งสาขาของหอการค้า กระจายไปทุกแห่ง

ที่มีชุมชนคนจีนตั้งอยู่ในแต่ละแห่ง ซึ่งคนจีน คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย มีทั้งไหหลำ ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว จำนวนมาก มีคนกล่าวว่าเชียงรายเจริญขึ้น และมีการแพร่กระจายของชาวจีน ที่มีอิทธิพลทางการค้า บริเวณนั้นจำนวนมาก จนกระทั่งผู้ไปพบเห็นกลัวว่าชาวจีนจะครอบงำเศรษฐกิจแทนคนไทใหญ่ภายใต้บังคับของอังกฤษหมดแล้ว ก็จะมีอำนาจเท่ากับที่ชาวจีน กรุงเทพฯ และในเชียงราย มีโรงเรียนจีน ตั้งแต่ปีพ.ศ.2474 พร้อมทั้งเส้นทางถนนลำปาง-เชียงราย เป็นเส้นทางสำหรับคมนาคมขนส่งสินค้ากระจายไปยังเส้นทางเมืองชายแดนแม่น้ำโขง สัมพันธ์กับบทบาทของพ่อค้าคนจีน อนึ่ง บริเวณ “แม่น้ำโขง” มีการตั้งด่านตามชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองของคนจีน มีน้อยมาก

โดยเฉพาะตามเขตแดนไทย ซึ่งติดกับแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ใน พ.ศ.2476 แต่ว่าชาวจีน มักนิยมลักลอบเข้าประเทศไทยตามชายแถบชายแดนบริเวณนี้มาก ซึ่งสะท้อนการเข้ามาอีกระลอกของคนจีนในแต่ละช่วงเวลา พร้อมกับปัญหาของภายในประเทศจีนเอง ทำให้คนจีนอพยพเข้ามาในไทย และภาคเหนือ

จนกระทั่งรัฐบาลจัดตั้งหอการค้าไทย (และต่อมาปีพ.ศ.2486 กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าควบคุมหอการค้าไทย เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมพ่อค้าไทย และเพิ่มเติมเช่น สมาคมพาณิชย์ของคนจีนโพ้นทะเลในประเทศสยาม เปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2505 ชื่อว่าหอการค้าไทย-จีนแห่งประเทศไทย) ดังนั้น การพิจารณาเพื่อศึกษาTransnationalism จากมุมมองของประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณา(historical ethnography)งานศึกษาทางประวัติศาสตร์ การอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนความคิด วัฒนธรรม หากคนท้องถิ่นเป็นชั้นปกครอง และมีสถานภาพทางสังคม และอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง เช่น ในไทย ชาวจีน พยายามปรับตัวให้เป็นคนท้องถิ่น(assimilate)กลายเป็นคนท้องถิ่น หมายถึงโอกาสในการเลื่อนชนชั้น หรือ สถานภาพทางสังคมนี้ เป็นกระบวนการสร้างพรมแดนทางเชื้อชาติแบ่งแยกระหว่าง คนท้องถิ่นกับคนจีน ที่ต่อมาพัฒนาตัวเอง มีบทบาทในหอการค้าและจะต้องสร้างความร่วมมือพัฒนานโยบายการต่างประเทศในลุ่มน้ำโขงเพื่อมิติทางสิ่งแวดล้อม


                               2.หอการค้ากับพัฒนาการในยุครัฐไทย

คนจีนได้ตั้งหอการค้ามาตั้งนานแล้ว แม้แต่ผู้บริหารชาวจีน หรือนักธุรกิจชาวจีนทั่วไป ไม่ลังเลใจเลยที่จะให้สินบนข้าราชการ และนักการเมืองที่ซื้อได้ด้วยเงิน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับข้าราชการ ช่วงพ.ศ.2481รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแรงงานต่อสภาด้วยความมุ่งหมายจำกัดบทบาทกรรมกร ซึ่งต้องมีผลกระทบต่อแรงงานจีนทั่วประเทศแน่ แต่ว่าร่างพระราชบัญญัตินี้กลับไม่ผ่านสภาโดยเกี่ยวข้องกับหอการค้า จึงสะท้อนการต่อรองของชนชั้นกลางคนจีน และแม้ว่าก่อนหน้านั้น พ.ศ.2479-81จะมีการพยายามรัฐบาลตั้งรัฐวิสาหกิจ บังคับซื้อกิจการโรงสีข้าวขนาดใหญ่ของจีน เพื่อตั้งบริษัทค้าข้าวไทย จำกัด ต่างๆ 

เมื่อเปลี่ยนนามประเทศจากสยาม กลายเป็นไทย มีการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งสะท้อนนโยบายการต่างประเทศในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ. 2485-6 ญี่ปุ่นเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง การค้าขัดแย้งกับจีน และปรีดี ถึงขนาดคิดจะพยายามไปตั้งรัฐบาลอิสระทางภาคเหนือ แต่ไม่สำเร็จแล้ว เพราะว่า ความขัดแย้งภายในรัฐบาล และแนวนโยบาย ก็สร้างปัญหาทางการเมืองกีดกันคนจีน

โดยได้ประกาศเขตหวงห้ามไม่ให้คนต่างด้าว คือ คนจีน มีภูมิลำเนาอาศัยในเขตท้องที่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ และอุตรดิตถ์ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการค้าขายของคนจีน ที่ต้องปิดร้านอพยพโยกย้าย และในบางพื้นที่ย้ายภายใน 7 สัปดาห์ จนกระทั่งรอดพ้นการสูญเสียหลังสงคราม เมื่อ พ.ศ.2487 จอมพลป. ต้องลาออกจากตำแหน่ง และผลัดเปลี่ยนตำแหน่งอำนาจนายกรัฐมนตรี ควง อภัยวงศ์ ขึ้นมามีอำนาจจัดการกับคนจีนแทนอย่างลดความแรงลง เพราะมีการแจกใบปลิวต่อต้านคนไทย ด่าว่า “โจรไทยได้ใช้วิธีการฆ่าพี่น้องเราอย่างไร้เหตุผล” การกลับมาอีกครั้งของ จอมพลป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ดำเนินนโยบายภายในประเทศทางเศรษฐกิจสังคม มีอุดมการณ์ชาตินิยม เชื้อชาตินิยม(ส่งผลต่อสำนึกพัฒนาการเมือง ที่ไม่ยอมให้มีพลเมืองจีนปนไทย ฯลฯ) ปราบปรามจีนอย่างรุนแรง และเป็นศัตรูอย่างจริงจัง ต่อระบบคอมมิวนิสต์

อีกทั้งมีที่ปรึกษาด้านการคลังเป็นอังกฤษ เช่น ดับลิว.ดี.ลีฟ. และร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และด้านเทคนิค เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ทหาร และก็ได้แพร่ทุนนิยมอยู่ในอิทธิพลของทหาร และข้าราชการระดับสูง ต่อต้านทุนนิยมจีนในไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งคนจีนในขณะมีประชากรเชื้อสายจีนก็มีจำนวนมาก แต่ว่าอิทธิพลจากภายนอกนั้น

นับตั้งแต่ข้อตกลงเจนีวาในปี2497 เมืองขึ้นฝรั่งเศสในอินโดจีนได้รับเอกราชและสามารถเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมการเศรษฐกิจ ภูมิภาคซึ่งมีชื่อว่าECAFE (Economic Commission for Asia and the Far East) ภายหลังคณะกรรมาธิการภูมิภาคของสหประชาชาตินี้เรียกชื่อใหม่ว่าESCAPE (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) คณะกรรมการเลยให้มีการก่อตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขงขึ้นระหว่างประเทศ มีปัญหาตั้งแต่สงครามในอินโดจีน และกัมพูชา มีปัญหาภายในประเทศ (ดังนั้นแม่น้ำโขงช่วงแรกจากการสนับนุนของอเมริกา

ช่วงที่สองสนับสนุนจากสวิตเซอร์แลนด์และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียของญี่ปุ่น ช่วงที่สาม เป็นประเทศในภูมิภาคนี้ คือ Mekong River Commission หรือ คณะกรรมการแม่น้ำโขง) ฉะนั้น ปัจจัยภายนอก มีอิทธิพลกับไทย เหมือนกัน และช่วงระหว่างพ.ศ. 2491-2500 นโยบายที่รัฐพยายามสร้างฐานทางการเมือง เศรษฐกิจของตนก็ตาม แม้ว่าคนจีน ในเชียงราย จะมีการถูกเขียนถึงโดย ส.ส.บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ๓๐ ชาติในเชียงราย ก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็มีกลุ่มเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ เพราะในทางปฏิบัตินโยบายดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จน้อยมาก คนจีนยังคงมีบทบาททางเศรษฐกิจอยู่เหนือกว่าคนไทย แม้กระทั่งตามชายขอบ ชายแดนริมแม่น้ำโขง ด้วย

แต่แน่นอนว่ากลุ่มทุนท้องถิ่น พ่อค้าวัวต่างก็ยังมีอยู่กลุ่มทุนในตระกูลวงศ์วรรณ เคยมีอิทธิพลพ่อค้าใน จังหวัดเชียงราย และความเป็นคนจีนอพยพได้เข้าไปทำการค้าในจังหวัดเชียงราย อาทิเช่น ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นซากสถาปัตยกรรมโรงบ่มใบยาสูบ ทีอำเภอ เชียงของ และกลุ่มนี้ได้เติบโตทางการทำกิจการยาสูบทั่วภาคเหนือนอกจากเชียงราย และกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับนามสกุล เหล่าธรรมทัศน์(อดีตอดีตหัวหน้าพรรคมหาชน) กิจการโรงสี [4]ขยายตัวในจังหวัด พะเยา พาน เชียงราย กลุ่มคนจีนเข้ามาอยู่เชียงราย

จนกระทั่ง มีการก่อตั้งสร้างโรงสีข้าวแล้ว แต่คนจีนก็ต้องการหาความมั่นคงของตนเอง จึงจัดการก่อตั้ง สมาคมต่างๆ มีประธานหอการค้า ก็เป็นที่ยอมรับจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ประชากรเชื้อสายจีนในชั่วอายุแรกที่สองและต่อๆมามองเห็นประโยชน์ และคุณค่าขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่จะให้ความคุ้มครองผลประโยชน์ และสวัสดิภาพของผู้มีเชื้อสายจีนเท่าๆกับเป็นตัวเชื่อมประสานชุมชนเชื้อสายจีนเข้ากับชุมชนชาวไทย 

อย่างไรก็ตาม ในยุคอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาแพร่กระจายต่อต้านคอมมิวนิสต์ สมัยรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ และเป้าหมายการเน้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยึดนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีตามข้อเสนอของสถาบันระหว่างประเทศ ประกอบกับระหว่างนี้กลุ่มทุนธุรกิจ และขุนนางนักวิชาการ มีการเติบโตอย่างมาก ทำให้ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักวิชาการกับข้าราชการทหาร-พลเรือนลดความรุนแรงและประสานเข้าหากันมากขึ้น กลายเป็นหลักกำหนดทิศทาง และนโยบายบริหารประเทศ

ต่อมาได้มีแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก และนโยบายความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติเชิงเศรษฐกิจ และตัดไม้ ทำถนน สร้างเขื่อน โครงสร้างพื้นฐานของสิ่งก่อสร้าง ต่างๆ ได้กระทำต่อเนื่องมาถึงยุคจอมพลถนอม โดยต่อมา จอมพลถนอม ถูกขับไล่ตั้งแต่กรณี 14 ตุลาคม 2516 เพราะ อาจารย์ สื่อมวลชน ส่งผลกดดันรัฐบาล ในกรณีรัฐไทยแทรกแซงเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศต่อประเทศเวียดนาม และด้านสิ่งแวดล้อม ต่างๆ และช่วงระหว่าง ปีพ.ศ.2518 ได้มีการค้าไทยกับสามประเทศอินโดจีนภายหลังชัยชนะของคอมมิวนิสต์ ช่วง 2518-2523 เป็นช่วงที่ไทยได้มีการเปลี่ยนแนวนโยบายต่างประเทศ โดยได้ลดความผูกพันกับสหรัฐอเมริกา และเพิ่มความสัมพันธ์กับค่ายคอมมิวนิสต์ ในสมัยของรัฐบาล [5]

ดังนั้น ความขัดแย้งช่วงปี พ.ศ. 2518-2523 ในประเทศอิทธิพลการเคลื่อนไหวของนักศึกษาหลังจากปัญหาภายในประเทศจากภัยคอมมิวนิสต์ ที่รัฐบาลทหารสืบต่อมาได้สร้างอคติ หลัง 6 ตุลาคม 2519 การเคลื่อนไหวนักศึกษาเชื้อสายจีน เสียอิทธิพลของประชาสังคมไปโดยรัฐบาล สร้างความขัดแย้งนักศึกษาเข้าป่า และกว่าจะออกมาได้ก็มีการช่วงชิงการนำของรัฐ ใช้ความรุนแรงต่างๆ ที่ต่อมามีผู้นำจากทหารที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ เช่น รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ (ได้เดินทางไปพบกับประธานสภาของจีน)ได้ใช้นโยบาย ร่วมมือทางสร้างสันติให้มีอยู่กับเพื่อนบ้าน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจเปิดที่มีเสถียรภาพ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่เอื้ออำนวยช่วยทำให้ธุรกิจไทยเจริญเติบโต นักธุรกิจไทยส่วนใหญ่สืบทอดทัศนคติที่มุ่งการค้าและการส่งออก ชุมชนพ่อค้าเชื้อสายจีนแสวงหาความมั่งคั่งจากการค้ามาโดยตลอด[6]

จนกระทั่งช่วง ปีพ.ศ.2524 สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งใช้นโยบายการต่างประเทศ คือ การเป็นมิตรรอบด้าน และเน้นนโยบายการเมืองนำการทหาร จึงเพิ่มความสำคัญกับชนบท ในฐานะฐานที่มั่นในการสกัดกำลังของพคท. และทำให้ชนบทกลายเป็นแหล่งผลิต หรือตลาด ที่มีศักยภาพในการซื้อ โครงการพัฒนาต่างๆที่มุ่งไปสู่ความสนใจในชนบท จนกระทั่ง พ.ศ.2528-2531 ก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกับเวียดนามอีกครั้ง ย่อมสะท้อนถึงปัจจัยภายในของการก่อรูปองค์กรการค้าในหอการค้าที่รวมกลุ่มกันด้วยความแนบแน่น เครือข่ายกับสังคม ในที่นี้ย่อมกล่าวถึงบทบาทหอการค้าเชียงราย ซึ่งทุนท้องถิ่นกำลังก้าวข้ามพรมแดนภายในประเทศมีส่วนร่วมกับนโยบายของประเทศไทยต่อประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง 

                                         3.ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ และบทบาทหอการค้าเชียงราย-                                                                      สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในแม่น้ำโขง

หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับโลกของกลุ่มประเทศประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองการทหารหมดลง กลายเป็นคอมมิวนิสต์ได้มีสภาพนายทุนมากขึ้น(และในที่สุดนายทุนจีนใหญ่ที่สุด ก็เป็นประเทศจีนปัจจุบันนี้) และมีข้อเสนอทางแนวคิดไม่ว่าจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ การปะทะกันทางอารยธรรม อื่นๆ

แต่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมรวมกลุ่มกันเข้าประกาศเขตการค้า และจับมือกันรื้อนโยบายที่เป็นอุปสรรค และกีดกันทางการค้า โลกถูกเชื่อมเข้าด้วยกันโดยการคมนาคมและการสื่อสาร พร้อมๆกับการแพร่ขยาย และเชื่อมต่อวัฒนธรรมกันเข้าด้วยความซับซ้อน ทั้งหมดว่ากันว่าโลกกำลังจะจัดระเบียบใหม่ ที่อยู่ภายใต้โลกาภิวัตน์ หลังจากยุคทหารลงไปแล้ว อดีตทหารได้กลายเป็นพลเรือน ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาเป็นนายกรัฐมนตรีในยุคนั้น คือ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน (ไปสร้างการทูตจีนด้วย)ได้สร้างวาทศิลป์ราวกับวาทกรรม เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า

ซึ่งเกี่ยวพันกับ กลุ่มนักธุรกิจ ที่สนับสนุนขณะนั้นชนชั้นนักธุรกิจในภาคเหนือสนใจตลาด และวัตถุดิบของจีน โดยมีเงินทุนADB สนับสนุนเงินกู้สำหรับนโยบายนี้ หากพิจารณาในแง่นี้ การเปลี่ยนรัฐชาติสู่รัฐตลาด รัฐโดยตัวมันเองต้องพิจารณากันใหม่ รื้อโครงสร้างในแง่นี้การสร้างรัฐชาติกึ่งจีนกึ่งวัฒนธรรมไทยในช่วงนี้หรือไม่ เพราะการเกาะเกี่ยวธุรกิจ ที่มาของผลประโยชน์ทางกลุ่ม “หอการค้าเชียงราย” กับรัฐนี้ ได้พยายามทุกวิถีทางโดยเปลี่ยนพรมแดนความมั่นคงให้เป็นพรมแดนตลาดนั้น ขบวนแถวนักลงทุน นักตัดป่า-ขุดพลอยของไทยก็พากันเข้าไปในอินโดจีน

ด้วยความรู้สึกว่าที่นั่น คือ ขุมทรัพย์ใหญ่ ที่ไทยจะเข้าไปกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2531 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกันโยบายการต่างประเทศตอนหนึ่งความว่า “รัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระโดยยึดถือประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราช อธิปไตยของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนพิทักษ์และสร้างเสริมความมั่นคงของรัฐและผลประโยชน์ของชาติ ทั้งจะใช้การต่างประเทศในการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยปรับปรุงความสัมพันธ์ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะการขยายตลาดการค้าระหว่างกัน และเสริมสร้างความเข้าใจอันดี และไมตรีจิตกับประเทศเพื่อนบ้านให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ….”


ดังนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อจุดผ่านแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย เปิดใหม่อีกครั้ง และจุดผ่านแดนเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และความเคลื่อนไหวของหอการค้าจังหวัดอุดรธานี นครพนม หนองคาย และบริษัทผู้ต้องการเข้าไปลงทุนต่างๆ [7]

ปรากฏการณ์นี้เป็นบทบาทนักลงทุนไทยทำการค้ากับสปป.ลาว สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และยังเปิดฉากการทูตโดยนายกรัฐมนตรีเยี่ยมเยือนประเทศลาว ต่อมา ช่วง พ.ศ.2534 แทนที่จะมีคนยึดอำนาจทางทหารขึ้นมาบริหารประเทศแบบเดิม ก็มีคนฝ่ายด้านสภาอุตสาหกรรม อาทิเช่น รัฐบาลของ อานันท์ ปันยารชุน ได้มีการแก้ไข หลายต่อหลายเรื่องเป็นการปรับโครงสร้าง

ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการแข่งขันของธุรกิจ และอุตสาหกรรมไทยในโลก การนำเอากฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ การลดหรือยกเลิกการปกป้องอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนการปรับโครงสร้างตลาดการเงิน ด้วยการออกกฎหมายหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ล้วน แต่ก็สะท้อนเป็นตัวอย่างของแนวนโยบายการพัฒนาประเทศ อีกทั้งการลงทุนส่วนใหญ่ของไทยในต่างประเทศ คือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของเอเชีย คือ ฮ่องกง สิงค์โปร์ ดังนี้การขยายตัวของการลงทุนในฮ่องกงส่วนหนึ่งอาจจะใช้ฮ่องกงเป็นทางผ่านสู่จีนตอนใต้(ยูนนาน-แม่น้ำโขง) 

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ.2535 หลังเหตุการณ์ที่เรียกว่าพฤษภาทมิฬ และภายใต้หลังพฤษภาทมิฬ คนชนชั้นกลางเชื้อสายจีน ที่รู้สึกรับไม่ได้กับความเป็นชาตินิยมไทยลุกมาเคลื่อนไหว ไล่รัฐบาลเผด็จการแล้ว ซึ่งก็นักวิชาการ หลายคนวิเคราะห์ว่า เป้าหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องในตลาดเสรี ไม่นิยมชาติ ก่อให้เกิดการปฎิรูปการเมือง เศรษฐกิจ ภายใต้เสรีประชาธิปไตย โดย การกลับมาของอานันท์ ปันยารชุน สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้น สภาพคล่องทางเศรษฐกิจ การเงินต่างๆ ด้วย และก่อนตั้งรัฐบาลใหม่ของรัฐบาล ชวน หลีกภัย แต่ว่านอกจากตัวผู้นำทางการเมืองของรัฐไทย คนในพรรค หรือ ทุนสนับสนุนลูกคนจีนมากมาย

ในที่สุดพลังของชนชั้นกลาง คือ กลุ่มทุนเป็นผลประโยชน์ของนักธุรกิจ ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากกว่าทหารได้นำไปสู่ยุคแห่งการนิยามการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเสียใหม่โดย เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และระบบอุปถัมภ์สัมพันธ์กับพรรคการเมือง (นักธุรกิจเริ่มเติบโตเข้าไปค้าขายต่างประเทศเพื่อนบ้าน อาทิเช่น ธุรกิจซีพี และ นักธุรกิจนาม ทักษิณ ชินวัตร ส่งดาวเทียมไทยคม) และ นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ปฏิบัติโดยกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งนโยบายนี้ประจวบเหมาะกับสถานการณ์การปรับปรุงนโยบายของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงประเทศอื่นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ได้ ปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจหันกลับมาร่วมมือกัน เช่น หอการค้าไทย จะเข้าไปสอนกัมพูชา ตั้งหอการค้าในกัมพูชา 

กระนั้นการใช้นโยบายการต่างประเทศปูทางแก่นโยบายทางเศรษฐกิจของไทยในภูมิภาคอินโดจีน รัฐบาลอานันท์ก็สนับสนุนการค้าเสรี ให้เป็นจริงมากยิ่งขึ้น ผนวกกับการขยายตัวของการสื่อสาร ขนส่ง และระบบโลกการค้า โลกาภิวัตน์ พร้อมกับการประสานนโยบายร่วมกันกับนานาประเทศในเอเชีย เพื่อผลักดันการสร้างเขตการค้าต่างๆโลกทั้งโลกกำลังถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างไร้พรมแดนกำแพงกีดขวางอีกต่อไปการจัดแบ่งปริมณฑลทั้งระดับโลก(สังคมนิยม-ประชาธิปไตย)และภูมิภาคโลก(รัฐชาติ-รัฐชาติ)

 อย่างไรก็ดี ในอีกแง่หนึ่งเส้นพรมแดนแบบเก่ากำลังลบหายไป พรมแดนที่เป็นอำนาจของรัฐชาติที่ขยายไปถึง ตัวของมันเองก็เป็นอำนาจด้วยพรมแดนจึงไม่ใช่องค์กรอิสระที่แยกตัวออกจากโครงสร้างสังคมอย่างสิ้นเชิง ในทางตรงข้ามกลับผูกติดเชื่อมกับสังคมอย่างแนบแน่น การก่อรูป การไหวตัว และเปลี่ยนแปลงพรมแดนในแต่ละครั้ง จึงหมายถึงภาพสะท้อนรูปลักษณ์หนึ่งและนโยบายการค้าเสรี หรือ เขตเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ทุน แรงงาน สินค้า และตลาด เปิดออกและโยกย้ายกันอย่างอิสระนั้น

เมื่อด้านหนึ่งก็คือการก้าวข้ามพรมแดนชาติไปอย่างเสรี อีกด้านหนึ่งพรมแดนก็กำลังถูกลบเลือนไปโดยเฉพาะการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ พรมแดนเส้นแบ่งที่ลากผ่านไปบนพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เพื่อสร้างขอบเขตและเป็นสัญลักษณ์อำนาจของรัฐชาติ ซึ่งย่อมสัมพันธ์กับแม่น้ำโขง บนพื้นผิวโลกนี้ที่ประกอบด้วยภูเขาและ อื่นๆ นอกจากเป็นเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ยังถูกใช้เพื่อการตอกย้ำแบ่งเขาแบ่งเราในความรู้สึกคนที่มีอุดมการณ์ของชาตินิยม ครอบงำข้ามาด้วย และตอกย้ำด้วยความมั่นคงต่อการพัฒนาประเทศไทย

จนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพรมแดนชาติในโลกาภิวัตน์ ที่มีความร่วมมือทางภูมิภาคหรือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ เ มื่อรัฐบาลของประเทศเหล่านี้เป็นศัตรูกันหรือเหินห่างกันเช่นนี้ผลคือบริเวณชายแดนของแต่ละประเทศถูกปิดโดยกฎหมาย คนไทยต้องกลายเป็นศัตรูต่อกันเนื่องจากแต่ละประเทศมีอุดมการณ์ และระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในดินแดนแถบชายแดนที่ห่างไกลอำนาจรัฐเช่นนี้ ความเป็นศัตรูต่อกันย่อมมีน้อยเพราะนโยบายและอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันมิใช่สิ่งที่คนไทหรือคนบนภูเขาในเขตชายแดนเป็นผู้สร้าง

แต่เมืองหลวงกับชาติมหาอำนาจเป็นคนสร้างความขัดแย้งดังกล่าว สิ่งที่คนในแถบชายแดนทำได้ก็คือ ไม่เป็นศัตรูต่อกัน แต่ก็ไปมาหาสู่กันน้อยลง ขณะเดียวกัน ระบบวิทยุโทรทัศน์ และไฟฟ้าก็ยังมิได้แพร่หลายไปถึงบริเวณชายแดน การเผยแพร่วัฒนธรรมจากเมืองหลวง และวัฒนธรรมระดับโลกยังมีน้อย ผลก็คือวัฒนธรรมแบบชายแดนยังมีอยู่มาก 30กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่วัฒนธรรมชายแดนจึงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างโดดเด่น

ขณะที่วัฒนธรรมท้องถิ่นทั่วๆไปถูกวัฒนธรรมระดับโลกและระดับชาติครอบงำมากขึ้นตามลำดับ ผลกระทบของการพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจต่อวัฒนธรรมชายแดน เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระดับสากลส่งผลให้รัฐต่างๆเป็นศัตรูต่อกัน บริเวณชายแดนเหล่านี้จึงถูกตัดขาดจากการสื่อสารเป็นเวลานาน

แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ประเทศสังคมนิยมทั้งหลายหันมายอมรับระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐประสบภาวะล้มละลาย พร้อมๆกับการเติบโตของพลังเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในรับที่หันหลังให้กับลัทธิสังคมนิยม โดย จะเห็นได้ว่าปมเงื่อนของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ คือ การนำเอาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปในบริเวณชายแดน การเข้าไปใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างขนานใหญ่หลังจากที่เคยใช้น้อยมาในอดีต เช่น การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม การทำฟารม์ขนาดใหญ่เพื่อขายสินค้าเกษตรแก่ตลาดหรือป้อนเข้าโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร การขายสินค้านานาชนิดทั้งสินค้าที่ผลิตได้ในเขตชายแดน เพราะเหตุดังกล่าว เกี่ยวข้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการค้าของท้องถิ่น

ส่วนใหญ่ถูกดูดกลืนหรือทำลายไปโดยวัฒนธรรมแห่งชาติและวัฒนธรรมระดับโลกไปแล้ว กระนั้น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทำให้เราพบว่าวัฒนธรรมระดับโลกและวัฒนธรรมระดับชาติเติบโตขึ้นมาก และได้เข้าไปมีบทบาทครอบงำวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้นเป็นลำดับ ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปรเป็นวัฒนธรรมระดับชาติและระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษต่อไปนี้ สำหรับดินแดนสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจอันเป็นช่วงเวลา ที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจจะได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ก็คือวัฒนธรรมโลก และวัฒนธรรมชาติจะแพร่ขยายรุกเข้าไปในบริเวณชายแดนอย่างมากมาย

หลังจากที่เข้าครอบงำวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว เพราะรูปแบบที่ชัดเจนที่สุดของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในประเทศไทยคือ เชียงรายในฐานะเมืองหน้าด่านได้กลายเป็นเมืองที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเกี่ยวพันหอการค้าเชียงรายมีบทบาทสำคัญด้วย 

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการแม่น้ำโขง ถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในแม่น้ำโขงด้วย เพราะ ประเทศสมาชิก ในสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ก็อยู่ในคณะกรรมการแม่น้ำโขงที่มีปัญหาได้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ในประเทศแล้ว ก็กลับมาร่วมมือกันใหม่อีกครั้ง จนกระทั่งประเทศไทย เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจปีพ.ศ.2540 อันเนื่องมาจากค่าเงินบาทลอยตัว ส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคนี้ เพราะนักลงทุนไทยได้เข้าไปเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน 

หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ แม้ว่าผลกระทบของโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจต่อประเทศไทย จะมีผลกระทบทางบวกจะเป็นผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมีสภาพคล่องตัวมาก การส่งสินค้าออกและแลกเปลี่ยนสินค้า ใช้แรงงานต่างชาติ มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

แต่ผลกระทบทางลบการแพร่ระบาดยาเสพติด ปัญหาแรงงานข้ามชาติ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาด้าน สาธารณสุขรวมถึงวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยพยายามที่จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทั้งสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หกเหลี่ยมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม้ว่าปัญหาของสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจได้เข้ามาถึงยังชายแดนและจังหวัดภาคเหนือ ผลกระทบจากเขื่อนในจีน ลาว การสร้างท่าเทียบเรือทางด้านสังคมเชียงของ จังหวัดเชียงรายได้รับผลกระทบจากการที่คนต่างถิ่นอพยพเข้ามาในท้องถิ่นมากขึ้น ลงทุนทำธุรกิจหางานทำมากขึ้น ซึ่งนับแต่มีโครงการ สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ การสร้างท่าเทียบเรือรองรับเป็นเมืองท่าชาวไทยจากท้องถิ่นอื่นหรือชาวต่างด้าวที่เข้ามารับจ้าง

นอกจากผลกระทบลักลอบเข้ามาของคนต่างด้าวและยาเสพติด ปัญหาการจราจรจำนวนนักท่องเที่ยว และรถบรรทุกขนสินค้า ผลจากการสร้างท่าเรือเป็นเมืองท่า ทำให้รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกด้วย นอกจากนี้รัฐพยายามผลักดัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาสัมพันธ์กับGMS พัฒนาภาคเหนือตอนบนระยะ10 ปี (พ.ศ.2542-2551)ดำเนินการภายใต้ กรอบนโยบายการพัฒนาประเทศตามการพัฒนาวางแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ คือ

 1.ปรับตัวในพื้นที่เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก 2.การเสริมสร้างศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3.การมีส่วนร่วมในการพัฒนาตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 , 4.การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

                                                                4.การพัฒนาอย่างยั่งยืน
นอกจากสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจแล้ว ที่มีการสร้างชื่อใหม่ๆ ว่า หกเหลี่ยมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างๆ สัมพันธ์ต่อข้อตกลงทางการค้า แม้ว่าเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจปีพ.ศ.2540 และการปฏิรูปการเมือง มีความเคลื่อนไหวภาคประชาชน แต่สิ่งที่ทำให้คนจีนไทย ชนชั้นกลางไทยรู้สึกหวาดกลัว และรู้สึกชาตินิยมขึ้นมาบ้าง หลังจากโดนค่าเงินถล่มทลาย แต่คนจีนไทย ชนชั้นกลาง บริษัทหอการค้าก็ยังคงกลับมาแสดงสายเลือดความผูกพัน กับเพื่อนบ้านว่า เป็น “ไท” มีความผูกพันกับลาว พี่น้องกัน จีน ฯลฯ เพียงแค่ผลประโยชน์ของชาติ เปลี่ยนตามการลื่นไหลของผลประโยชน์ ไม่ใช่ชาติที่แท้จริง การเมืองเรื่องของความเป็นไทย ถูกสร้างจินตนาการชาติขึ้น และความเป็นไทย และ “ไท”(ไทลื้อสิบสองปันนาในจีน ที่เคยถูกตั้งข้อรังเกียจ กับดูดีมีวัฒนธรรมชวนน่าท่องเที่ยวหลงใหล ยุคโลกาภิวัตน์)

การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมไทย ไทยจีน ฉาบหุ้มไม่มีคนอื่น ฉวยโอกาสเข้าไปทำธุรกิจตัดไม้ใช้ทรัพยากรป่าของเพื่อนบ้านด้วย และทรัพยากรน้ำกำลังจะถูกผลกระทบกับประเทศจีนสร้างเขี่อนในจีน และสะเทือนถึงประเทศเพื่อนบ้าน แต่ว่าทั้งหมดนี้รัฐบาลไทยก็ยังพยายามที่จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทั้งสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หกเหลี่ยมเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่ต้องปรับตัวตามกลไกองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย(Asian Development Bank-ADB) หลังวิกฤติเศรษฐกิจได้มีนิยาม สร้างความหมายของการพัฒนาเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันดังกล่าว รวมถึงกระแสของพ่อค้า นักธุรกิจไทย-บทบาทหอการค้าก็ยังคงยกขบวนเข้าไปร่วมทำการค้าในประเทศลุ่มน้ำโขง

ซึ่งหอการค้าจังหวัดเชียงราย นำโดย"เสริมชัย กิตติรัตนไพบูลย์" ประธานหอการค้าจังหวัดฯ ที่มุ่งมั่นผลักดันให้เชียงรายเป็นประตูการค้าเชื่อมจีนตอนใต้มาอย่างต่อเนื่องคนหนึ่งแน่นอน เนื่องจาก "เสริมชัย" ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว ถึงคราวที่จะต้องแตะมือเปลี่ยนคนทำงานโดยกลุ่มทุนท้องถิ่น ทั้งมีตำแหน่งกรรมการหลายฝ่ายที่น่าจะเลือกเกี่ยวข้องกลุ่มทุน แน่นอนว่า หอการค้าฯเชียงราย ในยุคต่อไปนี้ หนีไม่พ้นที่จะต้องจับจ้องกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชียงราย - นิคมอุตสาหกรรม - ประตูการค้าสู่จีนตอนใต้ ตลอดจนการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน จากไทย สู่พม่า ลาว จีน เป็นต้น กระนั้น ส่วนทางพรรคไทยรักไทย ได้รับการเลือกตั้งเป็นรัฐบาล พ.ศ.2544-2549

แม้ว่าจะมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 เน้นเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานำทาง ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2545-2549 แต่ว่าการดำเนินการนโยบายการต่างประเทศที่เน้นความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจแบบ win-win เท่านั้นยังไม่เพียงพอกับประเทศในลุ่มน้ำโขง 

ดังนั้น แนวการวิเคราะห์ว่า กลุ่มผลประโยชน์ สะท้อนนโยบายสาธารณะของไทยขึ้นอยู่กับอิทธิพลหอการค้าเชียงราย ถือเป็นตัวผลักดันสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ และหากใช้มุมมองทฤษฏีการเมืองเกี่ยวพัน(Linkage politic) ที่มีปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก อันเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของประชาชนในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการเลือกพรรคที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และผลกระทบจากภายนอกประเทศ พวกองค์กรข้ามชาติได้ส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำประเทศในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ


เพราะระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนพรรคการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ ในที่สุด นอกจากบทบัญญัติ ที่มีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไทย และสิทธิชุมชนของวัฒนธรรมชุมชน ที่มีการสร้างจิตสำนึกกับชาวบ้าน และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันขององค์กรชาวบ้านกับกลุ่มเอ็นจีโอ โดยเชิญคนเฒ่าคนแก่ไป เสวนาเรื่อง เกี่ยวกับปัญหา ระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขง และเขื่อนต่างๆ ซึ่งความร่วมมือกัน จะต่อต้านการทำลายทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้เกิดประเด็นหาทางก้าวไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำโขง

โดยบทบาทของชุมชน มีต่อประเทศสปป.ลาว รวมทั้งในประเทศลุ่มน้ำโขง จะสร้างองค์ความรู้ทางการวิจัยกับชาวบ้าน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของการพัฒนาต่อสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม และสะท้อนปัญหาการเดินเรือสินค้าจีนจากเชียงแสน ที่คาดว่าจะขยับขยายเส้นทางการเดินเรือมาถึงเชียงของ

กระนั้น ในส่วนคติเดิม เกี่ยวกับการตั้งวัด ที่หันหน้าเข้าแม่น้ำโขงตามคติจักรวาลเกี่ยวกับคติความเชื่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน เชื่อมโยงสัมพันธ์ทางเรือ ซึ่งไม่รบกวนทำลายธรรมชาติ แต่ว่าเรือสินค้า และเรือท่องเที่ยวไทย-ลาว ก็ทำให้คราบน้ำมันกระจัดกระจาย เกิดคราบสกปรกแก่แม่น้ำโขง แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ ซึ่งระบบช่วยเหลือให้ความยุติธรรมไม่ได้แล้ว ซึ่งกลุ่มชาวบ้านและกลุ่มรักษ์เชียงของ ก็พยายามหาแนวทางการเรียกร้องเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งสันติวิธี และหาทุนทำวิจัยศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกับชาวบ้าน

ซึ่งเพื่อหาทางต่อรองกับรัฐบาลที่มีอำนาจควบคุมต่อโครงสร้างการเมือง และการพัฒนาที่คนละด้าน เช่น ด้านของหอการค้าเชียงรายก็สนับสนุนการเดินเรือสินค้า เป็นต้น 4.สรุป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศ เป็นประเด็นสำคัญต่อการสร้างนโยบายระหว่างประเทศของไทย อันมีปัญหาโดยรวมถึงหอการค้าเชียงรายนี้ สะท้อนระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชา ลาว ฯลฯ กัน แค่เพียงผลประโยชน์ของชาติทางเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการสร้างความร่วมมืออย่างยั่นยืน ไม่ได้เป็นตามกรอบการวิเคราะห์ของแนวทางการสร้างความร่วมมือกันการรวมกลุ่มและภูมิภาคนิยม และถ้าวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบGlobalism ก็จะพบว่ารัฐไทย และสังคม มีตัวแสดงอันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

แค่เอื้อผลประโยชน์ต่อผลประโยชน์ทางชนชั้นสัมพันธ์กับพรรคการเมืองของรัฐบาลเท่านั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงของสถานการณ์องค์กรที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์กลุ่มทุนนิยม ที่เข้าไปเอารัดเอาเปรียบโดยใช้อำนาจทางตรงกับทางอ้อมผ่านทางรัฐของกลุ่มทุนเข้าไปทำร้ายประเทศอื่น แต่สภาพการณ์ของความเคลื่อนไหวของไทยเอง ที่อยากเป็นรัฐ ที่มีอำนาจคุมในภูมิภาคก็ควรตระหนักถึงบทบาทองค์กร เช่น หอการค้าเชียงราย และอย่าลืมว่าความสัมพันธ์แค่เพียงการค้าไม่เพียงพอ ควรมีมิติทางสิ่งแวดล้อมด้วย


                                               5.กิติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณ ผู้จัดงาน ม.อ. ภูเก็ตวิจัย ครั้งที่ 1 เรื่อง การประชุมวิชาการสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน


                                                                          เอกสารอ้างอิง

[1]ปรับปรุงจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบของการพัฒนาและโลกาภิวัตน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติแม่น้ำโขงตอนบน:การหายไปของปลา คณะบัณฑิตวิทยาลัย สาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2548

[2] ผานิต รวมศิลป์. นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ.2481 ถึงพ.ศ.287 วิทยานิพนธ์อักษรมหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2521 :87-88

[3] ภูวดล ทรงประเสริฐ นโยบายของรัฐบาลที่มีต่อชาวจีนในประเทศไทย(พ.ศ.2475-2500) วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2519:27

[4]วารสารชุดภูมิภาคศึกษา รวมบทคัดย่อและข้อเขียนอาจารย์ นักศึกษาปริญญาโท ภูมิภาคศึกษา ปีที่1 ฉบับที่ 1/2549:80 และ Akkaphon Satum.(2549) Impact of Development and Globalization on Natural Resources in the Upper Mekong River:TheDecline of Fish. บทความนำเสนอ ในงาน First ASEAN Graduate Scholars Workshop Organised By Asia Research Institute, National University of Singapore, Singapore 28 – 29 July 2006. พ่อค้ากับการพัฒนาการเศรษฐกิจ:ลำปาง พ.ศ.2459-2512 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาการปกครอง ภาคนิพนธ์ ปริญญารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต :102-103 และ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ๓๐ ชาติใน เชียงราย

[5]สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์. ขุมทองอินโดจีน.สำนักพิมพ์เดอะเนชั่น 2537 : 26-28

[6]ผาสุก พงษ์ไพจิตร เศรษฐกิจการเมืองสมัยกรุงเทพฯ : 684

[7] การอ้างเรื่องสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจเปิดพื้นที่ให้คนชายขอบ แนวทางการอธิบายของAndrew Walker โดย โสภิดา วีรกุลเทวัญ เชียงของ ชาติพันธุ์ และการค้าที่ชายแดน รายงานการวิจัยภายใต้โครงการ “อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์: การเมืองเชิงวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทย สนับสนุนโดยสกว. 2548 : 2