วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ผลกระทบของการพัฒนา และโลกาภิวัตน์ ต่อภูมิจักรวาล : “การอ่านอนุสาวรีย์ของปลาบึก” ในภาพสะท้อน ที่ วัดหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

ผลกระทบของการพัฒนา และโลกาภิวัตน์ ต่อภูมิจักรวาล : “การอ่านอนุสาวรีย์ของปลาบึก” ในภาพสะท้อน ที่ วัดหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

                                                      อรรคพล สาตุ้ม นักข่าวประชาไทและเจ้าหน้าที่พิเศษโครงการย้อนร้อยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ 

บทนำ
ความงดงามของผลงานโดยจินตนาการของคนในอดีต ไม่ว่าจากภาพลักษณ์ของชั้นเชิงวรรณศิลป์ในงานวรรณคดีลิลิตพระลอ ที่มีชื่อ“แม่น้ำกาหลง”(คือแม่น้ำของ) ในที่นี้ กาหลง(ไม่ได้หมายถึงเวียงกาหลง) และการกล่าวถึงชื่อ แม่น้ำของ(โขง) และวาดภาพเชิงศิลปะในสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖ (มีความเป็นจริงบ้าง) รวมถึงการกล่าวถึงชื่อแม่น้ำของ ในนาม “ขรนที”(แม่น้ำของ) ก็ตาม ท่ามกลางความหลากหลายของชื่อแม่น้ำของ ฯลฯ เป็นต้น กระนั้น มีการกล่าวถึงที่มาของชื่อแม่น้ำของ หรือแม่น้ำโขง อยู่พอสมควรแล้ว

แต่ว่าแง่มุมมองประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการหายไปของปลาในแม่น้ำของ(โขง) เกิดขึ้นจากอะไร? ซึ่งรหัสนิเวศวัฒนธรรมในลิลิตพระลอ ที่กล่าวถึงกาหลง(แม่น้ำของ-โขง) แต่ไม่มีกล่าวถึงปลา ถ้าอธิบายเชิงนิเวศวัฒนธรรม และจากความคิด การแต่งของวรรณคดีถึงศาสนา เกี่ยวกับระบบนิเวศ สะท้อนการเวียนว่ายตายเกิด ตามกฏแห่งกรรมและธรรมชาติ

ส่วนกรณีในส่วนภาพปลา และแม่น้ำของหายไป ที่มุ่งเน้นสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา อื่นๆ โดยใช้วิธีการเชิงประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อการตั้งสมมุติฐานว่าผลงานของสมัยใด(โดยมีผู้ตั้งสมมุติฐาน ดังนี้ รุ่งโรจน์ภิมนย์อนุกูล,พิริยะ ไกรฤกษ์, ไมเคิล ไรท เป็นต้น) หรือสมุดภาพไตรภูมิฯของล้านนา อื่นๆ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าผู้เขียนจะมีโอกาสเขียนในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ เน้นนำเสนอ (๑) การอ่านพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖ กับชุมชนจินตนาการ ก่อนมีรัฐชาติ :เขตแดน จนมีแผนที่ชัดเจนมากขึ้น และ(๒) สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์อุตตรกุรุ(คือ ไตรภูมิ-ศรีอาริยเมตไตร):ดินแดนอัศจรรย์ของเอเชีย และเกิดวรรณคดีสโมสรยกย่องลิลิตพระลอ- อนุสาวรีย์ย่าเหล และกรมรักษาสัตว์น้ำ คือกรมประมง และ (๓)การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ในสังคม ที่มีการสร้างแผนที่สมัยใหม่ รวมอาณาจักรล้านนาเข้าสู่สยาม เพราะโลกทัศน์ใหม่ทางสิ่งแวดล้อมของกรมประมง โดยเชื่อมโยงบริบทในป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก-พิพิธภัณฑ์ปลาบึก ดังนั้นผลของคำตอบง่ายๆ จากการหายไปของปลาในแม่น้ำของ ซึ่งปรากฏในสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖และจะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการพัฒนา-โลกาภิวัตน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำของ(โขง)ตอนบน:การหายไปของปลาพันธุ์อื่นๆในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงในแม่น้ำของ :ความรู้ชนิดต่างๆ กับนิเวศวัฒนธรรม 

ดูรูปประกอบ http://www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200706/05_190621_72.JPG ปรากฏภาพ แม่น้ำของกับปลา สมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖ (ที่มา: สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา-กรงุธนบุรี เล่ม ๑-๒ )

 “แผนที่มีภาพแม่น้ำของ (น้ำของ เรียกตามคนเชียงของ) ซึ่งข้อสังเกตภาพในสมุดภาพไตรภูมิกรุง ศรีอยุธยา หมายเลข ๘ และสมุดภาพไตรภูมิ กรุงธนบุรี หมายเลข ๑๐ ก. ไม่มีแม่น้ำของปรากฏ(ทั้งที่อิทธิพลจากวรรณกรรมไตรภูมิพระร่วง) และส่วนสมุดภาพฯ หมายเลข ๘,๑๐ ก. (ปลาได้หายไป) น้ำแม่ของหรือแม่น้ำโขง และปลา ที่ผูกพันกับระบบนิเวศ แสดงถึงแม่น้ำไหลออกมาจากป่าหิมพานต์ ในชมพูทวีปตามคติจักรวาลแบบไตรภูมิ และแสดงเมืองเชียงราย เชียงแสน ต่างๆในประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน ที่มีพระธาตุสำคัญต่างๆ ดังนั้น จึงมีจินตนาการและความเป็นจริงปรากฏอยู่ ดังทีมีการเป็นเมืองของชุมชน คือแสดงความคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ สะท้อนสังคมวิทยาความเป็นเมืองกับระบบนิเวศ ก็บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ล้านนากับอยุธยา” 

การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุคกรุงธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์
เมื่อเกิดการฟื้นอาณาจักรเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยุคกรุงธนบุรี ถึงรัตนโกสินทร์ล้านนาขึ้นมาใหม่ หลังการถูกปกครองโดยพม่า ซึ่งจากการช่วยเหลือของพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อสู้รบกับพม่าแล้ว โดยขอกล่าวอย่างรวบรัดจากกรุงศรีอยุธยา-กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยยุคต้นรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ปรับปรุงความคิด และคัมภีร์ศาสนา ถึงพุทธศาสนา เช่น ไตรภูมิโลกวินิจฉัย เป็นต้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และทางด้านความสัมพันธ์เศรษฐกิจในอดีตของชุมชนเชียงของ ขึ้นอยู่กับอาณาจักรล้านนา ก็สัมพันธ์กับเส้นทางการค้า เป็นเหมือนเขตเศรษฐกิจชาวบ้าน เส้นทางการค้า ทั้งสามสายจากการค้าในระบบการคมนาคมทางบกจากตาลีและคุนหมิงนี้ มีความสำคัญมากสำหรับการยังชีพของชุมชนต่างๆ เพราะว่าอยู่ในเขตภูดอยห่างไกลเมืองเช่นนี้ ซึ่งต่อมามีการคิดพัฒนาเส้นทางการค้า โดยเป็นช่วงที่สมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้นำนิพนธ์ทั้งในหมวดร้อยแก้ว และร้อยกรอง จารึกลงในแผ่นศิลาที่วัดเชตุพนฯ เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่คน โดยกลโคลงอาจจะอาศัยเค้าความคิดกลโคลงในประชุมจารึกวัดเชตุพนฯ แน่นอนว่า แนวทางวรรณกรรม กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “กลโคลง” คือ การเชื่อมวรรณคดี กับจิตรกรรม โดยเป็นภาพวาดผสมกลโคลง ก็เกิดขึ้นช่วงสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คือรัชกาลที่ ๒[1] นั่นเอง

ซึ่งพอถึงในรัชกาลที่ ๓ ก็มีความเจริญทางศิลปกรรมเปล่งปลั่งรุ่งเรือง เกิดผลงานคลาสิค ก่อนเป็นศิลปกรรมขนบสัจนิยม โดยรับอิทธิพลทางยุโรป และเริ่มมีปัญหาจากจักรวรรดินิยมยุโรป เป็นต้นมา โดยความคิดชุดใหม่แบบตะวันตกเข้ามา แม้แต่ในการอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืด เริ่มได้รับความสนใจ ประมาณพ.ศ. ๒๓๙๕ เป็นผลมาจากการยกเลิกการเก็บอากรค่าน้ำในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ราษฎร์ต่างแย่งกันจับปลา จนมีเรื่องทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงโปรดเกล้าให้รื้อฟื้นการจัดเก็บอากรค่าน้ำขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๙๔ โดยหวังผลประโยชน์ คือ การเก็บภาษีอากร และให้พอมีสัตว์น้ำเป็นอาหารสำหรับประชาชน และให้มีสัตว์น้ำเป็นสินค้าแก่ประเทศ แต่ว่าปัญหาของการเข้ามายึดครองพื้นที่อาณาเขตของตะวันตก คือ การล่าอาณานิคมเพื่อการค้า

โดยสัมพันธ์กับแม่น้ำของ(โขง) และการเข้ามาของฝรั่งเศสยังได้บุกรุกเข้าครอบครองต่อทรัพยากรในแม่น้ำของ(โขง) โดยเกิดการแปลแม่น้ำของ เป็นแม่น้ำโขงด้วย กับการเพื่อให้ได้เป็นอาณานิคมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้แม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติสำหรับอาณานิคมของตน ผลดังกล่าวทำให้ก่อเกิดแนวคิดสร้างรัฐชาติ มีพรมแดนเป็นการผนวกกลืนอาณาจักรเพื่อสร้างความมั่นคงเข้ามาในรัฐ ตามอิทธิพลภูมิศาสตร์ของวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก ทำให้ต้องมีการสร้างนิยามรัฐชาติ มีผลทั้งด้านเศรษฐกิจ ภาษี การศึกษา และวัฒนธรรม ในรัชกาลที่ ๔ ก็ได้นำเหตุผล และเทคโนโลยีใช้ผลิตแผนที่ ทั้งที่ยุคก่อนไม่จริงจังเรื่องพรมแดน แต่โดนแรงบีบจากการขู่ทำสงครามจากตะวันตก เพราะว่าสยามไม่ทันสมัย จึงต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดภูมิศาสตร์ 

ดังนั้น การรับรู้ธรรมชาติแบบใหม่เพิ่งเกิดรัชกาลที่ ๔ กลายเป็นรากฐานความรู้ ความจริง เชิงประจักษ์ทางกายภาพ ก่อนหน้านี้ สยามรับรู้และให้ความหมายแก่ภูมิศาสตร์ด้วยชุดความรู้ทางพื้นที่แบบไตรภูมิ แต่ว่าเหตุภัยจากการล่าอาณานิคม ก็นำไปสู่ อาณาเขตว่าด้วยภายใต้จุดหนึ่งในพลังแผนที่ กับการต่อรองระหว่างสยามและฝรั่งเศสเพื่อเข้าถึงภูมิภาคลาวในแม่น้ำโขงตอนบน ก็เกิดการหายไปของอาณาเขตสยาม ซึ่งสิ่งนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงของสยาม แต่พลังของตัวตนภูมิศาสตร์ของสยามและการรวมอาณาเขตสิ่งที่หายไปกลับปรากฏเข้ามาในแผนที่ เพราะเพื่อการช่วงชิงสร้างแผนที่ในสังคมสมัยใหม่[2]

โดยการเข้ามาของจักรวรรดินิยมตะวันตกในดินแดนล้านนา ส่งผลทำให้ล้านนา ที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ที่ครอบครองดินแดนพม่ามากขึ้น เนื่องจากการปกครองเมืองประเทศราชของสยาม มีนโยบายให้อิสระในการปกครองตนเองอย่างมากทำให้ล้านนาผูกพันกับการค้าขายต่อชาวอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษโดยผ่านเมืองมอญของพม่า

ดังนั้น แผนที่ช่วยเป็นอำนาจของการสร้างเขตแดนที่ชัดเจน ดังกล่าวว่า สมัยรัชกาลที่ ๕ ยุคปฏิรูปที่ดิน[3] สยามถูกดึงเข้ากระแสพัฒนาแนวตะวันตกอย่างไม่อาจหลีกได้ เมื่อพิจารณาในเชิงการจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมแล้ว มีการจัดการทรัพยากรใหม่ตามระบบตะวันตก จากนั้นผลของการพัฒนาโดยแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของตะวันตก และแผนที่ อื่นๆ รวมถึงการแก้ไขความวุ่นวายในการปฎิรูปการปกครองล้านนา ทำให้มีผลต่อการแบ่งพื้นที่เขตแดน และด้านต่างๆก็ให้รับการศึกษาเรียนภาษาไทยภาคกลางที่กลืนล้านนา ทางด้านศาสนาพุทธ และเรียกชื่อแม่น้ำโขง เป็นต้น ต่อมาในยุครัชกาลที่ ๖ เริ่มมีการอนุรักษ์สัตว์น้ำอย่างแท้จริง นับเป็นก้าวแรกของการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ

ส่วนกระทรวงพระคลังฯ มีหน้าที่ในการปกครองพื้นที่จับสัตว์น้ำ และเงินอากรในที่จับสัตว์น้ำ รวมถึงการเก็บเงินค่าอากรน้ำ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๖๖ พระยาเมธาธิบดี ผู้ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ติดต่อ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท ผู้ชำนาญเรื่องปลามาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งได้สำรวจพันธุ์สัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำทะเลของไทยเกือบทั่วราชอาณาจักร(อนุมานว่า ถ้ากรมแผนที่ ช่วยสำรวจอาณาเขตของรัฐ ส่วนกรมรักษาสัตว์น้ำก็ตามรอยเขตแดนอาณาจักร ที่มีสัตว์น้ำปรากฏในแม่น้ำ) แล้วเขียนรายงานเกี่ยวกับทรัพยากรในน้ำและการประมง(ไทย) พร้อมผังการบริหารงานขึ้นทูลเกล้าฯ และเสนอต่อสภาเผยแผ่พาณิชย์ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบร่วมกันให้ตั้ง กรมรักษาสัตว์น้ำ

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าฯ(บทบาทชาตินิยม ) โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๙ โดยมี ดร.สมิท เป็นเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ ซึ่งก็คือกรมประมงในปัจจุบัน[4] ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนที่ถูกผนวกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ผ่านทางความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของแผนที่ และความรู้เรื่องการจัดการของการจับปลาทางกรมประมงแบบวิทยาศาสตร์ภายใต้รัฐ(ชาตินิยม) เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลที่ ๖ ก่อนเกิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงพระอัจฉริยะภาพ ทั้งด้านการละคร การแสดง และปรากฏผลงานภาพฝีพระหัตถ์ ที่เป็นภาพล้อ หรือการ์ตูน(ดังที่เกิดภาพล้อพระองค์ทรงนำคนสยามชักรอกขึ้นเหนือคนเขมร ญวน ด้วยปรีชา วิริยภาพ ด้านกสิกรรม และหัตถกรรม การศึกษา ทหาร ฯลฯ)

นอกจากนั้น พระองค์ทรงพระปรีชา ด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ ดังปรากฏผลงาน“เที่ยวเมืองพระร่าง” และเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” และ “เทศนาเสือป่า” เป็นต้น ก็ส่งผลต่อพลังอำนาจ ที่กำลังร่วมกับแนวคิด หรือ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันสะท้อนพระพุทธศาสนาประจำชาติออกมา ซึ่งรับอิทธิพลจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ในส่วนด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญ ท่ามกลางความขัดแย้งของอุดมการณ์ทางการค้า แนวทางทุนนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๖ และด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สงครามโลกครั้งที่ ๑ ทรงส่งทหารเข้าร่วมการรบในสงคราม ในส่วนสำคัญ ในกรณีผลพวงจากการเสียดินแดนฝั่งซ้าย และฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทำให้เชียงของส่วนหนึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส หรือกบฏเงี้ยว ฯลฯ

แม้แต่ในเชียงของก็ตาม ทำให้มีการปฏิรูปต่อจากรัชกาลที่ ๕ ทรงยกเมืองขึ้นเป็นจังหวัดนั้น กระบวนการการสร้างสำนึกของชาติยังไม่สิ้นสุด เพราะการยกเมืองเชียงราย ให้อยู่ในมณฑลพายัพ พ.ศ.๒๔๕๓ ถึงรัชกาลที่ ๖ เกิดปัญหาปีพ.ศ. ๒๔๕๕ คือ กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ และในปีพ.ศ. ๒๔๕๘(ห่างกัน ๕ ปี) โปรดให้รวบรวมมณฑลต่างๆ ออกรวมเป็น ๔ ภาค ปักษ์ใต้ พายัพ อีสานและอยุธยา ส่วนกรุงเทพมหานาครนั้นเป็นอีกมณฑลหนึ่งต่างหาก ต่อมาก็เลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยเจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงของ คือพระยาจิตวงษ์วรยศรังษี โดยยกเลิกตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๕๓ ต่อมาเชียงของ

ซึ่งเคยขึ้นอยู่กับน่าน กลายเป็นขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย กล่าวโดยสรุป จากแม่น้ำของ หรือ แม่น้ำโขง ที่มีแผนที่สมัยใหม่เกิดขึ้นแล้ว ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย ในสมัยรัชกาลที่ ๗ และเกิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตามมานั้น ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงก่อตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำ ก็มีปรากฏการณ์ของป้ายจารึกและอนุสาวรีย์ ที่สำคัญเกี่ยวกับสุนัข คือ อนุสาวรีย์สุนัขย่าเหล โดยมีคำจารึกเป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ ทำให้ทราบเหตุผลในการก่อสร้างไว้ หมายถึงเพื่อเป็นพยานรัก ที่แสดงความซื่อสัตย์ระหว่างสุนัขตัวนี้ กับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ความดีงามของสุนัขย่าเหล ได้รับการยกย่อง ทำให้เห็นภาพของรัชกาลที่ ๖ ทรงรักชาติ และรักสุนัขย่าเหลมากมายนัก ก็ด้วยความรักชาติ

โดยรัชกาลที่ ๖ ทรงเสริมสร้าง “กรมรักษาสัตว์น้ำ ก็คือ กรมประมง” ก็เพื่อความรักในการรักษาสัตว์น้ำ เหมือนกับความรักต่อสุนัขย่าเหล จึงสร้างอนุสาวรีย์สุนัขย่าเหล ซึ่งสะท้อนปฏิบัติการว่า เกิดพลังการเมืองบางอย่างที่ส่งสารออกมาใน ทางนโยบาย ฉะนั้น การนิยามว่าเป็นอนุสาวรีย์ ในรูปแบบไม่เกี่ยวกับความหมายของความรักใดๆ ก็ไม่ได้เลย ดังกล่าวไปแล้ว ในรัชกาลที่ ๖ ทรงให้คุณค่า แก่วรรณคดี โปรดให้ตั้ง วรรณคดีสโมสร ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ ซึ่งได้แก่เรื่อง “ลิลิตพระลอ” ถูกจัดให้ยอดเยี่ยม ด้าน “โคลงลิลิต” เป็นต้น

แน่นอนว่าการคัดเลือกให้ผลงานชิ้นไหนยอดเยี่ยม ก็ไม่ใช่ว่าเรื่องธรรมดา เพราะ ยังมีผลงานรับรางวัลยอดเยี่ยมอื่นๆ เช่น ด้าน กลอนเสภา ได้แก่ เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน และยอดเยี่ยมในด้านความเรียงประเภทนิทาน คือ พระราชนิพนธ์ไกลบ้านของรัชกาลที่ ๕ ส่วนยอดเยี่ยมในด้านละครพูด คือ หัวใจนักรบ (รัชกาลที่ ๖)และด้านบทละครฉันท์ คือ มัทนพาธา (รัชกาลที่ ๖) และยอดเยี่ยมในด้านนิทานไทย คือ พระอภัยมณี เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาของวรรณคดีลิลิตพระลอ ก็สะท้อนความเชื่อในการเสี่ยงทายกับแม่น้ำกาหลงของพระลอ และวรรณคดีสะท้อนอนุสาวรีย์แห่งความรักโดยมีสถูปก็ปรากฏอยู่ในตอนจบของเรื่องนั้น โดยสะท้อนออกมาว่ารัชกาลที่ ๖ ทรงรักวรรณคดีลิลิตพระลอ ที่มีแม่น้ำกาหลง หรือแม่น้ำของ ก็ตาม

 อนึ่ง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของรัฐราชสมบัติสยามขณะนั้น กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลง และการท้าทายอย่างใหม่ โดยกระแสความคิดทางการเมืองการปกครอง และลัทธิสังคมเศรษฐกิจ เช่น คอนสติติวชั่น ปาลิเมนต์ เก๊กเหม็ง รีปับลิก อานาคิช โสเชียลิสต์ ฯลฯ สะพัดอยู่ในหมู่ชนชั้นกลางทั้งในและนอกราชการ อันเป็นชนชั้นนักอ่าน นักเขียน นักแปลในสยาม สุดที่พระราชอำนาจสมบูรณ์ทางทฤษฎี ทว่าถูกจำกัดในทางปฏิบัติจากสิทธิสภาพนอกเขตของฝรั่ง และระบบราชการสมัยใหม่ ซึ่งเติบโตพร้อมกับทุนจีนเสรี ต่างๆ ในสถานการณ์นั้น รัชกาลที่ ๖ ทรงพระนิพนธ์ อุตตรกุรุ : ดินแดนอัศจรรย์ของเอเชีย คือ รัชกาลที่ ๖ ทรงเปรียบเทียบแนวคิด ยูโทเปีย และลัทธิโสเชียลิสต์สมัยใหม่ โดยเปรียบว่า สิ่งนั้นมีอยู่ในไตรภูมิ-อุตรกุรุทวีป-ยุคพระศรีอาริย์

แม้ว่าในรัชกาลที่ ๖ ทรงพระนิพนธ์บทความดังกล่าว ก็สะท้อนคติไตรภูมิ- พุทธศาสนา และลิลิตพระลอ มีอิทธิพลต่อความคิดของคนอยู่ด้วย จนกระทั่งสิ้นสุดรัชกาลที่ ๖ ก็มาถึง รัชกาลที่ ๗ แล้ว ก็เกิดขบวนการ คือ คณะราษฎร ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตย ในสมัยรัชกาลที่ ๗ อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของร่องรอยการเปลี่ยนผ่านของภาพแม่น้ำของ(โขง) และปลา ก็มีผลจากเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หลังประเทศไทยเกิดขึ้นแทนสยาม ตามระบอบประชาธิปไตย

โดยนิยามเขตแดนอำนาจของแผนที่ชัดเจนมากขึ้น และการมีเพลงปลุกใจ ที่ใช้คำว่า แม่น้ำโขง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อเรียกร้องดินแดนในสองฝั่งของ(โขง) ซึ่งหลังสงครามโลกเป็นต้นมา มีคนอย่าง นายผี หรือ อัคนี พล จันทร์ ผู้แต่งกลอนเกี่ยวกับ “น้ำของ” ก็มีประเด็น “วิวาทะอุตตรกุรุ” โดยกล่าวอย่างรวบรัดว่า “อุตตรกุรุ[5]” “ดูทีเปนของมีได้ในภพนี้”และหยอดแถมท้ายต่อมาอีกว่า “คือประเทศหนึ่งอยู่ทางเหนือเปนสหภาพ….” โดยทิ้งว่างไว้เช่นนั้นให้ผู้อ่านเติมเอาเอง ในท่ามกลางกระแสสหภาพโซเวียตกำลังมาแรง ท่ามกลางอุดมการณ์ชาตินิยม ก็มีปรากฏการณ์ทำให้เกิดพระพุทธรูป ที่ปั้นในช่วงกระแสชาตินิยมแบบจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นต้น (เหมือนกับการ“แต่ง กับสร้าง”อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี )

ในที่สุด ความเปลี่ยนแปลงของชื่อ แม่น้ำของ ในท้องถิ่น ที่ไม่ต้องการความแตกต่างของภาษามากนัก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และรวมถึงการรณรงค์เรียกชื่อแม่น้ำโขง ให้ไม่เหมือนแม่น้ำของ หรือน้ำของ ด้วยวิธีการต่างๆนานา โดยชื่อแม่น้ำโขง ในภาษาราชการ และแบบดังกล่าวที่ว่า สร้างเพลงปลุกใจ ก็กลายเป็นเรียกติดปากตามสมัยใหม่ว่า แม่น้ำโขง (หรือเหล้าชื่อแม่โขง) ก็ถูกสร้างให้เป็นพรมแดนกั้นระหว่างคนสองฝั่งแม่น้ำเพื่อความมั่นคง ตั้งแต่นั้นมาแผนพัฒนาเศรษฐกิจต่างๆ ก็เข้าสู่ชุมชน ที่เชียงของ จังหวัดเชียงราย ก็เดินตามแผนพัฒนาการเปิดการค้าตลาดชายแดนเป็นช่วงๆ

เพราะพื้นที่ติดต่อกัน สามารถข้ามกันไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการค้าขายสินค้ากันได้ แม้จะแตกต่างทางด้านการปกครองก็ตาม และต้องปิดด่านการค้าบ้าง โดยสถานการณ์ของประเทศ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคเปลี่ยนพรมแดน “จากสนามรบเป็นสนามการค้า” ทำให้พรมแดนแม่น้ำโขง เปลี่ยนไปสำหรับเส้นทางการค้า โดยจะกล่าวถึงป้าย-อนุสาวรีย์ปลาบึก กับรัฐ โดยบทบาทของกรมประมง ซึ่งมีผลกระทบโลกาภิวัตน์ กระแสการท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน: การหายไปของปลา โดยจะกล่าวถึงปัญหาป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก ที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก กับการ “แต่ง”แก้ไขแหล่งจับปลาบึก

 ดูรูปประกอบ ที่นี่ http://www.ezytrip.com/webboard/images/20000/10500/10426_12884.jpg

ป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก ในเชิงรูปธรรมก็ทำให้คนสามารถสัมผัสจับต้องได้ ซึ่งอยู่ใกล้เขตวัด ที่เป็นพื้นที่ห้ามฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ถ้าไม่แก้ไขป้ายฯ ก็สะท้อนความซับซ้อนเชิงนิเวศวัฒนธรรม เพราะอยู่ในอาณาบริเวณใกล้วัดหาดไคร้ ที่เป็นศูนย์กลางทางความคิด เชื่อทางพุทธศาสนา ที่มีพญานาคหน้าวิหาร และตำแหน่งของวัด หันสู่แม่น้ำของ(โขง) หากกล่าวถึงที่มาของปลาบึก[6]

ซึ่งมีหลักฐาน สะท้อนให้เห็นความสำคัญของปลาในอดีต ที่มีต่อชีวิตมนุษย์สมัยโบราณ ก็คือ ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มีรูปปลาอยู่ร่วมกับรูปอื่นๆ เช่น วัว ควาย ช้าง เต่า คน และรูปสัญลักษณ์อื่นๆ ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายไว้ในหนังสือ “แอ่งอารยธรรมอีสาน” ว่า รูปปลาขนาดใหญ่ที่ผาแต้ม ไม่ใช่ปลาในห้วยหรือลำธาร หากเป็นในแม่น้ำใหญ่ เช่น ปลาบึก แต่ก็มีข้อสันนิษฐาน ว่าไม่น่าจะใช่ภาพปลาบึก ซึ่งภาพจะใช่ปลาบึก หรือไม่ก็ตาม

แต่ภาพก็ช่วยสะท้อนชีวิตมนุษย์ถ้ำ ที่ภาษาของภาพมาก่อนภาษาที่ใช้เขียนเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เมื่อ ปลาบึก อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกทัศน์สมัยใหม่ และอิทธิพลวิทยาศาสตร์โดยอิงเศรษฐกิจ ปลาบึก ที่เป็นปลาเจ้าแห่งแม่น้ำโขง สิทธิพร ณ นครพนม ก็บอกเล่าถึง “ปัญหาการสร้างป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึกว่า ที่นี่เป็นแหล่งจับปลาบึกแห่งแรกของโลก” ในหมู่บ้านหาดไคร้ ตำบลหาดไคร้ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ก่อนที่รัฐจะปรับเปลี่ยนป้ายเป็น “แหล่งแพร่พันธุ์ปลาบึกแห่งแรกของโลก”[7](โดยการแต่ง หรือสร้างภาพ) ตามกระแสการอนุรักษ์นี้เอง กระนั้น ปัญหาการหายไปของปลาบึกในประเทศไทยกับการอนุรักษ์ รวมถึงการแพร่พันธุ์ ปลา ที่มีการเปลี่ยนพิธีกรรมความเชื่อ โดยพิธีบวงสรวงปลาบึก เพื่อการท่องเที่ยว และบอกเล่าว่า การล่าปลาบึกครั้งแรก โดยเริ่มขึ้นประมาณ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๐ และจำนวนที่จับได้ลดลงเรื่อยๆ จนกรมประมงเริ่มผสมเทียมสำเร็จ ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๒๖ จำนวนจับจึงค่อยทวีเพิ่มขึ้นอยู่ราว๔๐-๕๐-๖๐ ตัว มีเรือหาปลาถึง ๖๙ ลำ ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศกฎกระทรวง และเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๓

โดยระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงปลาบึกในแม่น้ำโขง ท้องที่ หนองคาย เลย มุกดาหาร อุบลราชธานี และเชียงราย โดยเด็ดขาด” แต่มีข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมง หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยอธิบดีกรมประมงมอบหมาย” แต่กรมประมง มีความต้องการไข่และน้ำเชื้อปลาบึกจากธรรมชาติเพื่อการผสมเทียม และได้ออกระเบียบใหม่ ว่าด้วยการอนุญาตให้ทำการประมงในแม่น้ำโขง พ.ศ.๒๕๓๓ อ้างตามกฎกระทรวง เปิดช่องให้สามารถจับปลาบึกในแม่น้ำโขงได้ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน ของทุกปี กรมประมงอยากเอา “ชื่อปลาบึกออกจากสัตว์สงวน”

เพราะการเพาะเลี้ยงปลาบึกของกรมประมง นอกจากในแง่ธรรมชาติวิทยา คือลดปัญหาการสูญพันธุ์ ยังมองในแง่ของการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เพราะปลาบึกมีราคาสูง(ส่งเสริมการบริโภคเนื้อปลาบึก) ใน ปัจจุบันกรมประมงยังคงให้จับปลาบึกในฤดูวางไข่ ส่วนด้านความคิดของพิธีกรรมจับปลาบึกในลุ่มน้ำโขง บ้านหาดไคร้ โดยมีผู้วิเคราะห์ว่าในพิธีกรรมจับปลาบึก เกิดขึ้นจากคติความเชื่อในผีคุ้งน้ำโดยเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าคุ้มครองปลาบึก คติความเชื่อในพิธีกรรมจับปลาบึกเป็นภูมิปัญญา คือ คติความเชื่อที่ผสมผสานกันระหว่างผี พุทธและพราหมณ์

แต่เน้นในเรื่องผี ความเชื่อนี้ นำมาซึ่งความสามัคคี มีพลังต่อสู้กับอุปสรรคในการจับปลาบึก แต่ว่าจากพิธีกรรมถูกทำให้ลดพลังความเข้มแข็งของชุมชน และป้าย-อนุสาวรีย์ปลาบึก ที่สร้างภาพเอาไว้ ก็ไม่มีพลังอะไรเลยแก่ประชาชน หรือชาวบ้าน รวมทั้งชาวประมงลุ่มน้ำโขง เพราะความซับซ้อนของปัญหาโดยรัฐ ได้เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามที่รัฐต้องการให้เป็นไป วิเคราะห์ป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก มันเกิดการสื่อสารความหมายของป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึก ที่ว่าแหล่งแพร่พันธุ์ปลาบึกขึ้นมา โดยกลายเป็นโวหารของภาพและตัวอักษร ที่ไม่ซื่อสัตย์กับความจริงในครั้งแรก ที่ว่าแหล่งจับปลาบึก โดยรูปป้ายฯแสดงภาพลักษณ์จากสื่ออินเตอร์เน็ต สะท้อนสัญญะทางการท่องเที่ยว คือป้าย-อนุสาวรีย์ ที่ท่าแม่น้ำของ(โขง) ทำหน้าที่สื่อสารดังกล่าว

โดยนักท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถเข้าใจวิถีชีวิต และความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างสองฝั่งโขงมาก่อน ที่สำคัญจะทราบหรือไม่ว่า ปลาบึกถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐ โดยแต่งเติมสร้างภาพแทนความจริงว่า รัฐชาติไทยเป็นผู้แพร่พันธุ์ปลาบึก (ผู้อนุรักษ์ปลาบึก)มากกว่าประเทศ สปป.ลาว (แม้ว่าลาวก็สั่งห้ามจับปลาบึกนานแล้ว) เพราะฝั่งตรงข้ามสัญลักษณ์ไม่มีบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งแพร่พันธุ์ปลาบึก

แต่ว่าป้ายและอนุสาวรีย์ปลาบึกก็อยู่ใกล้เขตวัด อันสะท้อนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางระบบนิเวศวัฒนธรรม[8] โดยขัดแย้งทางความหมายเดิม ที่ว่าให้จับปลาบึกได้โดยเสรีเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งก่อนจะเปลี่ยนแปลง ก็สะท้อนความซับซ้อน อันขัดแย้ง กับเขตวัด ซึ่งงดเว้นไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และในที่สุดป้ายฯ ก็เขียนประวัติศาสตร์ความเป็นไทย บนพื้นที่ชายแดน-ชายขอบของประเทศ โดยทำให้ปลาพันธุ์อื่น ไม่ได้ถูกเน้นเขียนถึงปลาอื่นๆ ถูกทำให้กลายเป็นอื่น ซึ่งบอกเล่าเพียงภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ ตรงกันข้ามไม่ปรากฏอักษรล้านนา ด้วยเหตุที่ว่าภาษาอังกฤษสื่อกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 

ดังนั้น ความซับซ้อน ที่นอกจากภาพของป้าย-อนุสาวรีย์ปลาบึก พิจารณาแล้ว ฉากของแม่น้ำกาหลง หรือแม่น้ำของ(โขง) ในลิลิตพระลอ ที่แต่งให้คนอ่านเข้าใจราวกับเรื่องแต่งถูกกำหนดโดยกฎแห่งกรรม ทำให้เห็นปรากฏการณ์ของความเชื่อต่อแม่น้ำ และเป็นวรรณคดี ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงยกย่อง รวมถึง อนุสาวรีย์ย่าเหล ก็เป็นตัวแทนความซื่อสัตย์ ซึ่งต้นกำเนิดของกรมประมง คือ กรมรักษาสัตว์น้ำ แต่ว่าไม่มีความคิดที่จะรักษาปลาบึก หรือปลาพันธุ์อื่นๆ ในช่วงแรกโดยสนับสนุนให้ล่าปลาบึก จะผสมเทียมเพื่อการล่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เปลี่ยนประชาชนไม่มีการต่อรองอำนาจของรัฐ กำลังตามกระแสการพัฒนาต่างๆ โดยเมื่อ ปีพ.ศ.๒๕๔๗ ที่ผู้เขียน ไปเก็บข้อมูลภาคสนาม ไม่ว่าจะเป็นเรือเดินสินค้า ส่งผลกระทบ เช่น น้ำมัน ขยะ ลงแม่น้ำโขง และที่มีเรือท่องเที่ยว กับนักเดินทางท่องเที่ยว เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้มีผลต่อการจับปลาบึก(กับมูลค่าของปลาบึกที่สูงขึ้น จนชาวประมงต้องการจับให้ได้) รวมถึงเพื่อการท่องเที่ยว และผลกระทบของการสร้างเขื่อนในจีน-สปป.ลาว ปัญหาระเบิดเกาะแก่งหินแม่น้ำของ(โขง) โดยจีน

แต่ว่ารัฐพยายามสร้างภาพการอนุรักษ์ปลา จัดสร้างพิพิธภัณฑ์อีกด้วย กระแสการท่องเที่ยว และท่าทีก่อนจับปลาบึกได้ ข้อมูลภาคสนาม ท่าทีก่อนจับปลาบึกได้ พิธีกรรมบวงสรวงปลาบึกของชาวบ้าน กลายเป็นศิลปะการแสดงโดยรัฐ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดพิธีกรรมบวงสรวงปลาบึกขึ้นนั้น เพื่อการท่องเที่ยว เพราะในอดีตไม่ได้จัดพิธีกรรมที่บริเวณนี้ ก็ตั้งแต่มีกระแสการท่องเที่ยวเข้ามาที่นี่ โดยทางการราชการเข้ามาสนับสนุน และถึงขั้นจัดงานใหญ่โตมาก ครั้นรวมถึงเมื่อเจ้าชายจากญี่ปุ่นเสด็จ ที่บ้านหาดไคร้นี้ด้วย แต่ว่าผู้เขียนได้มีส่วนร่วมสังเกตการณ์ ในวันที่๑๘ เม.ย. ๒๕๔๗ ภายหลังจากจัดกิจกรรมพิธีต้อนรับอันยิ่งใหญ่ โดยเปิดงานพิธีกรรมบวงสรวง ที่เกณฑ์ชาวบ้านมาต้อนรับ พร้อมเรือใหญ่อลังการกลางแม่น้ำโขง และจัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ปลาบึก(หลายวันต่อมา มีข่าวว่าปลาตายหลายตัว) นอกจากนั้น ก็มีการทำพิธีการปล่อยปลาเสร็จเรียบร้อย

โดยผู้ว่าราชการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ไม่ได้เข้าร่วมฟังเสวนาปัญหาปลาบึก และการจับปลาโดนผลกระทบด้านต่างๆ ที่มีการจัดเวทีเสวนา “ง่อมหาปลาบึก” ในกิจกรรมภาคบ่าย โดยกลุ่มรักษ์เชียงของ[9](ภาพของชาวประมง บางคนต่อต้านเอ็นจีโอ) โดยผู้เขียน ร่วมนั่งฟังเสวนาระหว่างเก็บข้อมูลภาคสนาม ด้านกลุ่มอนุรักษ์ปลาบึกบอกว่า หน่วยราชการไม่สนับสนุนตั้งศูนย์อนุรักษ์ปลาบึก ให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องปลาบึก ในสถานการณ์ ที่ว่าจับปลาบึกไม่ได้ หรือจับปลาอื่นๆ ไม่ค่อยได้ ก็มีอาชีพเสริมของชาวบ้านขายของที่ระลึก ซึ่งถือว่าการจับปลาบึก ก็เป็นอาชีพเสริม เช่นเดียวกัน

โดยทำการจับปลาอื่นๆ นอกเหนือจากทำไร่ ทำนา ดังนั้น กล่าวโดยสรุปแล้วว่า ปลาบึก จะมาที่หาดไคร้ ก็ช่วงฤดูร้อน ช่วงต้นเดือนเมษายน โดยการจับปลาบึกได้ ลดลงตั้งแต่ ปีพ.ศ.๒๕๓๙ และทางกลุ่มเล่าว่า มีการอนุรักษ์และผสมเทียม เกี่ยวกับปลาบึกในแม่น้ำโขง กับกรมประมงแล้ว แต่ว่าปีพ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๖ นั้น จับปลาบึกไม่ได้มา ๓ ปีแล้ว ทั้งที่เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน จับได้มากถึงปีละ ๖๖ ตัว ท้ายที่สุดก็มีความคิดเห็นร่วมกันว่า เมื่อก่อนแม่น้ำของ(โขง)ใสสะอาดมากกว่านี้ ส่วนจะจับปลาบึกได้ อีกหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบล่วงหน้าเลย

 เมื่อจับปลาบึกได้ มีข้อมูลจากสื่อหนังสือพิมพ์ โดยรายงาน ดังนี้ เมื่อ วันที่ ๒๙ เม.ย.๒๕๔๗ ตัวแทนของรัฐ โดยนายนรินทร์ พานิชกิจ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย,นายบัวสอน ประชามอญ ส.ส.เชียงรายเขต ๘ พรรคไทยรักไทย,นายนิพนธ์ แจ้งจันทร์ นายอำเภอเชียงของ,นายทวีศักดิ์ ชาญประเสริฐพร ประมงจังหวัดเชียงราย ,นายพุ่ม บุญหนัก ประธานชมรมปลาบึกบ้านหาดไคร้ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย และ นายบุญเรียน จินะราช แกนนำพรานปลาบึก ได้แถลงข่าวที่ บริเวณ พิพิธภัณฑ์ปลาบึก ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหาดไคร้ ม.๗ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยนายพุ่ม บุญหนัก ประธานชมรมปลาบึกบ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงขุ่น เพราะมีทรายมาก ทำให้มีโอกาสจับปลาบึกได้ และเมื่อเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.วันที่ ๓๐ เม.ย.๒๕๔๗ พรานปลาบึก ๒กลุ่ม นำโดย นายสมนึก สุวรรณทา อายุ ๓๙ ปี กับนายพิทักษ์ แสงเพชร กับพวก ๑๐ คน ได้ออกล่าปลาบึกตามประเพณีของชาวหาดไคร้ ในแม่น้ำโขง

โดยใช้อวนหรือมอง(เครื่องมือจับปลา)ของชาวบ้าน ลากไป-มา และใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะหลายลำ ต่อมาพบว่ามีปลาขนาดใหญ่มาชนมอง(เครื่องมือจับปลา) จึงจับปลาบึกได้ ๒ ตัว ซึ่งทุกฝ่ายกำลังดีใจ เพราะจับปลาบึกไม่ได้มานานแล้ว ด้านนายนรินทร์ พานิชกิจ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปลาบึกและแม่น้ำโขง เชื่อว่าจะให้การท่องเที่ยวคึกคัก และตนขอยืนยันว่า การอนุรักษ์พันธุ์ปลาและแม่น้ำโขง จะมีต่อไป พร้อมกับการพัฒนาของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะไม่กระทบต่อแม่น้ำโขงและปลาบึก ซึ่งตนจะดูแลให้ดีที่สุด และปีนี้ถือว่าโชคดีหลังจากมีการ บูชาพญานาคตามความเชื่อที่อำเภอเชียงแสน ช่วงสงกรานต์ และมีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกเมื่อวันที่ ๑๘ เม.ย. ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา แล้วมีการจับปลาบึกได้หลังจับไม่ได้มาติดต่อกัน ๓ ปี ด้านตัวแทนกรมประมง

โดย นายทวีศักดิ์ ชาญประเสริฐพร ประมงจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปลาบึกที่จับได้ น่าจะเป็นปลาที่เกิดในแม่น้ำโขงตามธรรม ชาติ เพราะมีขนาดใหญ่ อายุน่าจะราว ๓๐ ปี ถือว่าอยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ และอาจจะพยายามว่ายขึ้นทางทิศเหนือเพื่อผสมพันธุ์ เพราะก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักราว 3 วันก่อน ปลาอาจได้กลิ่นน้ำใหม่ จึงกระตุ้นการผสมพันธุ์ ดังนั้น ประมงจังหวัด จะเข้ามารีดเอาน้ำเชื้อ และนำไปหาทางผสมพันธุ์ เพื่อเพาะหรือขยายพันธุปลาบึกให้เพิ่มมากขึ้น ส่วนตัวปลาบึกนั้น มอบให้เจ้าของปลาไปดำเนินการ ซึ่งอาจจะมีพ่อค้ามารับซื้อต่อไป ทั้งนี้อยากจะให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาสภาพในแม่น้ำโขง ให้มีความสะอาดจึงไม่ควรปล่อยคราบน้ำมันหรือของเสียจากเรือเร็วและเรือสินค้าลงในน้ำโขงและสภาพแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของยังมีความสมบูรณ์และเชื่อว่า ในแม่น้ำโขงยังมีปลาบึกอยู่อีกมาก

 ดูภาพประกอบที่นี่ http://hilight.kapook.com/view/26626/2

การปักป้ายประท้วง กลางดอนฝั่งไทย-ลาว และตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วยความจำเป็น) แล้วทั้งกลุ่มรักษ์เชียงของบุกขึ้นประท้วงบนเรือจีน ที่มาปักหมุดสำหรับเดินเรือสินค้า ข่าวดีที่มีการจับปลาบึกตามธรรมชาติได้ หลังจากไม่เคยจับได้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔-๒๕๔๖ โดยรัฐ กับการแต่ง หรือสร้างภาพปลาบึก เป็นภาพแสดงแทนว่า จับปลาบึกได้ ก็ไม่มีผลกระทบกับปลาต่างๆทั้งหมดในแม่น้ำโขงจากโครงการพัฒนาต่างๆของรัฐ โดยเปิดแถลงข่าวการจับปลาบึก ร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งสรุปแล้ว ทัศนะดังกล่าว เน้น แต่ปลาบึกเป็นภาพตัวแทนของธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้เน้นปลาอื่นๆ และสะท้อนภาพของความขัดแย้งของการอนุรักษ์ธรรมชาติ กับกระแสการพัฒนาและโลกาภิวัตน์ ที่ไม่เอ่ยถึงผลกระทบของการระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำของ(โขง) และเขื่อน ที่ประเทศจีน

เพราะเกี่ยวพันกับปัญหาการค้า เส้นทางเดินเรือ ในแผนพัฒนาสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ-อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตัวแทนของรัฐ สร้างภาพพิพิธภัณฑ์ปลาบึก โดยลืมเรื่องการหายไปของปลาพันธุ์อื่น พิพิธภัณฑ์ กลายเป็นเครื่องมือของอุดมการณ์ในการสร้างภาพอนุรักษ์ โดยกลายสภาพราวกับเครื่องจักรกลพิมพ์ภาพ ที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนปรุงแต่งเรื่องราว สร้างภาพของรัฐ จากที่กล่าวถึงป้ายกับ อนุสาวรีย์ปลาบึก ก็สร้างภาพของรัฐไทย ในการสร้างจินตนาการเส้นเขตแดนของชาติไทย และพิพิธภัณฑ์ปลาบึก ก็ถูกจำลองให้เห็นภาพสำหรับท่องเที่ยวชั่วคราว มากกว่าการอนุรักษ์จริงๆ เพราะทางด้านนายบัวสอน ประชามอญ ส.ส.เชียงรายเขต ๘ พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนมีแนวทางร่วมกับทางจังหวัดในการที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวใน อ.เชียงของ

โดยจะมีการผลักดันจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ปลาบึก ซึ่งเป็นแหล่งรวมความรู้ด้านการจับปลาและมีตู้ปลาเลี้ยงปลา ซึ่งจะมีการสร้างเพิ่มเติมจากที่ได้ทำไประยะแรก ด้วยงบราว ๑๐๐ ล้านบาทเศษ คาดว่าจะทำให้อาชีพชาวประมงของชาวบ้านไม่สูญหายไปจากความทรงจำ และในอนาคตจะมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และสะพานข้ามโขง ไทย-ลาว ซึ่งได้งบจาก เอดีบี(ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย) มาแล้ว ก็เพื่อให้ อ.เชียงของ มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมาก สามารถข้ามฝั่งไป แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว หรือเดินทางเมืองหลวงพระบางของ สปป.ลาว เมื่อมีการจับปลาบึกได้มีการช่วงชิงการนำในการให้ข้อมูลหรือการรับรู้เกี่ยวกับปลาบึกโดยผู้ว่าราชการจังหวัดพยายามมาแถลงข่าวว่าการจับปลาบึกได้ ก็แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวกับสร้างเขื่อนและการค้าเสรีกับจีน (หลังจากแถลงข่าวแล้ว ปีนี้จับปลาบึกได้ทั้งหมดถึง ๗ ตัว) ชาวบ้าน ดีใจกับการกลับมาของปลาบึก

แต่ปัญหาดังกล่าวที่ตามว่าด้วยการพัฒนาที่มีการนิยามโดยรัฐคือรัฐได้พยายามสร้างเรื่องว่าเขื่อน และการระเบิดเกาะแก่งหินเพื่อการเดินเรือสินค้า ไม่มีปัญหาต่อการจับปลาต่างๆ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน-ชาวประมง แต่ว่าการอธิบายเชิงตัวเลข ไม่สามารถบอกได้อย่างง่ายดาย เช่นว่า การกลับมาของปลาบึก จะกลายเป็นภาพแสดงแทนปลาทั้งหมดว่า “ไม่มีผลกระทบจากระบบนิเวศ” แต่ว่าชาวประมง เชื่อว่าธรรมชาติไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำนายทายทักได้ว่า จะเป็นเช่นไร เพราะสิ่งต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ปลา อากาศ ตลาด รัฐบาล ล้วนต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไปหมด ไม่ใช่สิ่งหนึ่งเป็นเพียงเหตุของอีกสิ่งหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งก็สะท้อนภาพประดุจคติไตรภูมิ และลิลิตพระลอ-แม่น้ำกาหลง ส่วนสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖ มีภาพแม่น้ำของ(โขง) กับปลา ในนิเวศวัฒนธรรม ที่เอื้อต่อการตรึกตรองว่าจะร่วมมือสร้างนิยามการพัฒนา และอนุรักษ์ต่อทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน โดยวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อปลาพันธุ์อื่นๆด้วย สรุป การสร้างสรรค์ของมนุษย์ ในรูปแบบสิ่งต่างๆหลายอย่างขึ้นมา ย่อมสะท้อนแง่คิด จินตนาการ ประสบการณ์ในวิถีชีวิต ดังที่กล่าวเรื่อง “วรรณคดีลิลิตพระลอ” รัชกาลที่ ๖ทรงยกย่อง หากพิจารณาในแง่ของการแต่ง และเรื่องมีคุณค่าทางความเชื่อ ศาสนา อันเกี่ยวคติไตรภูมิ ในสมุดภาพไตรภูมิ กรุงศรีอยุธยา หมายเลขที่ ๖ ที่แสดงออกว่าการวาดภาพโดยมนุษย์ ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอำนาจ

เพราะต่างเกี่ยวพันเป็นห่วงโซ่ของชีวิต ตามคติจักรวาล คือระบบนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาบนพื้นฐาน กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ตะวันตก สร้างแผนที่แบ่งเขตแดน กั้นคนลุ่มน้ำของ(โขง) กับความคิดวิทยาศาสตร์ ที่คิดอยู่เหนือธรรมชาติ และครอบครองการเพาะพันธุ์ปลาบึกที่มาให้ชาวประมงล่าจับปลาบึก เพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ซึ่งผลสำเร็จของการเพาะพันธุ์ปลาบึกทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่เหมาะกับทางธรรมชาติ ที่กำลังส่งผลอยู่ในปัจจุบัน

อนึ่ง โลกที่ธรรมชาติไม่ใช่เรื่องการคาดเดาได้ง่ายๆ มันก็เหมือนกับการที่รัฐพยายามสร้างคำอธิบายที่ควบคุมนิยามการพัฒนาให้อยู่ในอุ้งมือของรัฐ ทั้งที่ไม่มีความพยายามหาทางป้องกัน และแก้ไข แต่กลับด่วนสรุปง่ายๆเพื่อเอื้อแก่การพัฒนาในกระแสโลกาภิวัตน์แล้ว แนวคิดแห่งการคงอยู่ร่วมกันนิเวศวัฒนธรรม จึงจะต้องร่วมฟื้นสร้างสำนึกฐานจากความเชื่อเรื่องผี นาค รวมทั้งทางพุทธศาสนา ในแบบสมุดภาพไตรภูมิฯ ที่ปรากฏภาพปลา และแม่น้ำของ(โขง) ฉะนั้น ทางเลือกของวิธีการหนึ่งในจำนวนหลากหลาย ประชาชน ร่วมมือกับ กลุ่มรักษ์เชียงของ และองค์กรต่างๆ หน่วยงานของรัฐ อาทิเช่นกรมประมง ที่ว่าจุดประสงค์เกิดขึ้นมาเพื่อรักษาสัตว์น้ำ ไม่ใช่แต่งเติมเสริมเอาเองไม่เช่นนั้น จะผิดต่อรัชกาลที่ ๖ และไม่เหมือนกับอนุสาวรีย์ย่าเหล ที่แสดงความซื่อสัตย์ออกมา แต่ว่า ป้าย-อนุสาวรีย์ปลาบึก สะท้อนว่าไม่ได้แสดงออกเช่นนั้นเลย หรือจะปล่อยให้เกิดฉากเลือดย้อม เพราะความขัดแย้งเหลือแค่สถูป อันเป็นอนุสาวรีย์ในลิลิตพระลอ ในที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปีพ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาชาวประมง ประกาศเลิกจับปลาบึก ถวายแด่องค์ราชันย์ เฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ ๘๐ พระชนมพรรษา แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงยังมีเสมอ เพราะฉะนั้น ชุมชนก่อนจะถูกช่วงชิงจินตนาการน่าจะแต่งเรื่องนิทานของชุมชนเล่าขานวิถีชีวิต หรือสร้างความสำคัญกับ“ปลาอื่นๆ” นอกจากปลาบึกในแม่น้ำของ (โขง) รวมถึงสร้างความร่วมมือกัน จัดการความขัดแย้งภายในชุมชน ชาวประมง กลุ่มราชการ กลุ่มรักษ์เชียงของ ก่อนที่จะกลายเป็นตำนานปลาหายไป โดยไร้พลังของตำนาน.




[1]นิยะดา เหล่าสุนทร.เทพยกวีที่ถูกลืม. กรุงเทพฯ:เมืองโบราณ,2538: 17-18
[2] Thongchai Winichakul, Siam Mapped : a History of the geo-body of a Nation. Chiang Mai: Silkworm Books, 1994. :129
[3]อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. การศึกษาพรมแดนความรู้ทางประวัติศาสตร์ ด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.:127
[4] พนิดา สงวนเสรีวานิช, “วังปลาในพระราชินีศรีสยาม.” ศิลปวัฒนธรรม 16, 10 (สิงหาคม 2538) ::42-43
[5] เกษียร เตชะพีระ “แฮปปี้แลนด์ของซ้ายไทย วิวาทะอุตตรกุรุ:อัศวพาหุ VS ศรีอินทรายุทธ ”,ศิลปวัฒนธรรม 14, 9 (กรกฎาคม 2536) : 188-190
[6] ชื่อภาษาอังกฤษว่า Giant catfish และภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Pangasianodon gigas
[7] สิทธิพร ณ นครพนม และ สมศักดิ์ ล่ำพงศ์พันธุ์. “ปลาบึกเจ้าแห่งแม่น้ำโขง.” ศิลปวัฒนธรรม 16, 10 (สิงหาคม 2538) : 55-59. 
[8]อรรคพล สาตุ้ม การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ :คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรมระบบนิเวศของวัดในชุมชนชายแดนสองฝั่งโขง ในวารสารชุดภูมิภาคศึกษา สำหรับรวมบทคัดย่อและข้อเขียน อาจารย์ นักศึกษาปริญญาโท ภูมิภาคศึกษา ปีที่1 ฉบับที่1 ,2549: 90-103 [9] เรียกกลุ่มนี้สั้นๆว่า กลุ่มรักษ์เชียงของ ฯโดยทางกลุ่มจัดกิจกรรม รณรงค์ในหลายด้าน รณรงค์สิ่งแวดล้อม หนังสั้น เล่านิทาน ฯลฯ รวมทั้งงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งหัวหน้ากลุ่มตัวแทน นาย นิวัตน์ ร้อยแก้ว คือ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คนหนึ่งของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสร่วมนั่งเรือร่วมหาปลากับคนจับปลา เพื่อหาข้อมูลเชิงมานุษยวิทยาอย่างเป็นกลางที่สุดเท่าที่เป็นได้ 


หมายเหตุ: บทความนี้ นำเสนอในงาน ประชุมวิชาการ ศิลปะและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง : เอกภาพ และความหลากหลาย จัดโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคม 2550....

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รำลึก24 มิถุนา 2475 เปลี่ยนNetwork Monarchy

รำลึก24 มิถุนา 2475 เปลี่ยนNetwork Monarchy
โดยโครงการประกายแสงดาว

 เนื่องในโอกาสรำลึก 24 มิถุนา 2475 การปฏิวัติลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ที่มีบางด้านบันทึกประวัติศาสตร์ฝ่ายระบบราชการทหารของคณะราษฎรประสบความสำเร็จในการปฏิวัติ เมื่อทหารขณะรอคำสั่งที่ลานพระราชวังดุสิต 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 (หรือเรียกว่าเป็น รัฐประหาร หรือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

ซึ่งมีผลทำให้ราชอาณาจักรสยามเปลี่ยนรูปแบบประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เกิดขึ้นจากคณะนายทหารและพลเรือนที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของสยาม ที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" โดยเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์โลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ

การปฏิวัติดังกล่าวยังทำให้ประชาชนชาวสยามได้รับรัฐธรรมนูญฉบับแรกอีกด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก2475-หลังพฤษภา2535 เกิดการตีความเหตุการณ์2475 ถึง4 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง เชียร์คณะราษฎร โจมตีเจ้า แบบที่สอง เชียร์เจ้า โจมตีคณะราษฎร แบบที่สาม โจมตีทั้งเจ้า ทั้งคณะราษฎร แบบที่สี่ เชียร์ทั้งเจ้า ทั้งปรีดี (คณะราษฎร) ในปัจจุบันจากทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

โดย ขณะเดียวกัน การรื้อฟื้นเกียรติภูมิของปรีดี ก็มีลักษณะที่คล้ายกับการยกย่องผู้นำแบบจารีตของไทยในอดีตมากขึ้นทุกที (โปรดสังเกตการเรียกปรีดีว่า “พ่อ” ในกลอน “พ่อของข้าฯนามระบือชื่อปรีดี”)

 เราจึงอาจกล่าวถึง “การรองรับซึ่งกันและกัน” (mutual-accommodation) ระหว่างกระบวนทัศน์ทั้งสองต้นแบบ ของการรองรับซึ่งกันและกันนี้ เริ่มมีร่องรอยให้เห็นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๒๓ ในหนังสือที่ระลึกพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระปกเกล้า ซึ่งนอกจากมีเนื้อหาที่เป็นราชสดุดีต่อรัชกาลที่ ๗ แล้ว ยังมีการตีพิมพ์ประกาศคณะราษฎร (ที่ประณามพระองค์) ฉบับเต็มด้วย ในทางกลับกัน ในงานฉลอง ๑๐๐ ปีปรีดี ที่ธรรมศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ในภาพสไลด์ชุดสดุดีปรีดี มีภาพหนึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาสละราชย์ (ที่ประณามปรีดีและคณะราษฎร)

แต่ที่อาจถือเป็นแบบฉบับของกระบวนทัศน์ใหม่นี้ คือบทความ (จากปาฐกถา) ของประเวศ วะสี เรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์ กับรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์”ที่สำคัญ กระบวนทัศน์การตีความ “๒๔ มิถุนา” ใหม่นี้ แสดงออกที่ ในปัจจุบัน รัฐได้ให้การสนับสนุนและดำเนินการจัดตั้งองค์การอย่าง สถาบัน และ พิพิธภัณฑ์ พระปกเกล้า ขณะเดียวกับที่ ทำการเสนอชื่อปรีดี ให้เป็นบุคคลสำคัญของยูเนสโก และจัดงานฉลอง ๑๐๐ ปีให้กับปรีดี(1) 

โดยประเด็นเครือข่ายในหลวง(Network Monarchy) มีประเวศ วะสี ที่มีการกล่าวถึงก่อนรัฐประหาร ที่มีนักวิชาการอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวว่าเกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย...ในการสัมมนาที่เชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน ที่ ฟ้าเดียวกัน นำมาตีพิมพ์ในฉบับ "โครงการเปลี่ยนประเทศไทย" เกษียร ได้กล่าวประเมินถึงท่าทีทางการเมืองของตัวเขาเองและของนิธิในระยะเวลาที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวกับ สิ่งที่ McCargo เรียกว่า Network Monarchy ข้อสังเกตตอนนี้ของเกษียร เป็นข้อสังเกตที่ผมเห็นว่าแหลมคมยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง... นี่คือคำพูดของเกษียร (เน้นคำของผม) :ผมคิดว่าพันธมิตรระหว่างขบวนการประชาชนกับสถาบันกษัตริย์ก่อตัวในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 ...[ note นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านที่ค้านกับการที่ธงชัยพยายามเน้นย้อนหลังกลับไปที่ 14 ตุลา - สมศักดิ์]

....สิ่งที่เรียกว่า monarchical network หรืออาจแปลเป็นไทยเพื่อความเข้าใจได้ว่า "เครือข่ายในหลวง" เครือข่ายนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในช่วงสิบปีหลังพฤษภาฯ 2535 คือปรากฏปีกเสรีนิยมที่รวมตัวกันเข้มข้นขึ้นมา ถ้าพูดถึงตัวบุคคลคือ คุณอานันท์ ปัญญารชุน หมอประเวศ วะสี พออ่านมาถึงตอนนี้ผมก็ฉุกคิดว่าอาจครอบคลุมถึง อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าความรับรู้หรือเจตนาสำนึกทางอัตวิสัยจะเป็นเช่นใด ทว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ทางภววิสัยได้พ่วงพาเข้ามาอยู่ใน liberal monarchical network ด้วย....

ดังนั้น พันธมิตรดังกล่าวไม่ได้เพิ่งมาก่อตัวเมื่อจัดตั้ง 'พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' ต้นปีนี้นะครับ หากมีการปูพื้นมานานกว่าที่จะเดินมาถึงจุดนี้ และเมื่อมาย้อนคิดดู พูดตรงๆ ถ้าสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่ไปร่วมกลุ่มนี้แล้ว จะให้ไปร่วมกลุ่มไหน?....(2)

อย่างไรก็ดี กลุ่มฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็อ้างถึงบทความ “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ซึ่งเขียนตั้งแต่3 สิงหาคม 2549และแสดงถึงอคติต่อนักการเมือง ซึ่งวริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวใน “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” โดยอ้างอิง…“Duncan McCargo” ซึ่งวริษฐ์อ้างอิงว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงเครือข่ายทางการเมือง (Political Network) ซึ่ง McCargo อธิบาย ต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy)

ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชาจะพัฒนาขึ้นมาจนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามาจนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กรทางการ เมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม)

โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐาน ซึ่งศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่าย แห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรค ไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548

โดยในจุดนี้ McCargo มอง ว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ....(3) โดยนับตั้งแต่ช่วงเวลา 2475-หลังพฤษภา2535 และหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา53 ก็อุดมการณ์ทางการเมืองถูกเปลี่ยนแปลงไปในสถานการณ์ปัจจุบันดังกล่าว และอำนาจที่ถูกสภาวะยกเว้น ไม่ได้ถูกลดทอนอำนาจ คือ สถาบันกษัตริย์ ศาล และทหาร โดยผ่านเครือข่ายในหลวง หรือเรียกว่า Network Monarchy เฉพาะเจาะจงสายประเวศ วะสี 

ฉะนั้น นี่เป็นการเปิดโอกาสการเปลี่ยนแปลงในการถกเถียงและทบทวนประเด็นเชียงใหม่จัดการตนเอง

ซึ่งเชียงใหม่เป็นที่ขนานนามว่าเมืองหลวงเสื้อแดง ภายใต้อิทธิพลกลุ่มเอ็นจีโอขุนนางอำมาตย์ฝ่ายเหลือง มีวาระซ่อนเร้นเชียงใหม่จัดการตนเองนำขบวนโดยเครือข่ายในหลวงอย่างประเวศ วะสี ผ่านทุนต่างๆ นานา เช่น ทุนสสส.แหล่งทุนภาษีของประชาชน และจุดยุทธศาสตร์เชียงใหม่จัดการตนเอง

หรือนี่อาจจะเป็นการสร้างฟื้นฟูกำลังของเครือข่ายในหลวงอีกครั้งของฝ่ายร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!

 อ้างอิง 1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ๒๔ มิถุนา: การตีความ ๔ แบบ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/causes-mutation-in-existing-structural.html 2.เกษียร ประเมินบทบาท นิธิ (และตัวเอง) ก่อนรัฐประหาร โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/11/blog-post_3878.html 3. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น. และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล “นั่งฟัง ‘ฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทย”http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

24 มิถุนากับเสียงเพลงชาติ : บทประพันธ์เนื้อร้องของทหารเป็นสุนทรียภาพถึงกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย

24 มิถุนากับเสียงเพลงชาติ : บทประพันธ์เนื้อร้องของทหารเป็นสุนทรียภาพถึงกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย 

24 มิถุนา 2475 เป็นเหตุการณ์สัมพันธ์ถึงการเกิดประชาธิปไตย และการสร้างเพลงชาติไทย โดยทหาร ผู้ประพันธ์เนื้อร้องเป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน ถูกเปลี่ยนเป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน โดย อรรคพล สาตุ้ม 

ทำไม รัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตย จึงถูกคิดว่าเป็นชื่อของลูกชายของพระยาพหลฯ เป็นกระบวนทัศน์การตีความประชาธิปไตย ในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ24 มิถุนา 2475 ใช่หรือไม่?(1)

 เมื่อกลับกัน ในช่วงเวลาที่เด็กกำลังเกิด หรือเด็ก กำลังตาย และการตายของลูกย่อมเป็นเหตุการณ์สำคัญของพ่อแม่ หรือพวกเขา แต่สำหรับคนอื่นๆ ในสังคม การเกิดหรือการตายของเด็กชายหรือเด็กหญิง จะถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้หรือไม่?

แล้วคำถามต่อมาว่าใครรับมรดกแทนลูก และพิธีกรรมของครอบครัวต่อผู้ตาย?

ดังนั้น 24 มิถุนา 2475 เป็นเหตุการณ์สัมพันธ์ถึงการเกิดประชาธิปไตย และต่อมาสร้างเพลงชาติไทย โดยทหาร เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องเป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน ถูกเปลี่ยนเป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน (ดูเรื่องนี้เพิ่มเติมในวิกิซอร์ซ) ในแง่มุมปัญหาของคำว่าประชาธิปไตย กับประชารัฐ ในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนไทย

 ซึ่งคณะราษฎร ทำให้เกิดเสียงเพลงชาติขึ้น สำหรับประกอบเหตุการณ์สำคัญทางการเปลี่ยนแปลงการเมือง พร้อมระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง สอดคล้องเหตุการณ์สำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน

 24 มิถุนา กับคณะราษฎร-เสียงเพลงชาติ โดยเนื้อร้องของทหาร ผู้เป็นนักเขียน(นักประพันธ์) เหตุการณ์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกี่ยวข้อง24 มิถุนา 2475 ที่มีบทบาทของทหารประชาธิปไตยแบบพระยาพหลพลพยุหเสนา และคณะราษฎร ซึ่งบทความนี้ของผู้เขียน เป็นการเพิ่มเติมมุมมองกระบวนทัศน์การตีความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ใน “๒๔ มิถุนา: การตีความ ๔ แบบ” และผู้เขียนทบทวนดูบทความเกี่ยวกับเพลงชาติไทยของคนเขียนต่างๆ และบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ความเป็นมาเพลงชาติไทยในปัจจุบัน” เป็นต้น โดยรายละเอียดข้อถกเถียงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ทหารเกี่ยวโยงคณะราษฎร ในการสร้างเพลงชาติไทย ทั้งทหารเรือ ทหารอากาศ และทหารบก

 โดยถ้าเราย้อนดูความเป็นมาของเพลงชาติดัดแปลงจากทำนองเพลงชาติ "ลา มาเซเยส" (La Marseillaise) ของฝรั่งเศส ซึ่งการดัดแปลงเพลงคล้ายทำนองดังกล่าวของพระเจนดุริยางค์ ได้กลายมาเป็นทำนองสำหรับการแต่งเนื้อร้องเพลงชาติฉบับที่ 1 ที่มีปัญหาต่อมากับคำว่า “ยึดอำนาจ”ในเนื้อร้อง ซึ่งผู้เขียน กล่าวสรุปอ้างถึงย่อๆว่า ก่อปัญหาการตีความถึงว่าเพลงไม่ควรจะปลุกใจถึงการยึดอำนาจจนเกินไป

นี่เป็นการยกตัวอย่างย่อยในปัญหาการตีความเนื้อเพลงชาติ แม้กระนั้น เมื่อเราลองดูเพลงชาติ ในแง่มุมมอง ที่มีคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา และเราสามารถพิจารณาถึงปัญหาชายแดนผ่านเพลงชาติ ที่มีคำว่าเขตต์แดนสง่า โดยคำร้องที่มาของขุนวิจิตรมาตรา และทำนองเพลงชาติ : พระเจนดุริยางค์ 14 กรกฎาคม 2475 โดยเป็นฉบับที่ 1 ของปลายสิงหาคม 2475

ซึ่งคำว่า เขตต์แดนสง่า ก็มีทั้งของขุนวิจิตรมาตรา และ ฉันท์ ขำวิไล สืบต่อมาถึงเพลงชาติฉบับที่2 ด้วย(ลองหาดูฉบับเต็ม) แล้วเพลงชาติไทยในปัจจุบันเป็นเพลงชาติฉบับที่สาม คือ ตอนแรก จะไม่มีการประกวดเพลงชาติ เพียงให้หลวงวิจิตรวาทการ แก้ไขเนื้อเพลงชาติฉบับที่ 2(คือ ขยายความฉบับที่1) ในส่วนของขุนวิจิตรมาตรา แต่ทำมาแล้ว ไม่เป็นที่พอใจ จึงมีเพลงชาติฉบับที่สาม ที่มีเนื้อร้องโดยหลวงสารานุประพันธ์(ลองดูเกร็ดชีวิตเพิ่มเติม ก็คือ เขาเป็นนักเขียน และนักแปลผลงานนิยายสืบสวนเชอร์ล็อก โฮมส์ด้วย)

โดยภาพรวมของเนื้อร้องเพลงชาติ ก็ไม่มีการแปลเพลงชาติเป็นภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการในสมัยนั้น เนื่องจากเนื้อร้องของเพลงชาติเป็นลักษณะเฉพาะของเพลงชาตินั้นเอง(2) ทำให้เราก็รู้ต่อมาว่าเสน่ห์ของชาตินิยม กับทหาร เหมือนเนื้อร้องเพลงชาติในปัจจุบัน ก็แต่งใหม่โดยหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ที่มาของเพลงชาติ เกี่ยวข้องกองทัพบก ภายใต้รัฐนิยมด้วย 

โดยต่อมาการประกวดเพลงชาติ ฉบับที่ 3 ซึ่งบางคนก็ลอกเนื้อร้องของของขุนวิจิตรมาตรา มาเปลี่ยนเฉพาะคำว่าสยามเป็นไทย และหลักฐานบันทึกเบื้องหลังความคิดเนื้อเพลงชาติ ฉบับที่หลวงสารานุประพันธ์ ก็มีความคิดว่า จะมีข้อความ คือ ความเป็นชาติไทย,การรวมไทย,การรักษาเอกราชของชาติ,การร่วมรักสามัคคีของประชากรแห่งชาติอย่างพี่น้องเป็นภราดรภาพ ฯลฯ เพราะฉะนั้น จากบันทึกของหลวงสาราฯ

ซึ่งเราดูข้อมูลข้อเท็จจริง และหลักฐานเล่าจากความทรงจำถึงกระบวนการความคิด และเรียบเรียงข้อความเป็นคำ ตามเสียงสูง กลาง ต่ำให้เข้าโน้ตดนตรี โดยทดลองร้องโดยคณะดนตรี ร.พัน 3 และมีคำว่าประชาธิปไตย ส่งเข้าประกวดแล้ว ดังนั้น คณะกรรมการพิจารณาเนื้อร้องเพลงชาติ ก็ชี้แจงว่า ถือหลักว่า ต้องแต่งให้ร้องได้และชัดถ้อยชัดคำ ซึ่งกองทัพบกเพี้ยนมีเพี้ยน ๓ แห่ง และตัวอย่างที่ถูกขอแก้ไข คือ คำว่าประชาธิปไตย

ดังนั้น ที่ประชุมตกลงกับข้อเสนอ จึงมีการเปลี่ยน “เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน ซึ่งไม่มีประเด็นภาษาอังกฤษของคำว่าประชารัฐดังกล่าว ก็ไม่มีในรายงานประชุมบันทึกไว้ และบันทึกความทรงจำของหลวงสารานุประพันธ์ ก็ไม่มีปรากฏเรื่องการแปลไทยเป็นอังกฤษ ซึ่งเนื้อเพลงร้องชาติ ฉบับที่ 3 ได้รับการประกาศใช้ในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2482 คือ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน( ปรับเป็น “เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน”)อยู่ยืนยงดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคีไทยนี้รักสงบ,แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชไม่ยอมให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย 

ฉะนั้น ประเด็นคำว่า ประชาธิปไตย เป็นประชารัฐ ในแง่ที่ผู้เขียนเพิ่มเติมแง่มุมอารมณ์ความรู้สึกทางสุนทรียภาพ-ศิลปะ และเสียงเนื้อร้องเพลงชาติ ที่มีเสียงของจินตกรรมในภาพสะท้อนชุมชนร้องเพลงเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน ให้ความรู้สึกของประสบการณ์ร่วมกัน และเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของสังคม ในรูปแบบของศิลปะทหาร(3) ในแง่มุมข้อสังเกตของการเปรียบเทียบสำหรับการเปลี่ยนแปลงบริบทของเพลงชาติจีน ก็ใช้เพลงมาร์ชทหารอาสา เป็นเพลงชาติ ไม่ใช้เพลง The Internationale เป็นเพลงชาติแบบโซเวียตในอดีต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ภาพด้านหนึ่ง สะท้อนการจัดตั้ง ในแง่มุมระเบียบวินัย ในการสร้างมาตรฐานร่วมกัน ถือเป็นภาพรวมของทุกคนเป็นคนไทยทุกส่วนเป็นส่วนหนึ่งของทหาร คือ ทหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งของราษฎร ในเพลงชาติไทยโดยเนื้อร้องของทหารบก+เชื้อชาตินิยม+ชาตินิยม+คณะราษฎร ผสมผสานเป็นเพลงของทหาร ในบริบทของอดีตกับสะท้อนเหตุการณ์เปลี่ยนชื่อสยามเป็นไทย และเกิดวันชาติ จนกระทั่ง ความสำคัญธงชาติ เพลงชาติ ก็ต่อมาประเทศไทย เข้าสู่บริบทของสงครามอินโดจีน เช่น การเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในลาวและกัมพูชาคืนจากฝรั่งเศส

โดยยึดเขาพระวิหาร ที่มีการกล่าวหาว่ากระทำแบบฮิตเลอร์ และต่อมาภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แล้วเกิดประเด็นต่อมา ความเข้าใจผิดเพี้ยนกับคำว่าประชารัฐ แปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษว่า Republic เป็นการแปลคำและตีความหมายในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อมาในกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย

สุนทรียภาพของเสียงเพลงชาติ กับกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยของทหารในปัจจุบัน 
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง 2475 เป็นต้นมาดังกล่าวนั้น โดยเพลงชาติไทยเกี่ยวพันสมองของคนในชาติ เพราะว่า การผลิตซ้ำผ่านเพลงชาติทุกวันในชีวิตประจำวันของราษฎร ซึ่งเสียงเพลงเข้าสู่สมอง ในด้านแง่มุมของลักษณะเฉพาะของเพลง ก็ดัดแปลงและการลอกเลียนแบบตะวันตก เหมือนประชาธิปไตย ที่ถูกดัดแปลง หรือประพันธ์แต่งเติมสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยไทยๆ แต่ว่าการสร้างชาติสมัยใหม่ของคณะราษฎร

โดยสร้างเพลงชาติเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกด้วย และผู้เขียนบทความในแง่มุมประวัติศาสตร์โครงสร้างสภาพแวดล้อมทหาร กับการเมืองมาต่อเนื่องพอสมควร ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่เกิดจาก 2475 ที่ถูกสฤษดิ์ลบล้างไป คือ วันชาติ ฯลฯ และสฤษดิ์ มองข้ามเพลงชาติ ซึ่งยุคพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการอย่างสฤษดิ์ ที่มีชัยชนะเหนือคณะราษฎร หลังจากปฏิวัติขึ้นมาแทนที่คณะราษฎร จากนั้นต่อมา หากตั้งคำถามต่อเสียง ในการเมืองไทย จากสฤษดิ์-14 ตุลา 16,6 ตุลา 19,17 พฤษภา35จนกระทั่งหลังรัฐประหารปี2549 และคนขับรถแท็กซี่ ก่อนฆ่าตัวตายประท้วงทหาร เพื่อคำว่า ชาติเช่นเดียวกัน

แต่ว่าคนละกระบวนทัศน์ ที่มีชาติ และประชาธิปไตยในมุมของราษฎร ซึ่งภายหลังก็มีเรื่องเปิดเทปลุงนวมทอง หลังเผา เพราะเขาเป็นทหาร จึงไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตย… กระนั้น ผู้คน กับบทเรียน ที่เคยมีประสบการณ์ในแง่มุมประชาชน

ซึ่งภาพรวม ในแง่มุมของเสียง ความทรงจำจากอดีตของเพลงชาติ กับกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยในปัจจุบัน จากการเกิดของเพลงชาติ ที่มีจินตนาการเกี่ยวข้องความรู้จากประสบการณ์ เกี่ยวข้องต่อมา ซึ่งประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน พลิกผันอันย้อนแย้งภายใต้การตีความของกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย และเพลงชาติ เช่นกรณีแค่คำว่า “เป็นประชาธิปไตย” เปลี่ยนเป็น “ประชารัฐ” เป็นประเด็นโดยนักเขียน ก็อ้างหลักฐานถึงหนังสือชีวลิขิตของมรว.เสนีย์ ปราโมช คือ ในเพลงประเทศไทยเป็นประชารัฐ แต่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร ตรงกับ Kingdom ในภาษาอังกฤษ ส่วนประชารัฐตรงกับภาษาอังกฤษ “Republic.”(4)

นี่แหละตัวอย่าง ประเด็นแค่คำว่าประชารัฐ เป็นการแปลความหมายของนิยามของคำเดียวยังเป็นปัญหาของบทเรียนสื่อสิ่งพิมพ์ เผยแพร่เช่นเดียวกับแบบเรียนส่งผลต่อความทรงจำ และรับรู้เป็นความจริงตามสมองกำหนด ให้มีความหมายแก่ทุกคน โดยบทเรียน และการสืบค้นข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์จากตัวอย่างของอดีตยุคคณะราษฎร ในหลายแง่มุม ที่มีการบิดเบือน ทั้งประเด็นของการเมืองจากเหตุการณ์เกี่ยวข้องมาถึงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553

 จากเหตุการณ์ คือ จำนวนผู้ตาย ที่ตายผิดธรรมชาติเป็นเหยื่อของอาวุธสงคราม ถูกยิงที่หัวสมอง ฯลฯ ซึ่งการรณรงค์ถอดเสื้อให้เห็นชีวิตที่เปลือยเปล่า ปราศจากอาวุธ และการร้องประกาศให้เห็นคุณค่าของมนุษย์ ในแง่มุมเสียงเต้นของหัวใจภายใต้ผิวหนังตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อปัญหาภาพรวมของการเมืองไทย ที่ยังไม่สามารถเข้าใจง่าย โดยผลกระทบเหตุการณ์หลังเมษา-พฤษภา 2553 ก็มีผู้ต้องขังยังไม่ได้ออกจากคุก

 ฉะนั้น เหตุและผล เป็นเรื่องเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ สัมพันธ์ในแง่มุมของการไม่ให้ชำระประวัติศาสตร์ และล้างเสียง และภาพความทรงจำของอดีตถูกลืมไป(5) โดยประเด็น ร่างกาย ของพลเมืองภายใต้รัฐชาติ ก็ต้องยืนตรงเคารพเสียงเพลงชาติประกอบธงชาติ โดยในแง่มุมของเสียงเป็นอำนาจต่อร่างกาย ซึ่งข้อมูลลำดับเหตุการณ์ ซึ่งค้นพบว่าจิตวิทยาการเมืองของเสียงเพลง ต่างๆโดยทหาร ใช้กับม็อบการเมือง ตรงกันข้ามกับอุดมการณ์เพลงวันชาติ 24 มิถุนา ว่าชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย

ซึ่งไม่ได้ร่วมรักพิทักษ์ราษฎร์ ที่ร้องเพลงคนละเพลงไปร่วมทำนองเดียวกันไม่ได้ เนื่องด้วย กระบวนทัศน์ของการมองเห็นในแง่มุมของหัวสมองของมนุษย์ ที่กลับตรงกันข้ามกันในฐานะผู้ปฏิบัติการ ในที่เกิดเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ระหว่างผู้เป็นทหาร กับไม่ได้เป็นทหาร สะท้อนถึงการ “นิยามของกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย” เป็นปัญหาของสุนทรียภาพ ที่มีเสียงร้องไม่รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด กับราษฎร จากความขัดแย้งไม่รวมกันได้ของทหารกับราษฎร

 เมื่อประเด็นปัญหาคนในชาติ ไม่เป็นประชาธิปไตยของไทยทุกส่วน ภายใต้ปัญหากรอบรัฐธรรมนูญของรัฐไทยแบ่งแยกไม่ได้ เพราะส่วนกรณีปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนแค่กำกับดูแลให้ยุทธศาสตร์เดินไปข้างหน้า ทั้งนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ ยังมีคนที่สมองยังไม่กลับมาอีกเยอะ ซึ่งเราพยายามดำเนินการให้ลดลง และผบ.ทบ. ก็กล่าวสรุปได้เกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองของประเทศไทย เป็นรัฐเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้ มีอย่างเดียวจะทำอย่างไรในการรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐขึ้นมา

ซึ่งเป็นเพลงชาติที่ทุกคนร้องได้อยู่แล้ว ทำอย่างไรจึงจะทำให้ได้เหมือนเพลงชาติ…(6)


 อย่างไรก็ตาม ผู้พูดตอกย้ำหรือ ผลิตซ้ำภาพสะท้อนของสุนทรีย์ของเพลงชาติ คือ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ที่มีอุดมการณ์เชื้อชาตินิยม ซึ่งกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย ในเนื้อเพลงถูกปรับเป็นประชารัฐ และถูกผลิตซ้ำ โดยลบลืมกระบวนทัศน์หลังจากวันที่24-27 มิถุนา 2475 และสืบต่อวาทกรรมที่ตรงกันข้ามมาตรา ๑ ของธรรมนูญการปกครอง ฉบับวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”(7) และเพลงชาติไทย ในปัจจุบัน ก็ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในวันรัฐธรรมนูญด้วย

  บทส่งท้าย จากบทประพันธ์เนื้อร้องเพลงชาติ สะท้อนเสียงสุนทรียภาพ เป็นกรณีตัวอย่างอันกลับตาลปัตรและย้อนแย้งของวาทกรรมโดยทหาร ในปัจจุบัน เมื่อประเด็นรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ถูกผลิตซ้ำโดยทหาร คือ ผบ.ทบ.ไม่สืบต่อประเด็นอำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย ใช่หรือไม่? ซึ่งเราต้องตั้งคำถามถึงทหารทบทวนดูว่าถูกหรือผิด ที่มีคนเสื้อสีแดงถูกฆ่าตายจำนวนมาก โดยทหารไม่เห็นมีความรับผิดชอบต่อสังคม และอะไรคือประชาธิปไตย ในกระแสโลกาภิวัตน์ ที่มีสื่อต่างชาติติดตามกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยอยู่ด้วย

ส่วนสรุป กระบวนทัศน์ของประชาธิปไตยแบบทหาร-คณะราษฎร ที่หายไปกลับคืนมาให้ราษฎร เป็นปัญหาใหญ่ ในสมองของคน จึงสัมพันธ์กับจินตนาการของความเป็นชาติ และประชาธิปไตย ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง สำหรับสิ่งเกิดใหม่เป็นความหวัง ความฝันของประชาชน ในการเลือกตั้งว่า ประชาชนมองเห็นคนตาย และคนต้องขัง ต้องได้รับความยุติธรรม เหมือนหัวสมอง ที่มีภาพของตราชูสมอง และตราชั่งของน้ำหนักเหตุผลของความยุติธรรมของชาติร่วมกัน เพราะฉะนั้น เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองร่วมสมัยของเราในปัจจุบัน

ซึ่งทหาร เป็นส่วนหนึ่งของราษฎร และทหาร คือ เราต้องไปเลือกตั้ง เมื่อในที่สุดแล้ว เราร่วมไปแสดงพลังเลือกตั้งใช้สิทธิใช้เสียงของประชาชน และเวลาของการเปลี่ยนแปลง จากยุคคณะราษฎร ที่มี 24 มิถุนา 2475 คือ ธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ของกระบวนทัศน์ประชาธิปไตย กำลังเกิดเติบโตจาก 79 ปีของอดีตถึงปัจจุบัน โดยเราเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์พร้อมจินตนาการของเสียงเพลงชาติ เป็นภาพสะท้อน คนในระบบทุนนิยมก้าวหน้าของประชารัฐและสังคมประชาธิปไตย



 ******** เชิงอรรถ
 1.อรรคพล สาตุ้ม 24 มิถุนากับพระยาพหลพลพยุหเสนา ในฐานะทหาร และลูกชาย ที่ชื่อประชาธิปไตย (ดูเว็บประชาไทและไทยอีนิวส์)

 2.เนื้อร้องเพลงชาติฉบับภาษาอังกฤษ Thailand is the unity of Thai blood and body. The whole country belongs to the Thai people, maintaining thus far for the Thai.All Thais intend to unite together. Thais love peace , but do not fear to fight.They will never let anyone threaten their independence.They will sacrifice every drop of their blood to contribute to the nation, will serve their country with pride and prestige--full of victory, Chai Yo.และฉบับภาษาไทย คือ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย.ที่มา: หนังสือ THAILAND in the 90s ของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาhttp://personal.swu.ac.th/students/fa471010214/lyric.htm และดูเพิ่มเติมหนังสือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, "ความเป็นมาของเพลงชาติไทยปัจจุบัน", วารสารธรรมศาสตร์, ปีที่ 27 ฉบับที่ 1, ธันวาคม 2547(ดูฉบับย่อของบทความในเว็บประชาไท) และผู้เขียนขอบคุณ สำหรับข้อมูลการแลกเปลี่ยนกับอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ให้ข้อมูลไม่มีเนื้อร้องเพลงชาติไทย ฉบับภาษาอังกฤษ ในสมัยคณะราษฎรนั้น ส่วนความรับผิดชอบของบทความนี้เป็นของผู้เขียนเอง

 3. ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ Art in Society และเพลงชาติเยอรมัน ในยุคอิทธิพลนาซี ก็มีปรากฏเพื่อการทหาร ส่วนในสมัยปัจจุบันสำหรับเพลงชาติ เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะสำหรับนักกีฬารับเหรียญ เป็นต้น

 4.วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ‘เพลงชาติไทย’ กับรัฐบาล “แดกได้-แดกดี” http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=178 และลองค้นดูgoogle.com ดูคำว่า “ประชารัฐ”กับประเด็นราชอาณาจักร หรือkingdom ก็ค้นหาดูเพิ่มเติมได้

 5.อรรคพล สาตุ้ม “Big Cleaning Day และเดอะเฮด”: การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติและประชาธิปไตยร่วมกัน (ดูเพิ่มเติมเว็บไทยอีนิวส์ และประชาธรรม) 

6. ผบ.ทบ.แนะนึกถึง'เพลงชาติ-สรรเสริญพระบารมี'แก้ปัญหาชาติ โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 24 มีนาคม 2554 01:00 และดูเพิ่มเติม“ประยุทธ์” แนะนึกถึง “เพลงชาติ” ในการแก้ปัญหาชาติวอนคนไทยคิดถึงส่วนรวมอย่าเห็นแก่ตัว โดย isnhotnews มีนาคม 23, 2011 7.สุพจน์ ด่านตระกูล สืบต่อเจตนารมณ์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม(ประเทศไทย),๒๕๔๙ http://thaienews.blogspot.com/2011/06/24_9580.html

 *หมายเหตุบทความเขียนปี2554เคยเผยแพร่ในประชาธรรม ต่อมาปรับปรุงเพิ่มเติม16สิงหาคม 2556 : ข้อสังเกตความน่าสนใจของความแตกต่างเพลงชาติไทย นอกจากบริบทกับทหารเยอรมันนาซี เพลงเน้นที่ขนมปัง ไม่เหมือนเพลงชาติไทยไม่เน้นข้าว หรือความเหมือน-แตกต่างจากเพลงชาติลาว กรณีกลับกันเพลงชาติไทใหญ่ ในปี2506 ทำนองเดียวกับเพลงชาติไทย ซึ่งชาวไทใหญ่ ข้ามพรมแดนมาอยู่ หมู่บ้านเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

**หมายเหตุเพิ่มเติม : จากประชารัฐ Vs ราชอาณาจักร
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9949
http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q2/article2005june06p1.htm
(การตีความและประเด็นกล่าวถึงเพลงชาติอันที่จริงเพลงชาติไทยนั้นเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มามากแล้ว นับตั้งแต่ท่วงทำนองที่ไม่สง่างาม เพราะแปลงมาจากเพลงเด็กฝรั่งคือ Twinkle Twinkle Little Stars หรือที่เอาทำนองมาสอนเด็กท่องอักษร A B C D (นักวิชาการทางดนตรีบางคนคิดว่า ผู้แต่งคือพระเจนดุริยางค์แต่งแบบ "ประชด" ผู้มีอำนาจในสมัยนั้นด้วยซ้ำ เพราะโดยส่วนตัวแล้วท่านไม่อยากแต่ง)  )
http://v1.midnightuniv.org/midnight2545/document9604.html

สัมภาษณ์พอล แชมเบอร์ส:บทบาทกองทัพในปัจจุบัน

สัมภาษณ์พอล แชมเบอร์ส:บทบาทกองทัพในปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์ ทำให้พลเอกประยุทธ์ เป็นเพื่อน ก็เป็นความคิดที่ดี เพราะพลเอกประยุทธ์เป็นคนอันตราย อาจจะดีถ้าให้เขาเป็นเพื่อน และกองทัพ มีอำนาจ อาวุธ จะเป็นอันตราย ถ้าเขาไม่ใช่เพื่อนเรา สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม ผู้สัมภาษณ์ติดตามอ่านงานวิจัยของดร.พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักการวิจัยเอเชียอาคเนย์ของสากลศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาเรื่อง บทบาทของกองทัพกับการเมืองไทย จากผลงานเรื่องU-Turn to the Past? The Resurgence of the Military in Contemporary Thai Politics. เมื่อผู้สัมภาษณ์ สนใจติดต่อทางอีเมล์ และคุยกันโดยอาจารย์ พอล แชมเบอร์ส ให้บทสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยผ่านทางโทรศัพท์ จึงบันทึกเรี่องราวบทสัมภาษณ์นี้มาเผยแพร่ต่อ กำเนิดกองทัพไทย-19 กันยา 49 และปัจจุบัน ยุคสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่เราเห็นว่ากองทัพบก บทบาทมาก เป็นกองทัพอาชีพ และงบประมาณของกองทัพสูงเรื่อยๆ เพราะว่ารัชกาลที่ 5 บารมีสูงมาก จนกระทั่ง สมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีการรัฐประหารโดยทหาร เป็นครั้งแรก (กบฏ ร.ศ.130) แล้วต่อมาคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครอง และกองทัพบก มีบทบาทมาก จากยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึง ช่วงรัฐบาล สฤษดิ์ ก็เปลี่ยนอุดมการณ์กองทัพมาเน้นที่ ชาติ และในหลวง ส่งเสริมราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ไทยของกองทัพบก ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ ก็มีบทบาทเรื่อยมาถึงสมัย 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 และพฤษภา 35 ซึ่งต่อมาหลังสมัยสฤษดิ์ กองทัพไม่มีเอกภาพ เป็นปัญหาแบ่งเป็นพวก เป็นกลุ่ม และเราเห็นว่าอดีตกองทัพบก ที่มีโรงเรียนเตรียมทหาร นับตั้งแต่รุ่นที่ 1 และทักษิณ เป็นเตรียมทหาร รุ่นที่ 10 แต่มีพวกรุ่นเดียวกัน เช่น พลเอกอนุพงษ์ ไม่ชอบทักษิณ ส่วนพลเอก ประยุทธ์ และพลเอกเปรม ก็ไม่ชอบทักษิณ ทำให้ทหารไม่มีเอกภาพ เป็นกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ และกลุ่มวงศ์เทวัญ จากการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นต้นมา ก็กองทัพ มีอิทธิพลมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจทหาร จะมีอิทธิพลมากในอนาคตด้วย ทหารแตงโม กลุ่มกองทัพบก ที่ไม่ชอบพลเอก เปรม และสถานการณ์ในกองทัพตอนนี้ เพราะว่า การเลื่อนตำแหน่งทางทหาร ที่มีทหารคนสนิทของพลเอกประยุทธ์ พลเอก เปรม ที่มีเส้นสายต่อกัน เพราะว่าผมเป็นทหารที่ดี แต่ผมต้องรู้จักคนนี้ และเขาเห็นด้วยกับอุดมการณ์ทักษิณ แต่ว่าเส้นสาย ที่มีผู้นำกองทัพ จะให้กลุ่มเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ได้ขึ้นมามีตำแหน่งในสายบูรพาพยัคฆ์ ทำให้ทหารไม่พอใจ ก่อให้เกิดปัญหาเอกภาพของกองทัพ ปัญหากองทัพบกกับรัฐบาลพลเรือน ตอนนี้ กองทัพบก ที่มีอำนาจมาก คือ เตรียมทหารรุ่นที่ 12 ก็พวกบูรพาพยัคฆ์ และทหาร จะมีอำนาจมาก เพราะว่า พลเอกประยุทธ์ จะอยู่ในตำแหน่งถึง 3 ปีกว่าจะเกษียณอายุราชการ และการโยกย้ายของทหารในกองทัพ ซึ่งพลเอกประยุทธ์เป็นผู้นำของกองทัพนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไล่ออกยาก และมีกฎหมายแบบใหม่ ตั้งแต่ 2551 (พรบ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ปี2551 มาตรา 25 เกี่ยวกับคณะกรรมการกระทรวงกลาโหม ที่มี 7 คน) แต่ว่าฝ่ายพลเรือน มีแค่สองคน คือ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม พลเอกยุทธศักดิ์ ซึ่งสองคนเท่านั้น ที่มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นผลของรัฐประหาร ทำให้เกิดกฎหมายนี้ ตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า อาทิตย์หน้าว่า การโยกย้ายทหารใหม่ปีนี้ และผมคิดว่าต้องเปลี่ยนกฎหมายให้พลเรือนมีอำนาจ และนายกรัฐมนตรีมาจากเลือกตั้ง เพราะว่าตอนนี้นายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งไม่มีสิทธิ์ เลือกผู้นำทหาร ซึ่งทหาร มีอำนาจ อิทธิพลมาก ท้าทายประชาธิปไตย ว่าจะควบคุมทหารเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก และถ้าเราพลเรือนอยากให้กองทัพบก ไม่มีอำนาจ ก็เกือบหลัง20 ปีแล้ว พฤษภา 2535 ไม่มีใครชอบทหาร แต่ว่า 19 พฤษภา 53 แย่มาก หลายคนตาย จากกรณีพฤษภา 35 คนไม่ชอบทหาร แล้วมีโอกาสทำให้ทหารไม่มีอำนาจ แต่ว่าหลัง 19 พฤษภา 53 หลายคนในกรุงเทพฯ บอกว่าเราชอบทหาร เพราะเรามีความขัดแย้งทางการเมือง และหลายคน ก็เห็นด้วยกับพลเอกประยุทธ์ อาจจะทำให้พลเอกประยุทธ์ เหมือนสุจินดา2 คือ เรียกทหารมาทำรัฐประหาร เหมือนสุจินดา ซึ่งประชาชน ต้องเห็นว่าทหารเป็นเครื่องมือของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ประชาชนบอกว่า ทหารดีที่สุด ถ้าเราคิดแบบนี้ ปัญหากฎหมายแบบใหม่ ตั้งแต่ 2551 พลเอกยุทธศักดิ์ พยายามให้มีประชุมสภาแห่งรัฐ (หรือสภากลาโหม) คือ เขาอยากรู้ว่า กฎหมาย 2551 นี้ เป็นสิ่งที่เท่ากับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า มีหลายอย่างกฎหมายไม่ชัด แต่ว่าสภาไม่เห็นด้วย ในการแก้ไขกฎหมายเข้าข้างอำมาตย์ ซึ่งพลเอกยุทธศักดิ์ ควบคุมทหารมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้วทำงานกับทักษิณ และชวลิต แต่ว่ายากมากทหาร มีอำนาจมาก และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องควบคุมทหาร เพราะว่า พลเอกประยุทธ์ เป็นคนเข้มแข็งทางการเมือง ไม่ยอมควบคุมง่าย และผมไม่เห็นด้วยที่ว่าพลเอกเปรม ไม่มีอำนาจ จากข้อมูล ที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวิกิลีกส์ ซึ่งผมคิดว่าพลเอกเปรม มีอำนาจ บทบาทของกองทัพบก ตั้งแต่รัฐประหาร เช่น พลเอกอนุพงษ์ ไม่ช่วยนายกรัฐมนตรี สมัคร,สมชาย และเสื้อเหลืองยึดสนามบิน ก็ทหารไม่ช่วยรัฐบาล และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เกิดจากทหารเป็นผู้นำคุยกับพรรคการเมือง ก็มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เพราะฉะนั้น ทหารช่วยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีบทบาทแน่นอน และพรรคการเมืองประชาธิปัตย์ ชอบพลเอกประยุทธ์ แต่ว่าพลเรือนต้องควบคุมกองทัพ ซึ่งพลเรือน ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับทหาร และทหารมีอำนาจ จะชนะทุกครั้ง ก็ไม่ดีกับประชาธิปไตย และผมหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ทหารไม่มีข้ออ้างเพื่อมีบทบาทใหม่ทางการเมือง หรือ ตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ อยู่ในช่วงฮันนีมูน ที่ไม่มีคนยึดถนน ก็ให้เขามีโอกาส แต่ถ้าสมมติว่า เสื้อเหลือง หรือ หมอตุลย์ กลุ่มต่อต้านทักษิณ พยายามไปบ้านพิษณุโลก และโจมตีบ้านพิษณุโลก แล้วพลเอกประยุทธ์บอก ช่วยไม่ได้ แล้วเราอาจเห็นเสื้อแดง ปะทะเสื้อเหลือง แล้วกองทัพบก ก็บอกว่า เสื้อแดงโจมตีเสื้อเหลือง เป็นสถานการณ์ใช้เป็นข้ออ้างกองทัพโจมตีเสื้อแดง แน่นอนว่า ปีนี้ คือ ทหารอย่างพลเอกประยุทธ์ มีสเถียรภาพมาก จะช่วยเสื้อเหลือง ไม่ช่วยเสื้อแดง และทหารบอกว่า เราช่วยไม่ได้เสื้อแดง โจมตีเสื้อเหลืองก่อน เป็นข้ออ้าง เตะยิ่งลักษณ์ออก แต่ผมไม่คิดว่าจะมีรัฐประหาร เพราะรัฐประหาร ทำให้เกิดการต่อต้านทั่วโลก แต่เขาแอบให้อาวุธเสื้อเหลือง ทำการวางระเบิดตึกรัฐบาลก็ได้ เพื่อกดดันยิ่งลักษณ์ และผมยังไม่แน่ใจ มีเวลา 6 เดือน ทุกคนกำลังมองยิ่งลักษณ์ คนมีอำนาจพอใจยิ่งลักษณ์ หรือไม่ และเมื่อทักษิณอยากปรองดองกับคนมีอำนาจ เพื่อให้ไม่มีปัญหารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ครบ 4 ปี แต่ว่าพลเอกเปรม และพลเอกประยุทธ์ จะหาข้ออ้างทำให้มีปัญหาได้ กรณีปราสาทเขาพระวิหาร และการสู้รบไทยกับกัมพูชา จะมีอีกหรือไม่ ผมคิดว่าพลเอกยุทธศักดิ์ ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ เห็นด้วยกับสันติภาพ เพราะว่าผมเข้าใจที่นายกรัฐมนตรี พูดว่าเรามีสันติภาพ แต่ว่าทหารไทยบางคนยังอยากมีปัญหากับเขมร อาจจะมีปัญหาทหารไทย บางคนอาจจะอ้างว่าทหารเขมรโจมตีเราก่อน ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น เพราะทหารอยากมีอิทธิพล และงบประมาณกองทัพ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องดูสถานการณ์กันต่อไป ยิ่งลักษณ์ ทำให้พลเอกประยุทธ์ เป็นเพื่อน ก็ความคิดที่ดี เพราะพลเอกประยุทธ์เป็นคนอันตราย อาจจะดีให้เขาเป็นเพื่อน และกองทัพ มีอำนาจ อาวุธ จะเป็นอันตราย ถ้าเขาไม่ใช่เพื่อนเรา และอันตรายจากกลุ่มต่อต้านทักษิณ ถ้าเขาไม่ยอมถอยไป และยิ่งลักษณ์ เป็นคนสะอาด คนดี อาจจะประสบความสำเร็จทางนโยบายทางการเมืองก็ได้ ********* http://thaienews.blogspot.com/2011/09/blog-post_28.html

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

“Big Cleaning Day และเดอะเฮด”: การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติและประชาธิปไตยร่วมกัน

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 22, 2011
“Big Cleaning Day และเดอะเฮด”: การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติและประชาธิปไตยร่วมกัน

ครบรอบ1 ปีเหตุการณ์19 พฤษภา กับการย้อนวิเคราะห์อดีตกิจกรรม Big Cleaning Day เป็นส่วนหนึ่งของการอธิบาย ต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติได้เป็นอย่างดี ก็กรุงเทพฯ ถูกเชื่อมโยงกับชาติไทย และการทำความสะอาด ล้างถนน รวมทั้งเดอะเฮด หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ในนิยามของความหมายถึง หัวเป็นมันสมองของคนด้วย แล้วการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติจากกิจกรรมดังกล่าว โดยหากทำเหมือนการล้างสมองของคนในชาติ ก็ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง ซึ่งรัฐและคนไทยต้องร่วมใช้หัวสมองคิดสร้างทางออกเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย

โดย อรรคพล สาตุ้ม

….She said: What is history?

And he said: History is an angel being blown backwards into the future He said: History is a pile of debris And the angel wants to go back and fix things To repair the things that have been broken But there is a storm blowing from Paradise And the storm keeps blowing the angel backwards into the future And this storm, this storm is called Progress…(*)

…ผู้เขียนนำเสนอบทความนี้ ออกเผยแพร่เพื่อรำลึกครบรอบ1 ปีเหตุการณ์19 พฤษภา ซึ่งผู้เขียนแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมแนวคิดเดิม และพัฒนาบทความจากที่เขียนไว้ในปีที่แล้ว โดยไม่ได้อ้างอิงบ้างก็ตาม

เพราะฉะนั้น ผู้เขียนทบทวนข้อจำกัด กับการแลกเปลี่ยนพูดคุยต่อเพื่อนสหาย สำหรับภาพรวมบทความของตนเอง และอ่านเอกสาร ค้นพบการอ้างงานวิจัยทางประสาทวิทยาในปัจจุบันบ่งบอกว่า อารมณ์จะกระตุ้นสมองได้เร็วกว่าการคิดด้วยเหตุผลถึง3,000 เท่า และอารมณ์ยังทำงานต่อเนื่องด้วยการกระตุ้นทัศนคติและพฤติกรรมของเรา

กระนั้น ผู้เขียนได้เขียนบทความต่อเนื่องด้านทหาร-กองทัพมาแล้ว ต้องการสะท้อนแง่มุมหนึ่งของอดีตเพลงชาติไทยเกี่ยวพันสมอง ซึ่งลักษณะเฉพาะของเพลง ก็ดัดแปลงและการลอกเลียนแบบตะวันตก และการสร้างชาติสมัยใหม่ของคณะราษฎร โดยสร้างเพลงชาติเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกด้วย และผู้เขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเสียง ความทรงจำกับอำนาจฯ โดยสะท้อนความเงียบในหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา19 ในแง่มุมหนึ่ง

ซึ่งปัญหาภาพรวมของการเมืองไทย ที่ยังไม่สามารถเข้าใจง่าย โดยผลกระทบ19 พฤษภา 53 ก็มีผู้ต้องขังยังไม่ได้ออกจากคุก ฉะนั้น เหตุและผลของBig Cleaning Day ย่อมสัมพันธ์ในแง่มุมของการชำระล้างเสียง และภาพความทรงจำของอดีต

อย่างไรก็ดี ประชาชนในแง่มุมหนึ่ง ย่อมต้องเข้าใจว่า การล้างสมองในแง่มุมของจิตวิทยา และปฏิบัติการของชาติเกี่ยวกับสมองของคน คือ การเกิดของจินตนาการเกี่ยวข้องความรู้จากประสบการณ์ เกี่ยวข้องภาพยนตร์ ละคร เพลงชาติ ในยุคชาตินิยมจากสมัยคณะราษฎร เป็นปัจจัยการผลิต โดยประดิษฐ์ให้ความรู้สู่แบบเรียน อนุสาวรีย์ เป็นสิ่งก่อสร้างต่อความทรงจำ และรับรู้เป็นความจริงตามสมองกำหนด ให้มีความหมายแก่ทุกคน และปัญหาใหญ่ ในสมองของคน จึงสัมพันธ์กับจินตนาการของความเป็นชาติ และประชาธิปไตย ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง สำหรับสิ่งเกิดใหม่เป็นความหวังของประชาชน ในการเลือกตั้งว่า ประชาชนมองเห็นคนตาย และคนต้องขัง ต้องได้รับความยุติธรรม เหมือนหัวสมอง ที่มีภาพของตราชั่งของน้ำหนักเหตุผลของความยุติธรรม

ดังนั้น การย้อนภาพของอดีตการปฏิบัติการทางสุนทรีย์ชาตินิยม แทรกซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการเกาะเกี่ยวความรู้สึกชาตินิยมไปด้วยกัน สะท้อนผ่านการย้อนวิเคราะห์อดีตกิจกรรม Big Cleaning Day ซึ่งมีผู้เข้าร่วมใส่เสื้อเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะว่า “รักชาติ” เป็นภาพแสดงแทนอย่างชัดเจน ในส่วนหนึ่งของการอธิบาย ต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติได้เป็นอย่างดี ก็กรุงเทพฯ ถูกเชื่อมโยงกับชาติไทย และการทำความสะอาด ล้างถนน


รวมทั้งงานศิลปะเดอะเฮด หน้าห้างเซ็นทรัลเวริด์ ในนิยามของความหมายถึง หัวสมองของคนด้วย แล้วการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติจากกิจกรรมดังกล่าว

โดยหากทำเหมือนการล้างสมองของคนในชาติ ก็ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง ซึ่งรัฐและคนไทยต้องร่วมใช้หัวสมองคิดสร้างทางออกเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย โดยเรามองย้อนดูพัฒนาการเมืองไทย กับการสร้างรัฐชาติ แล้วรัฐชาติอยู่ในหัวเป็นมันสมองของทุกคน

Big Cleaning Day

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดกิจกรรมการทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning Day) พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะในกทม. โดยระบุว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 2 เดือน และได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งที่เป็นทรัพย์สินของทางราชการและภาคเอกชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะบริเวณถนนพระรามที่ 1 สี่แยกราชประสงค์ และถนนราชดำริ ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ

ดังนั้น กรุงเทพมหานครจะเร่งฟื้นฟูด้านกายภาพในพื้นที่ดังกล่าว และเร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยกรุงเทพมหานครได้ดำเนินมาตรการฟื้นฟูภายใต้โครงการ "ร่วมสร้างกรุงเทพฯ รวมกันเราทำได้" (Together We Can) โดยจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูครั้งนี้ด้วย


"กรุงเทพมหานครจะดำเนินการฟื้นฟูภาพลักษณ์การเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยรอยยิ้มให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยอยากให้คนไทยทุกคนให้อภัยและมองไปข้างหน้า ให้ประเทศไทยก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ลืมว่าเคยสวมเสื้อสีใด สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมาย และการที่คนไทยออกมาร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่ในวันนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนไทยยังรักและสามัคคีกันเช่นเคย" ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรมแรก คือ การทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning Day) ในพื้นที่ชุมนุมและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทุกแห่ง หลังจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ส่งมอบพื้นที่ให้กรุงเทพมหานคร โดยกรุงเทพมหานครได้ระดมเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด, พนักงานกวาด พร้อมด้วยรถฉีดน้ำ รถดูดฝุ่น รถเก็บขยะ ไม้กวาด จากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา และสำนักงานเขตพื้นที่ 3 เขต และเขตใกล้เคียง 19 เขต พร้อมเชิญชวนอาสาสมัคร และประชาชนร่วมกิจกรรม รวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 10,000 คน ร่วมกันทำความสะอาด ปัดกวาด ดูดฝุ่นและล้างถนน ขัดล้าง Street furniture ใช้สีฉีดพ่นทับข้อความที่ไม่เหมาะสม โดยการล้างทำความสะอาดถนน และทำพิธีทางศาสนา (1)

จากเนื้อหาของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งทุกคนรู้สึกเชื่อมโยง Big Cleaning Day ถึงความเป็นชาติของไทย ในจินตนาการของเรา เหมือนกับหนังสือเรื่อง Imagined Communities ของเบเนดิก แอนเดอร์สัน อันเป็นงานศึกษาว่าอารมณ์ความรู้สึก และความเกี่ยวดองเชื่อมโยงของบรรดาผู้คนที่เอาเข้าจริงไม่เคยประสบพบพานหรือติดต่อกันโดยตรงเลยนั้น มันรวมกันก่อตัวเป็นเอกลักษณ์ร่วมที่พวกเขาเข้าใจว่าเป็น ‘เอกลักษณ์แห่งชาติ’ ได้

และ หนังสือชุมชนจินตกรรม ก็ศึกษาเนื้อแท้ที่มีลักษณะพลการและประดิดประดอยขึ้น (แม้บ่อยครั้งจะเหลือวิสัยจะไปยับยั้งทัดทานได้) สิ่งประดิษฐ์ของการนับเนื่องสังกัดที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้(2) ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจของฐานะสัญลักษณ์สำหรับ “เดอะเฮด” และ ‘เดอะเฮด’ ในนิยามของชาติไทยในความหมายต่อหัวสมองของคนด้วย

‘เดอะ เฮด’ ของกรุงเทพมหานคร

"เดอะเฮด"หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการชุมนุมที่ราชประสงค์ไปแล้ว ภาพประติมากรรมรูปศีรษะผู้หญิงเกล้าผม ที่ตั้งตระหง่านตั้งแต่เมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักโดยรอบบริเวณ จนมาถึงวันที่เพลิงเผาไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งส่งผลให้อาคารพังถล่มเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้ยังคงโดดเด่นอยู่ที่เดิม หลายคนที่เห็นภาพ หลายคนที่เคยแวะเวียนไปนั่งเล่นพร้อมถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ทั้งในช่วงเวลาปกติและช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสและปีใหม่

"เดอะเฮด" (THE HEAD) คือชื่อประติมากรรมชิ้นนี้ ในเดือนพ.ค.ปี 2552 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการสนับสนุนจากหอการค้าอินเดีย-ไทย สถานเอกอัครราชทูตอินเดีย รับมอบประติมากรรมระดับโลก จัดแสดงที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้โครงการ "เดอะ สคัลป์เจอร์ แอต เซ็นทรัลเวิลด์" เพื่อเฉลิมฉลอง ครบรอบ 62 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-อินเดีย

โดยจะชูให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแลนด์มาร์คของศิลปะและประติมากรรมใจกลางกรุงเทพฯ "เดอะเฮด" สร้างขึ้นจากโมเดลต้นแบบจากประเทศอินเดีย แล้วนำมาหล่อแบบให้เป็นผลงานประติมากรรมสูง 4 เมตร (รวมฐาน 1 เมตร) สร้างด้วยวัสดุบรอนซ์ทองทั้งหมด ตกแต่งด้วยสีอะคริลิก ใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญงานประติมากรรมจำนวน 30 คน ประติมากรเรดดี้ บอกว่า ต้นแบบที่ใช้สร้าง "เดอะเฮด" เป็นผู้หญิงที่สร้างขึ้นจากจินตนาการของตนเอง ไม่มีตัวตน และเขากำลังตามหาผู้หญิงคนนี้อยู่เช่นกัน

ผลงานส่วนใหญ่ของเรดดี้ เป็นผลงานประติมากรรมในรูปแบบอินเดีย-ฮินดู คอนเทมโพรารี่ อาร์ต ศิลปกรรมร่วมสมัย ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากศิลปินแนวป๊อป อาร์ต ชื่อดังระดับโลกอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล ผลงานประติมากรรมที่โดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับเรดดี้จะเป็นประติมากรรมรูปศีรษะของหญิงชาวอินเดีย ด้วยการเลือกใช้สีบรอนซ์ทองเป็นพื้นผิวใบหน้าและลำคอ โดดเด่นที่ดวงตาอันกลมโต และเรียวคิ้วดำขลับโค้งได้รูปของหญิงสาว เน้นลูกเล่นที่มวยผมสีดำประดับประดาด้วยดอกไม้สีสันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรดดี้ ราวินเดอร์ ซึ่งเรดดี้ กล่าวในครั้งนั้นว่า "เดอะ เฮด" สร้างด้วยวัสดุบรอนซ์ทั้งหมด ตกแต่งด้วยสีอะคริลิก และใช้ไฟเบอร์กลาสในการหล่อแบบ เนื่องจากเป็นวัสดุที่คล้ายพลาสติกมากที่สุด ตั้งอยู่ในหรือนอกสถานที่ก็ได้ ที่สำคัญไฟเบอร์กลาสทนความร้อนได้ดี ส่วนที่เลือกใช้บรอนซ์ เพราะ มีความคงทนอยู่ได้นานนับสิบปี(3)

โดยความเข้าใจเรื่อง "เดอะเฮด"ของเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งไม่ได้รู้สึกแปลกแยกสำหรับคนไทย ในวัฒนธรรมอินเดีย-ฮินดูในพื้นที่ของประเทศไทย เช่น พระพรหม ในฐานะเป็นผู้สร้างโลก สรรพสิ่ง และพระพรหมในเมืองแขก (อินเดีย) เป็นมังสวิรัติ แต่ในไทยกลับนิยมนำหมูมาบวงสรวง ก็ถูกทำให้เป็น ‘ไทย’ ใน “พื้นที่”ของไทยเรียบร้อยแล้ว

แถมความขัดแย้งในอดีต ที่มีศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ เป็นศาลตั้งอยู่หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และคนทุบพระพรหม ก็แทบถูกลืมไปแล้ว เนื่องจากการทุบครั้งนั้น คนทุบที่ถูกบอกว่าเป็นคนบ้าเพี้ยน ก็เจอรุมกระทืบตาย และพ่อของเขาก็ยังต้องขอโทษทุกคน

ซึ่งนี่แหละความเชื่อ ความเป็นไทย และรัฐชาติ ซึ่งเกิดปัญหาอันสลับซับซ้อนขึ้นมาในความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ยิ่งต้องแยกแยะ และวิเคราะห์ภาพเหตุการณ์ทางการเมือง จากตาดำๆ ของเรา ก็มองภาพโดยรัฐบาล+ทหาร ก็พ.อ.สรรเสริญ ที่มีชื่อเล่นไม่เป็นทางการว่า “ไก่อู แห่งศอฉ.” ซึ่งเขาเป็นโฆษกรัฐบาล และทหารเพื่อสร้างความมั่นคงของชาติผ่านทางทีวีและธุรกิจการพิมพ์ ซึ่งทำการผลิตซ้ำพิมพ์รูป เช่น ภาพการเผาบ้านเมือง อันอาจจะนำมาซึ่งการเกลียดชังมากขึ้น

ท่ามกลางผลประโยชน์จากการขายสิ่งพิมพ์สื่อสารกับผู้ซื้อสิ่งพิมพ์ ภายใต้อิทธิพลทุนนิยมการพิมพ์ ที่มีเครื่องจักรกล ทำการผลิตหนังสือสร้างชุมชนชาติจินตกรรม เหมือนแบบเรียนว่า "เมืองไทยนี้ดี" ซึ่งอาคาร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจในเมืองไทย ก็เป็นตัวแทนของการใช้ไฟฟ้า และทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน และความเชื่อ วัฒนธรรมกับสังคมไทย จากแง่มุมของปัญญาชน ก็แตกต่างกันในการมุมมองต่อการสร้างความเป็นไทย(4)

ฉะนั้น วัฒนธรรมไทยร่วมกับวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นเดอะเฮด ที่น่าสนใจ ถ้าเราถูกครอบงำในเดอะเฮด เพราะเราต้องการ "ปกครองแบบไทย" และเราต้องการ "คนดี" มาเป็นผู้นำอันเป็นองค์ประกอบของชาติ โดยไม่สำคัญว่าจะเป็นประชาธิปไตย เกิดความหลากหลายของชาติ (เพียงแต่ผู้นำ มีศีลธรรมไม่คอรัปชั่น ฯลฯ) และเมืองไทยก็บังคับคนไม่ให้ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ เพราะรัฐไทยในอดีต ก็เคยบีบให้ชาติพันธุ์ หรือ ‘เจ๊ก’ กลายเป็นไทย

แล้วชาติพันธุ์บางส่วนก็ต้องยอมรับ ความจริง ความดี และความงามแบบไทย ในเรื่องนี้ มันลึกซึ้งกับลักษณะไทยเชิงโครงสร้างของปัญหาทางชนชั้นและความเชื่อว่าประชาชนตกอยู่ในวัฎจักร โง่-จน-เจ็บ ที่มีคนยากคนจนไม่พอใจคนมั่งมีจนกลายเป็นความแค้นเคือง

จากปัญหาว่าเมืองไทยนี้ดี ถึงแม้เมืองไทยจะมีปัญหามากมาย แต่ก็ยังดีกว่าชาติอื่นๆ โดยทำให้มองไม่เห็นช่องว่าง และปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เพราะวิธีคิดที่เห็นว่า ความไม่เสมอภาคเป็นเรื่องที่ถูกต้องนี้ ทำให้คนไทยเฉยเมยต่อความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในแทบทุกมิติของสังคม ไม่ว่าจะในกฏหมาย ในโครงสร้างและนโยบายทางการเมือง ในโครงสร้างและนโยบายทางเศรษฐกิจ ในความสัมพันธ์ระหว่างชั้น ระหว่างเพศ และระหว่างต่างสถานภาพ ในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนชีวิตประจำวัน

ซึ่งผู้เขียนขอกล่าวอย่างย่อๆ ว่า ในหมู่ชนชั้นกลางก็ไม่ร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย เหมือนกับบางส่วนสมัยยุคตุลา 2516 หรือพฤษภา 2535 จนกระทั่งปัญหาจากผ่านฟ้าถึงราชประสงค์ ก็เกิดการเผาตามพื้นที่ต่างๆ ไปทั่วเมืองไทย หลายส่วน นอกจากแถวที่มีเดอะเฮด แน่นอนว่า จากการเก็บข้อมูล และจากการที่ผู้เขียนไปสังเกตการณ์ในฐานะนักข่าว กับข้อมูลของคนมากมายซึ่งวิเคราะห์ไว้ ทำให้พบว่าการต่อสู้ครั้งนี้ ก็ทำให้กระทบจินตภาพของความต้องการ "คนดี" อยู่กับประชาชนเป็นคนดีของชาติ และเมืองไทย ในประชาธิปไตยแบบไทยๆ

โดยเรานึกถึงมุมมอง เช่น หนังสือเกี่ยวกับมุมมองของคนในเรื่อง
“การมองอย่างไร:แนะนำการอ่านสิ่งแวดล้อม ที่มนุษย์สร้างขึ้น” (5) ซึ่งนำเสนอ เรื่อง Art and Reality (seeing with the mind) ก็คือ ศิลปะ และความเป็นจริง ในการมองเห็นในจิตใจ แน่นอนหนังสือ ยังกล่าวถึงเรื่อง Focus ก็คือ การจับจ้องจุดสำคัญของการมองเห็นของคน ซึ่งเราสามารถนำมาเปรียบเทียบได้กับเรื่องการเมืองในมุมมองของแต่ละคน ซึ่งคนเราต่างก็มีมุมมองของแต่ละคน และการมองเห็นในมุมมองจากบทความเรื่อง “นิทเช่ : การอ่าน คือ งานศิลปะ” จากแง่มุมใหม่ (a new perspective) นิทเช่มองว่า มนุษย์มิใช่ผู้ที่มีเหตุผล แต่มนูษย์เป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ (man is something that must be overcome) เป็นสะพานที่ไม่มีจุดจบ

ซึ่งคำนิยามของความคิดดังกล่าว ก็ยังตีความมนุษย์ได้หลายแนว เช่นว่า มนุษย์สุดท้ายแล้วอาจจะต้องการเอาชนะไม่ใช่มีเหตุผล(6) และ เราควรมองเห็นแบบมีเหตุมีผลมากกว่า มุ่งหวังเพียงชัยชนะ และทำให้คนมองเห็นอย่างมีเหตุมีผลว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ดีกว่าเต็มใบ

จากมุมมองคน ถ้ามองที่ฮวงจุ้ย(7) ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม และถ้าไม่นำไปสู่ Road Map ก็ช่วงก่อนรัฐบาลฮิตพูดคำนี้ แต่ว่ามันก็ชัดเจน ถึงโรดแมป ไม่ปรองดองกันได้ ถ้าเรายังคิดจะฆ่ากันอยู่อีก และคนที่เจ็บ รวมทั้งตาย ก็มี 90 ศพ ซึ่งมันเป็นสิ่งรูปธรรม สำหรับคนที่ถูกกระทำร้ายร่างกาย ทำให้เกิดความโกรธแค้น ปะทะต่อ วัตถุสิ่งของ อาคาร เป็นการปะทะของวัฒนธรรม อันโหดร้ายที่ซ่อนลวงตาให้ไม่เห็นความจริงของเมืองไทยนี้ ทำให้ถูกมองว่าไม่ดีอย่างที่มันควรจะเป็นสยามเมืองยิ้ม อันเสรี ในพื้นที่ของกรุงเทพฯ

ซึ่งกรุงเทพมหานคร แปลว่า "พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร" ซึ่งชื่อเต็มเป็นชื่อสถานที่ที่ยาวที่สุดในโลกและได้จดบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊ค(ดูเพิ่มเดิมในวิกีพีเดียออนไลน์)

ดังนั้น นอกจากสัญลักษณ์ของความเป็นกรุงเทพฯ ศูนย์กลางของประเทศไทย และเราหันมามองการนำเสนอเรื่อง symbolic people ก็คือ สัญลักษณ์ประชาชน เช่น สัญลักษณ์ของลุงแซม ทำท่ามือชี้ สื่อข้อความ ก็บอกว่า “ฉันต้องการคุณ เพื่อเป็นทหารของอเมริกา” ซึ่งเราก็รู้ว่าสัญลักษณ์ของคนธรรมดาประชาชนนั้น หาได้ยากยิ่งสำหรับคนไทย ที่ไม่มีใครเหมือนลุงแซม แล้วความตายของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (8) ในฐานะเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2549 ก็ไม่ได้ถูกยอมรับทั้งสองฝ่าย ซึ่งสองมาตรฐานอย่างแน่นอน และสังคมอาจจะยอมรับได้เหมือนการฆ่าตัวตายของสืบ นาคะเสถียรในอนาคต ก็ยังไม่แน่นอน

เพราะว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า..อุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลา ได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทยท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง (9) ซึ่งเพื่อนพ้องน้องพี่ ในเดือนตุลาคมทะเลาะกัน แล้วเราต้องสร้างความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ตายเพื่อชาติให้กับคนในชาติ เช่นเดียวกับการฆ่าตัวตายของลุงนวมทองในเดือนตุลาคม 2549 ให้เกิดมาตรฐานร่วมกัน

จากBig Cleaning Day และเดอะเฮดของกรุงเทพฯ เปรียบเทียบกับพื้นที่ของคนที่ตายของภาคใต้ และเราต้องการสร้างความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกคนที่ตายในชาติ

คนที่ตายในกรุงเทพแตกต่างกับพื้นที่มัสยิดกรือแซะ และตากใบ ซึ่งภาคใต้แตกต่างกับพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งแง่ทางกายภาพของความเป็นพื้นที่เมือง และแง่มุมในความหมายของเทพนคร ที่มีเทพ ผู้มีตาทิพย์ เกี่ยวกับพุทธศาสนา แล้วคนในพื้นที่วัดปทุมฯ ซึ่งผู้เสียชีวิตในเขตอภัยทาน ก็สะท้อนเรื่องความเป็นชาติ ศาสนาของคนไทย คือ ทหารไม่เคยปราณีใคร ในจุดที่อยู่ตามศาสนา เพราะ การฆ่าไม่ใช่เรื่องศีลธรรม และบางครั้ง ในบางยุคของไทย ก็มีวาทะว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงพื้นที่ของกรุงเทพฯ และสถานที่สำคัญ ที่มีเทพ เทวดา พระพุทธเจ้าคุ้มครอง หรือวัดก็ตาม

ถ้าเราทำความเข้าใจงานศิลปะเดอะเฮด เป็นการแสดงออกผลงานทางศิลปะ แต่ว่าเรื่องราวของความตายของคน ที่ฝังอยู่ในความทรงจำของหัวสมองของคน และอารมณ์ความรู้สึก ก็ใช้นำมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลได้ด้วย โดยการพิจารณาต่อสิ่งที่ย้อนแย้งกับความสัมพันธ์ของอดีตแค่ปี 2549 กับสัมพันธ์กับปี 2547 ในอีกแง่มุมหลังเดือนตุลาคม 2549 ก็เกิดปรากฏการณ์ของทหารโดยคมช.ต่อมา

ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คำกล่าวบนเวทีปาฐกถาพิเศษ ต่อหน้าผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตากใบ ต่อหน้าประชาชนนับพันคน รวมทั้งผู้ว่าราชการทั้ง 3 จังหวัด ประธานและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า
“ผมขอโทษแทนรัฐบาลชุดที่แล้ว และขอโทษแทนรัฐบาลนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลชุดที่แล้ว ผมมาขอโทษแทน ผมอยากยื่นมือออกไปแล้วบอกว่าผมเป็นคนผิด ผมขอกล่าวคำขอโทษด้วยด้วยใจจริง”.... “ผมเคยพยายามคัดค้านนโยบายหลายประการของรัฐบาลชุดที่แล้ว และผมก็มีส่วนผิดที่คัดค้านนโยบายแล้วไม่เป็นผล เขาจึงให้ผมอยู่ในลักษณะที่ไม่ให้ความร่วมมือ วันนี้ผมจึงต้องเอ่ยคำขอโทษ ผมขอโทษอีกครั้งหนึ่งครับ”

ผู้นำศาสนา ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่สำคัญเป็นการพูดต่อหน้าผู้สูญเสียสามีและญาติพี่น้องไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)เดินทางมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 นั้นเอง นับเป็นคำขอโทษอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้นำรัฐบาลต่อกรณีเหตุการณ์ตากใบที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธร อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นับเป็นคำขอโทษที่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และประชาคมมุสลิมทั้งในและต่างประเทศกำลังรอคอยมาอย่างยาวนาน (10)

แต่ว่า เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างที่ดำรงอยู่เพียงพอต่อความเข้าใจเรื่องความตายของการสูญเสียชีวิตของคนโยงใยต่อรัฐชาติ จากคำขอโทษและการกล่าวถึงคงไม่พอ เพราะจากกรณีมัสยิดกรือแซะ และตากใบนั้น ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงวิวาทะว่า เรามุ่งโจมตีรัฐ แต่ว่าไม่โจมตีทหาร เนื่องจากอาศัยวาทกรรมต่อต้านรัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่เข้าใจปัญหาต่อเรื่องความตาย เชื่อมโยงกับทหาร

โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวว่า บางคนอาจจะบอกว่า ในกรณีภาคใต้รัฐต้องรับผิดชอบ ในแง่หนึ่งก็ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างกรณีกรือแซะ เนื่องจากในตอนนั้น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ สั่งไม่ให้ยิงเข้าไป แต่พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ก็ไม่เชื่อ แต่ไม่เห็นมีเอ็นจีโอ หรือใครโจมตีพัลลภ หรือ กรณีตากใบ ทำไมไม่เสนอให้ปลดแม่ทัพภาคที่ 4 พิศาล วัฒนวงษ์คีรี เพราะผิดแน่ๆ กับการที่มีคนตายในการควบคุม แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีคนเสนออย่างจริงจัง ประเด็นคือว่า ถึงการสลายการชุมนุมจะมาจากนโยบายของรัฐบาล แต่มันตลกที่เอ็นจีโอไม่เล่นเรื่องทหารอีกด้านหนึ่งก็ไปพูดเรื่องที่นามธรรมใหญ่โตพุ่งเป้าที่รัฐบาลไปที่ทักษิณ..(11)

เมื่อพิจารณาตัวอย่างอันเป็นบทเรียนของความตายจากยุคการเมืองรัฐบาลทักษิณ กับย้อนระลึกถึงคนตายเดือนเมษา-พฤษภาฯ 53 และน้องโบว์ 7ตุลา ฯลฯ รวมทั้งบทเรียนความตายเพื่อชาติของลุงนวมทอง ในกรุงเทพฯ จึงมีความแตกต่างจากความตายของพื้นที่ภาคใต้ คือ การสลับไปมาข้ามไขว้ของเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างสลับซับซ้อน แต่ว่าส่วนจิ๊กซอว์สำคัญ คือ ทหาร ปรากฏตัวในฉากการเมืองไทย กับรัฐประหารโดยทหาร กลับมาสู่ฉากรัฐบาลของคนชื่อสุรยุทธ์ (ซึ่งต่อมามีกรณีเขายายเที่ยง) สมัคร(โดนตุลาการภิวัฒน์), สมชาย และต่อมากรณีว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ผู้นำพรก.ฯฉุกเฉินสมัยทักษิณกับปัญหาภาคใต้มาใช้ใหม่และถูกประณามว่าได้รับการแต่งตั้งจากทหาร

ดังนั้น เราวิเคราะห์ย้อนดูพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในกรณีกระแสของความคิดสองชาตินิยมชนกันในยุค 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519 ที่มีความคิดเรื่องชาตินิยมต่างกัน และกระแสชาตินิยมในขบวนการเคลื่อนไหว 17 พฤษภา 2535 มาจนกระทั่งยุคเสื้อเหลือง ลูกจีนรักชาติ และเสื้อแดงกับชาวบ้านต่างจังหวัด ก็คือ ปัญหาในเรื่องสืบเนื่องของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง จนต่อมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือ การแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ในฝ่ายหนึ่งที่นับตัวเองเกี่ยวดอง เป็นพวกเดียวกัน เหมือนกับกรณีบรรดานักศึกษาเหยื่อ 6 ตุลาฯ รุ่นน้ารุ่นอาเหล่านั้นว่า “พวกเรา” (12) เหมือนกับฝ่ายเสื้อแดง หรือเสื้อเหลืองเป็นพวกเรา และประเด็นแค่เรื่องความตาย ก็ถกเถียงกันมาก ในมุมมองของแต่ละคน จากบทเรียนความตายของ 14 ตุลา-6 ตุลา และ 17 พฤษภา 2535 เป็นต้น

โดย ธงชัย วินิจจะกูล เคยเขียนถึงเรื่องความอิหลักอิเหลื่อแห่งชาติ เนื่องมาจาก 6 ตุลา 2519 ไม่เป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีอนุสาวรีย์ ไม่มีวีรชน ไม่สนใจชีวิต ซึ่งเขาเปรียบเทียบ 14 ตุลา และ 17 พฤษภา 2535 ในด้านความตายถูกยกย่องว่า ‘วีรชน’ ก็แตกต่างจาก 6 ตุลา โดยว่า 14 ตุลา ความตายของพวกเขาเป็นการเสียสละ “แห่งชาติ” ในนามของชาติและเพื่อชาติ โดยที่ชาติในที่นี้เริ่มเกิดความหมายใหม่คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวนมหาศาลภายในชาติ ทั้งที่มาร่วมเดินขบวนและที่เอาใจช่วยอยู่กับบ้าน ผู้เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลา จึงได้เป็น “วีรชน” ทันที คนจำนวนมากยังเรียกได้เต็มปากไม่ขัดเขิน 14 ตุลา ยังเป็นกรณีพิเศษในแง่ที่ว่า สมญานามดังกล่าวมาจากสาธารณชนและสื่อมวลชนโดยไม่สนใจว่าทางการจะเรียกเช่นนั้นหรือไม่(13) แต่ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา กับตรงกันข้ามกัน

กระนั้น ผู้เขียนยกตัวอย่างบทสัมภาษณ์ของธงชัย วินิจจะกูล กล่าวว่า ‘ชาตินิยมเหมือนไฟ คุณเล่นไม่ดี นอกจากลวกมือคุณแล้ว จะเผาบ้านด้วย คุณจะควบคุมไม่ได้ ผมดูถูกคนที่ชาตินิยมฝังหัว ว่าล้าหลัง ใจแคบ คิดอะไรตื้นๆ … ชาตินิยมไม่ช่วยอะไรเท่าไร คุณแคร์กับเพื่อนร่วมชาติ ไม่จำเป็นต้องชาตินิยม อันนี้สำคัญกว่า แชร์ความห่วงใย พอใจ ไม่พอใจ กับคนอื่น ใครก็ได้ ชาตินิยม คือความใจแคบ ไม่เมตตากรุณา ไม่มองคนอื่นในแง่ดี น่าเสียใจที่คนเป็นแบบนี้’(14)

ฉะนั้น ความคิดในเรื่องชาตินิยม ที่มีฝังหัวสมอง ในวิธีคิดของคนไทย กับความต้องการอาการใส่ใจผู้อื่น ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางสายตา เพื่อความเข้าใจทางวัฒนธรรม(15) โดยการมองเห็นที่ใจสำคัญมาก เราใช้สายตา และจินตนาการไม่ให้หลับหูหลับตาทำไปเรื่อย โดยเรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังสือ Nationalism and the Imagination ซึ่งหน้าปกหนังสือทำเป็นรูปภาพของคนกับสมอง ซึ่งปรากฏรูปหลายหลากภาพในหัวคน เกี่ยวโยงของคนในชาติ และความตายเพื่อชาติ

แน่นอนว่า ทำไมคนนับร้อยๆ ล้านทั่วโลก จึงรักของที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมันไม่ใช่วัตถุสิ่งของทางกายภาพแบบจริงๆ และหากจินตกรรม หรือการสมมุติขึ้น ถึงแก่ยอมฆ่า และยอมตาย ยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งพลีเลือดเนื้อชีวิตตัวเองเพื่อจินตกรรมอันนี้ ตลอดประวัติศาสตร์สองศตวรรษที่ผ่านมา? และพลังของมันอยู่ตรงไหน? โดยมันทำงานอย่างไร? ซึ่งในทางกลับกัน มันมีคุณมีด้านบวกอย่างไรบ้างต่อการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่รังแกที่ผ่านมา? (16) ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องความตายก็เป็นเรื่องถกเถียงทางปรัชญา คือ ความตายมีความหมายถึงการไปจากไปจากสถานที่หนึ่งเพื่อไปยังอีกที่หนึ่ง เช่นเดียวกับตัวอย่างของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และทำให้เราคิดต่อเรื่องชาติ และประชาธิปไตยตายเพื่อชาติ

มันสมองกับอารมณ์ความรู้สึกในจุดเริ่มต้นเหตุประชาธิปไตยไทย : บทเรียนอันย้อนแย้ง “Big Cleaning Day และเดอะเฮด”

เราย้อนกลับไปดูความทรงจำต่อวันชาติ โดยวันที่ 24 มิถุนา 2475 ซึ่งกลุ่มคณะราษฎร โดยถือว่ามันสมองของกลุ่มอย่างหลวงประดิษฐมนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์ และวันชาติ เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และความเข้าใจประชาธิปไตยไทย จากตัวอย่างของความทรงจำว่า รัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยเป็นลูกชายของพระยาพหลฯ ก็ถูกลบล้างไปในยุคสฤษดิ์ ในระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ โดยวันที่ 24 มิถุนา 2502 เนื่องในวันชาติ ที่ได้กล่าวถึงภารกิจของแผนการปฏิวัติว่าแผนการปฏิวัติขั้นต่อไป คือ การกวาดล้าง สิ่งซึ่งเป็นภัยต่อชาติ เสมือนเป็นการปัดกวาดชำระสิ่งโสโครกโรคร้ายในบ้านของเรา ภัยอันใหญ่หลวง คือ คอมมิวนิสต์ จำจะต้องขจัดภัยเหล่านี้ให้จงได้ และถ้ามิได้อาศัยอำนาจปฏิวัติสั่งจับคอมมิวนิสต์ ซึ่งตำรวจ มีร่องรอยรู้เห็นอยู่แล้วว่า ผู้ใดเป็นผู้แทนดำเนินการ..ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร จึงได้เหลืออำนาจปฏิวัติไว้ในมาตรา 17 สำหรับงานกวาดล้างทำความสะอาดในบ้าน(17)

และแล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลเปลี่ยนวันชาติ ทำให้วันชาติ 24 มิถุนายน หายไป ในยุคการพัฒนา ในฐานะการสร้างชาติ ซึ่งต่อมาเกิดการตีความเรื่อง 24 มิถุนา กับวันชาติ และการอธิบายสำหรับการสร้างชาติใส่ไว้ในหัวสมองของคน ทั้งในวาทกรรมระเบียบวินัย สำหรับยืนตรงเคารพธงชาติ ความสะอาดปราศจากเชื้อโรคในวาทกรรมการแพทย์ และการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อย่างกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะของ “เดอะเฮด”

กระนั้น เส้นทางออกแบบโดยแผนที่ความคิดสร้างสรรค์ต่อชาติ ก็คือ ทุกคนรู้จักการใช้สมองซีกซ้าย ร่วมกับสมองซีกขวาเหมือนการเขียนรูป (18) เพื่อออกแบบเขียนรูปวาดในการสร้างสรรค์ของความดีงาม ควบคู่กับเหตุผล เพื่อความงดงามในการมองเห็นชีวิตของคนในชาติ จากหนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิด และการแพร่ขยายของชาตินิยม กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ การเสนอแนะบางประการ ในการตีความที่น่าจะพอใจได้มากกว่าเกี่ยวกับ “ความวิปริต” ของลัทธิชาตินิยม ประเด็นเริ่มต้นของผู้เขียน ก็คือ เรื่องสัญชาติ (nationality) หรือดังที่บางคนอาจจะชอบใช้คำที่มีความหมายสำคัญมากกว่า เช่น ความเป็นชาติ (nation-ness) หรือลัทธิชาตินิยม (nationalism) ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมจำเพาะชนิดหนึ่ง เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งนี้อย่างถูกต้อง

สิ่งที่เราต้องการก็คือการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่าสิ่งนี้มาปรากฏดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ได้อย่างไร ในวิถีทางใดที่ความหมายของสิ่งนี้เปลี่ยนแปลงไปตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และทำไมทุกวันนี้ สิ่งนี้ถึงควบคุมความชอบธรรมในเชิงอารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้งเช่นนั้น ผู้เขียนพยายามที่จะเสนอว่า การสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมานับแต่ปลายศตวรรษที่ 18 คือ การกลั่นตัวแบบเป็นไปเองของ ‘การข้ามไขว้ไปมา’ ที่สลับซับซ้อนของพลังทางประวัติศาสตร์ที่แยกออกจากกัน แต่นั่น ทันใดที่การสรรค์สร้างเกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เริ่มกลายเป็นแบบมาตรฐาน (modular) สามารถนำไปปลูกลงบนพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ด้วยระดับของจิตสำนึกต่อตัวเองที่แตกต่างกัน และถูกรวมเข้ากันกับกลุ่มทางอุดมการณ์และกลุ่มทางการเมือง ที่แตกต่างหลากหลายกว้างขวางไพศาลได้อย่างสอดคล้องต้องกัน….(19)

อย่างไรก็ตาม เรากำลังถูกท้าท้ายมาตรฐานในการตีความประชาธิปไตย และการก้าวข้ามประชาธิปไตยแบบไทยๆ ให้เป็นมาตรฐานสากล และเราไม่นำประชาธิปไตยก้าวข้ามไปสู่เผด็จการ โดยย้อนดูในจุดกำเนิดของชาตินิยมที่เป็นประชาธิปไตย ในปี 2475 เหมือนกับที่เกษียร เตชะพีระ เสนอก็คือ "ความเป็นคนชาติเดียวกัน" ก็คือ กำลังเสนอว่า ในสิ่งที่คุณเรียกว่าเป็น"ชาติ" ไม่เพียงแต่เท่ากัน แต่ในความเท่ากันนั้นเกิดจากความเหมือนกันอย่างยิ่ง เวลาที่เราบอกว่าเราเป็นคนชาติเดียวกัน มันมีอะไรบางอย่างในความเป็นชาติ ที่ทำให้เราทั้งหมดเป็นก้อนเดียวกัน โดยมันมีความเป็นปึกแผ่นเดียวกันอย่างยิ่ง แล้วสิ่งที่ทำให้เราเท่ากัน โดยถ้าเราเท่ากัน แล้วถ้าชาติมันมีความเป็นปึกแผ่นเดียวกัน มันมีความเสมอเหมือนกันยิ่งแล้ว ซึ่งมันนำไปสู่คนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข

ถ้าเราลองนึกถึงครอบครัว สมมุติว่ามีพ่อ แม่ และลูกอีก 3 คน, ถ้าพ่อบอกว่าวันนี้พ่อจะไปกินอาหารเยอรมัน แล้วลูก 3 คนบอกว่าวันนี้จะไปดูหนัง ในระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ถามว่า เราจะไปไหน ? ก็ไปกินอาหารเยอรมันใช่ไหม ถึงแม้ว่าลูกจะ 3 เสียง ต่อพ่อ 1 เสียง ที่เสียงข้างมากแพ้เสียงข้างน้อยในระบอบพ่อปกครองครอบครัว เพราะคนเราไม่เท่ากัน ในเงื่อนไขของครอบครัว และอำนาจพ่อโดยสถานะที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ ,"พ่อ"ถือว่าใหญ่กว่า"ลูก"อยู่แล้ว ...แต่ถ้าเรากำลังจินตนาการถึงสังคมหนึ่ง ซึ่งประการที่หนึ่งคนเราเท่ากันอย่างยิ่ง, ประการที่สองที่เราเท่ากันเพราะเราเป็นคนชาติเดียวกัน. เมื่อคนเราเท่ากัน ไม่มีเหตุผลใดๆที่พอจะฟังขึ้น ที่ทำไมคนที่เท่ากันบางคน จึงควรจะมีสิทธิปกครองเหนือคนที่เท่ากันอีกจำนวนมากได้. ถ้าเท่ากันจริง อำนาจย่อมไปอยู่กับคนที่เท่ากันเหล่านั้นที่มีจำนวนมาก ก็คือนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ในชาติที่คนเราเท่ากันแล้วเป็นปึกแผ่นที่เสมอเหมือนกันนี่ มันควรที่จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย(20)....

โดยสรุปอย่างย่อว่า ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นในประเด็นใหญ่“Big Cleaning Day และเดอะเฮด” ในแง่ของสัญลักษณ์การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติว่า แม้กระทั่งประเด็นพื้นฐานของคนในชาติ กำลังถูกท้าทายว่าคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข ใครได้เสียงเลือกตั้งมากกว่า คนนั้นชนะ ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า แต่ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน รวมทั้งสิทธิของเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างออกไป ไม่เช่นนั้นบางคน ก็รู้สึกความเป็นไพร่ในตัวเอง ซึ่งรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมในความเป็นไพร่ คือ ชนชั้นกลางระดับล่าง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ไม่ใช่ไพร่มีสังกัดอย่างอดีต แต่ว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนที่รู้สึกเป็นไพร่ ที่รัฐทำกับประชาชน ทำให้เกิดตนเองรู้สึกสำนึกถึงเหมือนสมาชิกสังกัดไพร่อย่างไม่เป็นทางการ

นั่นแหละเป็นปัญหาในหัวสมองของเรา แม้ว่ารัฐ และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ จะพยายามร่วมมือกับประชาชนสร้างจินตนาการของชาติ โดยกิจกรรม Big Cleaning Day ทำความสะอาดกรุงเทพฯเพียงเท่านั้น แต่ว่า ปฏิบัติการต่อเนื่อง คือ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือควบคุมทัศนะการมองเห็นของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และรัฐควบคุมความคิดเห็นต่างของคน เหมือนกับที่รัฐพยายามบอกว่าสังกัดคนละสมาชิกพรรคการเมืองทั้งทางการและไม่ทางการ สังกัดคนละเสื้อสีไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ จนกระทั่ง รัฐของสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำหน้าที่ควบคุมผู้คน เหมือนถูกปิดหู ปิดตา ปิดปาก และหลายคนถูกจับตัวไว้

ทั้งนี้ คนไทย ที่มีสัญชาติ เหมือนกับมีหูและจมูก องค์ประกอบของร่างกาย แต่ว่าคนไทยที่ตาย ยังไม่ได้รับความยุติธรรม แล้วยังอยู่กับสองมาตรฐานทางการเมือง ที่ยังไม่ยอมรับกันเอง แล้วเมื่อไหร่คนไทยจะสามารถพัฒนาสมองหรือก็คือสติปัญญา สำหรับการสร้างชาติโดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์เยียวยากัน ซึ่งฤทธิ์ของยา ก็ยังไม่แสดงออกมาเพื่อทางออกร่วมกับรัฐ ซึ่งรัฐควรยอมรับผิดชอบต่อการสูญเสียของลูกกำพร้าทั้งหลาย ที่สูญเสียพ่อในครอบครัวไป นับตั้งแต่ลุงนวมทอง พลีชีพเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย และฆ่าตัวตายต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

ดังนั้น นับจากจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยของครอบครัวในความรัก ผูกพันใกล้ชิดของพ่อแม่ต่อลูกเป็นความสัมพันธ์ของการเชื่อมโยงความรู้สึกรักที่มั่นคงภายในครอบครัว และก็คนสูญเสียชีวิต สูญหาย ไปจากเครือญาติของคนไทย ก็ยังไม่จบอยู่ในหัวสมอง หรือตัวอย่างงานศิลปะเดอะเฮด เป็นเหมือนภาพแสดงไฟแค้นฝังหัวใจคนเสื้อแดง ซึ่งไม่ใช่แค่กิจกรรม Big Cleaning Day ในกรุงเทพฯ จึงไม่เพียงพอบรรเทาต่อการแก้ไขความขัดแย้งต่อการเผาศาลากลางทางภาคอีสาน อื่นๆ ซึ่งก็ใช้ไฟจากธรรมชาติเผาไหม้อาคาร แสดงออกไม่พอใจต่อการสูญเสียชีวิตไปของผู้ถูกยิงจากวัสดุลูกปืน อาวุธ ทั้งตายและบาดเจ็บต่างๆนานา แล้วเส้นทางออกปลดปล่อยความจริงให้คนไทย

จากการสร้างอำนาจเพื่อสถาปนาวาทกรรมผู้ก่อการร้ายต่อชาติ ในหัวสมองคน โดยต่อไปพลังประชาชนจะสร้างอารมณ์ความรู้สึกสร้างสรรค์ต่อในหัวสมองของคนในชาติ รับรู้ความจริง เพื่อเข้าถึงประชาธิปไตยให้ได้ เพราะว่า การสร้างตึก สร้างสถานการณ์ ทำได้ แต่ว่าสร้างชีวิตของคนที่ตายให้กลับคืนมาไม่สามารถทำได้

ฉะนั้น ปัญหาหัวใจทางการเมืองจากอดีตในแง่มุมเกี่ยวข้องหัวสมองของคนไทย และHead of state จนถึงปัจจุบัน แล้วเราร่วมทบทวนอดีตสำหรับเรื่องความทรงจำของภาพความเคลื่อนไหวของนปช. หรือประชาชน จังหวะก้าวหน้าของประชาชนในแง่มุมภาพรวม และปัญหาที่หลงลืมเพื่อความเข้าใจในตราชั่งของความยุติธรรม และความชอบธรรมสู่ความก้าวหน้าไปในที่สุด

ส่วนสรุปบทเรียนของธรรมชาติแห่งความขัดแย้ง ในความหวัง ความฝัน ให้เป็นความจริง โดยช่วงเวลาเฉพาะหน้าทางเลือกในระยะสั้นที่สุด คือ รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเพื่อประเทศไทย และการสร้างอารมณ์ความรู้สึกเข้าใจชาติ และประชาธิปไตย ในระยะยาวเกี่ยวพันคนไทยเพื่อยุคสมัยต่อมาลูกหลานของเรา สำหรับคนรุ่นต่อไป จะไม่มองย้อนกลับมาดูถูกดูแคลนเราว่าไม่สร้างสรรค์เพื่อชีวิต ซึ่งประชาชนเป็นพลังของการพยายามพัฒนาสมอง สร้างความคิด และวัตถุวัฒนธรรม โดยสร้างอารมณ์ความรู้สึกในทางสร้างสรรค์ต่อชาติ และร่วมนิยามในความหมายของประชาธิปไตย

ที่มีภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของประชาชนอยู่ในหัวสมองอย่างแท้จริง


อ้างอิง
1.ผู้ว่าฯกทม.เปิดกิจกรรม Big Cleaning Day ดึงพลังคนกรุงร่วมฟื้นฟูเมืองหลวง สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553 13:13:25 น.
http://www.ryt9.com/s/iq01/905155

2.เกษียร เตชะพีระ สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february06p7.htm

3.ที่มา"เดอะเฮด"หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7116 ข่าวสดรายวัน หน้า 25
http://www.khaosod.co.th/view_news.phpnewsid=TUROc1lXUXdNekkwTURVMU13PT0=§ionid=TURNeE5BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB5TkE9PQ

4.ดูเพิ่มเติมหลายตอน : รศ. สายชล สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การสร้างความเป็นไทยกระแสหลัก และ"ความจริง"ที่"ความเป็นไทย"สร้าง (ตอนที่ ๑) http://midnightuniv.org/midnight2545/document9581.html


5. GEORGE NELSON How to See: A Guide to Reading Our Manmade Environment

6.อู่ทอง โฆวินฑะ นิทเช่ : การอ่านคืองานศิลปะ


7.อีกมุม เซ็นทรัลเวิลด์ ถูกเพลิงเผา ฮวงจุ้ย ก็มีเอี่ยว?
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=332327&ch=hn

8.อรรคพล สาตุ้ม ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม และ14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย

9.ดูเพิ่มเติม :รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย http://invisiblenews.exteen.com/20061018/2549-double-false-consciousness-self-righteousness

10. DeepSouthWatch “ผมขอกล่าวคำขอโทษด้วยใจจริง” ปากคำประวัติศาสตร์เพื่อเหยื่อตากใบของ ‘นายกรัฐมนตรี’ Thu, 2006-11-02 19:25 http://www.deepsouthwatch.org/node/39

11.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2548 : วิวาทะปฏิรูปการเมืองภาคใต้. หน้า 131

12.ดูเพิ่มเติม : คำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : "จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน...
www.prachatai.net/journal/2008/01/15388 หรือhttp://oldforum.serithai.net/index.php?topic=20846.0

13.ธงชัย วินิจจะกุล ความอิหลักอิเหลื่อแห่งชาติ เนื่องมาจาก 6 ตุลา 2519 ไม่เป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีอนุสาวรีย์ ไม่มีวีรชน ไม่สนใจชีวิต http://www.2519.net/newweb/doc/content1/83.doc

14.สัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกุล : สงครามประชาชน บทเรียน ปชต.ที่ประเมินค่าไม่ได้ ที่มา เวบไซต์ voicetv 23 ธันวาคม 2552 http://www.voicetv.co.th/programs/intelligence/ หรือhttp://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_9936.html

15.สมเกียรติ ตั้งนโม พื้นฐานการเรียนรู้ visual cultureความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางสายตา สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9679.html

16.เกษียร เตชะพีระ สอนหนังสือชุมชนจินตกรรมของครูเบ็น http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q1/2009february06p7.htm


17.ดูเพิ่มเติม มาลินี คุ้มสุภา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับความหมายที่มองไม่เห็น

18.สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง การเขียนรูปด้วยสมองซีกขวา: สมองซีกซ้ายและสมองซีกขวา
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
http://www.midnightuniv.org/midnighttext/0009999867.html

19.เบน แอนเดอร์สัน (ฉบับแปล) ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิด และการแพร่ขยายของชาตินิยม หน้า 7

20.ดูเพิ่มเติม เกษียร เตชะพีระ "กระแสชาตินิยม": Nationalism
http://midnightuniv.org/middata/newpage12.html

(*)หมายเหตุ :เพลงDream Before หรือProgress โดยLaurie Anderson เพราะว่าผลงานเพลง Dream Before หรือProgress เพื่อวอเตอร์ เบนจามิน(walter benjamin) เกี่ยวกับ The Angel of History ซึ่งผลงานแปลเป็นไทย คือ ผลงานศิลปะในยุคของการผลิตซ้ำเชิงกลไก โดยอ.สมเกียรติ ตั้งนโม ก็แปลThe Work of Art in the Age of Mechanical Reproduction ส่วนหนึ่งในหนังสือIllumination(ค้นหาจากคลังเก็บข้อมูลย้อนหลังของเว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้) และเราคิดต่อปัญหาของเทวดาแห่งประวัติศาสตร์ กับพยากรณ์อากาศในแง่มุมของอนาคตหลังพายุอย่างไร?

อย่างไรก็ดี กรณีแง่มุมของอ.เบน แอนเดอร์สัน ในหนังสือชุมชนจินตกรรมฯ ในเทวดาแห่งประวัติศาสตร์(The Angel of History) อ้างถึงหนังสือเรื่องIllumination เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องweekends คือ ดวงตาเทวดาในที่นี้ เปรียบเสมือน กล้องถ่ายเคลื่อนที่ในภาพยนตร์ฝรั่งเศสของL.Godard เรื่องWeekends ซึ่งฉายภาพถอยหลังตลอดให้เราเห็นภาพรถยนต์ คนเจ็บคนตาย ซากปรักหักพังกองแล้วกองเล่า จะค่อยๆผุดขึ้นบนเส้นทางหลวงที่ไร้จุดสิ้นสุด ทอดไปจนสุดขอบฟ้า

ทั้งนี้ ลองดูเนื้อเพลง และฟังเพลงเพิ่มเติม สำหรับบทเพลงทิ้งท้ายของการตีความความขัดแย้ง ปัญหาทางธรรมชาติ ความหวัง และความฝัน ถ้ามองปัญหากลับกัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ไขปัญหาเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นให้เจริญก้าวหน้าได้
ที่เว็บ http://www.davemcnally.com/lyrics/LaurieAnderson/TheDreamBefore.asp
http://www.youtube.com/watch?v=ov4HkjQCyMI

หมายเหตุ*** ดูเพิ่มเติม ที่ไทยอีนิวส์ หรือ ประชาธรรม
http://thaienews.blogspot.com/2011/05/big-cleaning-day.html
http://www.prachatham.com/detail.htm?code=a1_24052011_01

เราเหมือนดูภาพยนตร์คู่รักอกหัก:พันธมิตรฯแตกหักรัฐกระทบเพื่อนบ้านกลายเป็นคู่รบ

เราเหมือนดูภาพยนตร์คู่รักอกหัก:พันธมิตรฯแตกหักรัฐกระทบเพื่อนบ้านกลายเป็นคู่รบ
Sun, 2011-02-20 11:16

อรรคพล สาตุ้ม

..The crisis consists precisely in the fact that the old is dying and the new cannot be born; in this interregnum a great variety of morbid symptoms appear.Antonio Gramsci, Selections from Prison Notebooks, 1971, p.276…

สิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอในเดือนแห่งความรัก ที่มีสัญลักษณ์วันวาเลนไทน์กับคู่รักไทยในสมัยใหม่ มีลักษณะร่วมกับสากล ก็คือ ทุกคนยอมรับวันแห่งความรัก และถ้าเรานึกถึงสมมติสร้างภาพยนตร์รักโรแมนติคกับสงคราม โดยถ้าเรารู้สึกเหมือนคนที่อกหัก และเลิกรัก หรือคนรักหายไป เป็นส่วนหนึ่งเหมือนคนที่ต้องการคนรักกลับคืนดี จึงทำให้นึกถึงภาพยนตร์ หรือละครทีวี ที่มีลักษณะปลุกใจรักชาติ และตัวละคร ก็ต้องการเรียกร้องดินแดนที่หายไปอย่างคลุ้มคลั่ง
ในประเทศของเรา ซึ่งถ้าเราเป็นประชา+อธิปไตย=ประชาธิปไตย โดยมีสันติภาพอย่างชอบธรรม ซึ่งเราต้องไม่แตกแยกกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเรื่องอธิปไตยของอำนาจของรัฐไทยด้วย

บทเรียนภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก : เราไม่มีสุขใดเสมอด้วยสันติภาพ
ประวัติการสร้างภาพยนตร์ในกรณี 2475 เป็นต้นมา ซึ่งมีปรากฏการสร้างภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ 2475 และต่อมาภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์วันรัฐธรรมนูญ โดยวิธีการของคณะราษฎร ก็ใช้ภาพยนตร์เป็นสื่ออุดมการณ์กับสถาบันทหาร เช่น กรณีภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ กบฏบวรเดช ในพ.ศ.2477 เป็นชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า ภาพยนตร์ยังมีบทบาทต่อสังคมการเมือง ต่อมาทั้งเรื่องภาพยนตร์เลือดทหารไทย ซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาเรื่องภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก และผู้อ่านสามารถดูเพิ่มเติมจากการอ้างอิงนี้(1) จึงคิดถึงประโยคว่า ไม่มีสุขใดเสมอด้วยสันติภาพ ที่มีปรากฏในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกของปรีดี พนมยงค์ สะท้อนนัยยะของความสงบสุข ดังกล่าวนั้นเอง

จากภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก โดยสรุปย่อๆ คือ ตัวละครคู่พระเอก นางเอกในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความจริง แต่นั่นคือ สิ่งสมมติตามประวัติศาสตร์ สัมพันธ์ปมปัญหาแผนที่ และเขตแดนขึ้นมาเป็นปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งผู้เขียนเคยอธิบายไปแล้ว จึงอธิบายย่อๆ โดยตั้งแต่สมัยช่วงสงครามอินโดจีน พร้อมบริบทของภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ในช่วงพ.ศ.2483 จนกระทั่งในปัจจุบัน และถ้าเรานึกถึงกรณีเหมือนข้อเท็จจริงของความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าปัญหาแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ก็มีภาพยนตร์ภาคใต้เพื่อทำความเข้าใจ และผู้เขียนคิดถึงในแง่ประเด็นสร้างการรับรู้ต่อคนไทย(2) และปัญหารัฐระหว่างประเทศ ก็สลับซับซ้อน โดยผู้เขียน ต้องการชี้ให้เห็นภาพร่วมบรรยากาศถึงเดือนแห่งความรัก ที่มีคู่รัก แต่งงานกัน ก็ถ้ามีความรักและความสามัคคีในครอบครัว และลูกสืบทอดต่อมา โดยไม่ขัดแย้งแตกแยกปะทะเลิกแยกทางกัน ซึ่งสะท้อนผ่านพ่อ แม่ เป็นครอบครัวถึงลูกหลาน เป็นส่วนหนึ่งของต้นตระกูลในประเทศไทย

ทั้งนี้ ผู้เขียนอธิบายต่อง่ายๆว่า เช่นเดียวกับยกตัวอย่าง ภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก ที่มีพระเอก และนางเอกเป็นคู่รัก ซึ่งสร้างจินตนาการต่อมาถึงความรัก และครอบครัว เหมือนละครทีวีเกี่ยวกับสงครามรบ ก็มีเรื่องความรัก มีธง บทเพลงประกอบภาพยนตร์เหมือนละครทีวี และเรื่องราวคู่รัก เป็นครอบครัวสะท้อนภาพส่วนหนึ่งของสายเลือดของครอบครัวเป็นอาณาจักร ในส่วนประกอบความเป็นชาติดังกล่าวเป็นพื้นฐาน เหมือนภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือก จึงยกตัวอย่างเสียงในจินตกรรมของภาพยนตร์ดังกล่าว และอธิบายต่อถึงความรักชาติ หรือรักประเทศ ก็ไม่ได้แตกต่างจากความรักแบบอื่นๆ ในแง่ที่ต้องมีองค์ประกอบของการจินตนาการถึงความรักรวมอยู่ด้วย(3)

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอธิบายส่วนองค์ประกอบการแย่งชิงอำนาจฝ่ายต้องการ ชัยชนะในความรัก และฉายภาพเรื่องตัวละคร คือ คนอกหักจากอำนาจ ต้องการแย่งชิงต่อสู้แตกหัก รอเวลากลับมาในสังคม เพราะคนอกหัก ตกอยู่ภายใต้สภาวะแปลกแยก กลายเป็นคนแตกแยกกับสังคม โดยคู่รัก ที่มีบ้านหลังหนึ่งเหมือนประเทศ ซึ่งมีพ่อแม่ของคู่รักอยู่ในบ้าน แต่ว่าคู่รักหรือคู่ขัดแย้งชนเพื่อนบ้าน ที่อยู่ข้างบ้านเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะนี้ คือ เสื้อเหลืองกับรัฐอภิสิทธิ์จากเดิมเป็นคู่รักกัน เปลี่ยนไปเหมือนคู่รักทะเลาะกันเป็นความย้อนแย้งนั่นเอง ส่วนเสื้อแดง ถ้าเราไม่อยากยุ่งเรื่องคู่รักขัดแย้งกัน เหมือนเราดูภาพยนตร์และละครทีวีเกี่ยวกับสงคราม การต่อสู้และความรักก็ซาบซึ้งแล้ว

การเมืองเหมือนภาพยนตร์พันธมิตรฯเป็นคู่รักอกหักรัฐ กระทบเพื่อนบ้านเป็นคู่รบไม่เข้าใจกัน
การเมืองของพันธมิตรฯ กำลังไปสู่การต่อสู้กับเส้นตายโดยรัฐบาล ซึ่งผู้เขียนได้เคยเขียนในประชาไทอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ในส่วนของเรื่องเส้นเขตแดน-ม็อบมีเส้น กับสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งเรื่อง “ปัญหารัฐธรรมนูญ 2550 :นิยายและความจริง ในภาพสะท้อนเราใกล้ชิดเส้นชัย” และ“เกร็ดเรื่องวันกองทัพไทย และ…สู่อนาคตทหารไทยนี้รักสงบ” แต่ถึงรบไม่ขลาดตามแบบเพลงชาติ ที่มีเรื่องทหารไทยกับทหารกัมพูชา และม็อบพันธมิตรฯ ก็วิเคราะห์ในมุมมองจากจำนวนของผู้ชุมนุม หรืออะไรก็ตาม แต่ผู้เขียนโฟกัสไปที่สถานการณ์ระส่ำระส่ายของความเคลื่อนไหว เช่น ประธานสภาฯ คือ ชัย ชิดชอบ ออกตัวนัยยะต้องดูวันที่ 18 ก.พ.(วันมาฆบูชา) ซึ่งปัญหาชายแดนการสู้รบที่ผ่านมา ก็ทำให้เห็นภาพพันธมิตรแจกของช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งชาวบ้าน-ทหาร โดยสะท้อนต้นทุน และผู้สนับสนุนต่อพันธมิตรฯด้วย



โดยสาเหตุการเชิดชูสนับสนุนชาตินิยม ก็รักชาติมาก่อนทั้งรัฐบาลและเสื้อเหลือง เหมือนพันธมิตรฯกับรัฐบาลในอดีตเป็นคู่รักกลับกลายเป็นคู่ขัดแย้งเป็นคู่รบ ก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนวิเคราะห์ไว้ว่าพันธมิตรฯ จะชนะรัฐบาลได้ ในรูปแบบใด สักอย่างก็ตาม ซึ่งผู้เขียน ไม่กลัวผิดพลาดในการวิเคราะห์ โดยบ่อยครั้งที่ผู้เขียนยังวิเคราะห์สาวไม่ถูก ก็ตลกอกหักบ่อยๆ เนื่องโดยส่วนตัวไม่อยากให้มีรัฐประหาร เพราะส่วนตัวก็ไม่ได้ยินดีเท่าไหร่ ให้พันธมิตรชนะแถมเกรงว่าจะสูญเสียเลือดเนื้อชีวิต ต่างๆนานา โดยผู้เขียนพยายามวิเคราะห์ตามความเป็นจริง แล้วการประเมินเกมส์ไพ่การเมืองอย่างเป็นจริง

เมื่อถ้าเรานึกถึงภาพยนตร์เรื่องสงครามของจีนต่างๆ ซึ่งมักอ้างตำราพิชัยสงครามของซุนวู ในเรื่องรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง(ลองดูเพิ่มเติมข้อมูลตำราฯบางส่วนในวิกกีพีเดียภาษาไทย) และประเด็นสำหรับมุมมองของผู้เขียน คือ ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายที่ชนะนั้น จะรู้ว่าจะรบก่อน จึงออกรบ ดังกล่าวนั้น

ซึ่งพล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาจจะไม่ได้อ่านตำราพิชัยสงคราม แต่ว่าจำลอง เคยเป็นทหารรบมาก่อน และก็อาการพูดของพล.ต.จำลอง น่าสนใจในภาวะเหมือนคนอกหัก หรือแตกหักกับรัฐบาล โดยจำลองกล่าวว่า “ตนได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบางเหล่า ต่อต้านคัดค้านเพื่อบ้านเมืองมา แล้วทั้งหมด 8 ครั้ง แต่ละครั้งแทบไม่เห็นชัยชนะ แต่ไม่รู้เป็นไงชนะทุกครั้ง และครั้งที่ 9 นี้แพ้ไม่ได้ ครั้งนี้ถ้าแพ้หมายถึงคนไทยทั้งหมดแพ้ เพราะดินแดนเป็นของคนไทย 63 ล้านคน เพราะฉะนั้นคราวนี้ไม่มีทางแพ้ สู้ที่นี่ สู้ตรงนี้ สู้จนชนะ” เป็นต้น

ฉะนั้น น่าสังเกตว่า คนที่รู้ว่าจะชนะ จึงออกมารบนั่นแหละ เพราะเหตุการณ์เลื่อนการชุมนุมมาตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.53 ถ้าเรายังทบทวนจำกันได้ คือ การเปิดเกมต่อมาปลายเดือนธ.ค.ในเรื่องคนไทยทั้ง7คนและการเคลื่อนขบวนของกองทัพธรรมโดยสันติอโศก ซึ่งการเคลื่อนทัพ ถ้าเราเคยดูภาพยนตร์กันมา ก็เป็นระบบ-ระเบียบอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งในแง่การทำงานทหารของจำลอง ต้องประเมินการรบมาก่อนอยู่แล้วและองค์ประกอบก็ขึ้นอยู่กับบุคคลเบื้องหลัง โดยข้อน่าสังเกต ก็คือ พลเอก เปรม ตั้งแต่ข่าวออกมาว่า ห่วง 7 คนไทย และต่อมา ก็วีระ สมความคิดติดคุก ฯลฯ รวมทั้งสถานการณ์สู้รบชายแดนจริง เหมือนภาพยนตร์เกี่ยวกับสงคราม และละครทีวีเกี่ยวกับสงคราม

ความย้อนแย้ง “คู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่รบ” บ่งชี้อาการผิดปกติของการแตกหักทางการเมือง
ปัญหาของการเมืองไทยเป็นเรื่องการเมืองภายในของเสื้อเหลืองกับรัฐบาล ล้ำเส้นเข้าสู่ปัญหาของกัมพูชา สิ่งที่ผู้เขียน ก็อ้างAntonio Gramsci และการปรากฏ(appear) ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้เป็นเรื่องอาการผิดปกติของการแตกหักทางการเมือง และปัญหาการแจกของให้สงครามของพันธมิตร เป็นมากกว่าการไปช่วยแจกของให้ผู้ ประสบภัยน้ำท่วม แม้ว่าพันธมิตรฯ จะสร้างแนวร่วมก็แล้ว แต่การปลุกใจให้รุกฆาต ก็ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่ชายแดน และการเมืองของรัฐบาล ก็ถูกพันธมิตรฯ รุกต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างไม่หยุดนิ่งนั่นเอง

ส่วนทางฝ่ายรัฐ แก้ปัญหาโดยอ้างใช้พรบ.การชุมนุมฯ โดยเราเห็นเพียงตำรวจ แต่เราไม่เห็นทหาร ในกรณีหนึ่ง ที่มีปัญหากับเสื้อแดงในเหตุการณ์ปี2553 โดยน่าสนใจว่า ทหารของหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งสร้างความเข้าใจโดยบอกวิธีว่า “..ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีขวัญและกำลังใจที่ดี เราก็ต้องใช้หลักธรรมชาติ คือการชี้แจงซ้ำๆ ชี้แจงบ่อยๆ ต้องใช้ลูกตื๊อ เหมือนกับเราไปจีบสาวสักคน ครั้งแรกเขาอาจจะไม่ชอบเรา แต่ต่อมาก็ต้องคิดกันแหละครับว่าจะทำยังไงต่อไป สาวคนนี้เขาชอบไม่ชอบอะไร และต้องพูดจาแบบไหนเขาจึงจะชอบ..”(สงครามจิตวิทยา และดูข้อมูลเพิ่มเติมตามอ้างอิง) เป็นการกล่าวของพันโทกอสิน กัมปนยุทธ์ ผู้บังคับกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) กรมรบพิเศษที่ 2 หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(4) เป็นต้น

ดังนั้น นี่เป็นการยกตัวอย่างจากเสื้อแดงพลิกกลับมาเป็นเสื้อเหลือง เหมือนคู่รักขัดแย้งกัน ไม่มีใครเป็นผู้ฟังใครอย่างชอบเข้าใจกัน ก็มีแต่คนพูดโวยวายต้องการชัยชนะใส่กันภายในบ้าน และพ่อแม่ ที่อยู่ในบ้านก็ห้ามปรามไม่ได้ ซึ่งกรณีความเป็นจริงที่พันธมิตรฯ บอกว่าอภิสิทธิ์ ยกดินแดนให้กัมพูชา ทำให้ไทยเสียดินแดนและการสู้รบของไทยกับกัมพูชา ซึ่งถ้าเราคิดเป็นตัวละคร ภาพยนตร์ และตัวละครทีวี ในมุมมองเหมือนรัฐอภิสิทธิ์ เป็นกิ๊ก หรือชู้รักกับกัมพูชา ไม่จงรักภักดีกับเสื้อเหลือง และเสื้อแดงไม่เกี่ยวแง่มุมอยู่ห่างๆสงบๆไว้เป็นทางเลือก ก็รอดูชัยชนะของพันธมิตรเป็นการต่อสู้ของคู่รัก กลายเป็นคู่รบ เพื่อสร้างเงื่อนไขต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้เขียนในฐานะของคนที่มีส่วนเข้าร่วมกิจกรรมสันติภาพ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 7 ก.พ.54 ที่ผ่านมา ก็ตระหนักถึงความรัก เท่านั้นจะยาวนาน โดยความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องของเรา จะเป็นบทเรียนเยียวยาให้รักเรายาว

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเมื่อเราเห็นคนอกหักต้องการเวลา ถ้าทั้งสองฝ่ายในที่สุดจะคืนดีกัน หรือตั้งแต่แรก ทั้งสองฝ่ายแอบซ่อนความรักต่อกันไม่ ได้แสดงออกมา อยู่เบื้องหลัง และสองฝ่ายแสดงละครตีบทแตก เพื่อให้คนดูตกใจ และพะวงกับเรื่องพวกนี้ จนลืมปัญหาของเสื้อแดงไป และคนในบ้านเมืองแตกความรักสามัคคีก็ต้องการเวลา ส่วนเสื้อแดงก็รอไปก่อนใช้เวลาสะสมกำลังพลไว้ เพราะสงครามยืดเยื้อเหมือนในภาพยนตร์เกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมือง หรือที่เราเห็นในละครทีวี ซึ่งรอวันเราเข้าใจเขาเข้าใจเรา สร้างแนวร่วม และสิ่งใหม่ไทยล้วนหมายรักสามัคคี(Solidarity)กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไทยเป็นประชาธิปไตยและสันติภาพเป็นสากล





อ้างอิง

1. อรรคพล สาตุ้ม “ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ และชาตินิยม”

http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=4080

2.อาสา คำภา,อรรคพล สาตุ้ม “มุสลิมในการรับรู้ของคนไทย : องค์ความรู้ที่สะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อความจริง” ฟ้าเดียวกัน ปีที่2 ฉ.3 กรกฏาคม-กันยายน 2547

3.เบน แอนเดอร์สัน(ฉบับแปล) ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม :281

4.ม็อบ VS ทหาร ปฏิบัติการจิตวิทยา : สงครามไร้กระสุน โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 18 มีนาคม 2553 19:38 น.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000038351


หมายเหตุ:ดูเพิ่มเติม ที่ประชาไท หรือไทยอีนิวส์
http://www.prachatai.com/journal/2011/02/33206