ฟังนักวิชาการตอบโจทย์ บริโภคนิยมทำคนงานไทยใจไม่สู้
Submitted by admin on Wed, 01/11/2006 - 11:11
รองศาสตราจารย์ศิวรักษ์ ศิวารมย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อรรคพล สาตุ้ม .. รายงาน
ในการสัมมนาหัวข้อ ?คนรุ่นใหม่กับการปฏิรูปการเมือง? ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ได้มีการเสวนาหัวข้อ ?วัฒนธรรมกับการบริโภค : ความหมายกับการเคลื่อนไหวในโลกสินค้า? ซึ่งมี รศ.ดร.ศิวรักษ์ ศิวารมย์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ และสถาบันสตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิทยากรนั้น
เสนอทุนผลิตสินค้าเพิ่มคุณค่าการบริโภค
อาจารย์ศิวรักษ์มีแง่มุมต่อ ?การบริโภค? และ ?แรงงาน? ที่น่าสนใจโดยเสนอว่า แต่เดิมระบบทุนนิยมไม่ได้รับอิทธิพลของการออกแบบสินค้า ทุนนิยมเพียงแต่เปลี่ยนสินค้าจากเพื่อประโยชน์ของการใช้สอยและได้เพิ่มความปรารถนาเข้าไป จากนั้นจึงได้สร้างคุณค่าให้กับสินค้านั้น
คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx ? นักวิชาการ, นักปฏิวัติสังคมนิยม ผู้เขียนแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1848) ได้อธิบายสังคมทุนนิยมในยุคของตนว่า มีการกดขี่เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานอย่างรุนแรง การค้าและอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างขนานใหญ่ ทำให้ระบบตลาดและการแลกเปลี่ยนเป็นแก่นสาระสำคัญของสังคม วัตถุถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนด้วยการกำหนดมูลค่าแลกเปลี่ยน (ราคา) วัตถุนอกจากจะมีคุณค่าตามประโยชน์ใช้สอย ยังถูกกำหนดคุณค่าด้วยการตีราคาเพื่อใช้แลกเปลี่ยนตามหลักการแบ่งงานกันทำ ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมทุนนิยมถูกทำให้เป็นสินค้าแม้กระทั่งแรงงานมนุษย์
ทุนนิยมสร้างวัฒนธรรมการบริโภค กินแล้วยกฐานะ
ยุคต่อมาได้มองแง่มุมเกี่ยวกับสินค้าต่างกันออกไป โดยอาจารย์ศิวรักษ์ได้กล่าวถึงกรณีของเยอรมันตะวันออก กำแพงเบอร์ลินพังทลาย สังคมนิยมได้เปลี่ยนจากการเข้าแถวเพื่อรอซื้อสินค้า เช่น กางเกงยีนยี่ห้อลีวาย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมากในสังคมเยอรมัน เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของปัจเจกที่ถูกวัฒนธรรมทุนนิยมปรับตัวเข้ามาสร้างวัฒนธรรมบริโภค คือไม่ใช่แค่มนุษย์กินเพราะจำเป็นหรือหิวข้าวอย่างเดียว แต่ได้มีการขยับซ้อนความหมายของความปรารถนาให้มากกว่าความต้องการทางกายภาพ เช่น ต้องดูดี แต่ใช้เงินซื้อ เช่น กินแมคโดนัลด์แล้ว เกิดความรู้สึกว่าได้ยกฐานะของตนเอง
คาร์ล มาร์กซ์ เคยอธิบายเรื่อง ความแปลกแยกในโรงงานเอาไว้ว่า การผลิตสินค้าเหมือนเดิมทุกๆ วันของคนงานในโรงงานนั้น จะทำให้คนงานแปลกแยกกับวัตถุ แต่ทุนนิยมได้แก้ไขปัญหาของตัวมันเอง คือมันมีการผลิตสินค้าโดยตั้งโจทย์เพื่อแก้ปัญหาความแปลกแยกจากการผลิต โดยตอบโจทย์ปัญหาผลิตสินค้า คือมันผลิตโทรศัพท์มือถือ ที่ถ่ายรูปและฟังเพลงได้ และคนงานก็ได้หลงใหลกับความแปลกแยกนั้นคือปลื้มกับการบริโภคสินค้าด้วยว่า มีสินค้าที่รองรับจากความแปลกแยกนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุในโทรศัพท์มือถือเอง
?ทำให้คนงานคิดว่าเราเป็นผู้กระทำ คือเลือกซื้อสินค้านั้นโดยไม่แปลกแยก และเป็นผู้บริโภคที่ ?ฉลาดซื้อ? ด้วย เมื่อมีนักออกแบบ ทำการสร้างวัตถุให้เป็นแฟชั่น คือสินค้า เป็นวัฒนธรรมเพื่อสร้างความหมาย คอยกระตุ้นดึงความปรารถนาต่อสินค้า ทำให้ดูเหมือนเรามีความจำเป็นที่จะต้องบริโภค อันมีความหมายของชนชั้นและเพศ รสนิยม ที่กำหนดจากสังคมทุนนิยม? อาจารย์ศิวรักษ์กล่าว
?การปฏิวัติชนชั้น? หรือ? ยังห่างไกลและไม่น่าจะเป็นไปได้
อาจารย์ศิวรักษ์เสนอว่าการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพตามทฤษฎีของคาร์ล มาร์กซ์ ยังคงไกลห่าง และไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะบทเรียนของการปฏิวัติสังคมนิยมในยุโรปได้บอกแล้วว่า ปัจเจกยังได้รับอิทธิพลจากเจตจำนงเสรี ฝังลึก ทำให้ตกอยู่ภายใต้การบริโภคของปัจเจกชน มีความหรูหรา สะดวกสบายของแต่ละคน แม้ในรัฐสังคมนิยมร้านรวงเป็นของรัฐ มีสินค้าราคาถูกของรัฐ แต่ว่ามีร้านเอกชนที่นำเข้าสินค้า ดังนั้นมือหนึ่งจึงถือมาร์กซ์ อีกมือหนึ่งถือมาร์ลโบโล (Marlboro) เพราะคนต้องการเป็นปัจเจก แต่ว่าเขาเป็นปัจเจกเลิศหรูบริโภคไม่ได้ในสังคมนิยม ทุนนิยมจึงเข้าไปในช่องโหว่นี้และเข้ามาในประเทศไทยเองด้วย
ความเป็นปัจเจกที่เกิดจากผลกระทบของทุนนิยมในชนชั้นคนงานและแม้กระทั่งชนชั้นกลาง จึงเกิดสินค้าเพื่อแก้ปัญหาความแปลกแยกของผู้คนจากการทำการผลิตในโรงงานของตน ดังนั้นคนงานกลับมาจากที่โรงงานก็อยากพักผ่อน ฟังเพลง ฟังวิทยุ เล่นเกม นี่เป็นการบริโภคเพื่อมุ่งแก้ปัญหาความแปลกแยกนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ทุนนิยมได้อาศัยช่องโหว่ในความต้องการของปัจเจกชน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการบริโภค พิซซ่า แมคโดนัลด์ ฯลฯ
การศึกษาสร้างคนให้เชื่อว่า ตนให้เป็น ?คนชั้นกลาง? ไม่ใช่ ?คนงาน?
โดยที่แม้เขาจะถูกเรียกว่า คนงาน แต่เขาเองก็มีฐานะเป็นปัจเจก มาจากต่างจังหวัด เขาไม่ได้ถูกกำหนด ถูกนิยามว่าเป็น ?ชนชั้นคนงาน? โดยเขาเอง เพราะกระบวนการทางการศึกษาในสังคมให้เขาเป็น ?ชนชั้นกลาง? มีแนวทางและอุดมการณ์ของการบริโภค มันทำให้การซื้อ ?ผ้าอนามัย? ของคนงานหญิงในโรงงาน ต้องใช้บริโภคความหมายของสินค้าว่า คุณภาพดีกว่า แตกต่าง เหนือกว่าคนอื่น ด้วยรสนิยมของการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นผ้าอนามัย และไม่ว่าจะทางตรง หรือในทางอ้อม เช่นผ่านการแนะนำจากเพื่อนที่ชมภาพจากโทรทัศน์
ทั้งนี้ การบริโภคของสินค้ามีความหมายรวมถึงสัญญะ เช่น โฆษณาแชมพูหรือครีมนวดผม ?เพื่อสุขภาพเส้นผม? เป็นต้น คือปัจจุบันมันเกิดโจทย์ของการวิเคราะห์การบริโภคสินค้าซึ่งต่างจากการวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบทุนนิยมของคาร์ล มาร์กซ์
ที่ว่าการบริโภคสินค้าเพราะจำเป็นในแบบหน่วยการผลิตและการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อเกิดการผลิตสินค้าแล้วไม่ได้กระจายสินค้าอย่างจำเป็นในความหมายของมาร์กซ์ แต่มันมีระดับของการอธิบายวัตถุหรือสินค้าที่แตกต่างไปจากเดิม
สหภาพแรงงานไม่ตอบโจทย์ คงใช้เวลาอธิบายกันอีกนาน
อาจารย์ศิวรักษ์ ศิวารมย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า อิทธิพลกระแสบริโภคของทุนนิยมได้แพร่ขยายไปทั่ว ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและด้านการบริโภค โดยมีตัวกระตุ้นในเรื่องของความต้องการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน ซึ่ง แอนโทนี กิดเดน (Anthony Gidden - นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน) เสนอว่า ทุนนิยมทำให้คนไว้วางใจในสินค้า เพราะฉะนั้นคนจึงเชื่อในยี่ห้อสินค้า
ในเรื่องของการเคลื่อนไหวเรียกร้องของสหภาพแรงงานของคนงานนั้น อาจารย์ศิวรักษ์มองว่า ในการขับเคลื่อน ในการเรียกร้องเรื่องสวัสดิการ ตนเห็นว่า มันไม่ตอบใจคนงาน ที่จะให้มาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงานมันดันไปตอบโจทย์อื่น การอธิบายเรื่องการขูดรีด มันยาก เพราะคนงานไทย เติบโตแบบผสมศักดินาที่เน้น ?ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์? และทุนนิยม ที่ทำให้คนมองไม่ให้เห็นการขูดรีด
ดังนั้น จึงต้องใช้ความสามารถมากที่จะเปลี่ยน เพื่อบอกว่าเราถูกขูดรีด เพราะสังคมไทยสอนให้เราขูดรีดตัวเอง กล่าวแบบภาษาเศรษฐศาสตร์คือ ?เราจัดการคนอื่นไม่ได้ เราต้องจัดการตัวเอง ถ้าเราอดทนเดี๋ยวก็ข้ามพ้นไปได้?
ยกตัวอย่างเรื่องความอดทนในแบบสังคมตะวันตก เช่น การเข้าแถว คนไทยจะไม่อดทน และคนไทยถูกเลี้ยงสอนมาในมิติคนละแบบ ดังนั้นประเด็นเรื่องสหภาพต้องใช้เวลาอีกนาน ในการอธิบายเรื่องการขูดรีดเป็นรูปธรรม อาจารย์ศิวรักษ์กล่าวในที่สุด
-หมายเหตุ:ที่มาโดยประชาไท และhttp://www.ftawatch.org/node/10193
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
นั่งสมาธิ ณ สนามหลวง
นั่งสมาธิ ณ สนามหลวง โดย อรรคพล สาตุ้ม
Mon, 05/07/2007 - 01:29 by เปรื่องเดช ผดุงครรภ์, บอย บ้า
บอย บ้า
จริงๆ แล้วผมได้หวังค้นพบ "ความจริงแท้" ของสัจธรรมที่กำลังเป็นอยู่และกำลังมาถึงที่สนามหลวง แต่บางสิ่งที่ก็เข้าถึงได้ยากยิ่งในข้อเท็จ
จริง นึกย้อนอดีตถึงการให้เหตุผลทางตรรกศาสตร์อย่างเช่นพวกโซฟิสต์ นักปรัชญากรีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกกลุ่มจากนักปรัชญาการเมืองของก
รีกยุคโบราณ โซฟิสต์มักใช้เหตุผลหลอกล่อผู้คนได้ดีนักแล ทำให้ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว ดังศิลปะของความฉลาดที่ปราศจากความจริงกับ
จริยธรรม
พวกโซฟิสต์ทำตัวเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ในปัจจุบันนี้ สิ่งที่เราต้องลงลึกซึ้งถึงรากแก่นสารของความ
จริง ไม่ใช่แค่พื้นผิวเผินจนถูกกับดักลวงตาที่เป็นข้ออ้างในการแสดงความชอบธรรม เสมือนช่วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย ลอง
สำรวจอ่านการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์จะพบว่ายุคจอมพลป. จอมพลสฤษดิ์ ก็ใช้ข้ออ้างเหตุผลในการออกเดินทางต่างประเทศ หรือเดิน
ทางภายในประเทศไทยเยี่ยมเยือนราษฏรตามจังหวัดต่างๆ เช่นเดียวกัน รักษาการนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางตามจังหวัดต่างๆ เพื่อหยั่ง
คะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย (นี่เป็นลักษณะการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบของผม)
จุดประสงค์ของการเดินทางก็คงคล้ายกับที่มีการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อการหาทางเสริมบารมี ระบบอุปถัมภ์ แต่ย่อมมีความแตกต่าง
ของบริบททางประวัติศาสตร์ของสังคม น่าจะมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยในยุคทุนโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมของประชาชนกับระบบการเลือกตั้ง
และการใช้นโยบายประชานิยมล่อหลอกได้อย่างดีเยี่ยม (การใช้เหตุผลให้คล้อยตาม)
อย่างไรก็ดี กรณีการเกิดกระแสเคลื่อนไหวนี้ก็มีจุดต่างที่ชัดเจนกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ การลุกฮือของประชาชน นิสิต นักศึกษาไล่จอม
พลป.โกงเลือกตั้ง กับผู้สืบทอดอำนาจของระบอบสฤษดิ์ คือ จอมพลถนอม-ประภาส-ณรงค์ ที่ชัดเจนเรื่องบุกรุกป่าสงวน จนกระทั่งเกิด 14-6
ตุลาฯ ของขบวนการเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษา ประชาชนของประเทศไทย และเหตุการณ์นองเลือด ส่งผลสั่นสะเทือนทั่วภูมิภาคกับทั่วโลก
เนื่องจากยุคทุนกับโลกาภิวัตน์การติอต่อไร้พรมแดนของการลงทุน (ขอประดิษฐ์คำว่า โลกาพวกกูรวย) และการโอนย้ายถ่ายเทหุ้นของระบบ
ทุนนิยมใหม่ ตลาดเสรีนี้ ชาวบ้าน ร้าน ตลาดอาจจะยังตามไม่ทันกับกระแสของนักธุรกิจ ดังเช่นพวกนักธุรกิจห่วงใยประเทศที่ออกมาขับไล่รัฐ
เพราะกลัวเศรษฐกิจตกสะเก็ดในช่วงพฤษภาทมิฬ บัดนี้ นายกรัฐมนตรีจากทักษิณ 1 มาถึงทักษิณ 2 การตรวจสอบขององค์กรอิสระ ศาลรัฐ
ธรรมนูญปล่อยให้ท่านรอดพ้นข้อกล่าวหามาได้จากการซุกหุ้น มาถึง การเลี่ยงภาษีนี้ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ขับไล่ท่านลงจากตำแหน่งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาคาราคาซังรุงรังของทักษิณ 2 หลายเรื่อง ที่ถูกหยิบยกกล่าวถึงนั้น แต่ก็ไม่ชัดเท่ากับเรื่องหลบหนีภาษีไม่ยอมจ่าย
ภาษีให้ประชาชนที่ส่งเงินภาษีสนับสนุนรัฐบาลดังกล่าว ท่านได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ข้ออ้างเชิงเหตุผล ตรรกะ (ตะกละ) ต่อเงินที่ได้มาถูกต้อง
เพราะ พ.ร.บ. นี้มีช่องโหว่ทางกฏหมาย และบริษัทนี้ก็เคยไม่เสียภาษี (ไม่ได้บอกว่าโอนหุ้นไปเกาะได้ไง?) ข้อความบางอย่างถูกซ่อนเร้นละไว้
และโยงใยกับบริษัทอื่นๆ อ้างว่าทำไมไม่โดนบ้างละ?
คำตอบที่ไม่เกี่ยวกับจริยธรรมนี้ไม่ช่วยให้เกิดสันติภาพ แต่มุ่งหาเรื่องผูกพันเป็นลูกโซ่พันธนาการโจมตีคนนั้น คนนี้ ความขัดแย้งในการโต้แย้ง
ของการสื่อสารกับสังคมยุคมีเสรีภาพสื่อ (จริงหรือ) แน่นอนว่าคำถามหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของจริยธรรมแบบไทยๆ เพราะ
วัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่เชื่อผู้นำนั้นเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังต้องการคนที่มีบารมี และสิ่งที่ขัดกันว่าแล้วความเสื่อมทางจริยธรรมใน
ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของผู้นำ จนกระทั่งทุกวันนี้สังคมไทยยังอิหลักอิเหลื่อ ไปเรื่อยเจื้อย ไม่กล้าฮือต่อผู้นำทางการเมือง
จากที่กล่าวมา จะต้องมีการรื้อฟื้น การตรวจสอบกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญกันใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวก่อให้เกิดความระส่ำระส่ายไม่เข้าใจ
จุดอ่อนตัวบทกฎหมายภายใต้โครงสร้างสังคมไทยพุทธๆ (ไม่ค่อยมีอิสลาม ฯลฯ) กับการถือหุ้นไม่เสียภาษีผิดจริยธรรม ดังนี้ฝ่ายที่นำเสนอ
ข้อมูลอีกด้านก็ได้ออกโรงเวทีเน้นที่ว่า คำตอบ ของท่านทักษิณไม่ชัดเจน อย่างไร รวมถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มักหมม ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้
โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค ผลกระทบต่อสื่อสารมวลชน ผลกระทบเอฟทีเอระยะยาวของโครงการต่างๆ และม็อบชนม็อบ
การคอรัปชั่นเป็นประเด็นที่ชี้นำกระแสสังคมได้ถูกจังหวะโดนใจผู้คน ไม่ว่าจะใช้สำนวนโวหาร วาทศิลป์ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์
พวกพ้อง (เช่น คำว่า หน้าด้าน หน้าเหลี่ยม คำถ่อยๆ ฯลฯ) จนกระทั่งมาถึงวลี ทักษิณ ออกไป! ดังที่กล่าวถึงความร่ำรวย รุ่มรวย ทางกระบวน
การของภาษา มีคนได้ตั้งคำถามว่าความเป็นกลางของสื่อ เช่นเดียวกัน ผมก็อยากนำเสนอความเป็นกลางในแบบตัวผม ที่ต้องมานั่งสมาธิที่
สนามหลวง มิใช่ความเป็นกลางแบบเดินสายกลาง หรือเป็นกลางเพื่อชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมตรงที่ใด แต่ ?ความเป็นกลางคืออะไร? อะไร
คือความเป็นกลาง ขอบอกว่ามันขึ้นอยู่กับเงือนไขของสถานที่ เวลา เช่นที่ผมมานั่งสมาธิที่นี่
และยกตัวอย่างกรณีเวเบอร์ ซึ่งเป็นนักวิชาการเยอรมันในช่วงบริบทประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของการทำการศึกษาได้พบเจอข้อขัดแย้งกับ
กระแสแนวคิดชาตินิยม เจ้านิยม (ถ้าผมจำไม่ผิด) จึงเลือกนำเสนอความเป็นกลางเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองปลอดค่านิยมในการศึกษา
ปรากฏการณ์นั้นๆ แต่ยุคนี้ก็มีข้อโต้แย้งว่าไม่จริง ความเป็นกลางไม่มี ถ้าคุณเป็นกลางก็ไม่มีจุดยืน อื่นๆ แต่ผมต้องการบอกว่าความเป็นกลาง
แม้จะถูกตัดสินหรือถูกชี้แจงดังกลาง แต่มันก็เป็นตัวเลือกหนึ่งหรือตัวชี้วัดแบบอย่างของการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจมิใช่หรือ? (ในความ
หลากหลาย)
สถานการณ์ที่เกิดการแบ่งขั้วอำนาจของการ เอารัฐบาล ไม่เอารัฐบาล (พูดให้อ่านง่ายๆ) จนกระทั่งรัฐบาลต้องยุบสภาชิงชิ่งหนีจากเกมที่ฝ่าย
โจมตีได้วางสนุ้กเอาไว้ เมื่อมีการลดกระแสปลุกปั่นล้มรัฐบาลจากการอาจเกิดเหตุการณ์นองเลือดซ้ำๆ และสุญญากาศทางการเมืองใน
สถานการณ์นั้น รัฐบาลต้องถือว่าวางหมากเกมได้เหนือชั้นเชิง คู่ต่อสู้ต้องงงงวย จนกระทั่งพลิกเกมกลับมาโต้ตอบใหม่ได้โดยโจมตีต่อว่าหลบ
หนีการซักฟอก โกหก หลอกลวงประชาชนอื่นๆ มันเป็นการเสียคะแนน และเสียหน้าของรัฐน้อยที่สุดเท่าที่รัฐบาลทำได้ โดยบอกกล่าวผ่านสื่อ
ถึงการถูกโจมตีของรัฐบาล จึงให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้ง ผู้แทนเข้ามาใหม่เป็นความชอบธรรม
ส่วนตัวผมเองที่อยู่เชียงใหม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับคนเชียงใหม่ในอำเภอเมือง และอำเภอสันกำแพงในช่วงกลียุคของความรุนแรงทางการเมือง
เชิงโครงสร้างนี้สดๆ ร้อนๆ จากอำเภอของบ้านท่านนายกฯ ที่ชาวบ้านเรียกและชื่นชม สามสิบบาทรักษาทุกโรค เอสเอ็มแอล ซึ่งพ่อหลวงก็
นิยมชมชอบ และออกอาการนักเลงหน่อยๆ ค่อนข้างปกป้องรัฐบาล เนื่องจากผมไม่ได้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่ไปเรื่องหนี้สินเกษตรกรเลย
รอดมาได้ และผมได้ไปแถวๆ ในเมือง ที่มีการปักป้ายเชียร์ท่านนายกฯ คนที่มีโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางบางคนเชียร์ บางคนไม่เชียร์ ครอบครัว
เกือบแตกร้าวราวกับคนละฝักฝ่ายคนละพรรค คนละพวก (ที่ได้เงินกับไม่ได้เงินจากพรรคฯ)
เกือบเย็นผมนัดเพื่อนที่สนามหลวง กินข้าวเสร็จเริ่มสนธยายามค่ำ ซึ่งก็คือสาเหตุที่ผมมานั่งสมาธิ ณ สนามหลวง กึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนอยาก
จะทำเท่ห์ แต่กึ่งอุบาทว์มากกว่าเท่ห์ อยากจะนอนก็นอนไม่ค่อยหลับถูกเสียงกล่อมประสาท กึ่งหลับกึ่งฝัน มีโอกาสนั่งสมาธิสูดกลิ่น สูดฝุ่น
สนามหลวงเข้าปอดบ้าง และคุยกับเพื่อนว่าอยากกลับหรือไม่กลับดี อุดมการณ์แน่จริงๆหรือเปล่า ? นี้เป็นบททดสอบ ฯลฯ มาที่นี่ผมก็ได้พบ
เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว (กับแอบคิดถึงเธอ) คนที่ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันได้ และถ้าจะไม่ได้มาแอบนอนอย่างเช่นคนจรจัด เปล่าผมไม่ได้
ว่าคนจรจัด ผมแซวเฉยๆ ผมได้เรียนรู้ ประสบการณ์ (แม้ไม่ได้รับชัยชนะ) กับการนอนใกล้เคียงเป็นเพื่อนคนจรจัด (ปลอบใจตัวเอง -คนเล็ก-
ธุลีดิน) นอนกับพื้นสนามหลวง ดียังมีหนังสือพิมพ์รอง ไปนอนตรงที่นั้นสักพักก็สะดุ้งเฮือกกลัวกระเป๋าตังค์หายเป็นครั้งๆ ระหว่างทางผมได้
รู้จักกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรฯ อีกทัศนะมุมมองหนึ่งจากจุดนี้ (และคืนนั้นก็มีเวทีอีกม็อบ และเหตุการณ์ตำรวจจับคนเมาประหลาด)
ผมว่าเครื่องมือชี้วัด ว่าคนไหนเป็นม็อบรับจ้าง มาในสนามหลวง คนไหนถูกครอบงำท่องเป็นสูตรๆ รับรู้ข้อมูลจากฝ่ายสนามหลวงอย่างเดียว
คนไหนไม่จริงใจในการเข้าร่วมเพื่อมาบันทึกภาพประวัติศาสตร์สนุกๆ แต่ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง การฟังคนบางกล่มในม็อบนี้พูด บางครั้ง
ก็มีเหตุผลตามการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ของผม บางครั้งก็ใช้แต่อารมณ์ และชาวบ้านบางคนก็ดูซื่อๆ เดินทางไกลมาถึงที่นี่ และนักศึกษาที่
ดูไม่โง่เง่าเต่าตุ่น มวลชนถูกชี้นำมีเงินให้มาถึงมือก็ไม่ใช่ ผมเองไม่ได้รับเงินสักบาททั้งที่อยากได้จะแย่อยู่แล้ว (แต่มีของแจก)
ประเด็นการตัดสินลงโทษพิพากษานายกฯ ข้อมูลเพียบพร้อม แต่การนำเสนอทางลงที่ชัดเจนกับนายกฯคนใหม่จะเป็นเช่นไร น่าเป็นห่วงกับคำว่า
นายกฯพระราชทาน อะไรคือเหตุผลหลัก ที่อยู่เบื้องหลังความคิดนี้ ที่มีการชี้นำของใคร แต่บางคนที่เข้าร่วมก็มีสัญลักษณ์อยู่ที่ข้อมือแล้ว และ
ก็คงไม่ต้องบอกความขัดแย้งด้านข้อมูลของสถานการณ์นี้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าทุกคนคงรับรู้กับสถานการณ์นี้ ข้อมูลนายกฯ ต่างๆ คงไม่แจก
แจงซ้ำอีก แต่ปลายเหตุของปัญหานี้ มันมีกระบวนการวาระซ่อนเร้น ทำร้ายสัญญาประชาคมของสังคม ประชาชนสื่อสารกันมีภาษากฎหมาย
ขึ้นมา และจริยธรรม นายกฯ (หน้าตาออกเจ๊กๆ คล้ายจีน สิงค์โปร์) กับศีลธรรมแบบไทยๆ (กินเหล้าได้ต่างจากมุสลิม) รวมถึงกฎหมายไทย มัน
จะลื่นไหลออกจากการควบคุม มันจะเป็นการลุกฮือขาดสติ และหลงลืมกฎหมายรัฐธรรมนูญปรัชญา ความจริงแท้ คือต้องเกี่ยวข้องสิทธิของ
ประชาชน
ข้อดี ข้อเสียของคนไม่ค่อยรู้อะไรอย่างผมที่ได้ไปเรียนรู้ศึกษาการเมือง สังคม เปิดโลกทัศน์ที่นั่น ร่วมเดินขบวนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ไม่มีรถ
ถัง ไม่มีระเบิด ไม่ถูกเหยียบ ปลอดภัยดีกับพวกเขา และถ่ายรูปให้คุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ติดต่อไม่ได้จะเอารูปให้ท่าน
การพยายามจากสภาวะแวดล้อมดังกล่าวที่พรรณนามาทั้งหมดที่จะให้มหาชนยอมรับข้อสรุปของเวทีนายกฯ โดยการปลุกระดมหรือหาคะแนน
เสียง ไม่ค่อยใช้เหตุผล แต่เร้าอารมณ์โดยใช้วาทศิลป์ อ้างว่าทุกๆ คนกำลังรวมตัวช่วยเขาทั้งม็อบเชียร์ที่สนามหลวงกับม็อบเชียร์ทักษิณ หาได้
ว่าจะถูกเสมอไปตามที่อ้างความรู้กัน เพราะความรู้อาจเกิดขึ้นจากโลกทัศน์ ค่านิยม มุมมองของผู้นำในการช่วงชิงความหมายของถ้อยคำโก้ เก๋
แต่นำมาใช้เพื่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชน ใช่หรือไม่?
บทสังเกตปิดท้าย ไม่ใช่บทสรุป
มิเช่นนั้นแล้ว ผมคงต้องกลับไปนั่ง (นิยาม) สมาธิเพื่อทบทวน มือที่มองไม่เห็นชักใยความถูกต้อง ความจริงแท้ ถูกบิดเบือนโดยใคร โปรด
ระวังการสรุปที่มาจากผู้ฟังถูกจิตวิทยากล่อมประสาทเริ่มเพลียล้า เบื่อหน่ายกับการใช้เหตุผล ทำให้หลักการเหตุผล อนุมาน อ่อนแอนี้เป็นข้อ
สังเกตของผม จากอารมณ์ร่วมส่วนหนึ่งของสถานการณ์ ที่ปรารถนาสมาธิหรือผมควรเลิกนั่งสมาธิ แต่ไปเล่นว่าวกับผู้คน เตะตะกร้อ ณ สนาม
หลวงแทน
คำสารภาพตอนจบ (ไม่ได้หักมุม หักมุขจบ) การมองปรากฏการณ์รอบด้าน ช่วงเข้าสู่สมาธิ (หลับ) ผมไม่ใช่นักวิสัยทัศน์หลังสมัยใหม่ ไม่ใช่
นักบุญ ไม่ใช่ฝ่ายซ้ายอ่อนหัดปวกเปียก ขี้แง แต่ผมเป็นฝ่ายขายดิ่งตรงจากเชียงใหม่พกหนังสือกะไปนั่งขายกับเพื่อน (นิยมฉกฉวยโอกาส) พวก
เดียวกับคนขายไข่เจียว (แต่เขาอาจจะต่อต้านทักษิณก็ได้) ข้อสังเกตเบื้องต้นไม่รู้จะไปสู่ข้อสรุปไหม ไม่ใช่ Thesis /Anti-
thesis/Synthesis แต่มรรคผลวิถีกึ่งพุทโธ่ของผมเอง (ไม่ใช่กองทัพธรรม)
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ได้ไม่ใช่รูปธรรม สัมผัสวัตถุ การเดินถือธง โพกผ้า ตะโกนออกเสียง แต่ชัดเจนสุดๆของตัวผม คือตรรกะ และหลัก
ฐานการมาขายไข่เจียว ขายหนังสือของผมในปรากฏการณ์นี้!
"จิตใจคิดคด อคติ จะนำมา ซึ่งความมืดบอดจากแสงสว่างแห่งปัญญา แลสันติจริงแท้"
ดูเพิ่มเติม คอลัมภ์ประชาทุยhttp://www.prachatai3.info/column-archives/node/2413
-หมายเหตุ: บทความนี้เคยเผยแพร่ใน ก้าวที่กล้า นิตยสารนักศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 เมษายน 2549
ปล.บทความนี้ไม่เหมือนกับเผยแพร่ในก้าวที่กล้า นิตยสารนักศึกษา เช่น ไม่มีเรื่องคนใช้คัตเตอร์จี้นศ.เป็นตัวประกันในมช.เรียกร้องไม่ยุบสภา ฯลฯ เป็นต้น
Mon, 05/07/2007 - 01:29 by เปรื่องเดช ผดุงครรภ์, บอย บ้า
บอย บ้า
จริงๆ แล้วผมได้หวังค้นพบ "ความจริงแท้" ของสัจธรรมที่กำลังเป็นอยู่และกำลังมาถึงที่สนามหลวง แต่บางสิ่งที่ก็เข้าถึงได้ยากยิ่งในข้อเท็จ
จริง นึกย้อนอดีตถึงการให้เหตุผลทางตรรกศาสตร์อย่างเช่นพวกโซฟิสต์ นักปรัชญากรีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกกลุ่มจากนักปรัชญาการเมืองของก
รีกยุคโบราณ โซฟิสต์มักใช้เหตุผลหลอกล่อผู้คนได้ดีนักแล ทำให้ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว ดังศิลปะของความฉลาดที่ปราศจากความจริงกับ
จริยธรรม
พวกโซฟิสต์ทำตัวเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ในปัจจุบันนี้ สิ่งที่เราต้องลงลึกซึ้งถึงรากแก่นสารของความ
จริง ไม่ใช่แค่พื้นผิวเผินจนถูกกับดักลวงตาที่เป็นข้ออ้างในการแสดงความชอบธรรม เสมือนช่วงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย ลอง
สำรวจอ่านการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์จะพบว่ายุคจอมพลป. จอมพลสฤษดิ์ ก็ใช้ข้ออ้างเหตุผลในการออกเดินทางต่างประเทศ หรือเดิน
ทางภายในประเทศไทยเยี่ยมเยือนราษฏรตามจังหวัดต่างๆ เช่นเดียวกัน รักษาการนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางตามจังหวัดต่างๆ เพื่อหยั่ง
คะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย (นี่เป็นลักษณะการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบของผม)
จุดประสงค์ของการเดินทางก็คงคล้ายกับที่มีการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อการหาทางเสริมบารมี ระบบอุปถัมภ์ แต่ย่อมมีความแตกต่าง
ของบริบททางประวัติศาสตร์ของสังคม น่าจะมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยในยุคทุนโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมของประชาชนกับระบบการเลือกตั้ง
และการใช้นโยบายประชานิยมล่อหลอกได้อย่างดีเยี่ยม (การใช้เหตุผลให้คล้อยตาม)
อย่างไรก็ดี กรณีการเกิดกระแสเคลื่อนไหวนี้ก็มีจุดต่างที่ชัดเจนกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ การลุกฮือของประชาชน นิสิต นักศึกษาไล่จอม
พลป.โกงเลือกตั้ง กับผู้สืบทอดอำนาจของระบอบสฤษดิ์ คือ จอมพลถนอม-ประภาส-ณรงค์ ที่ชัดเจนเรื่องบุกรุกป่าสงวน จนกระทั่งเกิด 14-6
ตุลาฯ ของขบวนการเคลื่อนไหวนิสิตนักศึกษา ประชาชนของประเทศไทย และเหตุการณ์นองเลือด ส่งผลสั่นสะเทือนทั่วภูมิภาคกับทั่วโลก
เนื่องจากยุคทุนกับโลกาภิวัตน์การติอต่อไร้พรมแดนของการลงทุน (ขอประดิษฐ์คำว่า โลกาพวกกูรวย) และการโอนย้ายถ่ายเทหุ้นของระบบ
ทุนนิยมใหม่ ตลาดเสรีนี้ ชาวบ้าน ร้าน ตลาดอาจจะยังตามไม่ทันกับกระแสของนักธุรกิจ ดังเช่นพวกนักธุรกิจห่วงใยประเทศที่ออกมาขับไล่รัฐ
เพราะกลัวเศรษฐกิจตกสะเก็ดในช่วงพฤษภาทมิฬ บัดนี้ นายกรัฐมนตรีจากทักษิณ 1 มาถึงทักษิณ 2 การตรวจสอบขององค์กรอิสระ ศาลรัฐ
ธรรมนูญปล่อยให้ท่านรอดพ้นข้อกล่าวหามาได้จากการซุกหุ้น มาถึง การเลี่ยงภาษีนี้ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ขับไล่ท่านลงจากตำแหน่งมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาคาราคาซังรุงรังของทักษิณ 2 หลายเรื่อง ที่ถูกหยิบยกกล่าวถึงนั้น แต่ก็ไม่ชัดเท่ากับเรื่องหลบหนีภาษีไม่ยอมจ่าย
ภาษีให้ประชาชนที่ส่งเงินภาษีสนับสนุนรัฐบาลดังกล่าว ท่านได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย ข้ออ้างเชิงเหตุผล ตรรกะ (ตะกละ) ต่อเงินที่ได้มาถูกต้อง
เพราะ พ.ร.บ. นี้มีช่องโหว่ทางกฏหมาย และบริษัทนี้ก็เคยไม่เสียภาษี (ไม่ได้บอกว่าโอนหุ้นไปเกาะได้ไง?) ข้อความบางอย่างถูกซ่อนเร้นละไว้
และโยงใยกับบริษัทอื่นๆ อ้างว่าทำไมไม่โดนบ้างละ?
คำตอบที่ไม่เกี่ยวกับจริยธรรมนี้ไม่ช่วยให้เกิดสันติภาพ แต่มุ่งหาเรื่องผูกพันเป็นลูกโซ่พันธนาการโจมตีคนนั้น คนนี้ ความขัดแย้งในการโต้แย้ง
ของการสื่อสารกับสังคมยุคมีเสรีภาพสื่อ (จริงหรือ) แน่นอนว่าคำถามหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของจริยธรรมแบบไทยๆ เพราะ
วัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่เชื่อผู้นำนั้นเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยยังต้องการคนที่มีบารมี และสิ่งที่ขัดกันว่าแล้วความเสื่อมทางจริยธรรมใน
ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของผู้นำ จนกระทั่งทุกวันนี้สังคมไทยยังอิหลักอิเหลื่อ ไปเรื่อยเจื้อย ไม่กล้าฮือต่อผู้นำทางการเมือง
จากที่กล่าวมา จะต้องมีการรื้อฟื้น การตรวจสอบกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญกันใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวก่อให้เกิดความระส่ำระส่ายไม่เข้าใจ
จุดอ่อนตัวบทกฎหมายภายใต้โครงสร้างสังคมไทยพุทธๆ (ไม่ค่อยมีอิสลาม ฯลฯ) กับการถือหุ้นไม่เสียภาษีผิดจริยธรรม ดังนี้ฝ่ายที่นำเสนอ
ข้อมูลอีกด้านก็ได้ออกโรงเวทีเน้นที่ว่า คำตอบ ของท่านทักษิณไม่ชัดเจน อย่างไร รวมถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มักหมม ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้
โครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค ผลกระทบต่อสื่อสารมวลชน ผลกระทบเอฟทีเอระยะยาวของโครงการต่างๆ และม็อบชนม็อบ
การคอรัปชั่นเป็นประเด็นที่ชี้นำกระแสสังคมได้ถูกจังหวะโดนใจผู้คน ไม่ว่าจะใช้สำนวนโวหาร วาทศิลป์ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์
พวกพ้อง (เช่น คำว่า หน้าด้าน หน้าเหลี่ยม คำถ่อยๆ ฯลฯ) จนกระทั่งมาถึงวลี ทักษิณ ออกไป! ดังที่กล่าวถึงความร่ำรวย รุ่มรวย ทางกระบวน
การของภาษา มีคนได้ตั้งคำถามว่าความเป็นกลางของสื่อ เช่นเดียวกัน ผมก็อยากนำเสนอความเป็นกลางในแบบตัวผม ที่ต้องมานั่งสมาธิที่
สนามหลวง มิใช่ความเป็นกลางแบบเดินสายกลาง หรือเป็นกลางเพื่อชี้ให้เห็นความไม่ชอบธรรมตรงที่ใด แต่ ?ความเป็นกลางคืออะไร? อะไร
คือความเป็นกลาง ขอบอกว่ามันขึ้นอยู่กับเงือนไขของสถานที่ เวลา เช่นที่ผมมานั่งสมาธิที่นี่
และยกตัวอย่างกรณีเวเบอร์ ซึ่งเป็นนักวิชาการเยอรมันในช่วงบริบทประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของการทำการศึกษาได้พบเจอข้อขัดแย้งกับ
กระแสแนวคิดชาตินิยม เจ้านิยม (ถ้าผมจำไม่ผิด) จึงเลือกนำเสนอความเป็นกลางเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองปลอดค่านิยมในการศึกษา
ปรากฏการณ์นั้นๆ แต่ยุคนี้ก็มีข้อโต้แย้งว่าไม่จริง ความเป็นกลางไม่มี ถ้าคุณเป็นกลางก็ไม่มีจุดยืน อื่นๆ แต่ผมต้องการบอกว่าความเป็นกลาง
แม้จะถูกตัดสินหรือถูกชี้แจงดังกลาง แต่มันก็เป็นตัวเลือกหนึ่งหรือตัวชี้วัดแบบอย่างของการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจมิใช่หรือ? (ในความ
หลากหลาย)
สถานการณ์ที่เกิดการแบ่งขั้วอำนาจของการ เอารัฐบาล ไม่เอารัฐบาล (พูดให้อ่านง่ายๆ) จนกระทั่งรัฐบาลต้องยุบสภาชิงชิ่งหนีจากเกมที่ฝ่าย
โจมตีได้วางสนุ้กเอาไว้ เมื่อมีการลดกระแสปลุกปั่นล้มรัฐบาลจากการอาจเกิดเหตุการณ์นองเลือดซ้ำๆ และสุญญากาศทางการเมืองใน
สถานการณ์นั้น รัฐบาลต้องถือว่าวางหมากเกมได้เหนือชั้นเชิง คู่ต่อสู้ต้องงงงวย จนกระทั่งพลิกเกมกลับมาโต้ตอบใหม่ได้โดยโจมตีต่อว่าหลบ
หนีการซักฟอก โกหก หลอกลวงประชาชนอื่นๆ มันเป็นการเสียคะแนน และเสียหน้าของรัฐน้อยที่สุดเท่าที่รัฐบาลทำได้ โดยบอกกล่าวผ่านสื่อ
ถึงการถูกโจมตีของรัฐบาล จึงให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้ง ผู้แทนเข้ามาใหม่เป็นความชอบธรรม
ส่วนตัวผมเองที่อยู่เชียงใหม่ได้ไปพบปะพูดคุยกับคนเชียงใหม่ในอำเภอเมือง และอำเภอสันกำแพงในช่วงกลียุคของความรุนแรงทางการเมือง
เชิงโครงสร้างนี้สดๆ ร้อนๆ จากอำเภอของบ้านท่านนายกฯ ที่ชาวบ้านเรียกและชื่นชม สามสิบบาทรักษาทุกโรค เอสเอ็มแอล ซึ่งพ่อหลวงก็
นิยมชมชอบ และออกอาการนักเลงหน่อยๆ ค่อนข้างปกป้องรัฐบาล เนื่องจากผมไม่ได้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่ไปเรื่องหนี้สินเกษตรกรเลย
รอดมาได้ และผมได้ไปแถวๆ ในเมือง ที่มีการปักป้ายเชียร์ท่านนายกฯ คนที่มีโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางบางคนเชียร์ บางคนไม่เชียร์ ครอบครัว
เกือบแตกร้าวราวกับคนละฝักฝ่ายคนละพรรค คนละพวก (ที่ได้เงินกับไม่ได้เงินจากพรรคฯ)
เกือบเย็นผมนัดเพื่อนที่สนามหลวง กินข้าวเสร็จเริ่มสนธยายามค่ำ ซึ่งก็คือสาเหตุที่ผมมานั่งสมาธิ ณ สนามหลวง กึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนอยาก
จะทำเท่ห์ แต่กึ่งอุบาทว์มากกว่าเท่ห์ อยากจะนอนก็นอนไม่ค่อยหลับถูกเสียงกล่อมประสาท กึ่งหลับกึ่งฝัน มีโอกาสนั่งสมาธิสูดกลิ่น สูดฝุ่น
สนามหลวงเข้าปอดบ้าง และคุยกับเพื่อนว่าอยากกลับหรือไม่กลับดี อุดมการณ์แน่จริงๆหรือเปล่า ? นี้เป็นบททดสอบ ฯลฯ มาที่นี่ผมก็ได้พบ
เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว (กับแอบคิดถึงเธอ) คนที่ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันได้ และถ้าจะไม่ได้มาแอบนอนอย่างเช่นคนจรจัด เปล่าผมไม่ได้
ว่าคนจรจัด ผมแซวเฉยๆ ผมได้เรียนรู้ ประสบการณ์ (แม้ไม่ได้รับชัยชนะ) กับการนอนใกล้เคียงเป็นเพื่อนคนจรจัด (ปลอบใจตัวเอง -คนเล็ก-
ธุลีดิน) นอนกับพื้นสนามหลวง ดียังมีหนังสือพิมพ์รอง ไปนอนตรงที่นั้นสักพักก็สะดุ้งเฮือกกลัวกระเป๋าตังค์หายเป็นครั้งๆ ระหว่างทางผมได้
รู้จักกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรฯ อีกทัศนะมุมมองหนึ่งจากจุดนี้ (และคืนนั้นก็มีเวทีอีกม็อบ และเหตุการณ์ตำรวจจับคนเมาประหลาด)
ผมว่าเครื่องมือชี้วัด ว่าคนไหนเป็นม็อบรับจ้าง มาในสนามหลวง คนไหนถูกครอบงำท่องเป็นสูตรๆ รับรู้ข้อมูลจากฝ่ายสนามหลวงอย่างเดียว
คนไหนไม่จริงใจในการเข้าร่วมเพื่อมาบันทึกภาพประวัติศาสตร์สนุกๆ แต่ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง การฟังคนบางกล่มในม็อบนี้พูด บางครั้ง
ก็มีเหตุผลตามการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ของผม บางครั้งก็ใช้แต่อารมณ์ และชาวบ้านบางคนก็ดูซื่อๆ เดินทางไกลมาถึงที่นี่ และนักศึกษาที่
ดูไม่โง่เง่าเต่าตุ่น มวลชนถูกชี้นำมีเงินให้มาถึงมือก็ไม่ใช่ ผมเองไม่ได้รับเงินสักบาททั้งที่อยากได้จะแย่อยู่แล้ว (แต่มีของแจก)
ประเด็นการตัดสินลงโทษพิพากษานายกฯ ข้อมูลเพียบพร้อม แต่การนำเสนอทางลงที่ชัดเจนกับนายกฯคนใหม่จะเป็นเช่นไร น่าเป็นห่วงกับคำว่า
นายกฯพระราชทาน อะไรคือเหตุผลหลัก ที่อยู่เบื้องหลังความคิดนี้ ที่มีการชี้นำของใคร แต่บางคนที่เข้าร่วมก็มีสัญลักษณ์อยู่ที่ข้อมือแล้ว และ
ก็คงไม่ต้องบอกความขัดแย้งด้านข้อมูลของสถานการณ์นี้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าทุกคนคงรับรู้กับสถานการณ์นี้ ข้อมูลนายกฯ ต่างๆ คงไม่แจก
แจงซ้ำอีก แต่ปลายเหตุของปัญหานี้ มันมีกระบวนการวาระซ่อนเร้น ทำร้ายสัญญาประชาคมของสังคม ประชาชนสื่อสารกันมีภาษากฎหมาย
ขึ้นมา และจริยธรรม นายกฯ (หน้าตาออกเจ๊กๆ คล้ายจีน สิงค์โปร์) กับศีลธรรมแบบไทยๆ (กินเหล้าได้ต่างจากมุสลิม) รวมถึงกฎหมายไทย มัน
จะลื่นไหลออกจากการควบคุม มันจะเป็นการลุกฮือขาดสติ และหลงลืมกฎหมายรัฐธรรมนูญปรัชญา ความจริงแท้ คือต้องเกี่ยวข้องสิทธิของ
ประชาชน
ข้อดี ข้อเสียของคนไม่ค่อยรู้อะไรอย่างผมที่ได้ไปเรียนรู้ศึกษาการเมือง สังคม เปิดโลกทัศน์ที่นั่น ร่วมเดินขบวนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ไม่มีรถ
ถัง ไม่มีระเบิด ไม่ถูกเหยียบ ปลอดภัยดีกับพวกเขา และถ่ายรูปให้คุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ติดต่อไม่ได้จะเอารูปให้ท่าน
การพยายามจากสภาวะแวดล้อมดังกล่าวที่พรรณนามาทั้งหมดที่จะให้มหาชนยอมรับข้อสรุปของเวทีนายกฯ โดยการปลุกระดมหรือหาคะแนน
เสียง ไม่ค่อยใช้เหตุผล แต่เร้าอารมณ์โดยใช้วาทศิลป์ อ้างว่าทุกๆ คนกำลังรวมตัวช่วยเขาทั้งม็อบเชียร์ที่สนามหลวงกับม็อบเชียร์ทักษิณ หาได้
ว่าจะถูกเสมอไปตามที่อ้างความรู้กัน เพราะความรู้อาจเกิดขึ้นจากโลกทัศน์ ค่านิยม มุมมองของผู้นำในการช่วงชิงความหมายของถ้อยคำโก้ เก๋
แต่นำมาใช้เพื่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชน ใช่หรือไม่?
บทสังเกตปิดท้าย ไม่ใช่บทสรุป
มิเช่นนั้นแล้ว ผมคงต้องกลับไปนั่ง (นิยาม) สมาธิเพื่อทบทวน มือที่มองไม่เห็นชักใยความถูกต้อง ความจริงแท้ ถูกบิดเบือนโดยใคร โปรด
ระวังการสรุปที่มาจากผู้ฟังถูกจิตวิทยากล่อมประสาทเริ่มเพลียล้า เบื่อหน่ายกับการใช้เหตุผล ทำให้หลักการเหตุผล อนุมาน อ่อนแอนี้เป็นข้อ
สังเกตของผม จากอารมณ์ร่วมส่วนหนึ่งของสถานการณ์ ที่ปรารถนาสมาธิหรือผมควรเลิกนั่งสมาธิ แต่ไปเล่นว่าวกับผู้คน เตะตะกร้อ ณ สนาม
หลวงแทน
คำสารภาพตอนจบ (ไม่ได้หักมุม หักมุขจบ) การมองปรากฏการณ์รอบด้าน ช่วงเข้าสู่สมาธิ (หลับ) ผมไม่ใช่นักวิสัยทัศน์หลังสมัยใหม่ ไม่ใช่
นักบุญ ไม่ใช่ฝ่ายซ้ายอ่อนหัดปวกเปียก ขี้แง แต่ผมเป็นฝ่ายขายดิ่งตรงจากเชียงใหม่พกหนังสือกะไปนั่งขายกับเพื่อน (นิยมฉกฉวยโอกาส) พวก
เดียวกับคนขายไข่เจียว (แต่เขาอาจจะต่อต้านทักษิณก็ได้) ข้อสังเกตเบื้องต้นไม่รู้จะไปสู่ข้อสรุปไหม ไม่ใช่ Thesis /Anti-
thesis/Synthesis แต่มรรคผลวิถีกึ่งพุทโธ่ของผมเอง (ไม่ใช่กองทัพธรรม)
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ได้ไม่ใช่รูปธรรม สัมผัสวัตถุ การเดินถือธง โพกผ้า ตะโกนออกเสียง แต่ชัดเจนสุดๆของตัวผม คือตรรกะ และหลัก
ฐานการมาขายไข่เจียว ขายหนังสือของผมในปรากฏการณ์นี้!
"จิตใจคิดคด อคติ จะนำมา ซึ่งความมืดบอดจากแสงสว่างแห่งปัญญา แลสันติจริงแท้"
ดูเพิ่มเติม คอลัมภ์ประชาทุยhttp://www.prachatai3.info/column-archives/node/2413
-หมายเหตุ: บทความนี้เคยเผยแพร่ใน ก้าวที่กล้า นิตยสารนักศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 เมษายน 2549
ปล.บทความนี้ไม่เหมือนกับเผยแพร่ในก้าวที่กล้า นิตยสารนักศึกษา เช่น ไม่มีเรื่องคนใช้คัตเตอร์จี้นศ.เป็นตัวประกันในมช.เรียกร้องไม่ยุบสภา ฯลฯ เป็นต้น
วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สัมภาษณ์อานันท์ กาญจนพันธ์: ชาตินิยมล้าสมัยกับการรับมือชาวนาขายที่ให้ต่างชาติ
อานันท์ กาญจนพันธุ์’: ชาตินิยมล้าสมัย กับการรับมือชาวนาขายที่ให้ต่างชาติ
อรรคพล สาตุ้ม และทีมงานประชาไท
15 ก.ย. 52
ขณะที่ประเด็นร้อนกรณีขายที่ดินของชาวนา ไทย ถูกสร้างกระแสให้กลายเป็นขายชาติ ตามด้วยข่าวเจ้าหน้าที่รัฐพยายามสืบสวนผู้เข้ามากว้านซื้อที่ดิน เชื่อมโยงกับข่าวว่า ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจด้านการเกษตรในประเทศไทย ด้วยการตั้งบริษัทนอมินีเพื่อหลบเลี่ยงบทบัญญัติทางกฎหมายที่สงวนอาชีพนี้ ให้กับคนไทยโดยเฉพาะประชาไท สัมภาษณ์ ศ. ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชาวนาและที่ดินมาเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่ผลงานวิทยานิพนธ์ ไปจนถึงการเฝ้ามองปรากฏการณ์ต่างๆ ตลอดจนการบริหารนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
0 0 0
อยากให้อาจารย์พูดถึงนโยบายเกี่ยวกับที่ดิน การขายที่ดินของชาวนาไทยของรัฐบาลทักษิณ จนมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์สะท้อนถึงอะไร
ปรากฏการณ์เรื่องการขายที่ดินที่เกิดขึ้น ก็สะท้อนถึงยุคเสรีนิยมใหม่นี่แหละ ซึ่งมีความคิดที่อยู่เบื้องหลังว่า หากปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรี ทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ดังนั้น สิ่งที่ทักษิณทำอย่างเช่น นโยบายเกี่ยวกับแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็เป็นการดำเนินงานตามเสรีนิยมใหม่
เพราะฉะนั้น การกล่าวหาในขณะนี้ว่า บางคนเป็นนอมินีของทักษิณ แต่เมื่อก่อนทักษิณก็เป็นนอมินีของเสรีนิยมใหม่เช่นเดียวกัน กระนั้นนโยบายที่ทักษิณทำก็มีทั้ง 2 แบบ คือ มีทั้งแบบเศรษฐกิจชุมชน และเสรีนิยมใหม่ด้วย อย่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็เป็นรัฐสวัสดิการ คือ ทักษิณไม่ใช่เสรีนิยมใหม่อย่างเดียว หรืออาจจะพูดได้ว่า ทักษิณทำให้ชุมชนไปรับใช้เสรีนิยมใหม่ก็ได้
แต่ปัญหาของเสรีนิยมใหม่ที่แฝงอยู่คนก็มองไม่เห็น เสรีนิยมใหม่นั้นมีรัฐเข้าไปช่วยเหลือทำให้ตลาดทำงานได้ หรือการทำงานของตลาดนั้น อาศัยรัฐช่วยทำงานทั้งนั้น เช่น ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา ก็ต้องให้รัฐเข้ามาช่วยจัดการให้ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ทำงานได้ โดยรัฐเข้ามาจัดการในส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ
นโยบายรัฐไม่ว่าจะเป็น ทำสินทรัพย์ให้เป็นทุน การเอกสารสิทธิ สปก. จะเป็นสมัยทักษิณ หรือสมัยพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ว่าจะสมัยไหน การเปิดเสรีการค้า การเปิด FTA ต่างๆ ก็คือการเอาทรัพยากรไปป้อนตลาด เปิดช่องให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะดวก ซึ่งต้องอาศัยรัฐมาช่วยปลดเงื่อนไขทั้งนั้น
อย่างตอนนี้มีข่าวเรื่องขายที่ดิน แล้วก็ไปรณรงค์ว่า อย่าไปขายชาติ…ทั้งที่รัฐนั่นเองเปิดเสรีการค้า เปิดช่องขายทรัพยากรธรรมชาติตลอดมา ทั้งที่รัฐบาลในอดีตประกาศเขตป่าสงวน เขตอุทยานต่างๆ แต่พอกรณีปลูกยางพาราขนาดใหญ่ เพื่อผลประโยชน์ของรัฐก็ไม่ถูกจับ แต่พอชาวเขาทำไร่หมุนเวียนในเขตป่าสงวนกลับถูกจับ
กรณีการปลูกยางพาราขนาดใหญ่ เราก็จะเห็นได้ว่า มันเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้า กลายเป็นที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับรัฐได้เปลี่ยนแปลงจากการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่ (Territorialization) มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจากพื้นที่ (De-Territorialization) โดยมอบให้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแทน คือรัฐทำเป็นไขสือ ปล่อยให้ตลาดทำงาน แล้วย้อนมาใช้พื้นที่ของป่า และรัฐก็ทำเขื่อน ปั่นไฟฟ้าจากน้ำ เช่น เขื่อนปากมูล
ดังนั้น เมื่อใครบอกว่าตลาดทำงานได้เองจึงไม่เป็นความจริง รัฐเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นทุนตลอดมา ลดต้นทุนให้ตลาด มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดน้อยลง พูดง่ายๆ รัฐเข้ามาจัดการเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ทุน แต่ว่ารัฐไม่ได้ให้กับชาวบ้านเลย
ปัญหาเรื่องขายที่ดินเพื่อทำเกษตรให้กับชาวต่างชาติ ถูกโยงว่าเท่ากับขายชาติ
มักจะพูดกันว่า รัฐนั้นต้องส่งเสริมนโยบายควบคุมการใช้ที่ดิน และจัดการตลาด แต่ที่จริงรัฐในระบบทุนนิยมทำงานเพียงครึ่งเดียว โดยเฉพาะรัฐไทยไม่ทำการสร้างกลไกมาควบคุม (Regulate) ตลาด เพื่อไม่ให้ตลาดเอาเปรียบเกินไป กลไกลควบคุมอย่างเช่น นโยบายภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชน และกลไกเสริมความก้าวหน้าอื่นๆ ถ้ามีกลไกเหล่านี้ รัฐก็ไม่ต้องมาพูดว่า คนต่างชาติมาซื้อที่ดิน เพราะที่ผ่านมาชาวต่างชาติไม่ได้มาซื้อที่ดินนะครับ แต่เขามาเอาประโยชน์จากที่ดินต่างหาก เช่น มาปลูกมันฝรั่ง ปลูกข้าวโพดพันธุ์อ่อน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ใช้วิธีเกษตรพันธสัญญากันทั้งนั้น อย่างกรณีโรงงานไต้หวัน เขาเข้ามาซื้อที่ดินของคุณทำเป็นโรงงาน และคุณเป็นแรงงานของเขาเลย
ประเด็นจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินไม่ได้นะครับ เพราะประเทศไทยอยู่ในภาวะไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่จะทำย่างไรให้ทุนของต่างชาติถูกกำกับ โดยไม่ให้ภาษีของไทยไปอุดหนุนชาวต่างชาติให้มาซื้อที่ดินอย่างง่ายๆ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐได้แต่เอากระแสชาตินิยมมาใช้ ซึ่งเป็นลักษณะปากว่าตาขยิบเท่านั้น หากไม่สร้างกลไกของการจัดการที่ดิน เช่น หากให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดิน เขาต้องทำเกษตรอินทรีย์ (Organic farming) และเราต้องตั้งกลไก เช่น อบต. และสถาบันท้องถิ่น ขึ้นมากำกับ ให้ชาวต่างชาติ ให้ตลาดถูกกำกับจากอำนาจท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายถึงการแทรกแซงตลาด เป็นแต่เพียงควบคุมตลาดไม่ให้คนของเราถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องชาตินิยม
ดังนั้น คุณจะเป็นใครก็ได้ แต่การผลิตต้องเป็นไปตามกลไกกำกับของเรา โดยที่เราไม่แคร์ว่า ใครมาเป็นเจ้าของที่ดิน เราต้องสร้างกลไกต่อรองกับตลาด ไม่ให้คนกลายเป็นแรงงานที่ได้รับเพียงแค่ค่าจ้าง แล้วเกิดภาวะแปลกแยกแบบที่คาร์ล มากร์ซพูดไว้ ทำให้คนถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมารัฐช่วยเหลือตลาด ไปลดอำนาจต่อรองของชาวบ้าน ทำให้ตลาดไปกอบโกยค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) ขณะที่ชาวบ้านกลับถูกกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรจนเกิดความเสี่ยงในการดำรง ชีวิต ทำให้ชาวนาเอย คนงานเอยมีชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้ค่าตอบแทนน้อย คุณกลายเป็นทรัพยากรแรงงาน เปลี่ยนจากคนเป็นเครื่องจักร ทำให้คนงานกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และผู้ผลิตมองไม่เห็นคนงาน
ต้องอย่าลืมว่า คนทั่วไปนั้นมองไม่เห็นตัวตนของคนงานเลย เช่น บริษัทเลย์ ซึ่งปลูกมันฝรั่งทำเป็นเลย์ แล้วมันฝรั่งมาจากไหน ไม่เคยถาม ทั้งที่มันฝรั่งก็มาจากชาวนา แต่ชาวนากลายเป็นมนุษย์ล่องหน และไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วนโยบายออกมารัฐบาลก็ไม่คืนกำไรให้คุณ เพราะเขามองไม่เห็นคุณ การแบ่งปันมันจึงบิดเบี้ยวจากวาทกรรมของเสรีนิยมใหม่นี้ ทำให้เกิดช่องว่างมหาศาล ดังนั้นจึงต้องสร้างกลไกมาทำให้ความเป็นธรรมและเสมอภาคเกิดขึ้น ตอนนี้เราตกอยู่ภายใต้วาทกรรมและความหมายของเสรีนิยมใหม่ จนเป็นทาสของมัน ซึ่งเสรีนิยมจริงๆ นั้นต้องทำให้ทุกคนเสรีเท่าๆ กันทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้น
กรณีเกษตรทางพันธสัญญา หรือแม้กระทั่งโครงการหลวงเอง เป็นไปเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยอาศัยพลังสังคม (Social Force) ทำให้เกิดการรีดส่วนเกิน (Surplus) สูงขึ้น โดยที่รัฐไม่ได้เปิดให้คนมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเลย เกษตรพันธสัญญาบางพื้นที่ ยังเชื่อมโยงกับระบบพ่อเลี้ยงอุปถัมภ์ ยิ่งในเวลานี้ มันหลอมรวมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ซ้อนกันอยู่ ทำให้มองไม่เห็นปัญหาได้ง่ายๆ
กระทั่งนักวิชาการก็ทำงานวิชาการของตัวเอง การทำงานวิชาการวิเคราะห์ทางการเมืองก็แยกส่วนออกมาเป็นประเด็นการ เมืองอย่างเดียว โดยแยกส่วนเศรษฐกิจออกไป ซึ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นนักวิจัย ซึ่งต้องวิเคราะห์ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์บวกกันทั้งหมด จึงต้องทำหน้าที่เปิดโปงปัญหาที่มองไม่เห็นต่อสังคม
แนวคิดเรื่องการมี ‘วันข้าว’ และ ‘ชาวนาแห่งชาติ’ อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
ยาหอมๆ พวกนี้ เช่น การสร้างสภาเกษตรกรฯ…วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ นั้นก็คงต้องบอกว่า ไม่ได้อะไร คือ เขาจะตายอยู่แล้ว คุณดันให้เขาดมยาหอม แทนที่คุณจะให้ข้าวให้น้ำกับเขา ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นกลไกเชิงสถาบันเข้ามากำกับควบคุมตลาด ไม่ให้ชาวนาถูกเอาไปล่อนจ้อนหมดตัว เราจะต่อสู้ทุนนิยมโลกไร้พรมแดนด้วยชาตินิยมแบบนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนโลกเป็นโลกรัฐชาติ แต่ตอนนี้ มันเป็นโลกไร้พรมแดน และมันคนละบริบทประวัติศาสตร์ จะมาทำแนวทางชาตินิยมอย่างเดียวสู้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ผิดโลกแล้ว
ถ้าไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ เช่น โฉนดที่ดิน ซึ่งควรจะเป็นโฉนดชุมชนสำหรับปกป้องคนอ่อนแอ แล้วเมื่อไหร่คนจนถึงจะได้ลืมตาอ้าปากในสังคมเสรีนิยมได้ เราต้องมีตัวช่วยหลายมาตรการเพื่อให้อำนาจในการจัดการทรัพยากร สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการควบคุม (Regulate) เราต้องตรวจสอบถ่วงดุลตลาดที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้งข้าราชการ เอ็นจีโอ และทุกคน ก็ต้องถูกตรวจสอบ เราเป็นสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบจะทำให้ตลาดทำงานดีขึ้น แล้วทุกคนก็จะเป็นสุข (Happy) โดยคนที่อ่อนแอจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่คนทั้งประเทศด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม : วันข้าวและชาวนาแห่งชาติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ประเด็นเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว เป็นปัญหาหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจาก นายสุรศักดิ์ เจือสุคนธ์ทิพย์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือถึง นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามกรณี กลุ่มประเทศคณะรัฐมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดิอาระเบีย แสดงความสนใจเข้ามาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในไทย
สืบเนื่องมาจากในช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชักชวนนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียเข้ามาลงทุนทำนา หรือเช่าที่ดินทำนาและส่งข้าวออกขายต่างประเทศ พร้อมทั้งได้จัดตั้ง “บริษัทรวมใจชาวนา” ขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ถูกกระแสต่อต้านทั้งจากพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชนกลุ่มเกษตรกร
กรณีที่เกิดขึ้น มีเสียงตอบรับในหลายทาง ทั้งคัดค้าน และรอดูท่าที โดย นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลสนับสนุนให้ชาวต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวในไทย ก็เท่ากับว่า ‘ขายชาติ’ และทำร้ายเกษตรกรและวิถีชีวิตบรรพบุรุษไทย โดยจะทำให้คนส่วนใหญ่ในชาติกว่า 40 ล้านคนที่ทำนา ทำไร่ ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เดือนร้อน…
ด้านบรรดาผู้ส่งออกข้าวระบุว่า รัฐไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะไทยมีเทคโนโลยีการผลิตสูงอยู่แล้วและยังสามารถส่งออกเครื่องสีข้าวไป ต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องการร่วมทุนก็ไม่จำเป็น เพราะผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ แต่เป็นห่วงว่า ขณะนี้มีนายทุนต่างชาติพยายามใช้สิทธินอมินีเข้ามาซื้อที่ดินทำเกษตรกรรมมาก ขึ้น รัฐจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ประเด็นดังกล่าวทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้พูดคุยกันถึงจุดยืนของประเทศไทยที่ว่า หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป รับซื้อสินค้าเกษตร หรือร่วมโครงการสำรองอาหารและความมั่นคงทางอาหารในกรอบของอาเซียนนั้น ประเทศไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่การจะเข้ามาทำนาซึ่งกฎหมายประเทศไทยสงวนอาชีพนี้ไว้ก็คงจะไม่ได้
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า การเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านการเกษตรของชาวต่างชาติ ต้องดูด้วยว่ามีรูปแบบอย่างไร หากเป็นรูปแบบการร่วมมือทางการค้า แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ในการรับซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ก็มีความเป็นไปได้ เพราะไทยสามารถอาศัยความร่วมมือดังกล่าวในการให้กลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้ เป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดสินค้าฮาลาลได้ แต่ถ้าการลงทุนเป็นลักษณะการเข้ามาตั้งบริษัท เช่าที่ดิน และจ้างเกษตรกรเป็นพนักงานก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอกชนไทยด้านธุรกิจการเกษตรที่ ชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 40-49.99% ว่ามีปัญหาเรื่องนอมินีเกิดขึ้นหรือไม่ ภายหลังเกิดกระแสข่าวว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจ ด้านการเกษตรในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และมีกฎหมายป้องกันเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด
ผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า เป็นข่าวที่ทำให้ทุกๆ หน่วยงานได้ให้ความสำคัญด้านการทำนาและพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”
การจัดตั้งวันดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย 2550-2554 เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่ อ.บางเขน กรุงเทพมหานคร และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทย เป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ
……………………………………….
ที่มาของข้อมูล:http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206270116&tb=N255206
หมายเหตุ: เครดิตผู้ร่วมสัมภาษณ์ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และสุธัญญารัตน์ ฝ้ายตระกูล
เผยแพร่ในประชาไท-ไทยอีนิวส์ www.biothai.netและwww.food-resources.org
อรรคพล สาตุ้ม และทีมงานประชาไท
15 ก.ย. 52
ขณะที่ประเด็นร้อนกรณีขายที่ดินของชาวนา ไทย ถูกสร้างกระแสให้กลายเป็นขายชาติ ตามด้วยข่าวเจ้าหน้าที่รัฐพยายามสืบสวนผู้เข้ามากว้านซื้อที่ดิน เชื่อมโยงกับข่าวว่า ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจด้านการเกษตรในประเทศไทย ด้วยการตั้งบริษัทนอมินีเพื่อหลบเลี่ยงบทบัญญัติทางกฎหมายที่สงวนอาชีพนี้ ให้กับคนไทยโดยเฉพาะประชาไท สัมภาษณ์ ศ. ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชาวนาและที่ดินมาเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่ผลงานวิทยานิพนธ์ ไปจนถึงการเฝ้ามองปรากฏการณ์ต่างๆ ตลอดจนการบริหารนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
0 0 0
อยากให้อาจารย์พูดถึงนโยบายเกี่ยวกับที่ดิน การขายที่ดินของชาวนาไทยของรัฐบาลทักษิณ จนมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์สะท้อนถึงอะไร
ปรากฏการณ์เรื่องการขายที่ดินที่เกิดขึ้น ก็สะท้อนถึงยุคเสรีนิยมใหม่นี่แหละ ซึ่งมีความคิดที่อยู่เบื้องหลังว่า หากปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรี ทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ดังนั้น สิ่งที่ทักษิณทำอย่างเช่น นโยบายเกี่ยวกับแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็เป็นการดำเนินงานตามเสรีนิยมใหม่
เพราะฉะนั้น การกล่าวหาในขณะนี้ว่า บางคนเป็นนอมินีของทักษิณ แต่เมื่อก่อนทักษิณก็เป็นนอมินีของเสรีนิยมใหม่เช่นเดียวกัน กระนั้นนโยบายที่ทักษิณทำก็มีทั้ง 2 แบบ คือ มีทั้งแบบเศรษฐกิจชุมชน และเสรีนิยมใหม่ด้วย อย่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็เป็นรัฐสวัสดิการ คือ ทักษิณไม่ใช่เสรีนิยมใหม่อย่างเดียว หรืออาจจะพูดได้ว่า ทักษิณทำให้ชุมชนไปรับใช้เสรีนิยมใหม่ก็ได้
แต่ปัญหาของเสรีนิยมใหม่ที่แฝงอยู่คนก็มองไม่เห็น เสรีนิยมใหม่นั้นมีรัฐเข้าไปช่วยเหลือทำให้ตลาดทำงานได้ หรือการทำงานของตลาดนั้น อาศัยรัฐช่วยทำงานทั้งนั้น เช่น ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา ก็ต้องให้รัฐเข้ามาช่วยจัดการให้ทุนนิยม เสรีนิยมใหม่ทำงานได้ โดยรัฐเข้ามาจัดการในส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ
นโยบายรัฐไม่ว่าจะเป็น ทำสินทรัพย์ให้เป็นทุน การเอกสารสิทธิ สปก. จะเป็นสมัยทักษิณ หรือสมัยพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ว่าจะสมัยไหน การเปิดเสรีการค้า การเปิด FTA ต่างๆ ก็คือการเอาทรัพยากรไปป้อนตลาด เปิดช่องให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะดวก ซึ่งต้องอาศัยรัฐมาช่วยปลดเงื่อนไขทั้งนั้น
อย่างตอนนี้มีข่าวเรื่องขายที่ดิน แล้วก็ไปรณรงค์ว่า อย่าไปขายชาติ…ทั้งที่รัฐนั่นเองเปิดเสรีการค้า เปิดช่องขายทรัพยากรธรรมชาติตลอดมา ทั้งที่รัฐบาลในอดีตประกาศเขตป่าสงวน เขตอุทยานต่างๆ แต่พอกรณีปลูกยางพาราขนาดใหญ่ เพื่อผลประโยชน์ของรัฐก็ไม่ถูกจับ แต่พอชาวเขาทำไร่หมุนเวียนในเขตป่าสงวนกลับถูกจับ
กรณีการปลูกยางพาราขนาดใหญ่ เราก็จะเห็นได้ว่า มันเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้า กลายเป็นที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับรัฐได้เปลี่ยนแปลงจากการขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่ (Territorialization) มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจากพื้นที่ (De-Territorialization) โดยมอบให้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแทน คือรัฐทำเป็นไขสือ ปล่อยให้ตลาดทำงาน แล้วย้อนมาใช้พื้นที่ของป่า และรัฐก็ทำเขื่อน ปั่นไฟฟ้าจากน้ำ เช่น เขื่อนปากมูล
ดังนั้น เมื่อใครบอกว่าตลาดทำงานได้เองจึงไม่เป็นความจริง รัฐเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นทุนตลอดมา ลดต้นทุนให้ตลาด มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดน้อยลง พูดง่ายๆ รัฐเข้ามาจัดการเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ทุน แต่ว่ารัฐไม่ได้ให้กับชาวบ้านเลย
ปัญหาเรื่องขายที่ดินเพื่อทำเกษตรให้กับชาวต่างชาติ ถูกโยงว่าเท่ากับขายชาติ
มักจะพูดกันว่า รัฐนั้นต้องส่งเสริมนโยบายควบคุมการใช้ที่ดิน และจัดการตลาด แต่ที่จริงรัฐในระบบทุนนิยมทำงานเพียงครึ่งเดียว โดยเฉพาะรัฐไทยไม่ทำการสร้างกลไกมาควบคุม (Regulate) ตลาด เพื่อไม่ให้ตลาดเอาเปรียบเกินไป กลไกลควบคุมอย่างเช่น นโยบายภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชน และกลไกเสริมความก้าวหน้าอื่นๆ ถ้ามีกลไกเหล่านี้ รัฐก็ไม่ต้องมาพูดว่า คนต่างชาติมาซื้อที่ดิน เพราะที่ผ่านมาชาวต่างชาติไม่ได้มาซื้อที่ดินนะครับ แต่เขามาเอาประโยชน์จากที่ดินต่างหาก เช่น มาปลูกมันฝรั่ง ปลูกข้าวโพดพันธุ์อ่อน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ใช้วิธีเกษตรพันธสัญญากันทั้งนั้น อย่างกรณีโรงงานไต้หวัน เขาเข้ามาซื้อที่ดินของคุณทำเป็นโรงงาน และคุณเป็นแรงงานของเขาเลย
ประเด็นจึงไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินไม่ได้นะครับ เพราะประเทศไทยอยู่ในภาวะไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่จะทำย่างไรให้ทุนของต่างชาติถูกกำกับ โดยไม่ให้ภาษีของไทยไปอุดหนุนชาวต่างชาติให้มาซื้อที่ดินอย่างง่ายๆ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐได้แต่เอากระแสชาตินิยมมาใช้ ซึ่งเป็นลักษณะปากว่าตาขยิบเท่านั้น หากไม่สร้างกลไกของการจัดการที่ดิน เช่น หากให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดิน เขาต้องทำเกษตรอินทรีย์ (Organic farming) และเราต้องตั้งกลไก เช่น อบต. และสถาบันท้องถิ่น ขึ้นมากำกับ ให้ชาวต่างชาติ ให้ตลาดถูกกำกับจากอำนาจท้องถิ่น แต่ไม่ได้หมายถึงการแทรกแซงตลาด เป็นแต่เพียงควบคุมตลาดไม่ให้คนของเราถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องชาตินิยม
ดังนั้น คุณจะเป็นใครก็ได้ แต่การผลิตต้องเป็นไปตามกลไกกำกับของเรา โดยที่เราไม่แคร์ว่า ใครมาเป็นเจ้าของที่ดิน เราต้องสร้างกลไกต่อรองกับตลาด ไม่ให้คนกลายเป็นแรงงานที่ได้รับเพียงแค่ค่าจ้าง แล้วเกิดภาวะแปลกแยกแบบที่คาร์ล มากร์ซพูดไว้ ทำให้คนถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมารัฐช่วยเหลือตลาด ไปลดอำนาจต่อรองของชาวบ้าน ทำให้ตลาดไปกอบโกยค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) ขณะที่ชาวบ้านกลับถูกกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรจนเกิดความเสี่ยงในการดำรง ชีวิต ทำให้ชาวนาเอย คนงานเอยมีชีวิตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ได้ค่าตอบแทนน้อย คุณกลายเป็นทรัพยากรแรงงาน เปลี่ยนจากคนเป็นเครื่องจักร ทำให้คนงานกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และผู้ผลิตมองไม่เห็นคนงาน
ต้องอย่าลืมว่า คนทั่วไปนั้นมองไม่เห็นตัวตนของคนงานเลย เช่น บริษัทเลย์ ซึ่งปลูกมันฝรั่งทำเป็นเลย์ แล้วมันฝรั่งมาจากไหน ไม่เคยถาม ทั้งที่มันฝรั่งก็มาจากชาวนา แต่ชาวนากลายเป็นมนุษย์ล่องหน และไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วนโยบายออกมารัฐบาลก็ไม่คืนกำไรให้คุณ เพราะเขามองไม่เห็นคุณ การแบ่งปันมันจึงบิดเบี้ยวจากวาทกรรมของเสรีนิยมใหม่นี้ ทำให้เกิดช่องว่างมหาศาล ดังนั้นจึงต้องสร้างกลไกมาทำให้ความเป็นธรรมและเสมอภาคเกิดขึ้น ตอนนี้เราตกอยู่ภายใต้วาทกรรมและความหมายของเสรีนิยมใหม่ จนเป็นทาสของมัน ซึ่งเสรีนิยมจริงๆ นั้นต้องทำให้ทุกคนเสรีเท่าๆ กันทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้น
กรณีเกษตรทางพันธสัญญา หรือแม้กระทั่งโครงการหลวงเอง เป็นไปเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยอาศัยพลังสังคม (Social Force) ทำให้เกิดการรีดส่วนเกิน (Surplus) สูงขึ้น โดยที่รัฐไม่ได้เปิดให้คนมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเลย เกษตรพันธสัญญาบางพื้นที่ ยังเชื่อมโยงกับระบบพ่อเลี้ยงอุปถัมภ์ ยิ่งในเวลานี้ มันหลอมรวมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ซ้อนกันอยู่ ทำให้มองไม่เห็นปัญหาได้ง่ายๆ
กระทั่งนักวิชาการก็ทำงานวิชาการของตัวเอง การทำงานวิชาการวิเคราะห์ทางการเมืองก็แยกส่วนออกมาเป็นประเด็นการ เมืองอย่างเดียว โดยแยกส่วนเศรษฐกิจออกไป ซึ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นนักวิจัย ซึ่งต้องวิเคราะห์ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์บวกกันทั้งหมด จึงต้องทำหน้าที่เปิดโปงปัญหาที่มองไม่เห็นต่อสังคม
แนวคิดเรื่องการมี ‘วันข้าว’ และ ‘ชาวนาแห่งชาติ’ อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
ยาหอมๆ พวกนี้ เช่น การสร้างสภาเกษตรกรฯ…วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ นั้นก็คงต้องบอกว่า ไม่ได้อะไร คือ เขาจะตายอยู่แล้ว คุณดันให้เขาดมยาหอม แทนที่คุณจะให้ข้าวให้น้ำกับเขา ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้องเป็นกลไกเชิงสถาบันเข้ามากำกับควบคุมตลาด ไม่ให้ชาวนาถูกเอาไปล่อนจ้อนหมดตัว เราจะต่อสู้ทุนนิยมโลกไร้พรมแดนด้วยชาตินิยมแบบนี้ไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนโลกเป็นโลกรัฐชาติ แต่ตอนนี้ มันเป็นโลกไร้พรมแดน และมันคนละบริบทประวัติศาสตร์ จะมาทำแนวทางชาตินิยมอย่างเดียวสู้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ผิดโลกแล้ว
ถ้าไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ เช่น โฉนดที่ดิน ซึ่งควรจะเป็นโฉนดชุมชนสำหรับปกป้องคนอ่อนแอ แล้วเมื่อไหร่คนจนถึงจะได้ลืมตาอ้าปากในสังคมเสรีนิยมได้ เราต้องมีตัวช่วยหลายมาตรการเพื่อให้อำนาจในการจัดการทรัพยากร สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการควบคุม (Regulate) เราต้องตรวจสอบถ่วงดุลตลาดที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้งข้าราชการ เอ็นจีโอ และทุกคน ก็ต้องถูกตรวจสอบ เราเป็นสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบจะทำให้ตลาดทำงานดีขึ้น แล้วทุกคนก็จะเป็นสุข (Happy) โดยคนที่อ่อนแอจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่คนทั้งประเทศด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม : วันข้าวและชาวนาแห่งชาติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ประเด็นเรื่องพื้นที่ปลูกข้าว เป็นปัญหาหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจาก นายสุรศักดิ์ เจือสุคนธ์ทิพย์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือถึง นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามกรณี กลุ่มประเทศคณะรัฐมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดิอาระเบีย แสดงความสนใจเข้ามาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในไทย
สืบเนื่องมาจากในช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชักชวนนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียเข้ามาลงทุนทำนา หรือเช่าที่ดินทำนาและส่งข้าวออกขายต่างประเทศ พร้อมทั้งได้จัดตั้ง “บริษัทรวมใจชาวนา” ขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ถูกกระแสต่อต้านทั้งจากพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชนกลุ่มเกษตรกร
กรณีที่เกิดขึ้น มีเสียงตอบรับในหลายทาง ทั้งคัดค้าน และรอดูท่าที โดย นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลสนับสนุนให้ชาวต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวในไทย ก็เท่ากับว่า ‘ขายชาติ’ และทำร้ายเกษตรกรและวิถีชีวิตบรรพบุรุษไทย โดยจะทำให้คนส่วนใหญ่ในชาติกว่า 40 ล้านคนที่ทำนา ทำไร่ ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เดือนร้อน…
ด้านบรรดาผู้ส่งออกข้าวระบุว่า รัฐไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะไทยมีเทคโนโลยีการผลิตสูงอยู่แล้วและยังสามารถส่งออกเครื่องสีข้าวไป ต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องการร่วมทุนก็ไม่จำเป็น เพราะผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ แต่เป็นห่วงว่า ขณะนี้มีนายทุนต่างชาติพยายามใช้สิทธินอมินีเข้ามาซื้อที่ดินทำเกษตรกรรมมาก ขึ้น รัฐจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ประเด็นดังกล่าวทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้หยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้พูดคุยกันถึงจุดยืนของประเทศไทยที่ว่า หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป รับซื้อสินค้าเกษตร หรือร่วมโครงการสำรองอาหารและความมั่นคงทางอาหารในกรอบของอาเซียนนั้น ประเทศไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่การจะเข้ามาทำนาซึ่งกฎหมายประเทศไทยสงวนอาชีพนี้ไว้ก็คงจะไม่ได้
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า การเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านการเกษตรของชาวต่างชาติ ต้องดูด้วยว่ามีรูปแบบอย่างไร หากเป็นรูปแบบการร่วมมือทางการค้า แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ในการรับซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ก็มีความเป็นไปได้ เพราะไทยสามารถอาศัยความร่วมมือดังกล่าวในการให้กลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้ เป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดสินค้าฮาลาลได้ แต่ถ้าการลงทุนเป็นลักษณะการเข้ามาตั้งบริษัท เช่าที่ดิน และจ้างเกษตรกรเป็นพนักงานก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอกชนไทยด้านธุรกิจการเกษตรที่ ชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 40-49.99% ว่ามีปัญหาเรื่องนอมินีเกิดขึ้นหรือไม่ ภายหลังเกิดกระแสข่าวว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจ ด้านการเกษตรในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และมีกฎหมายป้องกันเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด
ผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า เป็นข่าวที่ทำให้ทุกๆ หน่วยงานได้ให้ความสำคัญด้านการทำนาและพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”
การจัดตั้งวันดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย 2550-2554 เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่ อ.บางเขน กรุงเทพมหานคร และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทย เป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ
……………………………………….
ที่มาของข้อมูล:http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206270116&tb=N255206
หมายเหตุ: เครดิตผู้ร่วมสัมภาษณ์ เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ และสุธัญญารัตน์ ฝ้ายตระกูล
เผยแพร่ในประชาไท-ไทยอีนิวส์ www.biothai.netและwww.food-resources.org
สัมภาษณ์อานันท์ กาญจนพันธุ์: เสรีภาพสังคมไทย กับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
อานันท์ กาญจนพันธุ์: เสรีภาพสังคมไทย กับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม
สัมภาษณ์ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อกับประชาชนพันกว่ารายชื่อเสนอแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ซึ่งอานันท์ให้คำอธิบายเรื่องนี้อย่างออกอรรถรสและน่าสนใจ ทั้งกรณีการลงชื่อเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และกรณีที่มีการนำกฎหมายดังกล่าวใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานนักวิชาการ และความจำเป็นของการมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นในสังคมไทย
000
ชวนอาจารย์พูดเชิงปรัชญากฎหมาย พันธกิจของเสรีภาพ
สำหรับนักวิชาการที่ลงชื่อเสนอยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ เราต้องพูดถึงบริบทในปัจจุบัน ในเมื่อสภาวะสังคม มีความแตกแยกกันมากอย่างที่เราก็ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อสังคมแตกแยก มันก็มีการพยายามจะนำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อต่อต้านหรือเพื่อที่จะกำจัดคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง หรือเพื่อจะไปปราบปรามคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง ไปยับยั้งให้คล้ายๆ กับว่ากลายเป็นฝ่ายตั้งรับ
เมื่อเอาไปใช้แบบนี้ มันจะมีปัญหาอย่างนี้ตามมา ดังนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ที่มีการนำกฎหมายข้อนี้มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและ เพื่อปราบปรามความคิดที่ความแตกต่าง และก็เผอิญเอามาใช้กับคนอื่นๆ มันก็ไกลตัว แต่นี่เผอิญเอามาใช้กับนักวิชาการ
ก็เลยทำให้เราคิดว่า ในแง่ที่เราเป็นนักวิชาการ เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขาทั้งหมด แต่ในแง่ของหลักการ ปรัชญาแบบเสรีนิยม ที่สำคัญที่สุดถึงแม้เราไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขา แต่เราจะต้องยืนหยัดในการเปิดพื้นที่ให้เขามีสิทธิพูดในความเห็นที่เขาเห็น ไม่เหมือนกับเราได้ แต่เราไม่มีสิทธิจะไปเอาอะไรมาขัดขวาง ไม่ให้เขาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง นั่นคือปรัชญาเสรีนิยม ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก
ในช่วงที่มีความแตกต่างทางความคิดเห็น ต้องให้ความคิดที่เห็นแตกต่างได้มีพื้นที่และนี่ก็หลักกาเสรีภาพธรรมดา คือ เสรีภาพของความคิดเห็นเป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะที่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหนและสังคมมีความแตกแยกมาก แล้วเราไปปิดกั้นไม่ให้เสียงหนึ่งได้พูด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า มันจะทางออกอยู่ตรงไหน เพราะเราก็ต่างคน ต่างก็ตันทั้งคู่ ไม่มีทางไปแล้วก็ยืนหยัดอยู่บนกระต่ายขาเดียวของตัวเองอย่าง นี้ ในแง่ของการแก้ไขปัญหา มันต้องเปิดให้พื้นที่ให้คนที่คิดต่างอย่างอื่นนั้นได้ มีพื้นที่ได้พูดแตกต่างบ้าง เพราะในความแตกต่างนั้น มันอาจจะสามารถให้ทางเลือก หรือให้ทิศทางที่แตกต่างออกมาได้ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่า หลักการเสรีนิยมเหมาะสมสำหรับที่จะใช้ในสถานการณ์ ที่มีความคิดแตกต่างเหล่านี้ได้ดี ก็คือต้องยืนหยัดว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับเราก็ตาม สามารถพูดได้
ดังนั้น ด้วยหลักคิดดังกล่าวนี่เอง ก็เลยทำให้ผมคิดว่า นักวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาก็จะต้องพูดอะไรที่ไม่เหมือนกับเราอยู่แล้ว และนักวิชาการก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกเรื่อง
แต่ผมคิดว่า ถ้าเผื่อว่ามีใครมาปิดปากไม่ให้เขาพูด ผมจำเป็นจะต้องเรียกร้องให้เขามีสิทธิได้พูด ในสิ่งที่เขาอยากจะพูด แม้แต่สิ่งที่เขาจะพูดมันผิดกฎหมายไม่ตรงกับใจผมนัก แต่ผมก็ไม่มีสิทธิจะไปปิดปากเขา
ดังนั้น ถ้าหากมีผู้ใด ผู้หนึ่งจะมาอ้างกฎหมายใด กฎหมายหนึ่ง มันจะมาขัดหลักการและปรัชญาเสรีนิยมโดยสิ้นเชิง มันจำเป็นมากสำหรับยุคสมัยนี้ ซึ่งมีความขัดแย้งที่ตรงกันข้ามในสมัยนี้ แล้วหาทางออก ทางเลือกอื่นไม่มี แล้วเรามาปิดกั้น มันก็ยิ่งทำให้แนวทางแก้ไขปัญหามันตีบตัน เราก็ยิ่งกลับไปสู่ยุคที่ตกอยู่ในคู่ตรงข้าม
ซึ่งผมบอกเสมอแล้วว่าการติดกับดักคู่ตรงกันข้าม มันเป็นปัญหา ดังนั้น ในทางวิชาการ ติดอยู่กับคู่ตรงข้ามเสมอ ไม่ขาวก็ดำ ไม่เหลืองก็แดง ในสภาวะคู่ตรงกันข้ามเป็นความมืดบอดทางปัญญา ดังนั้นในสภาวะมืดบอดทางปัญญา มันจะต้องให้สติปัญญา ต้องมีพื้นที่ และจะต้องสลัดคราบต่างๆออกไป สลัดโครงสร้าง และสลัดหัวโขน
ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่าสภาวะ Liminality เหมือน กับสภาวะลูกผี ลูกคน เช่น ก่อนบวชเป็นสามัญชน พอบวชแล้วบรรพชิต คือ สภาวะความเป็นนาค เป็นฆราวาสก็ไม่ใช่ บรรพชิตก็ไม่ใช่เป็นลูกผี ลูกคน และ ตอนเจ้าบ่าว เจ้าสาว คือ ก็ฮ้องขวัญ คือ วัฒนธรรมไทย ต้องทำให้คนรู้สึกว่าให้มีสติ ในสภาวะลูกผี ลูกคน ก่อนเป็นบรรพชิต ไปครอบคนอื่นได้ไง ที่เป็นตัวอย่างแบบไทย
ดังนั้น สภาวะลูกผี ลูกคน คือ ฮ้องขวัญว่าให้สติกับสังคม แล้วถ้าคุณไร้สติ และสังคมเราจะติดกับดักคู่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงเลย ซึ่งสังคมไทยควรก้าวข้ามไปได้แล้ว อะไรที่เป็นอุปสรรค เราต้องเปลี่ยนผ่านสังคมเราต้องพัฒนาทางปัญญา แล้วพอคนให้ปัญญา กลายเป็นว่าคุณเป็นบ้า และผิดกฎหมาย การทำลาย อันนี้เป็นปัญหาใช้กฎหมายเกินเลยไป เราต้องมีสติปัญญา คล้ายๆ กับว่าการเปิดพื้นที่ คือ ยอมให้สภาวะก้ำกึ่ง ลูกผี-ลูกคน มันจะผิดกฎหมายก็ไม่เชิงผิด โอเค ในสภาวะที่มีคนเขียนในเว็บบอร์ดมาว่า ไม่พอใจ แล้วมันจะไปหาความพอใจในสภาวะไม่ปกติได้ไง แต่เราไม่พอใจแล้วก็จะให้ไม่มืดบอดทางปัญญา
ดังนั้น สภาวะลูกผีลูกคน มันเป็นเหมือนกับสภาวะหลุดหัวโขน หลุดออกจากสภาวะปกติ เขาเรียกสภาวะเปลี่ยนผ่าน ในทางวิชาการเขาพูดมานานแล้ว และอยู่ในวิชามานุษยวิทยา ผมไม่ได้พูดอะไรเกินกว่าวิชาการของผม
เมื่อผมมีความรู้ ทั้งทฤษฎี และทางปฏิบัติ ไม่ใช่ดีแต่พูดในชั้นเรียน พอถึงเวลาปฏิบัติการทางสังคม นักวิชาการจะนิ่งเฉยได้ไง ไม่ใช่นิ่งดูดายกับสิ่งที่เห็นต่อหน้าต่อตา คนที่นิ่งดูดายไม่ใช่นักวิชาการ หรือ นักวิชาการที่มีสติและปัญญา ผมคิดว่าสภาวะแบบนี้สำคัญ ที่จะต้องเปิดให้สังคม ยอมรับเอาสภาวะลูกผี ลูกคน ในความก้ำกึ่งมาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่ง แน่นอนว่าเอามาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่งไปวัดไม่ได้ ถ้าเอามาตรฐานไปวัดเขาก็ไม่ถูกมาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่งซึ่งมันก็น่าเสียดาย ถ้าเผื่อเราจะใช้มาตรฐานที่มีอยู่ในขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงต้องการ มาตรฐานใหม่ เราต้องการสร้างสถาบันใหม่ เราต้องการสติปัญญาแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลก ที่กำลังปั่นป่วน เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ไม่ใช่แค่พรมแดนของไทย มันเป็นโลกาภิวัตน์ มันเกี่ยวพันกันทั่วไปมากเลย แล้วเรายังติดวิธีคิดแบบเดิม และ สถาบันเดิมหรือหน้ากากเดิม หัวโขนเดิม
ผมว่าโลกเขาก็คงหัวเราะเรา คือเราบ้า ในสายตาโลก แต่ในสายตาเราคิดว่า ความบ้าเป็นความถูกต้อง (หัวเราะ)
ดังนั้น คนเป็นลูกผี-คน ยังดีกว่าคนบ้า แล้วก็การบ้าติดหัวโขนตัวเอง หรือ เหมือนกับเรามองคนแต่งงาน หรือมองคนเป็นนาค และมองคนเป็นพระว่าไม่ดี เราบวชพระไม่ดี ยืนหยัดแค่ 2 ทาง แล้วเขาต้องฟังทั้งคู่ แล้วเขาต้องอะไรอย่างอื่น ที่เป็นทางสร้างสรรค์ เมื่อคนจะสร้างสรรค์เหมือนที่เขาบอกว่า คนบ้ากับอัจฉริยะ เส้นแบ่งไม่ชัดเจน ซึ่งสภาวะลูกผี ลูกคน ถ้าเอาความชัดเจนก็ติดหัวโขน จึงให้สภาวะลูกผี
ลูกคนเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ของการสร้างสรรค์ ความคิด และสติปัญญา เพื่อให้สังคมไทย เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ที่เราเติบโตขึ้น ไม่ใช่คิดอะไรแบบเด็กๆ ติดกับสถาบันหัวโขนเดิม คือ คิดอะไรแบบเดิม ในขณะโลกก็ผลักให้เราเปลี่ยนแล้ว แต่เราไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ใส่ใจกับคนที่เป็นลูกผี ลูกคนเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ผมพูดจากวัฒนธรรมไทย
ถ้าพูดแบบเสรีนิยมที่สุด และที่สำคัญ คือ John Rawls ที่เขียนเรื่อง A Theory of Justice ที่ อาจารย์ธีรยุทธ (ธีรยุทธ บุญมี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ชอบมาอ้าง ที่จริงแล้วเรามาสำรวจตัวเราเองแล้ว เราคิดว่าซ้ายจ๋าหรือว่าเราเป็นสังคมนิยมจ๋า จริงๆแล้ว สังคมนิยมกับเสรีนิยม
จริงๆ แล้วเกิดอันเดียวกัน
ผมคิดว่าขณะนี้เราจะเป็นเสรีนิยมโดยปราศจากการเคารพปัจเจกคนอื่นด้วย แต่เสรีนิยมที่สุดขั้ว คือเน้นปัจเจกมากเกินไป และเสรีนิยม หรือปัจเจกสุดขั้ว คนละอันกัน
ซึ่งเดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยา ก็ต้องการ Moral Individualism คือ ปัจเจกที่มีศีลธรรมและเคารพสิทธิคนอื่น ที่มีการเคารพสิทธิของเรา และไม่เอาการละเมิดสิทธิของคนอื่น อันนี้จากหลักสิทธิมนุษยชนของตะวันตก หรือคุณจะพูดจากหลักลูกผี ลูกคน เป็นหลักไทยแท้จ๋าเลย ไม่ว่าหลักใด จะมาบอกว่าผมคิดเป็นฝรั่งเกินไป ก็ไม่ใช่ เพราะผมก็ดื่มด่ำในสังคมไทยมานานแล้ว ไม่ว่ามองจากมุมไหน มันก็ให้โอกาสในความเป็นลูกผีลูกคนในการให้สติปัญญาในการเปลี่ยนผ่าน นี่เป็นภาพรวมของทั้งหมดเลยของปรัชญา เพราะเราไม่เข้าใจจากมุมมองของเรา ถ้าคนเดียวติดในหัวโขน และความขัดแย้งบั่นทอนสถาบันต่างๆของสังคม และความขัดแย้งไม่สร้างสรรค์ มันสร้างความรุนแรง แต่ความขัดแย้งสร้างสรรค์ คือ เปิดให้พูดเกิดคุณภาพของปัญญา
ประเมินสถานการณ์ผลกระทบของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คิดว่านักวิชาการตกอยู่ภายใต้เครื่องมือสร้างความกลัวแค่ไหน
ผมคิดว่า ผลกระทบแม้จะกว้างขวางก็ตาม แต่มันจะนำมาซึ่งความมืดบอดทางปัญญา มันก็เสี่ยงไง ถ้าเอามาใช้เป็นเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมืดบอดทางปัญญา แต่ในสถานภาพของนักวิชาการ เราไม่ได้พูดแบบผลประโยชน์ ผมไม่มีส่วนได้ ส่วนเสีย และผมได้อะไร มีแต่ถูกด่าจากคนที่ไม่เห็นด้วย(หัวเราะ)
กฎหมายกับการเป็นเครื่องมือโจมตีคนเป็นเกมการเมือง
ผมก็คิดว่า คนในสาธารณชนทั่วไปก็คงเข้าใจว่าพวกเหล่านี้เป็นเกมการเมืองที่มืดบอดทางสติ ปัญญา ในขณะที่นักวิชาการ ไม่ได้เล่นเกมการเมือง แต่สร้างเสริมสติปัญญาให้คนทั่วไป ซึ่งคนทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นส่วนได้ ส่วนเสียเหมือนกัน
กรณีเหล่านี้ เขาก็ต้องมองออกมาแล้วว่าใครเป็นฝ่ายที่พูดโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วใครที่เอามาเป็นเครื่องมือ คือ คุณธรรม สถาบันต้องตั้งอยู่บนคุณธรรม ถ้าคุณธรรมของสถาบัน ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ มันก็จะไปบั่นทอนตัวสถาบันเอง ตรงนี้เป็นจุดอันตราย เพราะสถาบันอะไรๆ ก็ตาม สถาบันศาสนา ต่างๆ ต้องมีอุดมการณ์รองรับ
กลุ่มนักวิชาการที่ลงชื่อดังกล่าว กับการถูกคนแปะป้ายว่าคือ กลุ่มเสื้อแด
ง
มันก็เป็นการจับแพะ ชนแกะ ทำไมคนเราต้องมีเพียงสองขั้ว คือ มันมีความหลากหลายในสังคมไทยไม่ได้เหรอไง อันนี้มันเป็นความคิดเชิงเดี่ยว คือ คนเรามันก็ต้องดูเป็นประเด็นๆ บางประเด็นเราก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ไม่ใช่เหมารวมประเด็นทั้งหมด ถ้าเอาตามประเด็น ที่เราก็เห็นด้วย มันก็จะเห็นเสื้อมันจะมีหลายสี ถ้าเอามาใส่เสื้อก็ตาม พูดง่ายๆ คือ ถ้าพูดตามประเด็น การที่จะซ้อนสี หรือเห็นด้วยกันได้ของคนที่แตกต่างกัน มันเป็นไปได้ทั้งหมด
แต่ถ้าเกิดเราพูดอะไรแบบเหมารวม ตีขลุมโดยไม่แยกแยะ แล้วแน่นอน มันจะเกิดเป็นทางตัน 2 ข้าง ถ้าเหมารวมในขณะที่ความจริงในสังคมไทย มันมีความหลากหลายมากมายแล้ว ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของวิถีชีวิต แล้วเราก็พูดสิ้นคิด กับ 2 คู่ตรงข้าม ที่ต่างก็เป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น อันนี้ก็น่าแปลก สมมติว่าเป็นสีเหลือง แดง ทั้งที่เป็นแค่ภาพตัวแทน และทั้งที่คิดความคิดหลากหลาย และแตกต่างเป็นความเป็นจริง เมื่อไหร่เอาสิ่งสมมติมาปกปิดความเป็นจริง ที่หลากหลาย มันเป็นความมืดบอดทางปัญญา หรือเอาหัวโขน มาปิดบังจะเป็นความมืดบอดทางปัญญาของการแก้ไข คือ ทุกอย่างเราต้องมองหลายด้าน
เราไปยึดติดกับสิ่งสมมติ แล้วมันก็เป็นนายเรา เหมือนกับเราเป็นทาสเงินตรา ทุกวันนี้เราก็เป็นทาสของเงิน ทั้งที่เราเป็นสิ่งสมมติ หรือ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร กล่าวว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง แล้วเราดันไปยึดติด ตีความ และเหมารวม โดยไม่แยกแยะในแต่ละประเด็น เพราะว่าไม่ทางเดียวกันทั้งหมด บางประเด็นก็อยู่ร่วมกันได้
นักวิชาการต่างประเทศ กับมุมมองต่อนักวิชาการประเทศไทย
นักวิชาการ ถูกข่มขู่แกล้งปราบปราม หรือ ถูกปิดกั้น
คือเรื่องเสรีนิยม สังคมไทยแยกไม่ออกหรอกว่า เผด็จการ หรือเสรีนิยม เพราะว่าการเอากฎหมายดังกล่าวมาใช้เป็นลักษณะนี้เป็นการปิดกั้น ไม่มีทางต่อสู้ และไม่เปิดโอกาสให้เปิดปาก เมื่อคุณพูดไปปุ๊บถูกปิดปากปั๊บ คุณพูดไม่ได้ ถ้าคุณเป็นเสรีนิยม คุณจะปล่อยให้กฎหมายปิดปากคนพูดมาใช้กับคนที่ใช้ปากพูด หรือสมองคิดเหรอ ดังนั้น แน่นอนนักวิชาการต่างประเทศค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้ แต่นักวิชาการไทย
แยกไม่ออกระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ (หัวเราะ)
นักวิชาการบางคน ถามว่า ทำไมต้องเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไปก็ได้ ถ้าคุณอยู่ในโลกคนเดียวก็ว่าไป คือ คุณอยู่คนเดียว แต่นี่สังคมไทย เราไม่ได้อยู่หลังเขา เรามีคนอื่นมากมายต้องไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น เราทำอะไรแบบไม่ยอมรับของชุมชนโลก มันก็เป็นการลำบากในการพัฒนาคุณภาพของเราให้สูงขึ้น ก็คือวิธีการพูดแบบไทยๆ และการกดขี่อยู่แบบเดิม ก็คือ การอ้างแบบอยู่แบบเจ้าขุนมูลนาย ให้คนมากราบเท้าคุณ คืออยู่แบบไทย หรืออยู่แบบปิดกั้นคนอื่น
การแช่แข็งความเป็นอยู่แบบเดิม คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เพราะว่าโลกของเรา โดยผมพูดอยู่บนพื้นฐานของสังคมวิทยา คือการมองคนเป็นมนุษย์ให้เท่ากัน ใช่ไหมครับ เพราะการมองคนอื่นให้เป็นมนุษย์ด้อยกว่าเรา ก็ทำให้เราถามว่าเราจะพัฒนาไปทำไม
ถ้าอยู่แบบโบราณ หรืออยู่แบบไทย ก็พายเรือกันทุกวัน จะเอาไหม ถ้าเผื่อเราต้องการรถไฟฟ้า ถามว่า คนจนจะมีสิทธิไหมครับ(หัวเราะ) คนพิการ หรือเราจะใช้เฉพาะคนมีขา มันก็ไม่ได้ มันจำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราได้มาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราเคยมีมาในอดีต ดังนั้น การเรียกร้องอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเราก็ไม่ได้อยู่แล้ว เราจะเปลี่ยนอยู่แล้ว ทำไมเราเรียกร้องอย่างเดิม คุณก็อยู่อย่างเดิมไปทั้งหมดสิ ไม่ใช่คุณบอกว่า ถ้าโดยอำนาจคุณอยากอยู่แบบเดิม แต่เรื่องความทันสมัย เรื่องพัฒนาคุณอยากจะได้ มันขัดแย้งในตัวเองนี้หว่า คุณจะเอาสองอย่างไม่ได้
ชุมชนชาติจินตกรรมขัดกับสิ่งที่อาจารย์พูดถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่สมเหตุสมผล
ชุมชนชาติ มันเป็นเพียงจินตนาการ มันเหมือนกับที่เราพูดถึงสิ่งสมมติ มันติ๊งต่าง
แล้วคนเราทุกวันนี้เหมือนกับบ้าจี้ เอาติ๊งต่างมาเป็นเจ้าเหนือชีวิต เหนือสติปัญญาของคน ถ้าคุณเป็นอย่างนั้นมันก็มืดบอด แล้วเอาติ๊งต่าง คือสมมติๆ มาเป็นอำนาจเหนือความคิดที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ความคิดแตกต่างใหม่ เราบอกว่าอยากได้ความทันสมัยที่ต่างจากเดิม ถ้าเกิดคนอื่นพูดไม่ได้ แล้วเอาสิ่งสมมติเดิมมาใช้ปิดกั้นเขา ดังนั้น มันจะต้องเปลี่ยนสมมติเดิมด้วย จะต้องเอาเสรีภาพมาใช้แล้วสังคมต้องเป็นเสรีภาพ และเสรีภาพก็เป็นสิ่งสมมติอีกอัน แต่มันสมมติแล้ว เสรีภาพ มันเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ที่ติดกับหัวโขนเดิมๆ มันเป็นความมืดบอดทางปัญญา
ดังนั้น เวลาที่สังคมไทยต้องเลือกว่าเราจะยึดติดกับสิ่งสมมติเดิม ที่เป็นความมืดบอดทางปัญญา หรือ เราจะสมมติกับสิ่งใหม่ เพราะมันไม่มีอะไรเป็นของแท้จริงทั้งนั้น ในทางวิชาการเรียกว่า Social Construct
(การ สร้างทางสังคม) มันเป็นการสมมติทั้งนั้น แต่สังคมที่จะมีพลัง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ คือ สังคมที่สมมติอะไรเหมาะกับสถานการณ์
ประเทศไทยเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เป็นเสรีนิยมทางการเมือง มันขัดกันอย่างไร
มันขัดกันเราจะเป็นเสรีนิยมไร้ความรับผิดชอบ เพราะเราเน้นฟรี แต่ไม่ Fair คือเราไม่สร้างสำนึกใหม่ๆ มาถ่วงดุลการเสรี เน้นแต่เปิดเสรีๆ และที่อเมริกาเน้นเปิดเสรีมาก จนเกิดหนี้ ที่คุณไปซื้อบ้าน เอาหนี้เปิดให้ขายต่อ เป็นเสรีมากก็สุดขั้วของปัญหา เสรีสุดขั้ว คือ ความอับจนทางปัญญาแล้ว
จริงๆ แล้วเราเป็นเศรษฐกิจเสรีมากเกินไป โดยไม่สนใจด้านอื่นเลย ความคิดอย่างเสรีอยู่ได้ต้องมีสถาบัน กรณีอเมริกา มีปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้น เอาเงินของประชาชนมาอุดวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกา มันเยอะมากกว่างบประมาณไทย ดังนั้น เสรีนิยมอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีสถาบันมากำกับ เสรีนิยมต้องมีความรับผิดชอบ เสรีนิยมต้องมีความรับผิดชอบ เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยากล่าวถึง เสรีนิยมไร้ความรับผิดชอบ เสรีนิยมที่มีความรับผิดชอบต้องใช้ภาษีเพื่อให้ด้านเสรีรับผิดชอบเป็นธรรม มากขึ้น เราเอาด้านเดียว ทุนนิยมครึ่งเดียวไม่สนใจด้านเสรีนิยมที่มีความเป็นธรรม
คนที่โพสต์ในอินเตอร์เน็ต เจอกฎหมายหมิ่นฯ แม้แต่ข้อกล่าวหาเขาก็ไม่มีโอกาสรู้ ว่า
ตำรวจคิดอย่างไร ใช้เงื่อนไขอะไร ซึ่งดูเหมือนเป็นจุดอ่อนว่าอำนาจในการตีความอยู่ในกลไกรัฐ แล้วภาคประชาชนจะพูดอะไรได้
กฎหมาย ใดที่ไม่เปิดให้มีการต่อสู้ทางความคิดหรือมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ได้ไม่น่าจะเป็นกฎหมายเสรีนิยมประชาธิปไตย ดังนั้น จะต้องให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยได้ จะต้องขจัดกฎหมายที่ไม่เปิดให้มีเสรีภาพให้หมด
ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความเป็นไปได้ไหม
มันลำบากตอนนี้ เป็นไปได้ยาก สังคมไทย มันไม่ใช่อยู่แค่คนคิดมีสติปัญญาอย่างที่ว่า สังคมไทยเครื่องไม้ เครื่องมือ สื่อ ยังไม่เป็นอิสระพอ
ดังนั้น เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของความเป็นจริงที่ว่า ถ้าเกิดมันมีพื้นที่เสรีโต้กันได้ แต่ว่าโลกมีข้อจำกัดนานาประการ เราต้องไม่ฝันหวาน ความถูกต้องไม่ได้แปลว่าความถูกต้องทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้ว่าเราจะคิดว่าถูกต้อง แต่ก็ไม่ต้องทำให้ถูกคนอื่นว่าเราเป็นบ้า หรือผิดปกติ เราต้องตั้งเป็นประเด็นให้เขาถกเถียง เพราะเรื่องของความคิดให้คนถกเถียง มีสติปัญญามากขึ้น ไม่ใช่ว่า เราถูกต้องที่สุดแล้วให้สังคมได้ถกเถียง เราไม่ต้องไปกลัว หรือ เราเป็นหัวหอก ถ้ากลายเป็นประเด็นแล้ว เราก็ไม่เอาสังคมมาแบกไว้คนเดียว
เราอย่าผูกขาดความคิดไว้คนเดียว และทำให้สังคมตัดสินให้อยู่กับประเด็นนี้ รวมทั้งรักษาให้เรื่องนี้เป็นประเด็นไว้
กรณี Harry Nicolaides อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลีย ทราบข่าวไหม
ทราบข่าว แต่ไม่รู้รายละเอียด รู้เพียงเขาเขียนอยู่ไม่ถึง 10 เล่ม ไม่ได้ตีพิมพ์
เขาเขียนอยู่ในหมุนเวียนวงจำกัด มันก็เป็นแต่การแสดงความคิดเห็น และถ้าการแสดงความคิดเห็น มันเป็นพิษ ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว เพราะว่า คดีหมิ่นประมาท จงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย มันเป็นกฎหมายอาญาปกติ ถ้าแบบนั้นใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาก็ได้ เพราะคนที่รักก็แสดงความคิดเห็นไม่พอใจก็ได้ เขาผิดกฎหมายไหม แต่กฎหมายหมิ่นประมาทก็ต้องทำด้วยความจงใจ และคนที่รัก จึงแสดงความคิดเห็นบางอย่าง ที่อาจจะขัดอารมณ์ แต่ถูกคนบางกลุ่ม นำมาใช้เพื่อปราบปรามสถาบัน แต่เราไม่เข้าใจ เพราะว่ามันสับสนระหว่างที่ว่า การเอามาใช้คนที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองกับปัญหาทางกฎหมาย คือ เราไม่ใช้ในแง่กฎหมาย แต่เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือ ถ้าการใช้ทางกฎหมาย มันจะไม่ทำให้เกิดการตีความได้ขนาดนี้ ถ้าใช้ตามหลักนิติธรรมตามกฎหมาย แต่การที่มีกฎหมายตัวนี้อยู่ มันล่อแหลมว่ามันถูกใช้ทางการเมือง และสังคมไทย แยกไม่ออกกฎหมายกับการเมือง ทำให้สังคมสับสนขยายมากขึ้นไปอีก
ถ้าใครจะวิจารณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่ทางวิชาการจะเข้าคุกหรือเปล่า และจะเป็นอย่างไรต่อไป
สถาบัน ต้องยืนอยู่บนหลักนิติธรรม และคุณธรรม แต่ถ้าเราไม่ยืนบนหลักนิติธรรม และตีทุกเรื่องเป็นการเมืองไปหมด มีคนเอามาใช้ทางการเมือง แล้วเอาปิดกั้นไม่ให้คุณคิดต่าง และปิดความคิดต่าง ซึ่งทางมานุษยวิทยา ถือว่าเป็นการบ่อนเซาะสถาบัน
สถาบัน ทางสังคมจะอยู่ได้ ก็มีสามส่วน คือ อุดมการณ์ กลไก องค์กร และอุดมการณ์สำคัญที่สุด ซึ่งต้องมีความชอบธรรม และทุกสถาบัน การเมือง เศรษฐกิจ จะมีอยู่ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่งที่ต้องยอมรับได้ทางอุดมการณ์
แต่ว่าคุณกับปล่อยให้กลไกต่างๆ ถูกบ่อนเซาะ คุณจะอยู่ได้เหรอ ใช่ไหมครับ มันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครจะต้องรู้เข้าใจ ถ้าใครเรียนมาทางสังคมศาสตร์ และ GRANT EVANS เขียนถึง Modern monarchy and inviolability ในบางกอกโพสต์ ก็พูดเหมือนผมเลย
เป็นไปได้ยากที่จะเป็นอย่างที่อาจารย์พูด
นักวิชาการต้องชี้ให้สังคมมีสติ และเห็นคุณค่า ว่าที่ทำแบบนั้นไม่ใช่การปกป้องสถาบัน
เพราะอุดมการณ์ของสถาบัน คือ ความยุติธรรม แต่ถ้าคุณไปบ่อนเซาะโดยไม่รู้ตัว คุณโง่ คุณบ้าไหม
ผมพูดให้มีสติ แล้วคุณหาว่าไปทำลาย และการพูดถึงสถาบันฯ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หลายพวก เพราะผมก็ไม่รู้ว่าพวกที่เขียนถึงสถาบันฯ หลายพวก ผมก็ไม่อยากล่วงเกิน ก็ดูเป็นรายๆ ไม่ใช่คนพูดแล้วเสียหายหมด แต่คนที่ทำให้เสียหาย คือ เอาเรื่องนี้ไปขยายบ่อนเซาะ นี่เป็นหลักมานุษยวิทยาเบื้องต้น ขอพูดย้ำเลย ถ้าคนไม่เข้าใจก็พูดกันยากแล้ว
สนธิ ลิ้มทองกุล อัดนักวิชาการไปทั่ว
ช่างเขาปะไร หมายความว่า คือ เขาก็พูดได้สักพัก ถ้าไม่มีประเด็นก็พูดมันส์ปากแค่นั้น
ผมต้องกังวลเหรอ ผมก็บ้าแล้ว (หัวเราะ) บางครั้งมันไม่มีสาระ ผมก็ปล่อยไป ผมไม่แคร์ แต่ไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับบริบท สถานการณ์ไหน ถ้าเขาเริ่มไร้สาระ
ผมก็ไม่ถือสาคนบ้า คนเมา ผมแยกได้แล้ว คือ คนไม่แยกแยะ เพราะเวลาไปเป็นอยู่ในจิตวิทยาฝูงชน ถ้าใส่แว่นสีอะไร ก็ไปทางนั้น แต่คนเราบางสถานการณ์ไม่ยอมถอดแว่น ผมก็บอกว่า คุณถอดแว่นบ้าง แต่จะให้ผมไปพูดว่า คุณพูดผิด ผมก็พูดไม่ได้
ข้อมูลเพิ่มเติม
John Rawls,A Theory of Justice
http://en.wikipedia.org/wiki/A_Theory_of_Justice
สมชาย ปรีชาศิลปกุล แนวความคิดเรื่องการดื้อแพ่งของนักปรัชญาอเมริกัน John Rawls
http://www.midnightuniv.org/midnighttext/0009999827.html
GRANT EVANS, Modern monarchy and inviolability
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/11535/modern-monarchy-and-inviolability
หมายเหตุ: เครดิตผู้ร่วมสัมภาษณ์ คือ เนตรดาว เถาถวิล และเผยแพร่ในประชาไทเป็นครั้งแรกวันที่เท่าไร ก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งน่าจะหลังวันที่ 29 ม.ค.52 และเผยแพร่ในสื่อเพื่อประชาธิปไตย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15991
http://www.media4democracy.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=1670&Itemid=69
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม
สัมภาษณ์ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อกับประชาชนพันกว่ารายชื่อเสนอแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ซึ่งอานันท์ให้คำอธิบายเรื่องนี้อย่างออกอรรถรสและน่าสนใจ ทั้งกรณีการลงชื่อเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) และกรณีที่มีการนำกฎหมายดังกล่าวใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานนักวิชาการ และความจำเป็นของการมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นในสังคมไทย
000
ชวนอาจารย์พูดเชิงปรัชญากฎหมาย พันธกิจของเสรีภาพ
สำหรับนักวิชาการที่ลงชื่อเสนอยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ เราต้องพูดถึงบริบทในปัจจุบัน ในเมื่อสภาวะสังคม มีความแตกแยกกันมากอย่างที่เราก็ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อสังคมแตกแยก มันก็มีการพยายามจะนำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อต่อต้านหรือเพื่อที่จะกำจัดคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง หรือเพื่อจะไปปราบปรามคนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง ไปยับยั้งให้คล้ายๆ กับว่ากลายเป็นฝ่ายตั้งรับ
เมื่อเอาไปใช้แบบนี้ มันจะมีปัญหาอย่างนี้ตามมา ดังนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ที่มีการนำกฎหมายข้อนี้มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและ เพื่อปราบปรามความคิดที่ความแตกต่าง และก็เผอิญเอามาใช้กับคนอื่นๆ มันก็ไกลตัว แต่นี่เผอิญเอามาใช้กับนักวิชาการ
ก็เลยทำให้เราคิดว่า ในแง่ที่เราเป็นนักวิชาการ เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเขาทั้งหมด แต่ในแง่ของหลักการ ปรัชญาแบบเสรีนิยม ที่สำคัญที่สุดถึงแม้เราไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขา แต่เราจะต้องยืนหยัดในการเปิดพื้นที่ให้เขามีสิทธิพูดในความเห็นที่เขาเห็น ไม่เหมือนกับเราได้ แต่เราไม่มีสิทธิจะไปเอาอะไรมาขัดขวาง ไม่ให้เขาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง นั่นคือปรัชญาเสรีนิยม ซึ่งผมคิดว่าสำคัญมาก
ในช่วงที่มีความแตกต่างทางความคิดเห็น ต้องให้ความคิดที่เห็นแตกต่างได้มีพื้นที่และนี่ก็หลักกาเสรีภาพธรรมดา คือ เสรีภาพของความคิดเห็นเป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะที่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหนและสังคมมีความแตกแยกมาก แล้วเราไปปิดกั้นไม่ให้เสียงหนึ่งได้พูด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า มันจะทางออกอยู่ตรงไหน เพราะเราก็ต่างคน ต่างก็ตันทั้งคู่ ไม่มีทางไปแล้วก็ยืนหยัดอยู่บนกระต่ายขาเดียวของตัวเองอย่าง นี้ ในแง่ของการแก้ไขปัญหา มันต้องเปิดให้พื้นที่ให้คนที่คิดต่างอย่างอื่นนั้นได้ มีพื้นที่ได้พูดแตกต่างบ้าง เพราะในความแตกต่างนั้น มันอาจจะสามารถให้ทางเลือก หรือให้ทิศทางที่แตกต่างออกมาได้ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่า หลักการเสรีนิยมเหมาะสมสำหรับที่จะใช้ในสถานการณ์ ที่มีความคิดแตกต่างเหล่านี้ได้ดี ก็คือต้องยืนหยัดว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับเราก็ตาม สามารถพูดได้
ดังนั้น ด้วยหลักคิดดังกล่าวนี่เอง ก็เลยทำให้ผมคิดว่า นักวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาก็จะต้องพูดอะไรที่ไม่เหมือนกับเราอยู่แล้ว และนักวิชาการก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกันทุกเรื่อง ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกเรื่อง
แต่ผมคิดว่า ถ้าเผื่อว่ามีใครมาปิดปากไม่ให้เขาพูด ผมจำเป็นจะต้องเรียกร้องให้เขามีสิทธิได้พูด ในสิ่งที่เขาอยากจะพูด แม้แต่สิ่งที่เขาจะพูดมันผิดกฎหมายไม่ตรงกับใจผมนัก แต่ผมก็ไม่มีสิทธิจะไปปิดปากเขา
ดังนั้น ถ้าหากมีผู้ใด ผู้หนึ่งจะมาอ้างกฎหมายใด กฎหมายหนึ่ง มันจะมาขัดหลักการและปรัชญาเสรีนิยมโดยสิ้นเชิง มันจำเป็นมากสำหรับยุคสมัยนี้ ซึ่งมีความขัดแย้งที่ตรงกันข้ามในสมัยนี้ แล้วหาทางออก ทางเลือกอื่นไม่มี แล้วเรามาปิดกั้น มันก็ยิ่งทำให้แนวทางแก้ไขปัญหามันตีบตัน เราก็ยิ่งกลับไปสู่ยุคที่ตกอยู่ในคู่ตรงข้าม
ซึ่งผมบอกเสมอแล้วว่าการติดกับดักคู่ตรงกันข้าม มันเป็นปัญหา ดังนั้น ในทางวิชาการ ติดอยู่กับคู่ตรงข้ามเสมอ ไม่ขาวก็ดำ ไม่เหลืองก็แดง ในสภาวะคู่ตรงกันข้ามเป็นความมืดบอดทางปัญญา ดังนั้นในสภาวะมืดบอดทางปัญญา มันจะต้องให้สติปัญญา ต้องมีพื้นที่ และจะต้องสลัดคราบต่างๆออกไป สลัดโครงสร้าง และสลัดหัวโขน
ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่าสภาวะ Liminality เหมือน กับสภาวะลูกผี ลูกคน เช่น ก่อนบวชเป็นสามัญชน พอบวชแล้วบรรพชิต คือ สภาวะความเป็นนาค เป็นฆราวาสก็ไม่ใช่ บรรพชิตก็ไม่ใช่เป็นลูกผี ลูกคน และ ตอนเจ้าบ่าว เจ้าสาว คือ ก็ฮ้องขวัญ คือ วัฒนธรรมไทย ต้องทำให้คนรู้สึกว่าให้มีสติ ในสภาวะลูกผี ลูกคน ก่อนเป็นบรรพชิต ไปครอบคนอื่นได้ไง ที่เป็นตัวอย่างแบบไทย
ดังนั้น สภาวะลูกผี ลูกคน คือ ฮ้องขวัญว่าให้สติกับสังคม แล้วถ้าคุณไร้สติ และสังคมเราจะติดกับดักคู่ตรงข้ามโดยสิ้นเชิงเลย ซึ่งสังคมไทยควรก้าวข้ามไปได้แล้ว อะไรที่เป็นอุปสรรค เราต้องเปลี่ยนผ่านสังคมเราต้องพัฒนาทางปัญญา แล้วพอคนให้ปัญญา กลายเป็นว่าคุณเป็นบ้า และผิดกฎหมาย การทำลาย อันนี้เป็นปัญหาใช้กฎหมายเกินเลยไป เราต้องมีสติปัญญา คล้ายๆ กับว่าการเปิดพื้นที่ คือ ยอมให้สภาวะก้ำกึ่ง ลูกผี-ลูกคน มันจะผิดกฎหมายก็ไม่เชิงผิด โอเค ในสภาวะที่มีคนเขียนในเว็บบอร์ดมาว่า ไม่พอใจ แล้วมันจะไปหาความพอใจในสภาวะไม่ปกติได้ไง แต่เราไม่พอใจแล้วก็จะให้ไม่มืดบอดทางปัญญา
ดังนั้น สภาวะลูกผีลูกคน มันเป็นเหมือนกับสภาวะหลุดหัวโขน หลุดออกจากสภาวะปกติ เขาเรียกสภาวะเปลี่ยนผ่าน ในทางวิชาการเขาพูดมานานแล้ว และอยู่ในวิชามานุษยวิทยา ผมไม่ได้พูดอะไรเกินกว่าวิชาการของผม
เมื่อผมมีความรู้ ทั้งทฤษฎี และทางปฏิบัติ ไม่ใช่ดีแต่พูดในชั้นเรียน พอถึงเวลาปฏิบัติการทางสังคม นักวิชาการจะนิ่งเฉยได้ไง ไม่ใช่นิ่งดูดายกับสิ่งที่เห็นต่อหน้าต่อตา คนที่นิ่งดูดายไม่ใช่นักวิชาการ หรือ นักวิชาการที่มีสติและปัญญา ผมคิดว่าสภาวะแบบนี้สำคัญ ที่จะต้องเปิดให้สังคม ยอมรับเอาสภาวะลูกผี ลูกคน ในความก้ำกึ่งมาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่ง แน่นอนว่าเอามาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่งไปวัดไม่ได้ ถ้าเอามาตรฐานไปวัดเขาก็ไม่ถูกมาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่งซึ่งมันก็น่าเสียดาย ถ้าเผื่อเราจะใช้มาตรฐานที่มีอยู่ในขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงต้องการ มาตรฐานใหม่ เราต้องการสร้างสถาบันใหม่ เราต้องการสติปัญญาแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในโลก ที่กำลังปั่นป่วน เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ไม่ใช่แค่พรมแดนของไทย มันเป็นโลกาภิวัตน์ มันเกี่ยวพันกันทั่วไปมากเลย แล้วเรายังติดวิธีคิดแบบเดิม และ สถาบันเดิมหรือหน้ากากเดิม หัวโขนเดิม
ผมว่าโลกเขาก็คงหัวเราะเรา คือเราบ้า ในสายตาโลก แต่ในสายตาเราคิดว่า ความบ้าเป็นความถูกต้อง (หัวเราะ)
ดังนั้น คนเป็นลูกผี-คน ยังดีกว่าคนบ้า แล้วก็การบ้าติดหัวโขนตัวเอง หรือ เหมือนกับเรามองคนแต่งงาน หรือมองคนเป็นนาค และมองคนเป็นพระว่าไม่ดี เราบวชพระไม่ดี ยืนหยัดแค่ 2 ทาง แล้วเขาต้องฟังทั้งคู่ แล้วเขาต้องอะไรอย่างอื่น ที่เป็นทางสร้างสรรค์ เมื่อคนจะสร้างสรรค์เหมือนที่เขาบอกว่า คนบ้ากับอัจฉริยะ เส้นแบ่งไม่ชัดเจน ซึ่งสภาวะลูกผี ลูกคน ถ้าเอาความชัดเจนก็ติดหัวโขน จึงให้สภาวะลูกผี
ลูกคนเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ของการสร้างสรรค์ ความคิด และสติปัญญา เพื่อให้สังคมไทย เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ที่เราเติบโตขึ้น ไม่ใช่คิดอะไรแบบเด็กๆ ติดกับสถาบันหัวโขนเดิม คือ คิดอะไรแบบเดิม ในขณะโลกก็ผลักให้เราเปลี่ยนแล้ว แต่เราไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ใส่ใจกับคนที่เป็นลูกผี ลูกคนเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ผมพูดจากวัฒนธรรมไทย
ถ้าพูดแบบเสรีนิยมที่สุด และที่สำคัญ คือ John Rawls ที่เขียนเรื่อง A Theory of Justice ที่ อาจารย์ธีรยุทธ (ธีรยุทธ บุญมี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ชอบมาอ้าง ที่จริงแล้วเรามาสำรวจตัวเราเองแล้ว เราคิดว่าซ้ายจ๋าหรือว่าเราเป็นสังคมนิยมจ๋า จริงๆแล้ว สังคมนิยมกับเสรีนิยม
จริงๆ แล้วเกิดอันเดียวกัน
ผมคิดว่าขณะนี้เราจะเป็นเสรีนิยมโดยปราศจากการเคารพปัจเจกคนอื่นด้วย แต่เสรีนิยมที่สุดขั้ว คือเน้นปัจเจกมากเกินไป และเสรีนิยม หรือปัจเจกสุดขั้ว คนละอันกัน
ซึ่งเดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยา ก็ต้องการ Moral Individualism คือ ปัจเจกที่มีศีลธรรมและเคารพสิทธิคนอื่น ที่มีการเคารพสิทธิของเรา และไม่เอาการละเมิดสิทธิของคนอื่น อันนี้จากหลักสิทธิมนุษยชนของตะวันตก หรือคุณจะพูดจากหลักลูกผี ลูกคน เป็นหลักไทยแท้จ๋าเลย ไม่ว่าหลักใด จะมาบอกว่าผมคิดเป็นฝรั่งเกินไป ก็ไม่ใช่ เพราะผมก็ดื่มด่ำในสังคมไทยมานานแล้ว ไม่ว่ามองจากมุมไหน มันก็ให้โอกาสในความเป็นลูกผีลูกคนในการให้สติปัญญาในการเปลี่ยนผ่าน นี่เป็นภาพรวมของทั้งหมดเลยของปรัชญา เพราะเราไม่เข้าใจจากมุมมองของเรา ถ้าคนเดียวติดในหัวโขน และความขัดแย้งบั่นทอนสถาบันต่างๆของสังคม และความขัดแย้งไม่สร้างสรรค์ มันสร้างความรุนแรง แต่ความขัดแย้งสร้างสรรค์ คือ เปิดให้พูดเกิดคุณภาพของปัญญา
ประเมินสถานการณ์ผลกระทบของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คิดว่านักวิชาการตกอยู่ภายใต้เครื่องมือสร้างความกลัวแค่ไหน
ผมคิดว่า ผลกระทบแม้จะกว้างขวางก็ตาม แต่มันจะนำมาซึ่งความมืดบอดทางปัญญา มันก็เสี่ยงไง ถ้าเอามาใช้เป็นเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมืดบอดทางปัญญา แต่ในสถานภาพของนักวิชาการ เราไม่ได้พูดแบบผลประโยชน์ ผมไม่มีส่วนได้ ส่วนเสีย และผมได้อะไร มีแต่ถูกด่าจากคนที่ไม่เห็นด้วย(หัวเราะ)
กฎหมายกับการเป็นเครื่องมือโจมตีคนเป็นเกมการเมือง
ผมก็คิดว่า คนในสาธารณชนทั่วไปก็คงเข้าใจว่าพวกเหล่านี้เป็นเกมการเมืองที่มืดบอดทางสติ ปัญญา ในขณะที่นักวิชาการ ไม่ได้เล่นเกมการเมือง แต่สร้างเสริมสติปัญญาให้คนทั่วไป ซึ่งคนทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นส่วนได้ ส่วนเสียเหมือนกัน
กรณีเหล่านี้ เขาก็ต้องมองออกมาแล้วว่าใครเป็นฝ่ายที่พูดโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วใครที่เอามาเป็นเครื่องมือ คือ คุณธรรม สถาบันต้องตั้งอยู่บนคุณธรรม ถ้าคุณธรรมของสถาบัน ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ มันก็จะไปบั่นทอนตัวสถาบันเอง ตรงนี้เป็นจุดอันตราย เพราะสถาบันอะไรๆ ก็ตาม สถาบันศาสนา ต่างๆ ต้องมีอุดมการณ์รองรับ
กลุ่มนักวิชาการที่ลงชื่อดังกล่าว กับการถูกคนแปะป้ายว่าคือ กลุ่มเสื้อแด
งมันก็เป็นการจับแพะ ชนแกะ ทำไมคนเราต้องมีเพียงสองขั้ว คือ มันมีความหลากหลายในสังคมไทยไม่ได้เหรอไง อันนี้มันเป็นความคิดเชิงเดี่ยว คือ คนเรามันก็ต้องดูเป็นประเด็นๆ บางประเด็นเราก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ไม่ใช่เหมารวมประเด็นทั้งหมด ถ้าเอาตามประเด็น ที่เราก็เห็นด้วย มันก็จะเห็นเสื้อมันจะมีหลายสี ถ้าเอามาใส่เสื้อก็ตาม พูดง่ายๆ คือ ถ้าพูดตามประเด็น การที่จะซ้อนสี หรือเห็นด้วยกันได้ของคนที่แตกต่างกัน มันเป็นไปได้ทั้งหมด
แต่ถ้าเกิดเราพูดอะไรแบบเหมารวม ตีขลุมโดยไม่แยกแยะ แล้วแน่นอน มันจะเกิดเป็นทางตัน 2 ข้าง ถ้าเหมารวมในขณะที่ความจริงในสังคมไทย มันมีความหลากหลายมากมายแล้ว ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของวิถีชีวิต แล้วเราก็พูดสิ้นคิด กับ 2 คู่ตรงข้าม ที่ต่างก็เป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น อันนี้ก็น่าแปลก สมมติว่าเป็นสีเหลือง แดง ทั้งที่เป็นแค่ภาพตัวแทน และทั้งที่คิดความคิดหลากหลาย และแตกต่างเป็นความเป็นจริง เมื่อไหร่เอาสิ่งสมมติมาปกปิดความเป็นจริง ที่หลากหลาย มันเป็นความมืดบอดทางปัญญา หรือเอาหัวโขน มาปิดบังจะเป็นความมืดบอดทางปัญญาของการแก้ไข คือ ทุกอย่างเราต้องมองหลายด้าน
เราไปยึดติดกับสิ่งสมมติ แล้วมันก็เป็นนายเรา เหมือนกับเราเป็นทาสเงินตรา ทุกวันนี้เราก็เป็นทาสของเงิน ทั้งที่เราเป็นสิ่งสมมติ หรือ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร กล่าวว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง แล้วเราดันไปยึดติด ตีความ และเหมารวม โดยไม่แยกแยะในแต่ละประเด็น เพราะว่าไม่ทางเดียวกันทั้งหมด บางประเด็นก็อยู่ร่วมกันได้
นักวิชาการต่างประเทศ กับมุมมองต่อนักวิชาการประเทศไทย
นักวิชาการ ถูกข่มขู่แกล้งปราบปราม หรือ ถูกปิดกั้น
คือเรื่องเสรีนิยม สังคมไทยแยกไม่ออกหรอกว่า เผด็จการ หรือเสรีนิยม เพราะว่าการเอากฎหมายดังกล่าวมาใช้เป็นลักษณะนี้เป็นการปิดกั้น ไม่มีทางต่อสู้ และไม่เปิดโอกาสให้เปิดปาก เมื่อคุณพูดไปปุ๊บถูกปิดปากปั๊บ คุณพูดไม่ได้ ถ้าคุณเป็นเสรีนิยม คุณจะปล่อยให้กฎหมายปิดปากคนพูดมาใช้กับคนที่ใช้ปากพูด หรือสมองคิดเหรอ ดังนั้น แน่นอนนักวิชาการต่างประเทศค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้ แต่นักวิชาการไทย
แยกไม่ออกระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ (หัวเราะ)
นักวิชาการบางคน ถามว่า ทำไมต้องเป็นประชาธิปไตย ก็เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไปก็ได้ ถ้าคุณอยู่ในโลกคนเดียวก็ว่าไป คือ คุณอยู่คนเดียว แต่นี่สังคมไทย เราไม่ได้อยู่หลังเขา เรามีคนอื่นมากมายต้องไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น เราทำอะไรแบบไม่ยอมรับของชุมชนโลก มันก็เป็นการลำบากในการพัฒนาคุณภาพของเราให้สูงขึ้น ก็คือวิธีการพูดแบบไทยๆ และการกดขี่อยู่แบบเดิม ก็คือ การอ้างแบบอยู่แบบเจ้าขุนมูลนาย ให้คนมากราบเท้าคุณ คืออยู่แบบไทย หรืออยู่แบบปิดกั้นคนอื่น
การแช่แข็งความเป็นอยู่แบบเดิม คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เพราะว่าโลกของเรา โดยผมพูดอยู่บนพื้นฐานของสังคมวิทยา คือการมองคนเป็นมนุษย์ให้เท่ากัน ใช่ไหมครับ เพราะการมองคนอื่นให้เป็นมนุษย์ด้อยกว่าเรา ก็ทำให้เราถามว่าเราจะพัฒนาไปทำไม
ถ้าอยู่แบบโบราณ หรืออยู่แบบไทย ก็พายเรือกันทุกวัน จะเอาไหม ถ้าเผื่อเราต้องการรถไฟฟ้า ถามว่า คนจนจะมีสิทธิไหมครับ(หัวเราะ) คนพิการ หรือเราจะใช้เฉพาะคนมีขา มันก็ไม่ได้ มันจำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะสิ่งที่เราได้มาในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราเคยมีมาในอดีต ดังนั้น การเรียกร้องอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเราก็ไม่ได้อยู่แล้ว เราจะเปลี่ยนอยู่แล้ว ทำไมเราเรียกร้องอย่างเดิม คุณก็อยู่อย่างเดิมไปทั้งหมดสิ ไม่ใช่คุณบอกว่า ถ้าโดยอำนาจคุณอยากอยู่แบบเดิม แต่เรื่องความทันสมัย เรื่องพัฒนาคุณอยากจะได้ มันขัดแย้งในตัวเองนี้หว่า คุณจะเอาสองอย่างไม่ได้

ชุมชนชาติจินตกรรมขัดกับสิ่งที่อาจารย์พูดถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่สมเหตุสมผล
ชุมชนชาติ มันเป็นเพียงจินตนาการ มันเหมือนกับที่เราพูดถึงสิ่งสมมติ มันติ๊งต่าง
แล้วคนเราทุกวันนี้เหมือนกับบ้าจี้ เอาติ๊งต่างมาเป็นเจ้าเหนือชีวิต เหนือสติปัญญาของคน ถ้าคุณเป็นอย่างนั้นมันก็มืดบอด แล้วเอาติ๊งต่าง คือสมมติๆ มาเป็นอำนาจเหนือความคิดที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ ความคิดแตกต่างใหม่ เราบอกว่าอยากได้ความทันสมัยที่ต่างจากเดิม ถ้าเกิดคนอื่นพูดไม่ได้ แล้วเอาสิ่งสมมติเดิมมาใช้ปิดกั้นเขา ดังนั้น มันจะต้องเปลี่ยนสมมติเดิมด้วย จะต้องเอาเสรีภาพมาใช้แล้วสังคมต้องเป็นเสรีภาพ และเสรีภาพก็เป็นสิ่งสมมติอีกอัน แต่มันสมมติแล้ว เสรีภาพ มันเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ที่ติดกับหัวโขนเดิมๆ มันเป็นความมืดบอดทางปัญญา
ดังนั้น เวลาที่สังคมไทยต้องเลือกว่าเราจะยึดติดกับสิ่งสมมติเดิม ที่เป็นความมืดบอดทางปัญญา หรือ เราจะสมมติกับสิ่งใหม่ เพราะมันไม่มีอะไรเป็นของแท้จริงทั้งนั้น ในทางวิชาการเรียกว่า Social Construct
(การ สร้างทางสังคม) มันเป็นการสมมติทั้งนั้น แต่สังคมที่จะมีพลัง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ คือ สังคมที่สมมติอะไรเหมาะกับสถานการณ์
ประเทศไทยเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เป็นเสรีนิยมทางการเมือง มันขัดกันอย่างไร
มันขัดกันเราจะเป็นเสรีนิยมไร้ความรับผิดชอบ เพราะเราเน้นฟรี แต่ไม่ Fair คือเราไม่สร้างสำนึกใหม่ๆ มาถ่วงดุลการเสรี เน้นแต่เปิดเสรีๆ และที่อเมริกาเน้นเปิดเสรีมาก จนเกิดหนี้ ที่คุณไปซื้อบ้าน เอาหนี้เปิดให้ขายต่อ เป็นเสรีมากก็สุดขั้วของปัญหา เสรีสุดขั้ว คือ ความอับจนทางปัญญาแล้ว
จริงๆ แล้วเราเป็นเศรษฐกิจเสรีมากเกินไป โดยไม่สนใจด้านอื่นเลย ความคิดอย่างเสรีอยู่ได้ต้องมีสถาบัน กรณีอเมริกา มีปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้น เอาเงินของประชาชนมาอุดวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกา มันเยอะมากกว่างบประมาณไทย ดังนั้น เสรีนิยมอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีสถาบันมากำกับ เสรีนิยมต้องมีความรับผิดชอบ เสรีนิยมต้องมีความรับผิดชอบ เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยากล่าวถึง เสรีนิยมไร้ความรับผิดชอบ เสรีนิยมที่มีความรับผิดชอบต้องใช้ภาษีเพื่อให้ด้านเสรีรับผิดชอบเป็นธรรม มากขึ้น เราเอาด้านเดียว ทุนนิยมครึ่งเดียวไม่สนใจด้านเสรีนิยมที่มีความเป็นธรรม
คนที่โพสต์ในอินเตอร์เน็ต เจอกฎหมายหมิ่นฯ แม้แต่ข้อกล่าวหาเขาก็ไม่มีโอกาสรู้ ว่า
ตำรวจคิดอย่างไร ใช้เงื่อนไขอะไร ซึ่งดูเหมือนเป็นจุดอ่อนว่าอำนาจในการตีความอยู่ในกลไกรัฐ แล้วภาคประชาชนจะพูดอะไรได้
กฎหมาย ใดที่ไม่เปิดให้มีการต่อสู้ทางความคิดหรือมีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ได้ไม่น่าจะเป็นกฎหมายเสรีนิยมประชาธิปไตย ดังนั้น จะต้องให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยได้ จะต้องขจัดกฎหมายที่ไม่เปิดให้มีเสรีภาพให้หมด
ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีความเป็นไปได้ไหม
มันลำบากตอนนี้ เป็นไปได้ยาก สังคมไทย มันไม่ใช่อยู่แค่คนคิดมีสติปัญญาอย่างที่ว่า สังคมไทยเครื่องไม้ เครื่องมือ สื่อ ยังไม่เป็นอิสระพอ
ดังนั้น เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของความเป็นจริงที่ว่า ถ้าเกิดมันมีพื้นที่เสรีโต้กันได้ แต่ว่าโลกมีข้อจำกัดนานาประการ เราต้องไม่ฝันหวาน ความถูกต้องไม่ได้แปลว่าความถูกต้องทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้ว่าเราจะคิดว่าถูกต้อง แต่ก็ไม่ต้องทำให้ถูกคนอื่นว่าเราเป็นบ้า หรือผิดปกติ เราต้องตั้งเป็นประเด็นให้เขาถกเถียง เพราะเรื่องของความคิดให้คนถกเถียง มีสติปัญญามากขึ้น ไม่ใช่ว่า เราถูกต้องที่สุดแล้วให้สังคมได้ถกเถียง เราไม่ต้องไปกลัว หรือ เราเป็นหัวหอก ถ้ากลายเป็นประเด็นแล้ว เราก็ไม่เอาสังคมมาแบกไว้คนเดียว
เราอย่าผูกขาดความคิดไว้คนเดียว และทำให้สังคมตัดสินให้อยู่กับประเด็นนี้ รวมทั้งรักษาให้เรื่องนี้เป็นประเด็นไว้
กรณี Harry Nicolaides อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลีย ทราบข่าวไหม
ทราบข่าว แต่ไม่รู้รายละเอียด รู้เพียงเขาเขียนอยู่ไม่ถึง 10 เล่ม ไม่ได้ตีพิมพ์
เขาเขียนอยู่ในหมุนเวียนวงจำกัด มันก็เป็นแต่การแสดงความคิดเห็น และถ้าการแสดงความคิดเห็น มันเป็นพิษ ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว เพราะว่า คดีหมิ่นประมาท จงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย มันเป็นกฎหมายอาญาปกติ ถ้าแบบนั้นใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาก็ได้ เพราะคนที่รักก็แสดงความคิดเห็นไม่พอใจก็ได้ เขาผิดกฎหมายไหม แต่กฎหมายหมิ่นประมาทก็ต้องทำด้วยความจงใจ และคนที่รัก จึงแสดงความคิดเห็นบางอย่าง ที่อาจจะขัดอารมณ์ แต่ถูกคนบางกลุ่ม นำมาใช้เพื่อปราบปรามสถาบัน แต่เราไม่เข้าใจ เพราะว่ามันสับสนระหว่างที่ว่า การเอามาใช้คนที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองกับปัญหาทางกฎหมาย คือ เราไม่ใช้ในแง่กฎหมาย แต่เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือ ถ้าการใช้ทางกฎหมาย มันจะไม่ทำให้เกิดการตีความได้ขนาดนี้ ถ้าใช้ตามหลักนิติธรรมตามกฎหมาย แต่การที่มีกฎหมายตัวนี้อยู่ มันล่อแหลมว่ามันถูกใช้ทางการเมือง และสังคมไทย แยกไม่ออกกฎหมายกับการเมือง ทำให้สังคมสับสนขยายมากขึ้นไปอีก
ถ้าใครจะวิจารณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่ทางวิชาการจะเข้าคุกหรือเปล่า และจะเป็นอย่างไรต่อไป
สถาบัน ต้องยืนอยู่บนหลักนิติธรรม และคุณธรรม แต่ถ้าเราไม่ยืนบนหลักนิติธรรม และตีทุกเรื่องเป็นการเมืองไปหมด มีคนเอามาใช้ทางการเมือง แล้วเอาปิดกั้นไม่ให้คุณคิดต่าง และปิดความคิดต่าง ซึ่งทางมานุษยวิทยา ถือว่าเป็นการบ่อนเซาะสถาบัน
สถาบัน ทางสังคมจะอยู่ได้ ก็มีสามส่วน คือ อุดมการณ์ กลไก องค์กร และอุดมการณ์สำคัญที่สุด ซึ่งต้องมีความชอบธรรม และทุกสถาบัน การเมือง เศรษฐกิจ จะมีอยู่ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่งที่ต้องยอมรับได้ทางอุดมการณ์
แต่ว่าคุณกับปล่อยให้กลไกต่างๆ ถูกบ่อนเซาะ คุณจะอยู่ได้เหรอ ใช่ไหมครับ มันเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครจะต้องรู้เข้าใจ ถ้าใครเรียนมาทางสังคมศาสตร์ และ GRANT EVANS เขียนถึง Modern monarchy and inviolability ในบางกอกโพสต์ ก็พูดเหมือนผมเลย
เป็นไปได้ยากที่จะเป็นอย่างที่อาจารย์พูด
นักวิชาการต้องชี้ให้สังคมมีสติ และเห็นคุณค่า ว่าที่ทำแบบนั้นไม่ใช่การปกป้องสถาบัน
เพราะอุดมการณ์ของสถาบัน คือ ความยุติธรรม แต่ถ้าคุณไปบ่อนเซาะโดยไม่รู้ตัว คุณโง่ คุณบ้าไหม
ผมพูดให้มีสติ แล้วคุณหาว่าไปทำลาย และการพูดถึงสถาบันฯ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หลายพวก เพราะผมก็ไม่รู้ว่าพวกที่เขียนถึงสถาบันฯ หลายพวก ผมก็ไม่อยากล่วงเกิน ก็ดูเป็นรายๆ ไม่ใช่คนพูดแล้วเสียหายหมด แต่คนที่ทำให้เสียหาย คือ เอาเรื่องนี้ไปขยายบ่อนเซาะ นี่เป็นหลักมานุษยวิทยาเบื้องต้น ขอพูดย้ำเลย ถ้าคนไม่เข้าใจก็พูดกันยากแล้ว
สนธิ ลิ้มทองกุล อัดนักวิชาการไปทั่ว
ช่างเขาปะไร หมายความว่า คือ เขาก็พูดได้สักพัก ถ้าไม่มีประเด็นก็พูดมันส์ปากแค่นั้น
ผมต้องกังวลเหรอ ผมก็บ้าแล้ว (หัวเราะ) บางครั้งมันไม่มีสาระ ผมก็ปล่อยไป ผมไม่แคร์ แต่ไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมด มันขึ้นอยู่กับบริบท สถานการณ์ไหน ถ้าเขาเริ่มไร้สาระ
ผมก็ไม่ถือสาคนบ้า คนเมา ผมแยกได้แล้ว คือ คนไม่แยกแยะ เพราะเวลาไปเป็นอยู่ในจิตวิทยาฝูงชน ถ้าใส่แว่นสีอะไร ก็ไปทางนั้น แต่คนเราบางสถานการณ์ไม่ยอมถอดแว่น ผมก็บอกว่า คุณถอดแว่นบ้าง แต่จะให้ผมไปพูดว่า คุณพูดผิด ผมก็พูดไม่ได้
ข้อมูลเพิ่มเติม
John Rawls,A Theory of Justice
http://en.wikipedia.org/wiki/A_Theory_of_Justice
สมชาย ปรีชาศิลปกุล แนวความคิดเรื่องการดื้อแพ่งของนักปรัชญาอเมริกัน John Rawls
http://www.midnightuniv.org/midnighttext/0009999827.html
GRANT EVANS, Modern monarchy and inviolability
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/11535/modern-monarchy-and-inviolability
หมายเหตุ: เครดิตผู้ร่วมสัมภาษณ์ คือ เนตรดาว เถาถวิล และเผยแพร่ในประชาไทเป็นครั้งแรกวันที่เท่าไร ก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งน่าจะหลังวันที่ 29 ม.ค.52 และเผยแพร่ในสื่อเพื่อประชาธิปไตย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15991
http://www.media4democracy.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=1670&Itemid=69
วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ลูกช้างชวนอ่าน:เจ้าชื่อทองกวาว
ลูกช้างชวนอ่านผ่าน Book Fair ครั้งที่ 12(2548)
ลูกช้างชวนอ่านชื่อหนังสือ เจ้าชื่อทองกวาว-ขบวนถา ลงแขก (ผู้แต่งหลายคน)
เขียนแนะนำโดย นายอรรคพล สาตุ้ม(นักศึกษาบัณฑิต ที่มีสถิติการยืมสูงสุด)
เจ้าชื่อทองกวาว มปท. มปพ, 2513 มีให้บริการที่ - ห้องสมุดกลางเลขเรียกหนังสือ - น จ512 เนื้อหา/ความประทับใจ/ข้อคิดที่ได้รับจากการอ่าน
ถ้าถามหาถึงช่วงแสวงหาของคนหนุ่มสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว มีนวนิยายหลายเล่มเหมือนกัน แต่ว่าช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกปี พ.ศ. 2516 ก็ได้ตั้งคำถาม เช่น ชีวิตคืออะไร ในแต่ละยุคมักมีคำถามต้องการค้นหาความหมายเกี่ยวกับชีวิต หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ได้สะท้อนภาพการทำกิจกรรมของนักศึกษา จากคำนำของอาจารย์นิธิ กับบรรณาธิการของเล่มอันทำให้เห็นภาพฉากชีวิตอ่อนไหว เหงา เศร้าสร้อย ผลิตหนังสือเล่มนี้ พลังของอุดมคติคนหนุ่มที่มีที่ปรึกษาอาจารย์เอมอร เป็นต้นนั้น สะท้อนความสัมพันธ์ลูกศิษย์กับอาจารย์ด้วย และอย่างเรื่องสั้น “พันธนาการ” ผู้เขียนเกี่ยวกับความรัก เพื่อน ชีวิต และการเดินทาง ก็คงได้แต่หวังว่าความรู้สึกจากการอ่านจะก่อเกิดจินตนาการแก่เรา
อย่างไรก็ดี ตัวผมก็ได้ความรู้ผ่านการรับรู้ช่วงเวลานั้นมาจากประสบการณ์เป็นนักศึกษา เมื่อคนแต่ละคนมีชีวิตกับการศึกษา เรียนจบไป แยกย้ายทำงานคนละทิศคนละทางตามเส้นทางตนเอง บางครั้ง คนบางคนได้จากเราไปพร้อมกับชีวิตของเขาหรือทิ้งฝันกับอุดมคติฝากไว้ ก็เหมือนที่ผู้เขียนหลายคนในหนังสือทองกวาวได้ถ่ายทอดประสบการณ์เอาไว้ ในเรื่องสั้นดุจดั่งว่าตัวผมต้องเพ่งค้นหาภายในของอดีตส่วนตนเพื่อทำการวิเคราะห์ความทรงจำไม่ว่าตำราเรียน หนังสือ เพื่อนที่จริงใจช่วยให้เราวิเคราะห์อดีตกับชีวิตร่วมสมัยเราเองกับสังคม ชีวิตนั้นไม่ใช่เดินตามตำราเป็นสูตรสำเร็จ
-หมายเหตุ :ดูเพิ่มเติม ในเรื่องรางวัลสำหรับยอดนักอ่าน และการเขียนแนะนำหนังสือของคนอื่นๆ
http://library.cmu.ac.th/cmubookfair/bookfair12/readwithbf02.html
ลูกช้างชวนอ่านชื่อหนังสือ เจ้าชื่อทองกวาว-ขบวนถา ลงแขก (ผู้แต่งหลายคน)
เขียนแนะนำโดย นายอรรคพล สาตุ้ม(นักศึกษาบัณฑิต ที่มีสถิติการยืมสูงสุด)
เจ้าชื่อทองกวาว มปท. มปพ, 2513 มีให้บริการที่ - ห้องสมุดกลางเลขเรียกหนังสือ - น จ512 เนื้อหา/ความประทับใจ/ข้อคิดที่ได้รับจากการอ่าน
ถ้าถามหาถึงช่วงแสวงหาของคนหนุ่มสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว มีนวนิยายหลายเล่มเหมือนกัน แต่ว่าช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกปี พ.ศ. 2516 ก็ได้ตั้งคำถาม เช่น ชีวิตคืออะไร ในแต่ละยุคมักมีคำถามต้องการค้นหาความหมายเกี่ยวกับชีวิต หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ได้สะท้อนภาพการทำกิจกรรมของนักศึกษา จากคำนำของอาจารย์นิธิ กับบรรณาธิการของเล่มอันทำให้เห็นภาพฉากชีวิตอ่อนไหว เหงา เศร้าสร้อย ผลิตหนังสือเล่มนี้ พลังของอุดมคติคนหนุ่มที่มีที่ปรึกษาอาจารย์เอมอร เป็นต้นนั้น สะท้อนความสัมพันธ์ลูกศิษย์กับอาจารย์ด้วย และอย่างเรื่องสั้น “พันธนาการ” ผู้เขียนเกี่ยวกับความรัก เพื่อน ชีวิต และการเดินทาง ก็คงได้แต่หวังว่าความรู้สึกจากการอ่านจะก่อเกิดจินตนาการแก่เรา
อย่างไรก็ดี ตัวผมก็ได้ความรู้ผ่านการรับรู้ช่วงเวลานั้นมาจากประสบการณ์เป็นนักศึกษา เมื่อคนแต่ละคนมีชีวิตกับการศึกษา เรียนจบไป แยกย้ายทำงานคนละทิศคนละทางตามเส้นทางตนเอง บางครั้ง คนบางคนได้จากเราไปพร้อมกับชีวิตของเขาหรือทิ้งฝันกับอุดมคติฝากไว้ ก็เหมือนที่ผู้เขียนหลายคนในหนังสือทองกวาวได้ถ่ายทอดประสบการณ์เอาไว้ ในเรื่องสั้นดุจดั่งว่าตัวผมต้องเพ่งค้นหาภายในของอดีตส่วนตนเพื่อทำการวิเคราะห์ความทรงจำไม่ว่าตำราเรียน หนังสือ เพื่อนที่จริงใจช่วยให้เราวิเคราะห์อดีตกับชีวิตร่วมสมัยเราเองกับสังคม ชีวิตนั้นไม่ใช่เดินตามตำราเป็นสูตรสำเร็จ
-หมายเหตุ :ดูเพิ่มเติม ในเรื่องรางวัลสำหรับยอดนักอ่าน และการเขียนแนะนำหนังสือของคนอื่นๆ
http://library.cmu.ac.th/cmubookfair/bookfair12/readwithbf02.html
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553
2516-กระแสรับน้องใหม่(ไทย)กับเพื่อนสนิท : คุยเรื่องหนังสือ
2516-กระแสรับน้องใหม่(ไทย)กับเพื่อนสนิท : คุยเรื่องหนังสือ
Posted 2007-05-26 19:25:46 By อรรคพล สาตุ้ม
เกริ่นนำ ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้ เพื่อต่อต้านกระทบการรับน้อง(เฟรชชี่) ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง โปรดอย่าตีความเช่นนั้นครับผม แต่ว่าผมต้องการสร้างบรรยากาศใหม่ ก็กำลังอินเทนรด์สักหน่อย เพราะนสพ.ไทยรัฐ เพิ่งลงข่าวด้านในนสพ.สัมภาษณ์ลูกช้างมช.ไปหมาดๆในฉบับวันนี้ มีเรื่องกระเทย กับปัญหาแต่งชุดนักศึกษาสตรีด้วย และผมจะเล่าเรื่องราวในอดีต คงไม่ย้อนไปไกลยุคกวีต้นรัตนโกสินทร์ หรือก่อนสยามเป็นไทย...ยุคเสรีไทย ที่มีสงครามโลก ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ฯลฯ คือ จะเล่าเรื่องเข้ามาใกล้ช่วงที่เริ่มมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ -หนังสือ(จากบทสัมภาษณ์เดิม)
ซึ่งขอเริ่มขยายความที่เรื่องเส้นผม กับมหาวิทยาลัย โดยแสงดาว ศรัทธามั่น เขียนเรื่องของ"ผม"กับบางส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไว้มาก่อน ซึ่งกล่าวว่าช่วงที่เขากว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (1) ก็เป็นช่วง 2514 เผด็จการ กำลังขึ้นมามีอำนาจพอดีเลย และเขาก็เริ่มไว้ผมยาวสลวย เจอพวกนักเลงกวนๆ เจอทหารหัวเกรียน(เกรียน ภาษาวัยรุ่นปัจจุบัน ก็ทรงผมกับพวกบ้าอำนาจ) และเขาก็เจอพระเข้าใจผิดนึกว่าหญิงสาว บ้างหละ แม้ว่าจะมีปัญหากับการแหกคอกไว้ผมยาว ที่ว่ามันหนักหัวใครหรือไม่ ซึ่งสังคมยุคนั้น ยังรับไม่ได้ (ผมยาว-ยุคนี้เป็นกระเทยรึเปล่า?)
จนกระทั่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเรียกร้องพลังของนักศึกษาผมยาวบ้าง และกลุ่มนักศึกษา(2) ก็ร่วมทำกิจกรรม โดยบางคน(3) ก็จำเป็นต้องเข้าป่าไป(พคท.(ดูท้ายบท)) ในสงครามเย็นแห่งช่วงอุดมการณ์ ที่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจสังคม
อย่างไรก็ดี แนวทางการสำรวจประวัติศาสตร์ ที่ว่าการผนวกกลืนอำนาจให้สมบูรณ์ของชาติไทย ที่น่าจะสำคัญ ที่ไทยเอาชนะพคทได้สำเร็จ สงครามครั้งนี้ทำให้กลืนอำนาจสุดท้ายของล้านนาด้วยหรือไม่ (4,5,6,7) และอิทธิพลของครูบาฯ พุทธศาสนาต่างๆ กำลังเสื่อมพลังศาสนาลดลงน้อยกว่า ทางภาคใต้ และชุมชนอุดมการณ์ โดยผมเคยเขียนเรื่องอุดมการณ์ทางศาสนา และความคิด ที่มีปัญหาไปด้วยกัน ไม่ค่อยได้กับเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีใหม่ในช่วงนั้น( แต่ว่าเราจะไปทางไหน หลังชาตินิยมไทย หรือหลังเสรีไทย ละกัน )
เมื่อเศรษฐกิจ บวกกับชาติไทย เป็นปัจจัยส่วนกำหนดของปัญหาในปัจจุบัน แม้แต่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็กำลังจะสถาปนาสถาบันศิลปะล้านนาไทย แต่ทำไม่ได้โดยมีปัญหากับคำว่าล้านนา หรือการไม่มีคำว่าไทย ไม่ได้เช่นกัน(9) จนในที่สุดกลายเป็นศิลปะไทย... หลายสิ่งมันเป็นเรื่องรับน้อง ศิลปะ เพื่อน ที่มีปรากฏอยู่บางส่วนในกระแสภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท(10) กับตลาดหนังสือ
บทสัมภาษณ์ คุยเรื่อง "หนังสือ" กับ "อภิชาติ เพชรลีลา" (ในยุคมหาวิทยาลัยกำลังจะออกนอกระบบ)
อภิชาติ เพชรลีลา หรือ นอม วิเศษสิงห์ เป็นนามปากกาของ นายสุรฉัตร เพชรลีลา เกิดที่กรุงเทพฯ เรียนจบจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่เชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯเป็นเวลาสี่ปี แล้วลาออกมาทำงานเขียนหนังสือ มีงานเขียนเล่มแรกคือ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” (2543) เป็นสารคดีท่องเที่ยวกึ่งนิยาย ต่อมามีผลงานเขียนนิยายอีกสองเรื่องคือ “อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง” (2544) กับ นกดวงจันทร์ (2545) และงานเขียนเชิงบันทึกกึ่งสารคดีชื่อ “หนึ่งปีของชีวิต” (2546) และนิยายเรื่อง “แม่” (2546) ในนามปากกา นอม วิเศษสิงห์ ปัจจุบันนอกจากทำงานเขียนแล้วยังเปิดสำนักพิมพ์ในชื่อ “นกดวงจันทร์” อีกด้วย
วันนี้ประชาไทมีโอกาสได้พบปะและร่วมคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวงการหนังสือไทยในปัจจุบัน ลองมาดูกันว่านักเขียนคนนี้มีมุมมองต่อแวดวงหนังสือในปัจจุบันอย่างไร ...
ประชาไท : มีผลสำรวจออกมาเมื่อปีที่แล้วว่าตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ไทยยังคงโตเรื่อย ๆ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของวงการวรรณกรรมรึเปล่า? หรือในความเป็นจริงมันขัดแย้งกัน ?
อภิชาติ เพชรลีลา : ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ขัดแย้งกันนักหรอกนะ ตลาดสื่อสิ่งพิมพ์กับวงการวรรณกรรมในความหมายโดยรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมแปล งานวรรณกรรมเยาวชน งานวรรณกรรมที่ไม่ใช่งานเชิงสร้างสรรค์หรืองานที่ซีเรียส มันก็ยังมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้น แต่ถ้าจะจำเพาะลงไปเป็นงานวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์ของนักเขียนในประเทศมันก็ทรง ๆ เป๋ ๆ อยู่ อย่างงานนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี อะไรอย่างนี้ แต่มันก็อยู่ของมันอย่างนี้มานานแล้วล่ะนะ ไม่ได้มีส่วนไปเพิ่มยอดขายให้ตลาดสื่อสิ่งพิมพ์อะไรเขาหรอก แต่มันก็เหมือนกับการปลูกไม้ใหญ่แหละผมว่า หลายปีกว่าที่มันจะโต -- มันช้า แต่รื่นรมย์
ประชาไท : ปัจจุบันเห็นนักเขียนหลายคนพิมพ์งานของตนเองอย่างคุณก็ทำสำนักพิมพ์นกดวงจันทร์ด้วย ระหว่างการทำสำนักพิมพ์เอง กับการเขียนส่งให้สำนักพิมพ์อื่น มีความแตกต่างกันอย่างไร?
อภิชาติ เพชรลีลา : การที่นักเขียนจะทำสำนักพิมพ์เอง พิมพ์งานของตัวเอง กับการที่นักเขียนจะเขียนส่งสำนักพิมพ์ที่เป็นมืออาชีพทำ มันก็ได้อย่างเสียอย่าง ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอา อย่างที่ผมพิมพ์เอง เหตุผลหลัก ๆ ก็คือเราควบคุมหน้าตาหนังสือของเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งเนื้อหา,รูปแบบ,รูปเล่ม แล้วอีกอย่างคือถ้าหนังสือเราขายได้ ก็จะได้ส่วนแบ่งจากการที่เราทำงานมากกว่าที่เราได้สิบเปอร์เซ็นต์จากสำนักพิมพ์
แต่มันต้องขายได้นะ ซึ่งตรงนี้มันมีโอกาสเกิดได้กับนักเขียนได้น้อยคนมาก ๆ มันจะเกิดกับใครได้บ้างล่ะ? ชาติ กอบจิตติ , วินทร์ เลียววาริน และก็อาจจะเป็นปราบดา หยุ่นด้วย ซึ่งทุกคนที่ว่ามาต่างก็พิมพ์หนังสือกันเอง สำหรับผม ผมค่อนข้างโชคดีที่หนังสือที่เขียนได้ถูกดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ (ภาพยนตร์เรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ เขียนบทเพิ่มเติมจากหนังสือ ‘กล่องไปรษณีย์สีแดง’ บทประพันธ์ของ อภิชาติ เพชรลีลา) ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดกับนักเขียนได้น้อยราย
และสำหรับข้อเสียก็คือ หนึ่ง คุณต้องเป็นนักเขียนที่บรรลุวุฒิภาวะพอสมควร คุณต้องควบคุมงานเขียนของคุณเองได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาบรรณาธิการให้มาช่วยดูให้ และข้อเสียที่สำคัญที่สุดที่เกิดกับนักเขียนโดยทั่วไป ถ้าจะต้องมาพิมพ์หนังสือของตัวเองก็คือ มันจะขาดทุนเอานะสิ ขาดทุนเข้าเนื้อเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ บางคนก็คิดว่า แทนที่จะเอาเวลาไปทำเรื่องพวกนี้ ก็เอาเวลาไปเขียนหนังสืออย่างเดียวดีกว่า
ประชาไท : แล้วที่คุณพิมพ์หนังสือของตัวเอง ได้เคยมองเรื่องการตลาดไหม?
อภิชาติ เพชรลีลา : ปกติแล้วผมจะไม่เคยมองเรื่องการตลาดเลยนะ คิดแต่จะทำหนังสือให้มันสวย ถูกใจตัวเองที่สุด แต่ที่ไม่ปกติ แล้วดูเรื่องการตลาดเหมือนกัน ก็ตอนที่หนังสือกล่องไปรษณีย์สีแดงกลายไปเป็นภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิท ก็อาศัยการตลาดตาม ๆ กระแสภาพยนตร์ไปเหมือนกัน ซึ่งก็ทำให้หนังสือมันขายได้ดีมากขึ้น แต่ในวงเล็บนะ ว่านั่นหมายถึงเราทำการตลาดให้กับสิ่งที่เราคิดว่าเราทำมันออกมาได้ดีที่สุดแล้ว เต็มที่กับมันแล้ว
ประชาไท : ปัจจุบันนี้ในวงการหนังสือ มันได้มีปรากฏการณ์ของหนังสือจำพวก ‘ฉูดฉาด’ ที่เน้นเรื่องการตลาดมากกว่าเนื้องาน เช่น พวกหนังสือขายเรื่อง sex ของวัยรุ่น หรือหนังสือแฉความรุนแรงต่างๆ ฯลฯ คุณคิดเห็นว่ายังไงบ้าง?
อภิชาติ เพชรลีลา : มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้นะ แล้วทุกครั้งที่เห็นก็จะรู้สึกแย่มาก ๆ เออ ถ้ามันมีสักสิบยี่สิบเล่ม มันก็เป็นความผิดปกติของไอ้คนเขียนกับไอ้คนพิมพ์ แต่นี่มันเป็นกระแส มีเป็นร้อย ๆ ปก ขายกันเป็นแสน ๆ เล่ม (หรือจะเป็นล้าน?) มันก็เลยกลายเป็นความผิดปกติของสังคมไปแล้ว แสดงว่าสังคมเรามันป่วยไข้แล้วมั้ง เราคงต้องช่วยกันพูดว่า ‘สิ่งที่คุณทำนั้นมันทำร้ายสังคม ทำร้ายคนอ่านนะ!’ ซึ่งที่ผ่านมาในวงการหนังสือรู้สึกว่ามันมีการตรวจสอบกันน้อยมาก คุณจะนิ่งเฉยไม่ได้นะกับปรากฏการณ์แบบนี้ คือมันเหมือนเอาสิ่งที่เป็นอาชีพของคนทำหนังสือมาทำให้มันเป็นแบบนี้ มันเลวร้ายมาก ๆ เลยนะ
ประชาไท : มันดูฉาบฉวย?
อภิชาติ เพชรลีลา : มันยิ่งกว่าฉาบฉวย ... มันเลวไง! --- มันจะไม่เลวได้ยังไง คือหากคุณทำหนังสือโดยไม่คิดถึงใคร ผลกระทบจากสิ่งที่คุณทำมันจะเกิดอะไรกับผู้อ่านบ้าง? โดยเฉพาะกับคนที่เป็นเด็กเป็นเยาวชน แล้วคุณไม่คิดว่ามันจะสร้างมาตรฐานที่ต่ำลงของศีลธรรม ที่คุณทำมันเป็นสื่อนะ เป็นความชั่วร้าย เพราะคุณทำอะไรที่มันเป็น mass แต่สิ่งที่คุณนำมาอ้างเสมอ ๆ ก็คือ คุณนำเสนอสิ่งที่มันเลวร้ายเพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็กมันรู้ว่าความเลวร้ายเป็นอย่างนี้ ๆ เหมือนเอาสีข้างเข้าถู กูไม่รับผิดชอบอะไรแล้ว
ประชาไท : แต่ก็เหมือนมีข่าวว่าหนังสือฉูดฉาดประเภทนี้เริ่มจะขายไม่ได้บ้างแล้ว?
อภิชาติ เพชรลีลา : แต่มันก็ทำกันไปเยอะแล้วไง พอถึงช่วงขาลงมันก็ไปทำอย่างอื่นกันได้
ประชาไทย : แล้วคุณคิดว่า กลุ่มที่ไม่ได้ทำหนังสือแบบฉาบฉวย คือกลุ่มที่สร้างงานวรรณกรรมโดยคำนึงถึงความเป็นศิลปะ หรือเพื่อจรรโลงสังคม พวกนี้คุณคิดว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ไหม? อาจไม่ต้องถึงขั้นเทียบกับตลาดกระแสหลัก แต่เอาเท่าที่พวกเขาอยู่ได้และมากพอจะมีกำลังผลิตงานเขียนต่อ
อภิชาติ เพชรลีลา : ถามถึงโอกาสเหรอ ถ้าให้พูดจริง ๆ ก็คือ โอกาสมันน้อย แต่ก็ขอให้ทำงานให้ดีที่สุด แล้วก็โชคดีแล้วกันนะ. (ดูข้อมูลตลาดหนังสือประกอบท้ายบทความ)
บทสรุปของบรรยากาศสนทนาสบายๆ ที่ร้านอาหารแถวหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยให้ผม ซึ่งเป็นนักอยากเขียนหน้าใหม่ เดินบนทางสายวรรณกรรมกลับไปโหยหาเรื่องกับภาพเขียนประกอบของเทพศิริ สุขโสภา ที่เขียนเรื่องการเดินทางไว้ในนิตยสารอสท(11) ชีวิตบางครั้งของเขาก็เร่ร่อน ไปตามทางจากบ้านมา...ผมก็เช่นกัน ช่วงนี้ก็วิจัยฝุ่นบ้าง เร่ร่อนบ้าง รับจ็อบเพ็นท์องค์จตุคารามเทพ.รุ่นทวดโคตรเศรษฐี(ผมพูดจริงไม่ได้พูดเล่น )..โดยไม่รู้ตัวว่าการรับน้องใหม่ของชีวิตนักเขียนไทยมันยากมาก ในตลาดหนังสือโลกสมัยใหม่...
******ขอไว้อาลัยแด่ท่านหญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ที่นี้ด้วย ขณะที่ผมนั่งดูทีวีเห็นข่าวการจากไป ในเวลารอรถไฟคนเดียว ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง
ขอบคุณ วิทยากร บุญเรือง , ภฤศ ปฐมทัศน์(ร่วมสัมภาษณ์ และร่วมแก้ไขบทสัมภาษณ์กับพี่อภิชาติ)
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7459&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai
คำย่อ
พคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)
อ้างอิง
*ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
1.เรื่องของผม(เขียนแบบย่นย่อบทความดูเพิ่มเติมฉบับเต็ม)ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ปีที่24 ฉ.12 ต.ค.2546 :27-30*เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ....ผาจิ(หนังสือ)กรณีพื้นที่น่าน ฯลฯ
2.หนังสือสำหรับงานศพของไกรวุฒิ ศิรินุพงศ์ดูเพิ่มเติมhttp://2519me.com/NTOctober/NTOctober/NTOcontent/NTOfiles/northernhero7.htm
3.กลุ่มอิสระ และกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับเงินจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีรายชื่อ... คนนำ(งดขยายความ ดูเพิ่มเติม)ใน Somsak Jeamteerasakul. 1993. “The Communist Movement in Thailand .” Ph.D. thesis, Monash University 25 p.(อ้างจากวิทยานิพนธ์การปรับตัวทางความรู้ ความจริง และอำนาจของชนชั้นนำสยาม พ.ศ. 2325-2411ของทวีศักดิ์ เผือกสม http://www.rd.ac.th/thai-tai2/Sample4.php?id=872 )
4.แนวการเขียนประวัติศาสตร์แบบที่1 โดยผมไม่ได้ชี้ว่าถูกหรือผิดปาฐกถา 14 ตุลา ธงชัย วินิจจะกูล : ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา
5.แนวการเขียน ฯ ที่ 2 : ประจักษ์ ก้องกีรติ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯhttp://www.thammasatpress.com/b_history.shtmlการตีความของผม ต่อสายธารความรู้ผลงานดังกล่าว เชื่อมระหว่างความคิดของเกษียร-ธงชัย-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นต้น
6.แนวการเขียนของผมต่อยอดมาจากความคิด ปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่น่าน โปรดอ่านได้รหัสลับดาวินชี:การอ่านจิตรกรรมฝาผนัง-ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ตอนสุดท้าย(ทางด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกำลังกลัวพวกนายทุนคนจีนในไทย เข้าหาจีน และอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในน่าน กับลาว กำลังลุกลามมากขึ้น นักศึกษาเข้าป่า ฯลฯ)http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=93
7.ยาขอบ-ส.ธรรมยศ ในแผนที่ชาติไทย และทำไมนักเขียนต้องเดินทาง: แสงดาว-เทพศิริ และประมวล เพ็งจันทร์
http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=156
8.ข้อเสนอทางทฤษฎีของผม ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดการบูรณาการภาคเหนือได้อาจจะเกิดจากการพ่ายแพ้ของพคท. และตามด้วยปัจจัยอื่น ๆอีก ถ้าผมยังมีโอกาสได้เขียนในครั้งต่อไป
9.อ.วิถี พานิชพันธ์ กล่าวไว้
10.กล่องไปรษณีย์สีแดง คือ เพื่อนสนิท เวอรชั่นภาพยนตร์
11.อสท.ปีที่37 ฉ.7 กพ.2540
ข้อมูลเพิ่มเติมประวัติหลวงปู่ทวดเหยียบทะเลน้ำจืด
http://www.ajarn-orn-khunthapradit.biz/index.php?lay=show&ac=article&Id=354074
-ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจสำนักพิมพ์และ หนังสือเล่มในประเทศไทย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 16 - 22 ก.พ. 2550
ผลการสำรวจ "ธุรกิจสำนักพิมพ์ และ หนังสือเล่ม ในประเทศไทย" ซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ประเมินภาพรวมของตลาดในปีนี้ว่า จะยังคงเติบโตได้แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุบ้านการเมือง สาเหตุหลักๆ ก็เนื่องจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญด้าน "คน" โดยธุรกิจสิ่งพิมพ์ ซึ่งถูกประเมินไว้คร่าวๆ ว่ามีมูลค่าอยู่ราว 16,000 ล้านบาทนั้น ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ผลิต และจำนวนของช่องทางจัดจำหน่าย
เริ่มจากจำนวนของสำนักพิมพ์ในไทยปี 2549 ประมาณการว่ามีทั้งสิ้น 492 สำนักพิมพ์ เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากปี 2548 ที่มีทั้งสิ้น 475 สำนักพิมพ์ โดยจากจำนวนทั้งสิ้น 492 สำนักพิมพ์นั้น แบ่งออกเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก (ยอดขายน้อยกว่า 30 ล้านบาท) มากถึง 77.6% หรือเท่ากับ 382 สำนักพิมพ์ ตามด้วยสำนักพิมพ์ขนาดกลาง (ยอดขายตั้งแต่ 30-100 ล้านบาท) มีทั้งสิ้น 75 สำนักพิมพ์ คิดเป็น 15.3% ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ (ยอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท) จำนวนทั้งสิ้น 35 สำนักพิมพ์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7.1% แม้ว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จะมีจำนวนเพียง 7.1% ของจำนวนทั้งหมด แต่กลับมียอดจำหน่ายสูงลิ่วเป็นอันดับหนึ่ง โดยอยู่ที่ 9,800 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58.3% จากยอดขายทั้งสิ้น 16,800 ล้านบาท โดยมีสำนักพิมพ์ขนาดกลาง ตามมาเป็นอันดับสอง มียอดขายที่ 5,000 ล้านบาท คิดเป็น 29.8% สุดท้ายเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก มียอดขายทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 11.9%
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปที่จำนวนหนังสือที่จำหน่ายเมื่อปีที่ 2549 พบว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น 16,800 ล้านบาท โดยคิดเป็นราคาเฉลี่ยต่อเล่มอยู่ที่ 156.72 บาท จากจำนวนหนังสือทั้งสิ้น 107 ล้านเล่มเศษ เมื่อสำรวจลงไปที่พฤติกรรมการจับจ่ายของนักอ่านชาวไทย ก็พบว่ามีการใช้จ่ายเงินซื้อหนังสือต่อคนต่อปีอยู่ที่ 259.93 บาท เติบโตจากปี 2548 ซึ่งมียอดเฉลี่ยอยู่ที่ 239.78 บาทอยู่เพียงเล็กน้อย โดยรวมแล้ว แม้ว่าธุรกิจสำนักพิมพ์และหนังสือ จะเติบโตไม่มาก แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่สดใส โดยทางสมาคมประมาณการว่า ธุรกิจสำนักพิมพ์จะมีอัตราการเติบโตระหว่างร้อยละ 10-15 หรือมียอดขายไม่น้อยกว่า 18,500 ล้านบาท
*หมายเหตุ : ปรับปรุงเพิ่มเติมจากการเผยแพร่ในประชาไทและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
http://thaiwriternetwork.com/column.php?id=169&action=show
Posted 2007-05-26 19:25:46 By อรรคพล สาตุ้ม
เกริ่นนำ ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้ เพื่อต่อต้านกระทบการรับน้อง(เฟรชชี่) ที่เวียนมาบรรจบอีกครั้ง โปรดอย่าตีความเช่นนั้นครับผม แต่ว่าผมต้องการสร้างบรรยากาศใหม่ ก็กำลังอินเทนรด์สักหน่อย เพราะนสพ.ไทยรัฐ เพิ่งลงข่าวด้านในนสพ.สัมภาษณ์ลูกช้างมช.ไปหมาดๆในฉบับวันนี้ มีเรื่องกระเทย กับปัญหาแต่งชุดนักศึกษาสตรีด้วย และผมจะเล่าเรื่องราวในอดีต คงไม่ย้อนไปไกลยุคกวีต้นรัตนโกสินทร์ หรือก่อนสยามเป็นไทย...ยุคเสรีไทย ที่มีสงครามโลก ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ฯลฯ คือ จะเล่าเรื่องเข้ามาใกล้ช่วงที่เริ่มมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ -หนังสือ(จากบทสัมภาษณ์เดิม)
ซึ่งขอเริ่มขยายความที่เรื่องเส้นผม กับมหาวิทยาลัย โดยแสงดาว ศรัทธามั่น เขียนเรื่องของ"ผม"กับบางส่วนเสี้ยวของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไว้มาก่อน ซึ่งกล่าวว่าช่วงที่เขากว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (1) ก็เป็นช่วง 2514 เผด็จการ กำลังขึ้นมามีอำนาจพอดีเลย และเขาก็เริ่มไว้ผมยาวสลวย เจอพวกนักเลงกวนๆ เจอทหารหัวเกรียน(เกรียน ภาษาวัยรุ่นปัจจุบัน ก็ทรงผมกับพวกบ้าอำนาจ) และเขาก็เจอพระเข้าใจผิดนึกว่าหญิงสาว บ้างหละ แม้ว่าจะมีปัญหากับการแหกคอกไว้ผมยาว ที่ว่ามันหนักหัวใครหรือไม่ ซึ่งสังคมยุคนั้น ยังรับไม่ได้ (ผมยาว-ยุคนี้เป็นกระเทยรึเปล่า?)
จนกระทั่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อเรียกร้องพลังของนักศึกษาผมยาวบ้าง และกลุ่มนักศึกษา(2) ก็ร่วมทำกิจกรรม โดยบางคน(3) ก็จำเป็นต้องเข้าป่าไป(พคท.(ดูท้ายบท)) ในสงครามเย็นแห่งช่วงอุดมการณ์ ที่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจสังคม
อย่างไรก็ดี แนวทางการสำรวจประวัติศาสตร์ ที่ว่าการผนวกกลืนอำนาจให้สมบูรณ์ของชาติไทย ที่น่าจะสำคัญ ที่ไทยเอาชนะพคทได้สำเร็จ สงครามครั้งนี้ทำให้กลืนอำนาจสุดท้ายของล้านนาด้วยหรือไม่ (4,5,6,7) และอิทธิพลของครูบาฯ พุทธศาสนาต่างๆ กำลังเสื่อมพลังศาสนาลดลงน้อยกว่า ทางภาคใต้ และชุมชนอุดมการณ์ โดยผมเคยเขียนเรื่องอุดมการณ์ทางศาสนา และความคิด ที่มีปัญหาไปด้วยกัน ไม่ค่อยได้กับเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีใหม่ในช่วงนั้น( แต่ว่าเราจะไปทางไหน หลังชาตินิยมไทย หรือหลังเสรีไทย ละกัน )
เมื่อเศรษฐกิจ บวกกับชาติไทย เป็นปัจจัยส่วนกำหนดของปัญหาในปัจจุบัน แม้แต่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็กำลังจะสถาปนาสถาบันศิลปะล้านนาไทย แต่ทำไม่ได้โดยมีปัญหากับคำว่าล้านนา หรือการไม่มีคำว่าไทย ไม่ได้เช่นกัน(9) จนในที่สุดกลายเป็นศิลปะไทย... หลายสิ่งมันเป็นเรื่องรับน้อง ศิลปะ เพื่อน ที่มีปรากฏอยู่บางส่วนในกระแสภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท(10) กับตลาดหนังสือ
บทสัมภาษณ์ คุยเรื่อง "หนังสือ" กับ "อภิชาติ เพชรลีลา" (ในยุคมหาวิทยาลัยกำลังจะออกนอกระบบ)
อภิชาติ เพชรลีลา หรือ นอม วิเศษสิงห์ เป็นนามปากกาของ นายสุรฉัตร เพชรลีลา เกิดที่กรุงเทพฯ เรียนจบจากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่เชียงใหม่อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯเป็นเวลาสี่ปี แล้วลาออกมาทำงานเขียนหนังสือ มีงานเขียนเล่มแรกคือ “กล่องไปรษณีย์สีแดง” (2543) เป็นสารคดีท่องเที่ยวกึ่งนิยาย ต่อมามีผลงานเขียนนิยายอีกสองเรื่องคือ “อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง” (2544) กับ นกดวงจันทร์ (2545) และงานเขียนเชิงบันทึกกึ่งสารคดีชื่อ “หนึ่งปีของชีวิต” (2546) และนิยายเรื่อง “แม่” (2546) ในนามปากกา นอม วิเศษสิงห์ ปัจจุบันนอกจากทำงานเขียนแล้วยังเปิดสำนักพิมพ์ในชื่อ “นกดวงจันทร์” อีกด้วย
วันนี้ประชาไทมีโอกาสได้พบปะและร่วมคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับวงการหนังสือไทยในปัจจุบัน ลองมาดูกันว่านักเขียนคนนี้มีมุมมองต่อแวดวงหนังสือในปัจจุบันอย่างไร ...
ประชาไท : มีผลสำรวจออกมาเมื่อปีที่แล้วว่าตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ไทยยังคงโตเรื่อย ๆ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของวงการวรรณกรรมรึเปล่า? หรือในความเป็นจริงมันขัดแย้งกัน ?
อภิชาติ เพชรลีลา : ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ขัดแย้งกันนักหรอกนะ ตลาดสื่อสิ่งพิมพ์กับวงการวรรณกรรมในความหมายโดยรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมแปล งานวรรณกรรมเยาวชน งานวรรณกรรมที่ไม่ใช่งานเชิงสร้างสรรค์หรืองานที่ซีเรียส มันก็ยังมียอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้น แต่ถ้าจะจำเพาะลงไปเป็นงานวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์ของนักเขียนในประเทศมันก็ทรง ๆ เป๋ ๆ อยู่ อย่างงานนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี อะไรอย่างนี้ แต่มันก็อยู่ของมันอย่างนี้มานานแล้วล่ะนะ ไม่ได้มีส่วนไปเพิ่มยอดขายให้ตลาดสื่อสิ่งพิมพ์อะไรเขาหรอก แต่มันก็เหมือนกับการปลูกไม้ใหญ่แหละผมว่า หลายปีกว่าที่มันจะโต -- มันช้า แต่รื่นรมย์
ประชาไท : ปัจจุบันเห็นนักเขียนหลายคนพิมพ์งานของตนเองอย่างคุณก็ทำสำนักพิมพ์นกดวงจันทร์ด้วย ระหว่างการทำสำนักพิมพ์เอง กับการเขียนส่งให้สำนักพิมพ์อื่น มีความแตกต่างกันอย่างไร?
อภิชาติ เพชรลีลา : การที่นักเขียนจะทำสำนักพิมพ์เอง พิมพ์งานของตัวเอง กับการที่นักเขียนจะเขียนส่งสำนักพิมพ์ที่เป็นมืออาชีพทำ มันก็ได้อย่างเสียอย่าง ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอา อย่างที่ผมพิมพ์เอง เหตุผลหลัก ๆ ก็คือเราควบคุมหน้าตาหนังสือของเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งเนื้อหา,รูปแบบ,รูปเล่ม แล้วอีกอย่างคือถ้าหนังสือเราขายได้ ก็จะได้ส่วนแบ่งจากการที่เราทำงานมากกว่าที่เราได้สิบเปอร์เซ็นต์จากสำนักพิมพ์
แต่มันต้องขายได้นะ ซึ่งตรงนี้มันมีโอกาสเกิดได้กับนักเขียนได้น้อยคนมาก ๆ มันจะเกิดกับใครได้บ้างล่ะ? ชาติ กอบจิตติ , วินทร์ เลียววาริน และก็อาจจะเป็นปราบดา หยุ่นด้วย ซึ่งทุกคนที่ว่ามาต่างก็พิมพ์หนังสือกันเอง สำหรับผม ผมค่อนข้างโชคดีที่หนังสือที่เขียนได้ถูกดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ (ภาพยนตร์เรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ เขียนบทเพิ่มเติมจากหนังสือ ‘กล่องไปรษณีย์สีแดง’ บทประพันธ์ของ อภิชาติ เพชรลีลา) ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดกับนักเขียนได้น้อยราย
และสำหรับข้อเสียก็คือ หนึ่ง คุณต้องเป็นนักเขียนที่บรรลุวุฒิภาวะพอสมควร คุณต้องควบคุมงานเขียนของคุณเองได้ ถ้าไม่ได้ก็ต้องหาบรรณาธิการให้มาช่วยดูให้ และข้อเสียที่สำคัญที่สุดที่เกิดกับนักเขียนโดยทั่วไป ถ้าจะต้องมาพิมพ์หนังสือของตัวเองก็คือ มันจะขาดทุนเอานะสิ ขาดทุนเข้าเนื้อเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ บางคนก็คิดว่า แทนที่จะเอาเวลาไปทำเรื่องพวกนี้ ก็เอาเวลาไปเขียนหนังสืออย่างเดียวดีกว่า
ประชาไท : แล้วที่คุณพิมพ์หนังสือของตัวเอง ได้เคยมองเรื่องการตลาดไหม?
อภิชาติ เพชรลีลา : ปกติแล้วผมจะไม่เคยมองเรื่องการตลาดเลยนะ คิดแต่จะทำหนังสือให้มันสวย ถูกใจตัวเองที่สุด แต่ที่ไม่ปกติ แล้วดูเรื่องการตลาดเหมือนกัน ก็ตอนที่หนังสือกล่องไปรษณีย์สีแดงกลายไปเป็นภาพยนตร์เรื่องเพื่อนสนิท ก็อาศัยการตลาดตาม ๆ กระแสภาพยนตร์ไปเหมือนกัน ซึ่งก็ทำให้หนังสือมันขายได้ดีมากขึ้น แต่ในวงเล็บนะ ว่านั่นหมายถึงเราทำการตลาดให้กับสิ่งที่เราคิดว่าเราทำมันออกมาได้ดีที่สุดแล้ว เต็มที่กับมันแล้ว
ประชาไท : ปัจจุบันนี้ในวงการหนังสือ มันได้มีปรากฏการณ์ของหนังสือจำพวก ‘ฉูดฉาด’ ที่เน้นเรื่องการตลาดมากกว่าเนื้องาน เช่น พวกหนังสือขายเรื่อง sex ของวัยรุ่น หรือหนังสือแฉความรุนแรงต่างๆ ฯลฯ คุณคิดเห็นว่ายังไงบ้าง?
อภิชาติ เพชรลีลา : มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้นะ แล้วทุกครั้งที่เห็นก็จะรู้สึกแย่มาก ๆ เออ ถ้ามันมีสักสิบยี่สิบเล่ม มันก็เป็นความผิดปกติของไอ้คนเขียนกับไอ้คนพิมพ์ แต่นี่มันเป็นกระแส มีเป็นร้อย ๆ ปก ขายกันเป็นแสน ๆ เล่ม (หรือจะเป็นล้าน?) มันก็เลยกลายเป็นความผิดปกติของสังคมไปแล้ว แสดงว่าสังคมเรามันป่วยไข้แล้วมั้ง เราคงต้องช่วยกันพูดว่า ‘สิ่งที่คุณทำนั้นมันทำร้ายสังคม ทำร้ายคนอ่านนะ!’ ซึ่งที่ผ่านมาในวงการหนังสือรู้สึกว่ามันมีการตรวจสอบกันน้อยมาก คุณจะนิ่งเฉยไม่ได้นะกับปรากฏการณ์แบบนี้ คือมันเหมือนเอาสิ่งที่เป็นอาชีพของคนทำหนังสือมาทำให้มันเป็นแบบนี้ มันเลวร้ายมาก ๆ เลยนะ
ประชาไท : มันดูฉาบฉวย?
อภิชาติ เพชรลีลา : มันยิ่งกว่าฉาบฉวย ... มันเลวไง! --- มันจะไม่เลวได้ยังไง คือหากคุณทำหนังสือโดยไม่คิดถึงใคร ผลกระทบจากสิ่งที่คุณทำมันจะเกิดอะไรกับผู้อ่านบ้าง? โดยเฉพาะกับคนที่เป็นเด็กเป็นเยาวชน แล้วคุณไม่คิดว่ามันจะสร้างมาตรฐานที่ต่ำลงของศีลธรรม ที่คุณทำมันเป็นสื่อนะ เป็นความชั่วร้าย เพราะคุณทำอะไรที่มันเป็น mass แต่สิ่งที่คุณนำมาอ้างเสมอ ๆ ก็คือ คุณนำเสนอสิ่งที่มันเลวร้ายเพื่อเป็นตัวอย่างให้เด็กมันรู้ว่าความเลวร้ายเป็นอย่างนี้ ๆ เหมือนเอาสีข้างเข้าถู กูไม่รับผิดชอบอะไรแล้ว
ประชาไท : แต่ก็เหมือนมีข่าวว่าหนังสือฉูดฉาดประเภทนี้เริ่มจะขายไม่ได้บ้างแล้ว?
อภิชาติ เพชรลีลา : แต่มันก็ทำกันไปเยอะแล้วไง พอถึงช่วงขาลงมันก็ไปทำอย่างอื่นกันได้
ประชาไทย : แล้วคุณคิดว่า กลุ่มที่ไม่ได้ทำหนังสือแบบฉาบฉวย คือกลุ่มที่สร้างงานวรรณกรรมโดยคำนึงถึงความเป็นศิลปะ หรือเพื่อจรรโลงสังคม พวกนี้คุณคิดว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ไหม? อาจไม่ต้องถึงขั้นเทียบกับตลาดกระแสหลัก แต่เอาเท่าที่พวกเขาอยู่ได้และมากพอจะมีกำลังผลิตงานเขียนต่อ
อภิชาติ เพชรลีลา : ถามถึงโอกาสเหรอ ถ้าให้พูดจริง ๆ ก็คือ โอกาสมันน้อย แต่ก็ขอให้ทำงานให้ดีที่สุด แล้วก็โชคดีแล้วกันนะ. (ดูข้อมูลตลาดหนังสือประกอบท้ายบทความ)
บทสรุปของบรรยากาศสนทนาสบายๆ ที่ร้านอาหารแถวหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยให้ผม ซึ่งเป็นนักอยากเขียนหน้าใหม่ เดินบนทางสายวรรณกรรมกลับไปโหยหาเรื่องกับภาพเขียนประกอบของเทพศิริ สุขโสภา ที่เขียนเรื่องการเดินทางไว้ในนิตยสารอสท(11) ชีวิตบางครั้งของเขาก็เร่ร่อน ไปตามทางจากบ้านมา...ผมก็เช่นกัน ช่วงนี้ก็วิจัยฝุ่นบ้าง เร่ร่อนบ้าง รับจ็อบเพ็นท์องค์จตุคารามเทพ.รุ่นทวดโคตรเศรษฐี(ผมพูดจริงไม่ได้พูดเล่น )..โดยไม่รู้ตัวว่าการรับน้องใหม่ของชีวิตนักเขียนไทยมันยากมาก ในตลาดหนังสือโลกสมัยใหม่...
******ขอไว้อาลัยแด่ท่านหญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ที่นี้ด้วย ขณะที่ผมนั่งดูทีวีเห็นข่าวการจากไป ในเวลารอรถไฟคนเดียว ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง
ขอบคุณ วิทยากร บุญเรือง , ภฤศ ปฐมทัศน์(ร่วมสัมภาษณ์ และร่วมแก้ไขบทสัมภาษณ์กับพี่อภิชาติ)
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=7459&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai
คำย่อ
พคท.(พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)
อ้างอิง
*ข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
1.เรื่องของผม(เขียนแบบย่นย่อบทความดูเพิ่มเติมฉบับเต็ม)ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ปีที่24 ฉ.12 ต.ค.2546 :27-30*เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ....ผาจิ(หนังสือ)กรณีพื้นที่น่าน ฯลฯ
2.หนังสือสำหรับงานศพของไกรวุฒิ ศิรินุพงศ์ดูเพิ่มเติมhttp://2519me.com/NTOctober/NTOctober/NTOcontent/NTOfiles/northernhero7.htm
3.กลุ่มอิสระ และกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับเงินจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีรายชื่อ... คนนำ(งดขยายความ ดูเพิ่มเติม)ใน Somsak Jeamteerasakul. 1993. “The Communist Movement in Thailand .” Ph.D. thesis, Monash University 25 p.(อ้างจากวิทยานิพนธ์การปรับตัวทางความรู้ ความจริง และอำนาจของชนชั้นนำสยาม พ.ศ. 2325-2411ของทวีศักดิ์ เผือกสม http://www.rd.ac.th/thai-tai2/Sample4.php?id=872 )
4.แนวการเขียนประวัติศาสตร์แบบที่1 โดยผมไม่ได้ชี้ว่าถูกหรือผิดปาฐกถา 14 ตุลา ธงชัย วินิจจะกูล : ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา
5.แนวการเขียน ฯ ที่ 2 : ประจักษ์ ก้องกีรติ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ: การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯhttp://www.thammasatpress.com/b_history.shtmlการตีความของผม ต่อสายธารความรู้ผลงานดังกล่าว เชื่อมระหว่างความคิดของเกษียร-ธงชัย-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นต้น
6.แนวการเขียนของผมต่อยอดมาจากความคิด ปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่น่าน โปรดอ่านได้รหัสลับดาวินชี:การอ่านจิตรกรรมฝาผนัง-ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ตอนสุดท้าย(ทางด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกำลังกลัวพวกนายทุนคนจีนในไทย เข้าหาจีน และอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในน่าน กับลาว กำลังลุกลามมากขึ้น นักศึกษาเข้าป่า ฯลฯ)http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=93
7.ยาขอบ-ส.ธรรมยศ ในแผนที่ชาติไทย และทำไมนักเขียนต้องเดินทาง: แสงดาว-เทพศิริ และประมวล เพ็งจันทร์
http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=156
8.ข้อเสนอทางทฤษฎีของผม ก็คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดการบูรณาการภาคเหนือได้อาจจะเกิดจากการพ่ายแพ้ของพคท. และตามด้วยปัจจัยอื่น ๆอีก ถ้าผมยังมีโอกาสได้เขียนในครั้งต่อไป
9.อ.วิถี พานิชพันธ์ กล่าวไว้
10.กล่องไปรษณีย์สีแดง คือ เพื่อนสนิท เวอรชั่นภาพยนตร์
11.อสท.ปีที่37 ฉ.7 กพ.2540
ข้อมูลเพิ่มเติมประวัติหลวงปู่ทวดเหยียบทะเลน้ำจืด
http://www.ajarn-orn-khunthapradit.biz/index.php?lay=show&ac=article&Id=354074
-ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจสำนักพิมพ์และ หนังสือเล่มในประเทศไทย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 16 - 22 ก.พ. 2550
ผลการสำรวจ "ธุรกิจสำนักพิมพ์ และ หนังสือเล่ม ในประเทศไทย" ซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ประเมินภาพรวมของตลาดในปีนี้ว่า จะยังคงเติบโตได้แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุบ้านการเมือง สาเหตุหลักๆ ก็เนื่องจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญด้าน "คน" โดยธุรกิจสิ่งพิมพ์ ซึ่งถูกประเมินไว้คร่าวๆ ว่ามีมูลค่าอยู่ราว 16,000 ล้านบาทนั้น ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ผลิต และจำนวนของช่องทางจัดจำหน่าย
เริ่มจากจำนวนของสำนักพิมพ์ในไทยปี 2549 ประมาณการว่ามีทั้งสิ้น 492 สำนักพิมพ์ เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากปี 2548 ที่มีทั้งสิ้น 475 สำนักพิมพ์ โดยจากจำนวนทั้งสิ้น 492 สำนักพิมพ์นั้น แบ่งออกเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก (ยอดขายน้อยกว่า 30 ล้านบาท) มากถึง 77.6% หรือเท่ากับ 382 สำนักพิมพ์ ตามด้วยสำนักพิมพ์ขนาดกลาง (ยอดขายตั้งแต่ 30-100 ล้านบาท) มีทั้งสิ้น 75 สำนักพิมพ์ คิดเป็น 15.3% ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ (ยอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท) จำนวนทั้งสิ้น 35 สำนักพิมพ์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7.1% แม้ว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จะมีจำนวนเพียง 7.1% ของจำนวนทั้งหมด แต่กลับมียอดจำหน่ายสูงลิ่วเป็นอันดับหนึ่ง โดยอยู่ที่ 9,800 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58.3% จากยอดขายทั้งสิ้น 16,800 ล้านบาท โดยมีสำนักพิมพ์ขนาดกลาง ตามมาเป็นอันดับสอง มียอดขายที่ 5,000 ล้านบาท คิดเป็น 29.8% สุดท้ายเป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก มียอดขายทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 11.9%
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปที่จำนวนหนังสือที่จำหน่ายเมื่อปีที่ 2549 พบว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น 16,800 ล้านบาท โดยคิดเป็นราคาเฉลี่ยต่อเล่มอยู่ที่ 156.72 บาท จากจำนวนหนังสือทั้งสิ้น 107 ล้านเล่มเศษ เมื่อสำรวจลงไปที่พฤติกรรมการจับจ่ายของนักอ่านชาวไทย ก็พบว่ามีการใช้จ่ายเงินซื้อหนังสือต่อคนต่อปีอยู่ที่ 259.93 บาท เติบโตจากปี 2548 ซึ่งมียอดเฉลี่ยอยู่ที่ 239.78 บาทอยู่เพียงเล็กน้อย โดยรวมแล้ว แม้ว่าธุรกิจสำนักพิมพ์และหนังสือ จะเติบโตไม่มาก แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่สดใส โดยทางสมาคมประมาณการว่า ธุรกิจสำนักพิมพ์จะมีอัตราการเติบโตระหว่างร้อยละ 10-15 หรือมียอดขายไม่น้อยกว่า 18,500 ล้านบาท
*หมายเหตุ : ปรับปรุงเพิ่มเติมจากการเผยแพร่ในประชาไทและเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
http://thaiwriternetwork.com/column.php?id=169&action=show
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
รายงาน : "สันติภาพ" ใช้การได้ในสังคมไทยหรือไม่ : มุมมองจากนักปรัชญา
รายงาน : "สันติภาพ" ใช้การได้ในสังคมไทยหรือไม่ : มุมมองจากนักปรัชญา
Fri, 2007-03-30 04:00
อรรคพล สาตุ้ม รายงาน
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น "สันติภาพจะเกิดที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้หรือไม่? ความรุนแรงที่ปรากฏนั้นเกิดขึ้นจากอะไร?" หรือการตั้งคำถามต่อ "สิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองในปัจจุบัน" ซึ่งการหาคำตอบนั้น วิจารณญาณจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจกับคำถามตั้งต้นดังกล่าวได้
โอกาสนี้ ผู้เรียบเรียงขอนำเสนอประเด็นที่นักปรัชญา 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ, รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวไว้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 ณ คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในงานสัมมนาหัวข้อ "สันติภาพเป็นทางออกของสังคมไทยได้เพียงใด" จัดโดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยการสัมมนาดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการทำวิทยานิพนธ์ของ น.ส.คัทลียา รัตนวงค์ ในหัวข้อ "แนวคิดสันติภาพของซัยยิด กูฎุบ" และ "การศึกษาแนวคิดเรื่องเมตตาในศาสนาพุทธและอัรเราะห์มะฮ์ในศาสนาอิสลาม" ของนางสาวเวลา กัลหโสภา นักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. ด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ในประเด็นการข้ามวัฒนธรรม
จึงขอนำเสนอ "บทสนทนา" จากการสัมมนาดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งในการอธิบายถึงคำถามที่สังคมไทยกำลังหาคำตอบในขณะนี้ มารค ตามไท : พึงระวัง! สันติวิธีที่เป็น "เป้าหมาย" กับ "วิธีการ" นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
"บางครั้งเราลืมไปว่าสันติวิธีเป็น "วิธี" ดังนั้นสามารถเป็น "วิธี" ไปสู่ "ของไม่ดี" ก็ได้ คนที่มี "เป้าหมาย" ซึ่งไม่เหมาะสม ก็สามารถใช้สันติวิธีนำไปสู่ "เป้าหมาย" ตรงนั้นก็ได้ เราเห็นกรณีนี้ต้นปีที่แล้ว ที่บางคนรณรงค์เพื่อเป้าหมายทางด้านการเมือง ด้านอะไรบางอย่างที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป้าหมายไม่เหมาะสม ก็สามารถรณรงค์ล้มของดีก็ได้โดยสันติวิธี ดังนั้นไม่ควรปนกัน ระหว่าง "วิธี" กับ "ความชอบธรรมของเป้าหมาย" ที่เอาไปใช้
รศ.ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางสันติจะเป็นทางออกได้อย่างไรนั้น สิ่งแรกต้องพิจารณาถึงความหมายใหญ่ 2 ประการ คือ ในเชิงวิธีการ (สันติวิธี) และเชิงเป้าหมาย (สันติภาพ-ความสงบสุข)
ด้านสันติในฐานะวิธีการพบว่ามีการตีความและถูกใช้อย่างแตกต่างกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเหตุที่เกิดการแบ่งนั้น เพราะสันติวิธีเป็นคำฮิต เช่น บางทีรัฐก็ใช้ว่าเราจะใช้แนวทางวิธีการสันติวิธี ซึ่งบางคนงงมาก สันติวิธีกับรัฐก็ต้องแปลกมาก เพราะรัฐมันอิงกับอำนาจ มันไม่ค่อยชัดว่ากำลังพูดว่าอะไร? มันต้องแยกแยะ สันติวิธีในภาคประชาชนมันก็เป็นอีกแบบ ในภาษาไทยอาจจะเป็นคนละเรื่อง
ภาษาไทยทำให้สับสนมากเพราะรัฐก็ใช้คำว่าสันติวิธี พอการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็พูดถึงสันติวิธี ถ้าภาษาอื่นไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะมันคนละคำ สันติวิธีภาครัฐ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ รัฐใช้ Conflict Resolution ภาษาไทยคือใช้ "การจัดการปัญหาแบบสันติวิธี" ส่วนสันติวิธีภาคประชาชน การเคลื่อนไหวนั้นใช้คำในภาษาอังกฤษว่า Non-Violence Action หรือ "การเรียกร้องโดยสันติวิธี" ภาษาอังกฤษมันแยกกันแต่ภาษาไทยใช้คำเดียวกัน มันก็เลยใช้ปนกันกลับไปกลับมา
รศ.ดร.มารค ตามไท ยังเสนอภาพอีกด้านของ "สันติวิธี" ว่า "ผมว่าบางครั้งเราลืมไปว่าสันติวิธีเป็น "วิธี" ดังนั้นสามารถเป็น "วิธี" ไปสู่ "ของไม่ดี" ก็ได้ คนที่มีเป้าหมายซึ่งไม่เหมาะสม ก็สามารถใช้สันติวิธีนำไปสู่เป้าหมายตรงนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราหลวมตัวว่าคนใช้สันติวิธีแล้วเดินตามไปมันอาจจะไปสิ้นสุด ไปเพื่อทำอย่างอื่น"
"เราเห็นกรณีนี้ต้นปีที่แล้ว (ต้นปี 2549) ที่บางคนรณรงค์เพื่อเป้าหมายทางด้านการเมือง ด้านอะไรบางอย่างที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป้าหมายไม่เหมาะสม ก็สามารถรณรงค์ล้มของดีก็ได้โดยสันติวิธี สมมุติมีของดีอยู่ในสังคม เกิดไม่ชอบแต่อยากได้ของที่บางคนคิดว่าไม่ค่อยดี เราก็ใช้วิธีที่สันติวิธีล้มก็ได้ เราก็ไปกดดัน ไปทำอะไรตามแบบสันติวิธี เพื่อล้มของที่ใช้ได้ ดังนั้นไม่ควรปนกัน ระหว่าง "วิธี" กับ "ความชอบธรรมของเป้าหมาย" ที่เอาไปใช้"ผมสังเกตที่เถียงกันเมื่อต้นปีที่แล้ว ว่าเราควรกดดันหรือไม่ แค่ไหน แล้วมีการเถียงแนวทางต่างๆ ในการล้มรัฐบาลลง บางคนก็กดดันโดยสันติวิธี ผมก็นั่งในการประชุมซึ่งคนเถียงกันว่า เอ๊ะ...ถ้ากดดันโดยสันติวิธี ก็แปลว่าเราสนับสนุนสันติวิธีสิ ถึงแม้ว่าสันติวิธีในรูปแบบนั้นนำไปสู่สิ่งที่เราไม่ชอบ คนก็สับสน ไม่รู้ไปอยู่ข้างใครดี
ผมว่าอันนี้ถ้าเราชัดเจนและเราก็ต้องแยกแยะได้ จะเห็นว่าสันติวิธีมันเป็นวิธีที่ใช้กับอะไรก็ได้ ของที่แย่ที่สุด นโยบายที่แย่ที่สุดก็รณรงค์ด้วยสันติวิธีก็ได้ ตรงนี้ เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือเปล่า? สันติวิธีนำไปสู่สิ่งที่ดีเปล่าไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ เพราะอาจนำไปสู่ของดีก็ได้ ของไม่ดีก็ได้ ปลายทางของสันติวิธีอาจผูกกับของดี มันเป็นแค่วิธีการ ตัววิธีอาจจะดี แต่สิ่งที่จะบรรลุมันจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด
ในคำถามที่ว่า เวลารัฐใช้สันติวิธี แล้วถามว่าจะได้ผลไหม รศ.ดร.มารค ตามไท กล่าวว่า
" "วิธี" โดยตัวมันเองไม่ศักดิ์สิทธิ์ ต้อง "วิธี" บวกกับ "ฐานความคิด" สมมติว่าผู้นำรัฐบาล หรือ คนในหน่วยงานรัฐ ทหาร หรือตำรวจบอกว่าเราจะใช้แนวทางสันติแก้ปัญหาบางอย่าง ก็จะมีอีกเสียงหนึ่งบอก ไม่ได้หรอก ไม่เหมาะสม แก้ไม่ได้ ปัญหามันร้ายแรงเกินไป ใช้สันติวิธีไม่เหมาะกับปัญหานี้ สุดท้ายก็ไปลองใช้ดู พอใช้ไม่ได้ผล ก็มีเสียงทันที่ว่า "เห็นไหม บอกแล้วไม่ให้ใช้" ซึ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหาแบบนี้เราต้องถามว่า คนที่ใช้ ใช้ควบคู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องหรือเปล่า เพราะถ้าใช้ควบคู่กับวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วิธีการดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผล"
รศ.ดร.มารค ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงไปขอโทษอย่างสันติต่อคนในภาคใต้ สำหรับความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นก็เกิดความรุนแรงตามมานั้นจะอ้างว่าสันติวิธีใช้ไม่ได้ผลไม่ได้ เพราะคนในพื้นที่สะท้อนตรงกันว่าการนั่นเป็นขอโทษบนฐานเข้าใจที่ผิด เพราะต้องเป็นการขอโทษต่อแนวทางปฏิบัติงานของรัฐตั้งแต่ 60 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ขอโทษต่อแนวทางแค่รัฐบาลที่ผ่านมา ถ้าขอโทษไม่ถูกเรื่องสันติวิธีก็หมดความหมาย ไม่มีน้ำหนักอะไร ดังนั้นการจะใช้สันติวิธีให้ได้ต้องเข้าใจบริบทและไม่ควรคิดว่าจะเป็นวิธีที่ใช้แป๊บเดียวแล้วได้ผลอย่างรวดเร็ว"ตรงนี้สำหรับสังคมไทย ผมว่าเป็นไปได้แต่ยากนิดหน่อย เพราะอยากได้ยาง่ายๆ อยู่เรื่อย ต้องไปฝึกนิดหน่อย เพราะไม่ค่อยดูบริบทรอบๆ"
รศ.ดร.มารค อธิบายต่อไปถึงสันติวิธีในภาคประชาชนว่า ที่ผ่านมาภาคประชาชนก็ใช้วิธีการสันติในการผลักดันเคลื่อนไหวรณรงค์ประเด็นต่างๆ มาโดยตลอด แต่ความสำเร็จนั้นกลับขึ้นอยู่กับความเข้าใจของภาครัฐ และสังคมว่าจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองและยอมให้ใช้ประโยชน์จากสันติวิธีนี้ได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสังคมและรัฐยังไม่เปิดพื้นที่
เช่น เคยมีกรณีชาวเขามาชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดโกรธ เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้มาเรียกร้องบนฐานว่าตัวเองมีสิทธิ แต่ผู้ว่าฯ บอกว่าอยากให้ด้วยความเมตตา ถ้ามาแล้วบอกว่าช่วยหน่อยเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องสัญชาติ ผู้ว่าฯ จะบอกว่าผมจะพยายามครับ แต่นี่เขาไม่มาขอ เขามา Demand ว่าเป็นสิทธิของเขา ผู้ว่าฯ รับไม่ได้ เพราะ ผู้ว่าฯ ไม่มีบทบาทในการให้ ความดีของผู้ว่าฯ หายไป
กลุ่มสมัชชาคนจนมาชุมนุมก็ถูกกฎหมายทุกข้อที่สามารถหาได้มาดำเนินคดี เช่น ข้อหาทำให้รถติด เพื่อจะได้มาจับผู้ชุมนุม หรือกรณีคนในภาคใต้ที่ออกเรียกร้องอย่างสันติ แต่ก็มักถูกอุ้มหายไป การเรียกร้องสันติวิธีท่ามกลางสภานะที่รัฐเห็นว่าอันตรายอย่างสามจังหวัด รัฐจึงมองว่าการเรียกร้องสันติวิธีเช่นนั้นกำลังท้าทายอำนาจรัฐ เป็นต้น
ส่วนแนวทางสันติในฐานะเป้าหมายนั้น รศ.ดร.มารค กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่ความพร้อม ว่าจะสร้างสันติภาพหรือไม่ เพราะมันมีต้นทุนเสมอ ภาครัฐอาจต้องยอมเสียสละ ยอมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม หรืออำนาจอะไรบางอย่าง เพื่อให้สันติวิธีใช้ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายจุดไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับสังคมไทยมักทำให้เป็นเรื่องน่ากลัว
ส่วนสันติภาพในฐานะเป้าหมายของปัจเจกชนนั้น ต้องย้อนมาพิจารณาด้วยเช่นกันว่า สันติภาพย่อมเกิดจากการเลือกทางศีลธรรม คือเกิดจากไตร่ตรองด้วยตนเอง ไม่ใช่ทำตามคนที่เราเคารพนับถือแล้วบอกให้เราทำหรือเห็นว่าศีลธรรมเป็นข้อห้ามหรือข้อละเว้นที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่น "ศีลธรรมเป็นเรื่องการไตร่ตรองทดลองกับชีวิต อาจผิดหรือถูกก็ได้ เราไม่รู้ แต่อย่างน้อยเราต้องเลือกเอง" รศ.ดร.มารค ตามไท กล่าวปิดท้าย
*หมายเหตุ :เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท
www.prachatai.com/journal/2007/03/12185
Fri, 2007-03-30 04:00
อรรคพล สาตุ้ม รายงาน
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็น "สันติภาพจะเกิดที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้หรือไม่? ความรุนแรงที่ปรากฏนั้นเกิดขึ้นจากอะไร?" หรือการตั้งคำถามต่อ "สิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองในปัจจุบัน" ซึ่งการหาคำตอบนั้น วิจารณญาณจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านเพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจกับคำถามตั้งต้นดังกล่าวได้
โอกาสนี้ ผู้เรียบเรียงขอนำเสนอประเด็นที่นักปรัชญา 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ, รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวไว้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2550 ณ คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในงานสัมมนาหัวข้อ "สันติภาพเป็นทางออกของสังคมไทยได้เพียงใด" จัดโดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยการสัมมนาดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการทำวิทยานิพนธ์ของ น.ส.คัทลียา รัตนวงค์ ในหัวข้อ "แนวคิดสันติภาพของซัยยิด กูฎุบ" และ "การศึกษาแนวคิดเรื่องเมตตาในศาสนาพุทธและอัรเราะห์มะฮ์ในศาสนาอิสลาม" ของนางสาวเวลา กัลหโสภา นักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกว. ด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ในประเด็นการข้ามวัฒนธรรม
จึงขอนำเสนอ "บทสนทนา" จากการสัมมนาดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งในการอธิบายถึงคำถามที่สังคมไทยกำลังหาคำตอบในขณะนี้ มารค ตามไท : พึงระวัง! สันติวิธีที่เป็น "เป้าหมาย" กับ "วิธีการ" นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
"บางครั้งเราลืมไปว่าสันติวิธีเป็น "วิธี" ดังนั้นสามารถเป็น "วิธี" ไปสู่ "ของไม่ดี" ก็ได้ คนที่มี "เป้าหมาย" ซึ่งไม่เหมาะสม ก็สามารถใช้สันติวิธีนำไปสู่ "เป้าหมาย" ตรงนั้นก็ได้ เราเห็นกรณีนี้ต้นปีที่แล้ว ที่บางคนรณรงค์เพื่อเป้าหมายทางด้านการเมือง ด้านอะไรบางอย่างที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป้าหมายไม่เหมาะสม ก็สามารถรณรงค์ล้มของดีก็ได้โดยสันติวิธี ดังนั้นไม่ควรปนกัน ระหว่าง "วิธี" กับ "ความชอบธรรมของเป้าหมาย" ที่เอาไปใช้
รศ.ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางสันติจะเป็นทางออกได้อย่างไรนั้น สิ่งแรกต้องพิจารณาถึงความหมายใหญ่ 2 ประการ คือ ในเชิงวิธีการ (สันติวิธี) และเชิงเป้าหมาย (สันติภาพ-ความสงบสุข)
ด้านสันติในฐานะวิธีการพบว่ามีการตีความและถูกใช้อย่างแตกต่างกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเหตุที่เกิดการแบ่งนั้น เพราะสันติวิธีเป็นคำฮิต เช่น บางทีรัฐก็ใช้ว่าเราจะใช้แนวทางวิธีการสันติวิธี ซึ่งบางคนงงมาก สันติวิธีกับรัฐก็ต้องแปลกมาก เพราะรัฐมันอิงกับอำนาจ มันไม่ค่อยชัดว่ากำลังพูดว่าอะไร? มันต้องแยกแยะ สันติวิธีในภาคประชาชนมันก็เป็นอีกแบบ ในภาษาไทยอาจจะเป็นคนละเรื่อง
ภาษาไทยทำให้สับสนมากเพราะรัฐก็ใช้คำว่าสันติวิธี พอการเคลื่อนไหวภาคประชาชนก็พูดถึงสันติวิธี ถ้าภาษาอื่นไม่ค่อยเป็นปัญหาเพราะมันคนละคำ สันติวิธีภาครัฐ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ รัฐใช้ Conflict Resolution ภาษาไทยคือใช้ "การจัดการปัญหาแบบสันติวิธี" ส่วนสันติวิธีภาคประชาชน การเคลื่อนไหวนั้นใช้คำในภาษาอังกฤษว่า Non-Violence Action หรือ "การเรียกร้องโดยสันติวิธี" ภาษาอังกฤษมันแยกกันแต่ภาษาไทยใช้คำเดียวกัน มันก็เลยใช้ปนกันกลับไปกลับมา
รศ.ดร.มารค ตามไท ยังเสนอภาพอีกด้านของ "สันติวิธี" ว่า "ผมว่าบางครั้งเราลืมไปว่าสันติวิธีเป็น "วิธี" ดังนั้นสามารถเป็น "วิธี" ไปสู่ "ของไม่ดี" ก็ได้ คนที่มีเป้าหมายซึ่งไม่เหมาะสม ก็สามารถใช้สันติวิธีนำไปสู่เป้าหมายตรงนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราหลวมตัวว่าคนใช้สันติวิธีแล้วเดินตามไปมันอาจจะไปสิ้นสุด ไปเพื่อทำอย่างอื่น"
"เราเห็นกรณีนี้ต้นปีที่แล้ว (ต้นปี 2549) ที่บางคนรณรงค์เพื่อเป้าหมายทางด้านการเมือง ด้านอะไรบางอย่างที่หลายคนก็อาจจะคิดว่าเป้าหมายไม่เหมาะสม ก็สามารถรณรงค์ล้มของดีก็ได้โดยสันติวิธี สมมุติมีของดีอยู่ในสังคม เกิดไม่ชอบแต่อยากได้ของที่บางคนคิดว่าไม่ค่อยดี เราก็ใช้วิธีที่สันติวิธีล้มก็ได้ เราก็ไปกดดัน ไปทำอะไรตามแบบสันติวิธี เพื่อล้มของที่ใช้ได้ ดังนั้นไม่ควรปนกัน ระหว่าง "วิธี" กับ "ความชอบธรรมของเป้าหมาย" ที่เอาไปใช้"ผมสังเกตที่เถียงกันเมื่อต้นปีที่แล้ว ว่าเราควรกดดันหรือไม่ แค่ไหน แล้วมีการเถียงแนวทางต่างๆ ในการล้มรัฐบาลลง บางคนก็กดดันโดยสันติวิธี ผมก็นั่งในการประชุมซึ่งคนเถียงกันว่า เอ๊ะ...ถ้ากดดันโดยสันติวิธี ก็แปลว่าเราสนับสนุนสันติวิธีสิ ถึงแม้ว่าสันติวิธีในรูปแบบนั้นนำไปสู่สิ่งที่เราไม่ชอบ คนก็สับสน ไม่รู้ไปอยู่ข้างใครดี
ผมว่าอันนี้ถ้าเราชัดเจนและเราก็ต้องแยกแยะได้ จะเห็นว่าสันติวิธีมันเป็นวิธีที่ใช้กับอะไรก็ได้ ของที่แย่ที่สุด นโยบายที่แย่ที่สุดก็รณรงค์ด้วยสันติวิธีก็ได้ ตรงนี้ เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือเปล่า? สันติวิธีนำไปสู่สิ่งที่ดีเปล่าไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ เพราะอาจนำไปสู่ของดีก็ได้ ของไม่ดีก็ได้ ปลายทางของสันติวิธีอาจผูกกับของดี มันเป็นแค่วิธีการ ตัววิธีอาจจะดี แต่สิ่งที่จะบรรลุมันจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งหมด
ในคำถามที่ว่า เวลารัฐใช้สันติวิธี แล้วถามว่าจะได้ผลไหม รศ.ดร.มารค ตามไท กล่าวว่า
" "วิธี" โดยตัวมันเองไม่ศักดิ์สิทธิ์ ต้อง "วิธี" บวกกับ "ฐานความคิด" สมมติว่าผู้นำรัฐบาล หรือ คนในหน่วยงานรัฐ ทหาร หรือตำรวจบอกว่าเราจะใช้แนวทางสันติแก้ปัญหาบางอย่าง ก็จะมีอีกเสียงหนึ่งบอก ไม่ได้หรอก ไม่เหมาะสม แก้ไม่ได้ ปัญหามันร้ายแรงเกินไป ใช้สันติวิธีไม่เหมาะกับปัญหานี้ สุดท้ายก็ไปลองใช้ดู พอใช้ไม่ได้ผล ก็มีเสียงทันที่ว่า "เห็นไหม บอกแล้วไม่ให้ใช้" ซึ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหาแบบนี้เราต้องถามว่า คนที่ใช้ ใช้ควบคู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องหรือเปล่า เพราะถ้าใช้ควบคู่กับวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วิธีการดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผล"
รศ.ดร.มารค ได้ยกตัวอย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีลงไปขอโทษอย่างสันติต่อคนในภาคใต้ สำหรับความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นก็เกิดความรุนแรงตามมานั้นจะอ้างว่าสันติวิธีใช้ไม่ได้ผลไม่ได้ เพราะคนในพื้นที่สะท้อนตรงกันว่าการนั่นเป็นขอโทษบนฐานเข้าใจที่ผิด เพราะต้องเป็นการขอโทษต่อแนวทางปฏิบัติงานของรัฐตั้งแต่ 60 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ขอโทษต่อแนวทางแค่รัฐบาลที่ผ่านมา ถ้าขอโทษไม่ถูกเรื่องสันติวิธีก็หมดความหมาย ไม่มีน้ำหนักอะไร ดังนั้นการจะใช้สันติวิธีให้ได้ต้องเข้าใจบริบทและไม่ควรคิดว่าจะเป็นวิธีที่ใช้แป๊บเดียวแล้วได้ผลอย่างรวดเร็ว"ตรงนี้สำหรับสังคมไทย ผมว่าเป็นไปได้แต่ยากนิดหน่อย เพราะอยากได้ยาง่ายๆ อยู่เรื่อย ต้องไปฝึกนิดหน่อย เพราะไม่ค่อยดูบริบทรอบๆ"
รศ.ดร.มารค อธิบายต่อไปถึงสันติวิธีในภาคประชาชนว่า ที่ผ่านมาภาคประชาชนก็ใช้วิธีการสันติในการผลักดันเคลื่อนไหวรณรงค์ประเด็นต่างๆ มาโดยตลอด แต่ความสำเร็จนั้นกลับขึ้นอยู่กับความเข้าใจของภาครัฐ และสังคมว่าจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองและยอมให้ใช้ประโยชน์จากสันติวิธีนี้ได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันสังคมและรัฐยังไม่เปิดพื้นที่
เช่น เคยมีกรณีชาวเขามาชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดโกรธ เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้มาเรียกร้องบนฐานว่าตัวเองมีสิทธิ แต่ผู้ว่าฯ บอกว่าอยากให้ด้วยความเมตตา ถ้ามาแล้วบอกว่าช่วยหน่อยเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องสัญชาติ ผู้ว่าฯ จะบอกว่าผมจะพยายามครับ แต่นี่เขาไม่มาขอ เขามา Demand ว่าเป็นสิทธิของเขา ผู้ว่าฯ รับไม่ได้ เพราะ ผู้ว่าฯ ไม่มีบทบาทในการให้ ความดีของผู้ว่าฯ หายไป
กลุ่มสมัชชาคนจนมาชุมนุมก็ถูกกฎหมายทุกข้อที่สามารถหาได้มาดำเนินคดี เช่น ข้อหาทำให้รถติด เพื่อจะได้มาจับผู้ชุมนุม หรือกรณีคนในภาคใต้ที่ออกเรียกร้องอย่างสันติ แต่ก็มักถูกอุ้มหายไป การเรียกร้องสันติวิธีท่ามกลางสภานะที่รัฐเห็นว่าอันตรายอย่างสามจังหวัด รัฐจึงมองว่าการเรียกร้องสันติวิธีเช่นนั้นกำลังท้าทายอำนาจรัฐ เป็นต้น
ส่วนแนวทางสันติในฐานะเป้าหมายนั้น รศ.ดร.มารค กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่ที่ความพร้อม ว่าจะสร้างสันติภาพหรือไม่ เพราะมันมีต้นทุนเสมอ ภาครัฐอาจต้องยอมเสียสละ ยอมปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม หรืออำนาจอะไรบางอย่าง เพื่อให้สันติวิธีใช้ได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายจุดไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับสังคมไทยมักทำให้เป็นเรื่องน่ากลัว
ส่วนสันติภาพในฐานะเป้าหมายของปัจเจกชนนั้น ต้องย้อนมาพิจารณาด้วยเช่นกันว่า สันติภาพย่อมเกิดจากการเลือกทางศีลธรรม คือเกิดจากไตร่ตรองด้วยตนเอง ไม่ใช่ทำตามคนที่เราเคารพนับถือแล้วบอกให้เราทำหรือเห็นว่าศีลธรรมเป็นข้อห้ามหรือข้อละเว้นที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่น "ศีลธรรมเป็นเรื่องการไตร่ตรองทดลองกับชีวิต อาจผิดหรือถูกก็ได้ เราไม่รู้ แต่อย่างน้อยเราต้องเลือกเอง" รศ.ดร.มารค ตามไท กล่าวปิดท้าย
*หมายเหตุ :เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท
www.prachatai.com/journal/2007/03/12185
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)