วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์ชาตรี ประกิตนนทการ: "เพดานความคิดในสถาปัตยกรรรมของคณะราษฎรกับสังคม"

ชาตรี ประกิตนนทการ “เพดานความคิดในสถาปัตยกรรรมของคณะราษฎรกับสังคม”

สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม

ประวัติความเป็นมาของประเด็นวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับสนใจเรื่องคณะราษฎร มีเหตุผลอะไรบ้าง

จริงๆ งานชิ้นแรกที่ทำ ไปสนใจเรื่องวัดมหาธาตุ ที่บางเขน แต่ว่ายังไม่มีประเด็นอะไรที่เกี่ยวกับพวกนี้ เพียงแต่ว่าไปสนใจว่า วัดมหาธาตุ อันนั้น เผอิญ อาจารย์ที่เป็นคณบดีคนแรกของศิลปากร เหมือนเป็นIcon ของเรา อะไร ณ ตอนนั้น ไปทำวัดนี้ ก็เลยไปศึกษา ปรากฏว่าพอเข้าไปศึกษา ไปดูเอกสาร ดูรูปแบบสถาปัตยกรรม ก็พบว่ามันเกี่ยวกับคณะราษฎร ก็เลยทำให้ต้องไปสืบหาคณะราษฎร พอหลังจากนั้น ก็เลยสนใจเรื่องเกี่ยวกับคณะราษฎร ก็เลยทิ้งคณบดีตัวเอง เพราะว่ารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่กว่า มันก็ครอบคลุม พอดูจากวัดนี้ มันก็ไปเชื่อมโยงกับตึก อาคารอื่นๆ ที่อยู่ในยุคนี้ พอไปถึงตึกอื่นๆ ในยุคนี้ ก็เลยรู้สึกว่า มันกลายเป็นมีลักษณะเฉพาะ ที่มันสัมพันธ์กับช่วงคณะราษฎรพอดี คือ ตอนที่อยู่ใน พ.ศ. 2490 ตึกก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้น ก็ยังเปลี่ยนรูป เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยโดยส่วนรวม มันก็เลยยาวไป

การศึกษาประวัติศาสตร์กับสถาปัตยกรรม ที่ว่า มีการสร้างสถาปัตยกรรม เช่น มีตึกหนึ่ง ขึ้นมานั้น จะมีคนเห็นร่วมกันหมดหรือไม่ ในตึกคณะราษฎรที่ปรากฏออกมา

ผมคิดว่า คงไม่มีทาง ที่จะเห็นร่วมด้วยกันขนาดนั้น คืองานสถาปัตยกรรม มีลักษณะพิเศษ อย่างหนึ่งคือ ใช้งบเยอะ เพราะแน่นอนว่า นอกจากมองในมุมแบบผม ซึ่งก็จำกัดปัจจัยอยู่แล้ว เพราะจริงๆมันมีเรื่องงบประมาณ คือ ตึกหนึ่งบางทีสร้างเป็นร้อยล้าน มันก็ต้องมีผลประโยชน์ เพราะฉะนั้น มันก็ต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้ว แต่ในงาน ที่ผมทำ ก็เข้าใจปัจจัยที่ซับซ้อนในการเกิดขึ้นของตึก แต่ละตึกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า เราจะต้องจำเป็นที่จะต้องจำกัดปัจจัย แล้วก็สร้างPlot มัน ประวัติศาสตร์เขาเรียกสร้างPlot เพื่อสร้างความเข้าใจชุดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมันจะความเข้าใจอีกหลายแบบมากเกี่ยวกับตึกในยุคนี้ ให้คนอื่นศึกษาต่อไป

ตึก จึงมีวิธีการศึกษาในแง่อื่นๆ
อาจจะอธิบายมันในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรืออื่นๆ

สภาพของการศึกษาสถาปัตยกรรมเฉพาะช่วงคณะราษฎร กว้างมาก แล้วมีวิธีมองแบบใดบ้าง
ใช่ครับ กว้างมาก แล้วเรายังมีได้หลายapprochเลย แต่ว่าทุกคนมักจะมีapproach ติดอยู่แค่ approach เดียว ซึ่งผมก็คิดว่า ผมก็หนีไม่พ้นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ณ มุมของผม ตอนนี้ ซึ่งผมคิดได้อยู่ก็วนอยู่แค่ในมุมเพดานความคิดเดียวในยุคคณะราษฎร ก็คิดว่าโอเคไม่หมดหรอก แต่ว่าก็ไม่มีเหลืออยู่เยอะมากในมุมของผม แต่ว่าถ้าเรามองสถาปัตยกรรมในยุคคณะราษฏร เป็นเหมือน Object หนึ่งในการศึกษา มันยังมีอีกหลาย Approach สำหรับคนอื่น ที่อาจจะมีมุมอื่นมามอง ที่จะมาตีความอีกแบบ

ถ้าคนอื่น ที่เขามองงานสถาปัตย์ หรือ งานศิลปะแนวสัจจะสังคมนิยม เป็นมุมมองที่แตกต่าง จะมีอีก Approach หนึ่ง แล้วแบบอื่นๆ
มีงานศิลปะมีหลายแบบ มีApproach อื่นครับ อย่างผมมองในแง่ของงานศิลปะ คือศิลปะของคณะราษฎรเหมือนกัน แต่ว่ากระแสหลัก เค้าก็อธิบายศิลปะในยุคคณะราษฎรนี้ว่า เป็นศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย เขาก็จะมีอีกแง่มุมหนึ่ง ในการอธิบายไป อย่างเช่น เขาก็จะมองว่า ยุคนี้นิยมทำแบบเรียลลิสติก คือเขาก็จะอธิบายโดยใช้ Approch แบบพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ศิลป์มา ก็เป็นได้อีกแบบหนึ่ง ผมก็อีกแบบหนึ่ง ก็คงมีอีกหลายแบบ

ยืนพื้นการวิเคราะห์ด้วยสถาปัตยกรรมเป็นหลัก
คือ อาศัยประสบการณ์ที่เรียนมา ก็อย่างน้อย เราก็คลุกคลี มีข้อมูลอยู่ก็น่าจะเป็นทางที่ทำได้

ปริญญาตรีและปริญญาโทของอาจารย์ เรียนจบด้านใด
ปริญญาตรี จบคณะสถาปัตยกรรมไทย ที่คณะสถาปัตย์ ศิลปากร ปริญญาโท จริงๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าประวัติศาสตร์ตรง ก็เป็นที่จุฬาฯ สถาปัตย์เหมือนกัน สาขาก็คือ สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต แต่ว่ามันเป็นแขนงวิชาประวัติศาสตร์ และทฤษฎี

หนังสือของอาจารย์ชาตรี ก็ขอบคุณอาจารย์สุธาชัย ซึ่ง เขาเป็นอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์
ก่อนจะทำวิทยานิพนธ์ ก็ต้องเลือกเอง ลงคอรส์ ประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่หลัง 2475 ก็ไม่ได้รู้จักอาจารย์สุธาชัยมาก่อน ไปเจอเขา ก็ประทับใจวิธีการสอนของเขา ก็เลยเชิญเขามาเป็นหนึ่งในกรรมการตรวจวิทยานิพนธ์
ด้วย ซึ่งจริงๆ การคอมเมนต์ของเขา หลายอย่างๆ ก็มีส่วนทำให้ผมมีมุมมองอะไรได้หลายอย่าง มีวิธีคิดแก่ผม

ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม มันจะตันหรือไม่ ในการอธิบายกระแสหลัก ที่เป็นอยู่เชิงประวัติสถาปัตยกรรมทั่วไป แต่ไม่มีตัวอย่างการอธิบายแนวคณะราษฎร ในความคิดเห็นของอาจารย์ คิดว่าอะไร
คือ ไม่เชิงเรียกว่ามองว่ามันจะตัน แต่มันถึงจุดอิ่มในลักษณะหนึ่งตรงที่ว่า ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมกระแสหลัก เราก็เน้นการเก็บรวบรวมข้อมูล และก็อธิบายข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยไม่ได้วิเคราะห์ ตีความ ซึ่งตอนนี้ในวงการประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ผมคิดว่าเรามีข้อมูลพวกนี้ ที่รอจะวิเคราะห์ ตีความ เต็มมากมหาศาลเลย เพราะฉะนั้น ตัน อาจจะไม่ตัน แต่มาถึงจุดอิ่มตัวในApproch หนึ่ง แต่ว่าด้วยการอิ่มตัวของApproch ทำให้มีข้อมูลมากองรอสำหรับ Approch อื่นๆอีกมากเลย เพราะฉะนั้นในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ถ้าคนส่วนใหญ่ยังเห็นว่ามี Approch อื่น จะได้ประโยชน์จากกระแสหลักตอนนี้ อย่างมากมายมหาศาล และสิ่งที่ผมทำอย่างสม่ำเสมอ ก็ทำด้วยความเคารพกระบวนวิธีแบบเดิมอย่างมาก เพราะสิ่งที่ผมตีความ วิเคราะห์มาได้ถึงปัจจุบัน เพราะมีประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอยเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเหมือนคลังมหาศาล

ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์กระแสหลัก และประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เป็นพื้นฐานของการใช้ Approch ในต่อไป
พูดไปก็เหมือนกับเป็นเทรนด์ แต่จริงๆ มันก็เป็นความจริง คือมันควรจะถึงยุคที่จะข้ามสาขา บูรณาการกันจริงๆ ตามคำยอดฮิต พอหลัง ถ้ามองในแง่ดี มันก็เป็นจริง นับช่วงหลายสิบปี หรืออาจจะเป็นร้อยปีที่ผ่านมา เราแยกสาขาเฉพาะแล้วเจาะลึก ไปถึง ณ จุดหนึ่ง ก็น่าจะถึงเวลาที่จะต้องผนวกอะไรต่างๆเข้ามาอธิบายสังคม

งานของอาจารย์ชาตรี ก็มีอิทธิพลโพสต์โมเดริน์ ในการวิเคราะห์

ก็ผมคิดว่า ก็ยอมรับว่ามีส่วน แต่ไม่กล้าพูดเต็มปาก เพราะไม่เคยอ่านทฤษฎีตัวต้นของมันจริงๆ แต่รับมาจาก ถ้าเรียกว่า ไม้สอง ไม้สาม ก็ไม่กล้าที่จะไปพุดถึงอย่างนั้น แต่โดยส่วนตัวก็ยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อตัวเองมากพอสมควร

มีมุมมองอย่างไรบ้าง กับกระแสโพสต์โมเดริน์ทางสถาปัตยกรรม ที่จะมีประโยชน์ต่อสังคมไทย

ผมคิดว่ามีประโยชน์ ถ้าเรามองมัน ในแง่ที่ว่าสัมพันธ์กับสังคมจริงๆ ไม่ใช่เทรนด์ในการศึกษา ซึ่ง ณ กลุ่มคน ที่นำแนวคิดโพสต์โมเดริน์มาใช้ในวงการศึกษา เอาเฉพาะที่วงการสถาปัตย์ ก็จะมีประเภท ศึกษาเพื่อนำไปสู่การออกแบบ เพื่อมุ่งสู่ปัจเจก ในการออกแบบเพื่อจะได้อาศัยทฤษฎีโพสต์โมเดริน์ เพื่อจะให้ตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์ให้มากมายกว่ากระแสหลัก ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ผมคิดว่าอันนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสังคม แต่สิ่งที่ผมใช้โพสต์โมเดิรน์มาอธิบายประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ในแง่ที่สัมพันธ์ ปัญหาของสังคม บริบทของสังคม อำนาจที่มันแย่งชิงกัน ต่อสู้กัน แย่งชิงความทรงจำ เรื่องของการนิยาม ใช้สถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือของอำนาจ หรืออะไรอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่าในมุมนี้ มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเข้าใจสังคมปัจจุบันมากขึ้น

ความสำคัญของสถาปัตยกรรมของยุคคณะราษฎร และการถูกรื้อ ทำลายของตึก ดังกล่าว ในความคิดเห็นของอาจารย์ชาตรี จะถูกรื้อไปเรื่อยๆ หรือไม่

ตึกยุคคณะราษฎร ในความคิดของผมเอง ผมรู้สึกว่าตึกยุคนี้ กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติในแง่ของการจะถูกรื้อ เพราะว่าด้วยมรดกของความคิดทางประวัติศาสตร์ หลัง 2500 มา ที่มองว่าตึกพวกนี้ ไม่เป็นไทยอย่างหนึ่ง และเป็นพวกของยุคคณะราษฎร ซึ่งถูกบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ว่า ชิงสุกก่อนห่ามบ้าง พวกแรกเริ่มเผด็จการทหารบ้าง ซึ่งเป็นผลของประวัติศาสตร์บิดเบี้ยว เช่น รูปธรรมที่เรามักพูดถึง โรงหนังเฉลิมไทย และก็ตึกอีกเยอะ ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักมาก โรงพยาบาลกลาง โรงพิมพ์คุรุสภา และก็กรณีล่าสุด ศาลฏีกา และผมก็คิดว่าแนวโน้มเช่นนี้ ยังเป็นไปอีกนาน ตราบใดที่ เขาเรียกว่า เพดานความคิด หรือวาทกรรมในสังคมไทย ยังเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ถึงแม้ว่า ตึกพวกนี้เข้าเกณฑ์จะอนุรักษ์ได้แล้ว ในทางกรมศิลปากร แต่ว่ามันก็ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน หรือมองว่ามีคุณค่า


*หมายเหตุ ที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2007/10/14669

สัมภาษณ์ "สัณห์ชัย โชติรสเศรณี" แห่งมูลนิธิหนังไทย: เป้าหมายของการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ทำให้คนไทยโง่ !?

สัมภาษณ์ "สัณห์ชัย โชติรสเศรณี" แห่งมูลนิธิหนังไทย: เป้าหมายของการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ทำให้คนไทยโง่ !?


Thu, 2007-11-29 21:28
"สัณห์ชัย โชติรสเศรณี" ฝ่ายประสานงานของมูลนิธิหนังไทย ท่ามกลางประเด็นร้อน "ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ..." ถูกเสนอเข้าวาระแรกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 50 โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่ง "สัณห์ชัย โชติรสเศรณี" ได้ถ่ายทอดความคิดเห็นต่อประเด็น พ.ร.บ. ภาพยนตร์ ในเวทีการประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1 และมุมมองเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทย อย่างน่าสนใจ

สัมภาษณ์/ถ่ายภาพโดย อรรคพล สาตุ้ม

สัณห์ชัย โชติรสเศรณี


บรรยากาศงาน ดูหนังมุมมองใหม่ การประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน ณ แกลเลอรี่ 2 บางกอกโค้ด (ศูนย์ชุมชนน่าอยู่กรุงเทพ) มีเวทีเสวนา เรื่อง "ดูหนังมุมมองใหม่ กับ การประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1" โดย มูลนิธิหนังไทย ในพระอุปถัมป์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี จัดงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งแรกในประเทศไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยพัฒนาวงการศึกษาภาพยนตร์ในประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และเป็นเสมือนเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ และบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจภาพยนตร์ไทยในแง่เชิงวิชาการ ภายในงานจะมีการนำเสนองานวิจัยและบทความเชิงวิชาการเกี่ยวกับภาพยนตร์ 13 เรื่อง ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่ กระบวนการศึกษาภาพยนตร์ ประวัติศาสตร์ ชาตินิยม ความเป็นไทย อัตลักษณ์ ลัทธิหลังสมัยใหม่ และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดฉายภาพยนตร์ชาติพันธุ์ และการสัมมนาเรื่อง"การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์: การคุกคามเสรีภาพทางปัญญา เป็นต้น"

ประชาไทมีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี ผู้ประสานงานของมูลนิธิหนังไทยเกี่ยวกับมุมมองในด้านประเด็น พ.ร.บ.ภาพยนตร์ในการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ไทยและมุมมองเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทย ดังกล่าว

000

เมืองไทยกับการศึกษาภาพยนตร์

เรียนให้ทราบนิดนึงครับว่า โดยปกติแล้ว คอร์สวิชาภาพยนตร์ในเมืองไทยทุกวันนี้ มีอยู่ไม่ถึง 10 มหาวิทยาลัย ที่เปิดวิชาเอกภาพยนตร์จริงๆ แต่ว่าทุกคณะ มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ การผลิตนักศึกษามุ่งเน้นไปที่โปรดักชั่นเป็นหลักโดยเฉพาะ เขาสอนว่าจับกล้องอย่างไร เขียนบทอย่างไร อะไรอย่างนี้ ผลผลิตออกมา คือ เด็กปริญญาตรีทำหนังสั้นส่งหรือฝึกงานในกองถ่าย แต่วิชาที่ มันเป็น Film studies การวิจารณ์ทฤษฎี มีสัดส่วนที่น้อย ถ้าเทียบกับวิชาที่เป็นโปรดักชั่น โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะมีสัก 1-2 วิชา จะมีบางมหาวิทยาลัย ที่จะเป็นทางเลือก มีหลายวิชา แต่ก็ส่วนใหญ่ แล้วเน้นโปรดักชั่นเป็นหลัก

เคยได้คุยกับทางมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัย เขามุ่งเน้นที่ตอบสนองอุตสาหกรรมภาพยนตร์พอสมควร โดยเฉพาะบางมหาวิทยาลัยจะวัดเกณฑ์ว่ามหาวิทยาลัยดีหรือไม่ดี โดยดูว่าเด็กที่จบไปได้หรือไม่ได้งาน และเขามองว่า การเรียน การสอนโปรดักชั่นนั้น เด็กได้โปรดักชั่นแน่ๆ ไปทำงานโปรดักชั่น แต่ว่าทางด้าน Film studies มันไม่ค่อยมีโอกาสตรงนี้ ความจริงต้องมองว่าวิชาทาง Film Studies เป็นวิชาพัฒนาสมอง มันไม่ได้ออกมาเป็นตัวงาน หรือทำหนังให้เป็นแบบนี้ มันจึงไม่เห็นเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กที่สนใจเรียนภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็มองภาพยนตร์เป็นเชิงโปรดักชั่นเป็นหลัก คืออยากทำภาพยนตร์ แต่ไม่มีใครคิดว่าอยากเป็นนักวิชาการภาพยนตร์ นักวิจารณ์ภาพยนตร์เมืองไทย ก็อาจจะมีบ้าง แต่งานวิจารณ์ภาพยนตร์เมืองไทยเองก็เหมือนเป็นเชิงโปรดักชั่น เช่น มุมกล้องเป็นอย่างไร สีอย่างไร แสงอย่างไร ต้องบอกเลยว่าการศึกษาภาพยนตร์ไทย ยังไม่ข้ามผ่านความเป็นโปรดักชั่น (Film Production) ถ้าไปศึกษาทฤษฎี ก็จะเป็นทฤษฎีรูปแบบนิยม (Formalist Film Theory) และ สัจนิยม (Realist Film Theory) ที่จะดูรูปแบบของการสร้างภาพยนตร์เป็นหลัก

ส่วนนี้มันก็อาจจะสะท้อนมายังภาพยนตร์ไทยได้ คือมันจะมีลักษณะแบบไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากนัก เพราะเขามองว่า ภาพยนตร์ไม่ได้ลึกอะไรเลย ในท้ายที่สุด คุณใช้กล้องเป็น คุณจับกล้องเป็น คุณวางกล้องได้ คุณก็สร้างภาพยนตร์ได้แล้ว แต่เขาไม่ได้คิดถึงว่าภาพยนตร์แท้จริง มันลึกกว่านั้น

คนที่มาเสนอบทความ ในงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งนี้ ไม่ได้จบสายภาพยนตร์กันมาเลย แต่มาจากหลายสายๆ นั่นแสดงว่า มันมีการพยายามอีกฟากหนึ่งที่จะใช้ทฤษฎีวรรณกรรม ทฤษฎีสังคม ทฤษฎีอื่นๆ มาใช้กับภาพยนตร์ มาเจาะภาพยนตร์ เพราะต้องยอมรับว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อที่แพร่หลาย ทุนนิยม เป็นสื่อประชานิยมของสังคมไทยด้วย มันเลยกลายเป็นว่า มันมีอีกด้านหนึ่ง อีกขั้วหนึ่งที่ไม่ใช่ขั้วของการศึกษาภาพยนตร์เลย แต่เป็นขั้วของการศึกษาวรรณคดีเปรียบเทียบ การศึกษามนุษย์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ที่ใช้ภาพยนตร์มาเล่นเป็นตัวถูกศึกษาเพื่อจะอธิบายสภาพสังคม อะไรอย่างนี้…ถ้าอยากฟังบทความ หรืองานวิจัยเหล่านี้ ก็ต้องไปตามงานที่คณะอักษรศาสตร์ และคณะสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์ เราต้องไปคณะเหล่านี้ ถึงจะรู้ว่าภาพยนตร์แท้จริงมีมากกว่าที่เห็น


อยากให้บอกเล่าจากประสบการณ์ที่ไปดูวงวิชาการประชุมด้านภาพยนตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือประเทศเพื่อนบ้าน

2-3 ปีที่ผ่านมา เรามีงานประชุมวิชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ จัดโดยกลุ่มของนักวิชาการด้านภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเวียนจัดตามประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จัดที่ธรรมศาสตร์ โดยมูลนิธิหนังไทยฯ รับเป็นเจ้าภาพจัดงาน คนที่มานำเสนองานในงานประชุมนี้มีนักวิชาการอยู่ 2 ประเภท นักวิชาการประเภทหนึ่งเป็นคนต่างประเทศหรือคนไทยหรือคนท้องถิ่นที่ไปโตใน ต่างประเทศ เขาพวกนี้จะเป็นอาจารย์สอนที่อเมริกา อังกฤษ หรืออื่นๆ แล้วศึกษา วิจัย รากเหง้าของตนเอง อย่างคนไทยมี คุณอาดาดล อิงคะวณิช เรียนมัธยมที่อังกฤษจนจบปริญญาเอกที่อังกฤษ ก็เป็นอาจารย์สอนที่อังกฤษเลย แต่สนใจศึกษาภาพยนตร์ไทย

อีกประเภทหนึ่งเป็นนักวิชาการของแต่ละประเทศ คือเป็นคนชาตินั้นๆ โอเคบางคนอาจได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ แต่เรียนจบแล้วกลับมาทำงานที่ประเทศของตัวเอง และศึกษาภาพยนตร์ของประเทศของเขา โดยสัดส่วนแล้ว จำนวนของสองประเภทนี้ก้ำกึ่งกัน

แต่สำหรับประเทศไทย นักวิชาการประเภทหลังจะมีสัดส่วนที่น้อยมาก แทบจะไม่มีนักวิชาการคนไทยที่ไม่ได้โตหรือทำงานต่างประเทศมานำเสนองานวิจัย หรือบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทย อุปสรรคอันหนึ่ง อาจจะเกิดจากการนักวิชาการที่เป็นคนไทยที่เป็นคนไทยแท้ๆ ไม่ได้รับการศึกษาต่างประเทศ หรืออาจไปเรียนต่างประเทศ สัก 1 ปี หรือ 2 ปี จะมีอุปสรรคด้านภาษา เพราะเวลาพรีเซ็นต์งานต้องเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยข้ออ้างนี้เราจึงอาจจะเห็นว่านักวิชาการที่เยอะ คือ ประเทศมาเลเซีย สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ ที่พูดภาษาอังกฤษค่อนข้างคล่อง

แต่ถ้าถามว่าในแง่แวดวงการศึกษาของภาพยนตร์ของเขา ส่วนใหญ่เท่าที่คุยกันแต่ละที่ก็เน้นโปรดักชั่น ความจริงมันก็เป็นกระแสทั่วโลกอยู่แล้ว ผมไม่แน่ใจในยุโรป แต่ว่าที่อเมริกา มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย ถ้าเปิดภาพยนตร์ ส่วนใหญ่จะเปิดเพื่อโปรดักชั่น ส่วนสายทฤษฎี หรือ Film Studies ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดวิชาเอก Film Theory ส่วนในประเทศเพื่อนบ้าน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกันคือ ถ้ามหาวิทยาลัยเปิดด้านภาพยนตร์จะเปิดเน้นโปรดักชั่น เรื่อง Film Studies อาจ จะไปอยู่ในสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา หรืออะไรอย่างนี้ไปแทน สถานการณ์ระหว่างบ้านเรากับประเทศอื่นๆไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าคนอื่นๆ เขามีการเริ่มต้น แล้วตัวของนักวิชาการของเขาเองก็แข็งแรง เขาพยายามนำเสนองานวิชาการที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ มันมีการเปิดพื้นที่นำเสนอได้ เขาจึงสามารถพัฒนาความรู้ไปได้ไกลกว่าที่เราเป็นอยู่


ถ้าเทียบกันในเชิงพื้นที่สื่อของไทย ระหว่างสื่อนิตยสารกับสื่อวิชาการ คิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ความแพร่หลายของสื่อวิชาการของเรายังน้อยอยู่ เราอยู่ค่อนข้างจำกัด เราอยู่จำกัดวงเล็กๆมากๆ ยอดพิมพ์หนังสือบางที 500 เล่ม 1,000 เล่ม ยังขายกันไม่หมดเลย ใช่ไหม อาจารย์ของผมท่านหนึ่ง

พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ 1,000 เล่ม ผ่านมาแล้ว 6 ปี ทุกวันนี้ ผมยังเห็นมันยังวางขายอยู่เลย… แสดงว่ามีคนไม่กี่คนได้อ่านเล่มนี้ คุณอาจจะคิดว่า เขาอาจจะยืมห้องสมุดมาอ่านก็ได้ แต่ถ้าพิมพ์ออกมา 1,000 เล่ม เรามีประชากร 60 ล้านคน แปลว่า เรามีคนอ่านหนังสือเล่มที่เป็นเนื้อหนังเกี่ยวกับภาพยนตร์อย่างจริงจังคิด เป็นสัดส่วนเท่าไร คนไทยดูหนังอย่างต่ำล้านคน เพราะเรามีหนังรายได้ 100 ล้าน แสดงว่าคน 1 ล้านคน ต้องดูหนังแล้ว นี่ไม่รวมคนดูหนังจากวีซีดี ดีวีดี หรือ เคเบิ้ลทีวี แต่คนอ่านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แค่ 1,000 คน หรือไม่ถึง 1,000 คนด้วยซ้ำ โดยสัดส่วนแล้ว 1 ต่อ 1,000 ถ้า เทียบกันแล้วสัดส่วนค่อนข้างน้อย ผมไม่อยากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่รู้ว่าสถิติของเขาเป็นอย่างไร แต่ผมว่าความคิดในการดูหนังของเขากับเรา ก็คงใกล้ๆ กัน คือ การดูหนังเพื่อความบันเทิง แต่เรื่องงานวิชาการ ผมไม่รู้ว่า เขาตีพิมพ์มากน้อยแค่ไหน…

แต่ถ้าสมมติจะพูดในแง่นิตยสาร นิตยสารเกี่ยวกับหนังในเมืองไทยเอง เรามีหลายหัวอยู่ แต่ว่าในแต่ละหัว จะเน้นไปตรงข่าวคราวด้านโปรดักชั่นเป็นหลัก หรือบางทีก็ข่าวประชาสัมพันธ์หนังแต่ละเรื่อง หัวที่หนักๆ จริงจังก็ยังไม่มี… ซึ่งผมไม่แน่ใจในกรณีของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ ในประเทศอังกฤษ จะมีSight and Sound ซึ่งเป็นนิตยสารหนังที่ดังมาก จะเป็นหนังสือรวบรวมบทวิจารณ์หนังทั้งเล่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการวิจารณ์หนังเชิงลึก มันมีตั้งหลายทฤษฎีที่เล่นกันในบทวิจารณ์หนังในเล่มหนึ่งๆ ซึ่งพอคนเสพบทวิจารณ์เหล่านี้มากๆ เข้า ความเข้าใจหนังในเชิงลึกก็จะเกิดขึ้น และพัฒนาเรื่อยๆ

อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ มักจะมีคนถามว่า คุณจะไปซีเรียสอะไรกับหนัง หนังมันแค่สิ่งบันเทิง ดูสนุกก็ดีแล้ว ตัวผมเองสอนหนังสือ เคยถามเด็กสาขาสื่อว่า ภาพยนตร์ที่ดีของคุณ คืออะไร เด็กก็จะตอบประมาณว่าดูสนุก เขาจะคิดว่า ภาพยนตร์จ่ายตังค์ไปแล้วร้อยนึงขอให้ฉันได้สนุก คือได้สนุก ได้อิน ได้อารมณ์ ร้องไห้ ได้อารมณ์ ฉันคุ้ม เขาจะไม่คิดว่าได้อะไรมากกว่านั้น แล้วเวลาไปสอน คุณจะต้องอ่านนั่นอ่านนี่ เขาจะถามว่า ทำไมต้องอ่าน ภาพยนตร์… มันก็แค่นี้ไม่ใช่เหรอ ผมคิดมากไปเองหรือเปล่า ผมไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของเด็กนะ ที่เขาคิดแบบนี้ เพราะทัศนคติแบบนี้ถือเป็นวาทกรรมหลักที่ครอบงำสังคมไทยอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในแง่ของสังคมตลาดทุนนิยม ที่ทุกอย่างมันต้องขึ้นอยู่กับการตอบสนองเงิน กำไร ยอดพิมพ์ออกมาต้องขายได้ คนต้องอ่าน หนังออกมาต้องขายได้มากที่สุด มันก็ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาวงการที่ไม่ใช่กระแสหลัก หรือที่ไม่ทำเงิน มีโอกาสน้อยลง แล้วคนก็ไม่จะสนใจมุมอื่นๆ ของหนังอีก นอกจากความสนุก หรือถ้าเป็นหนังผีขอให้น่ากลัวก็พอ

ส่วนงานวิชาการภาพยนตร์ในประเทศไทย ก็ยิ่งอยู่สุดชายขอบของตลาดทุนนิยมเลยก็ว่าได้


เป้าหมายของการสัมมนาเรื่อง การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ : การคุกคามเสรีภาพทางปัญญา ในการจัดประชุมภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1

พอดี การจัดงานประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงที่ ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.... กำลังอยู่ในคิวพิจารณาจากสภานิติบัญญัติเพื่อจะออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ ซึ่งตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทางมูลนิธิหนังไทยฯ ได้รวมกลุ่มกับพันธมิตรหลายๆ ฝ่าย เพื่อจะคัดค้านเนื้อหาของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ในเรื่องของความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะมีอำนาจในการสั่งตัดหรือสั่ง ห้ามไม่ให้ฉายหนังได้ แม้ว่าจะมีการจัดเรตติ้งแล้วก็ตาม

ต้องเข้าใจก่อนว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ มันถูกเรียกร้องให้จัดทำขึ้นเพื่อแทน ตัว พ.ร.บ. ฉบับเก่า ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2473 ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งฉบับเก่าจะไม่มีการแบ่งเรตติ้งภาพยนตร์ แต่จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ ตัด หรือแบน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ จึงถูกคาดหวังว่าเนื้อหาของมันจะสอดคล้องกับสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่เมื่อทางมูลนิธิหนังไทยฯ ได้เห็นเนื้อหาจริงๆ มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นแต่อย่างไร มันกลับเป็นการเคลือบหน้าด้วยสิ่งที่สังคมเรียกร้องคือเรตติ้ง โดยซ่อนแนวคิดอำนาจนิยมอยู่ภายใต้นั้น

ก่อนหน้านี้ ทางมูลนิธิหนังไทยฯ เคยจัดเวทีสัมมนาเรื่องเซ็นเซอร์มาแล้วสองครั้ง โดยทุกครั้งจะเป็นการเชิญวิทยากรจากหลายๆ ฝ่าย มารวมพูดคุย ถกปัญหา ในแต่ละมุมมอง พอมาคราวนี้ มันจัดอยู่ในงานประชุมวิชาการ เราก็เลยอยากจะลองจัดอีกครั้ง แต่อยากได้มุมของนักวิชาการล้วนๆ แทน รวมทั้งเราคาดหวังว่าผู้ฟังของเราก็เป็นผู้ที่สนใจในงานวิชาการด้วย การถกเถียงต่างๆที่จะเกิดขึ้นจะช่วยขยายความให้ลึกซึ้งมากขึ้น และเราอยากให้นักวิชาการท่านอื่นๆ ได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์ที่มีอยู่ในสังคมไทยด้วย

ประเด็นหลักอีกอันหนึ่งคือ เรามองว่า การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จริงๆ แล้ว มันคุกคามเสรีภาพการเรียนรู้ของประชาชนนะ เรามองว่า ภาพยนตร์มันก่อให้เกิดปัญญาต่อคนดูได้ การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ก็เท่ากับการเซ็นเซอร์สิ่งที่ก่อให้เกิดปัญญา ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง The King and I (ไม่ ว่าจะฉบับไหนก็แล้วแต่) จะถูกแบนห้ามฉาย ห้ามเผยแพร่ ในประเทศไทย จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ผมก็มองว่า คำสั่งห้ามเผยแพร่ หรือห้ามฉาย นี้ไม่เหมาะสม เพราะ ประการแรก มันเท่ากับว่าเราปฏิเสธการมีอยู่ของหนังเรื่องนี้ เราปิดประเทศตัวเอง ไม่รับรู้โลกภายนอกเลย จริงๆ แล้ว เป็นไปไม่ได้ โลกในปัจจุบัน คุณไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ยิ่งคุมมันก็จะมีช่องว่าง ช่องทางในการเล็ดรอดได้อยู่แล้ว เอาง่ายๆ ผมแค่บินไปสิงคโปร์ ผมก็สามารถหาซื้อแผ่นหนังเรื่องนี้ได้แล้ว จากประเด็นนี้ จะเห็นได้ว่า การเซ็นเซอร์ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาการเข้าถึงภาพยนตร์จริงๆได้เลย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมระหว่างคนที่มีโอกาสกับคนด้อย โอกาส ในขณะที่คนที่มีโอกาสอาจจะฐานะดีกว่า อยู่ชนชั้นสูงกว่า ก็สามารถเข้าถึงหนังเรื่องนี้ได้ คนด้อยโอกาสในสังคมก็ยังคงถูกควบคุมต่อไป ไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ต่อไป

ประการที่สอง ในส่วนของการก่อให้เกิดปัญญานั้น สมมติผมจะศึกษาเรื่องภาพลักษณ์ของสยามประเทศในสายตาชาวตะวันตกผ่านภาพยนตร์ เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่กล่าวถึงภาพยนตร์เรื่อง The King and I นี้ เพราะภายใต้ภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะเห็นแนวคิดของชนชาติตะวันตกที่มองสังคมไทยว่าเป็นอย่างไร การสั่งห้ามเผยแพร่ หรือห้ามฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเท่ากับปฏิเสธหนทางที่ก่อให้เกิดปัญญาครับ สุดท้ายมันก็วนไปที่ที่พูดเมื่อกี้ว่า คนต่างแดนเท่านั้นที่จะมีสิทธิที่จะศึกษาประเด็นนี้ ส่วนคนไทยก็จะไม่ได้รับโอกาสนั้น แน่นอนเท่ากับว่างานวิชาการในสังคมไทยก็จะไม่โตเท่าที่ควรด้วย



คิดไงบ้างกับการจัดงานครั้งนี้

ต้องบอกว่าตัวเองค่อนข้างประหลาดใจกับยอดคนที่มาฟัง แม้จะไม่ได้เยอะมากมายนัก เพราะตอนแรกคิดว่า 20 คนต่อวันก็เยอะแล้ว สุดท้ายก็ประมาณ 40 คน ต่อวัน ได้กลุ่มคนที่หลากหลายจำนวนหนึ่ง เท่าที่ถามๆ ดู คนที่มาจะสนใจภาพยนตร์ หรือไม่ก็เห็นหัวข้อบทความแล้วสนใจอยากฟัง มีคนมาจากสายอุตสาหกรรมบ้าง และมีนักศึกษาภาพยนตร์บ้าง ส่วนใหญ่คงอยากจะทดลองอะไรบางอย่างกับชีวิต ถ้าดูในแง่คุณภาพ คนที่มาฟังผมโอเค มีการซักถาม มีการพูดคุยอะไรอย่างนี้น่ะครับ งานที่นำเสนอ ก็มีหลากหลาย มีลักษณะหลายหัวข้อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า สมมุติเปิดรอบต่อไป จะมีคนมาพรีเซ็นต์กันอีกหรือเปล่า เพราะว่าหมดมุกกันหมดแล้ว

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในงานครั้งนี้ มันก็เป็นสิ่งดี เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น เหมือนที่บอกในวันเปิดว่า วัตถุประสงค์ของงานคืออยากสร้างตัวตนของการศึกษาภาพยนตร์ไทยให้เกิดขึ้นใน สังคมไทยอย่างเป็นจริงจัง การจัดครั้งนี้เป็นลักษณะทดลองของเราด้วย คือ ทางมูลนิธิหนังไทยฯ อยากจัดมาตั้งนานแล้ว แต่ต้องหาเวลา หาอะไรหลายอย่างๆ ตอนนี้ คงต้องรอดูผลตอบรับออกมาจะเป็นอย่างไร ดูอะไรหลายๆอย่าง มันคุ้มกับที่เราเหนื่อยไหม หรือว่าเราต้องรอเวลาอีกนิดหนึ่งให้ทุกอย่างมันลงตัวมากกว่านี้ไหม


เกี่ยวกับสัณห์ชัย โชติรสเศรณี
สัณห์ชัย โชติรสเศรณี เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน แล้วเรียนจบปริญญาโท ทางด้าน Film Studies จาก University of East Anglia ในประเทศอังกฤษ และปัจจุบัน เขาเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิหนังไทยฯ และอาจารย์พิเศษที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่วนประสบการณ์ด้านทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง "จำเลยรัก" นั้น เป็นหนังสั้นแบบทดลองเป็นหนึ่งในโครงการหนัง Spoken Silence ของ มูลนิธิหนังไทยฯ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 19 กันยา ซึ่งโครงการนี้ต้องการให้ผู้กำกับหนังสั้นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมือง ผ่านหนังสั้น เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม
ดูหนังมุมมองใหม่ กับ การประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ไทยครั้งที่ 1
http://www.thaifilm.com/newsDetail.asp?id=316
คนรักหนังขอเปลี่ยนม้วน "พ.ร.บ.ภาพยนตร์" ฉบับ โลกแคบ-ใจแคบ
http://www.prachatai.com/05web/th/home/10378
ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ พ.ศ. ...
http://www.senate.go.th/Secretariat/proceeding/index_nla.php?id=vi65-50_nla


หมายเหตุที่มาจากเว็บประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2007/11/14980
และดูเพิ่มเติมนิตยสารFlick

สัมภาษณ์ สมเกียรติ ตั้งนโม

สัมภาษณ์ สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สถานการณ์: รัฐประหารครั้งนี้เปรียบเสมือนนิทานในเรื่อง สิงโตกับหมาจิ้งจอก

สัมภาษณ์ โดยอรรคพล สาตุ้ม

เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา ทีมข่าวประชาไท ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ อาจารย์ สมเกรียติ ตั้งนโม หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารผ่านมาในช่วง 3 วันแล้ว โดยทีมงานข่าวประชาไทเริ่มตั้งคำถามต่อข้อสังเกตในคำว่า ปฏิวัติ รัฐประหาร ที่เรียกกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งอาจารย์ใช้คำว่าปฏิวัติ และทีมข่าวประชาไทก็ใช้คำว่าปฏิวัติในคำพูดของอาจารย์ต่อการเรียบเรียงบทสัมภาษณ์นี้ และในการวิเคราะห์สถานการณ์ อาจารย์สมเกรียติได้กล่าวเปรียบเปรียบการปฏิวัติครั้งนี้เปรียบเสมือนนิทานเรื่องสิงโต หมาจิ้งจอก แย่งชิงกินไก่

การรัฐประหารครั้งนี้มีอะไรใหม่หรือไม่ อย่างไร
ผมว่ามันเป็นไม่มีอะไรใหม่ ผมว่ามันเป็นการช่วงชิงอำนาจปกครองของผู้นำสองกลุ่ม ซึ่งพยายามขึ้นมานำตลอดเวลา ผมเล่านิทานให้ฟังละกัน สิงโตกับหมาจิ้งจอก สิงโตก็อยากกินไก่ ในขณะเดียวกันหมาจิ้งจอกก็อยากกินไก่ แต่ปรากฏว่าวิธีการสิงโตใช้วิธีการตะครุบไก่เลย แต่วิธีการของหมาจิ้งจอกไม่ใช้วิธีการนี้ และใช้วิธีการพูดให้ไก่เดินออกมาจากกรงมาให้มันกิน ซึ่งวิธีการมันเป็นคนละอย่างกันระหว่าง ฉะนั้นในขณะนั้นสิงโตเห็นว่าหมาจิ้งจอกกำลังจะกินไก่ จึงตะครุบทั้งหมาจิ้งจอกและไก่พร้อมกัน ในขณะที่ไก่ยังคาอยู่ที่ปากของหมาจิ้งจอก ดังนั้น ผมคิดว่าเล่านิทานให้ฟังเท่าที่ผมแสดงความคิดเห็นต่อการเหตุการณ์ครั้งนี้

ทำไมทหารต้องแสดงบทบาทในครั้งนี้
ทำไมทหารต้องออกมา ผมขอเล่าก่อนว่า เกมนี้มันเป็นเกมที่ค่อนข้างซับซ้อน เกมนี้ก็คือว่า มันเป็นเกมช่วงชิงอำนาจนำ ฝ่ายหนึ่งได้ใช้กระบวนการศาลในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม ผมคิดว่าเฉพาะเกมนี้ก็พอแล้ว ถ้าเกิดมันเป็นตามขั้นตอน แต่ข่าวที่ผมได้ก็คือว่าวิธีการ กระบวนการของศาลนี้ มันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และขณะที่ดำเนินคดีอยู่ เนื่องจากมีข่าวว่าฝ่ายที่กำลังถูกทำการดำเนินคดี จะปฏิวัติ ด้วยเหตุดังนั้นทหารจึงรีบชิงอำนาจปฏิวัติก่อน ทั้งทีมีกระบวนการทางศาลกำลังดำเนินคดีกับนักการเมือง ที่มีความผิดอยู่หลายข้อกล่าวหาที่เป็นไปได้ว่า จะกำจัดนักการเมืองทำผิดประพฤติมิชอบได้ โดยศาลที่กำลังดำเนินคดีอยู่ในระหว่างนั้น ข่าวที่ผมได้นั้น ว่าจะมีการปฏิวัติก่อน แต่วิธีการของศาลจะช้าเกินไปกว่าจะดำเนินคดีสิ้นสุดลง กลับกันมันผลักให้มีการช่วงชิงปฏิวัติ หลังจากเหตุการณ์นี้ ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปหมดเลย

ภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมด ต่อปัญหาในอนาคต
ประการแรก ถ้าปล่อยให้กลไกตามประชาธิปไตยตามทิศทางที่เรียกว่า เปรมาธิปไตยแล้ว จะเกิดผลที่ตามมาคือนายทหาร นักธุรกิจ จะเข้ามาหาผลประโยชน์ร่วมกันในการบริหารประเทศ และประการสอง เราต้องช่วงชิงการออกแบบให้ฝั่งเรามากขึ้น ดูตัวอย่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 เป็นฐานในส่วนที่ดี เรื่องพลเมือง มีส่วนของข้อดีให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของสื่อ และข้อด้อย ที่ควรแก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ให้อำนาจแก่คณะผู้บริหารมากเกินไป และส่วนของรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายคณะปฏิรูปฯกำลังร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องฟื้นฟูสิทธิชุมชนสำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งอำนาจขององค์กรอิสระที่คอยควบคุมรัฐ และผมมีข้อเสนอจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบรัฐ และนักการเมือง ในที่นี่คือรัฐธรรมนูญที่ทางเราควรช่วงชิงมาให้ได้ในส่วนของฉบับที่ 2 จะได้เป็นของประชาชน ส่วนหน้าที่ในกลไกของรัฐสภาถูกปิดกั้น และคณะกรรมการเฉพาะกิจ ที่จะมีขึ้นไม่ควรเกี่ยวข้องรัฐสภา และจะวางแผนไม่ให้ถูกแทรกแซง ซึ่งทั้งหมดของภาพรวมประกอบด้วยขั้นตอน มีการไต่สวน เช่น ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ก้าวต่อไปของภาพรวมที่เราไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเลยจะตกภายใต้อำนาจของ เปรมมาธิปไตยอย่างเดียว ซึ่งทางที่สอง คือการปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2540 ดังที่กล่าวไปแล้ว

ทำไมการเคลื่อนไหวในเรื่องปฏิรูปรัฐธรรมนูญถูกลบออกไป
ก่อนหน้านี้สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ได้วางแผนการปฏิรูปหลังเลือกตั้ง เขาคิดจะปฏิรูปหลังตุลาคม แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เพราะการปฏิวัติของทหาร จึงส่งผลต่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ด้วย เราก็เลยจะออกแบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งสถานการณ์ ขณะนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะหลักการปกครองโดยทหาร มาจากต้องการของคณะทหาร แต่ไม่ใช่องค์ประกอบส่วนรวม มีฉันทามติร่วมกัน ดังเช่นแถลงการณ์คณะปฏิรูปฯ ซึ่งมีมาตรการออกมาไม่มีโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเลย

ทางออกของสถานการณ์
เราคงทำในแง่ของสัญลักษณ์ เช่น เปิดไฟหน้ารถยนต์ทุกเวลา ฉายความสว่างให้กับความมืดของประชาธิปไตย หรือแต่งชุดดำ หรือให้คณะปฏิรูปเปิดกระดานสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดกระดานข่าวรัฐธรรมนูญเพื่อเสนอแนวคิดทำกระดานสำหรับเสนอความคิดเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อช่วงชิงจากคณะปฏิรูป ซึ่งมีแต่พวกเนติบริกร ทำให้รัฐธรรมนูญ มีแต่พวกนักเทคนิค ชนชั้นสูง แต่ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะประชาชนไม่ช่วงชิงอำนาจ แต่ยืนยันการมีส่วนรวมในการร่างรัฐธรรมนูญ



สถานการณ์จะอึมครึมอีกนานแค่ไหน
แน่นอนว่าทหารก็ยังคุมอำนาจการบริหารประเทศอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี แต่สถานการณ์ขึ้นอยู่กับว่าพลังของประชาชนในภาคส่วนต่างๆว่าเราไม่เห็นด้วยและอยากได้ประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด

*หมายเหตุที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/node/9823/talk

ที่มาจากเครือข่ายนักเขียนแห่งประเทศไทย
http://www.thaiwriternetwork.com/twncolumnread.php?id=149

ส่งท้ายซีเกมส์ ณ สปป.ลาว

ส่งท้ายซีเกมส์ ณ สปป.ลาว

ความสนุกสนานน่ารักๆ เป็นสีสันจากสัญลักษณ์ตัวมาสคอต และดูเหรียญ ดีกว่าดูบอลไทยแพ้ตกรอบแรก กีฬาซีเกมส์!

โดย อรรคพล สาตุ้ม
18 ธันวาคม 2552

เมื่อทุกคนร่วมรับชมภาพจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ สิ่งที่เรารู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา ความสนุกสนาน และความผิดหวังกับทีมฟุตบอลไทย ซึ่งเล่นบอลย่ำแย่ตกชั้นผิดฟอร์ม เริ่มตั้งแต่วันเปิดสนามกีฬา ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ซึ่งถือว่าเป็นวันชาติของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยผมก็เปิดทีวีดูได้ไม่นาน ก็เบื่อ เซ็ง กับลีลากีฬาชวนให้ปวดหัว ไม่สนุกสนาน เร้าใจเลย โธ่ ทีมชาติไทย ไม่น่าโชว์ฝีเท้านัดเปิดสนามกีฬาแห่งชาติ (สนามใหม่) ของลาว ที่ประเทศจีนช่วยดำเนินการก่อสร้างให้ทั้งหมด ให้คนดูบอลไทยหลายคนผิดหวังไปตามๆกัน ซึ่งผมดูทีวีแล้วคิดตลกขบขัน เสียดายสนามหญ้า สำหรับเตะบอล เพราะนักบอลไทยเตะหญ้าตายอย่างเดียว(ฮา)


ซึ่งมันน่าเศร้าสำหรับเหล่ากองเชียร์กีฬาฟุตบอล ถ้าเราคิดให้จริงจังขึ้นมา ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหลักสูตรวิชา จัดการหญ้าของสนามกีฬา ที่มีให้เรียนจริงๆในประเทศอังกฤษ น่าคิดสำหรับเรามาพัฒนาสนามกีฬา ให้หญ้าสีเขียวกันเลยครับแน่ๆว่า ผมดูบอลไทยไม่เร้าใจ ก็ชวนคนอ่านดูตัวมาสคอต (Mascot) น่ารักๆ ดีกว่าดูบอลไทยชวนผิดหวังสำหรับแฟนๆ ผู้เชียร์บอลไทยแล้วเห็นทีมบอลไทยล้มเหลว ฉะนั้น อย่าสนใจบอล ดูมาสคอตของกีฬาซีเกมส์ให้บันเทิงเริงใจมากๆ ไม่ต้องเครียด ซึ่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดงานซีเกมส์ครั้งที่ 25 ตามค.ศ.2009

ซึ่งลาวไม่ได้นับเวลาเป็นพ.ศ.แบบไทย และมาสคอตเป็นช้างเผือก ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติของลาวมายาวนาน เชื่อมโยงอดีตประวัติศาสตร์ของลาว คือ อาณาจักรล้านช้างมาก่อน เปลี่ยนแปลงเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทั้งนี้ ช้าง เป็นตัวผู้ชาย ถือคบไฟ ก็เรียกว่าจำปา และช้าง เป็นตัวผู้หญิง ทัดดอกจำปา ก็เรียกว่า จำปี ซึ่งช้างแต่งตัวใส่ชุดประจำชาติของลาวอย่างงดงาม และช้างแสดงออกถึงความสุข ในชีวิต และ ใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมดวงตาสนุกสนาน

นี่คือ ความสำคัญในการสร้างการแข่งขันกีฬาอย่างสนุกสนานเป็นสุขของชีวิต ซึ่งมันเป็นการแสดงออกรู้สึกยินดีต้อนรับของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และความน่ารักเป็นสีสันของกีฬาซีเกมส์ส่วนเหรียญรางวัลสำหรับใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเราคงไม่ต้องเท้าความอดีตของเหรียญ และประวัติศาสตร์กีฬากันมากมาย

โดยสปป.ลาว ก็ทำการออกแบบเหรียญรางวัลเพื่อใช้ในการแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 25คือ “เวียงจันทร์เกมส์” ซึ่งในการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “พระธาตุหลวง” เป็นสถานที่สำคัญซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติลาว และ“ดอกจำปา”เป็นดอกไม้ประจำชาติลาว และ“ช้างเผือก” เป็นสัตว์ประจำชาติของลาว กับช้าง ก็เป็นตัวมาสคอต ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว

เหรียญทอง : แนวคิดของการออกแบบ

โดยรวบรวมการแข่งขันกีฬาสมัยใหม่ แนวคิดเชื่อมโยงคุณค่าประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะ ซึ่งการออกแบบพระธาตุหลวงเป็นการแสดงถึงความสำคัญของภาพพจน์ เชื่อมโยงสัญลักษณ์ของชาติลาว เกี่ยวกับแม่น้ำโขง โดยแม่น้ำเพื่อประชาชนอาศัยอยู่ของคนลาวหลายชาติพันธุ์ สะท้อนวัฒนธรรม วิถีชีวิติ และทรัพยากรธรรมชาติของแม่น้ำโขงในประเทศ

ซึ่งแม่น้ำเปรียบเทียบกับสัญลักษณ์หลอมรวมประเทศอาเซียน ในฐานะแม่น้ำมิตรภาพจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬา และสัญลักษณ์มาสคอต เหรียญทองของกีฬา เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกจุฬามณี ซึ่งนับเป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศ ตามตำนานกล่าวว่าพระธาตุหลวงมีประวัติการก่อสร้างนับพันปี เช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก

สถานที่นี้ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างของประเทศลาว จึงสะท้อนความหมายของเหรียญ และมาสคอตเป็นช้างเผือก ทั้งสองคู่ ที่อยู่ร่วมกันอย่างสนุกสนาน และน่ารักมาก สำหรับกีฬาซีเกมส์

*หมายเหตุ ดูภาพเพิ่มเติมจากไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_18.html

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน
Fri, 2009-12-25 00:47
อรรคพล สาตุ้ม

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยนั้นใหญ่กว่า มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ประเทศไทยจึงเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เหมือนเด็ก

ดังนั้น เราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี จะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี่ยงพล้ำได้เหมือนกัน

โดยอยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่า ใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้น ไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล (1)

แนวคิดเรื่อง “ภราดรภาพ” หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง เป็นอีกประเด็นที่ปรีดี พนมยงค์ ย้ำเสมอ ไม่ว่าในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หรือในขณะที่ทำงานทางการเมือง รวมทั้งที่สะท้อนผ่านนวนิยายและภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก(2) ที่รบกับพม่า ก็ยืนยันถึงแนวคิดเรื่องภราดรภาพ สันติภาพ ก่อนเกิดรัฐชาติไทยที่มีอาณาเขตที่แน่นอน(3)

โดยปฏิเสธอาการคลั่งชาติอย่างชัดเจน อีกทั้งในหนังสือเรื่อง ‘กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ จากกรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก’(4) อ้างถึง ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ซึ่งเล่าว่า ในขณะที่ท่านเรียนกฏหมายอยู่กับอาจารย์ปรีดีนั้น สิ่งที่อาจารย์ย้ำอยู่เสมอคือ เรื่องของภราดรภาพ หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง(5)

ความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ จึงแตกต่างจากประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่า ความแตกต่างนี้มีที่มาจากสังคมที่แตกต่างคนละยุคสมัยของทั้งสองคน
อันที่จริง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยเขียนหนังสือเรื่อง “วิถีสังคมไท ชุดที่ ๑ ภูมิปัญญา กระบวนทัศน์ใหม่ และจินตนาการใหม่" หนังสือเล่มนี้ คือ สรรนิพนธ์ทางวิชาการ เนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์

อีกทั้งปรีดีและประเวศ ก็อยู่ภายใต้กระแสชาตินิยม และคลั่งชาติเหมือนกัน
ปรีดีนั้น เรียนจบกฎหมายเป็นผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ เคยดำรงตำแหน่ง รมต.การต่างประเทศ-รมต.การคลังฯลฯ สภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น มีสถานการณ์การเรียกร้องดินแดนคืน ผ่านร้อนผ่านหนาว และได้รับการยกย่องให้เป็น ‘รัฐบุรุษอาวุโส’

ขณะที่ปี 2552 ก็สืบเนื่องกรณีดินแดนใต้ปราสาทเขาพระวิหารเหมือนกัน แต่เป็นยุคสมัยของกระแสคลั่งชาตินิยมที่ปั่นขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ (ไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯในสมัยปรีดี) และมีรัฐบาลที่ชูนโยบาย ‘ไทยเข้มแข็ง’

ประเวศ เรียนจบด้านการแพทย์ และทำงานด้านช่วยเหลือสังคมแนววัฒนธรรมชุมชน และได้รับการยกให้เป็น ‘ราษฎรอาวุโส’

ระหว่าง ‘ไทยเป็นผู้ใหญ่ กัมพูชาเป็นเด็ก’ ของประเวศ กับแนวคิดเรื่อง ‘ภราดรภาพ’ ของปรีดีระหว่าง ‘ราษฎรอาวุโส’ กับ ‘รัฐบุรุษอาวุโส’ จึงน่าสนใจ

แม้คำศัพท์ที่แสดงทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านของปรีดี กับประเวศ จะแตกต่าง และคำยกย่องที่มีต่อคนทั้งสองก็แตกต่าง และมีนัยสำคัญ แต่บทความนี้ไม่ต้องการวิเคราะห์ ตีความตัวบท และมุ่งโจมตีใคร รวมทั้งประเวศ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า คำสะท้อนข้อเท็จจริงของทั้งสองคนนี้ แสดงความหมายแตกต่างกันชัดเจนอย่างแท้จริง

เพราะในขณะที่ แนวคิดภราดรภาพ คือ ‘ฉันท์พี่น้องอยู่ร่วมกัน’ และช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของชุมชนจินตกรรม (6) ที่เกี่ยวข้องชาติไทย
กรณีศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ที่ถูกกล่าวหาว่า จัดฉากเหมือนภาพยนตร์นั้น ทว่ารัฐบาลไทยกลับไม่คิดแก้ไขปัญหาประเทศความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง มีแต่การวางตัวให้ระวังเด็กรังแก ทำให้คิดว่า แล้วใครจะเป็นเหยื่อคนต่อไป บนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่เคยแก้ไขให้เกิดภราดรภาพระหว่างกัน

เชิงอรรถ
1."หมอประเวศ"เตือน"มาร์ค"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่อย่าไปตีเด็กระวังหลงกลเขมรhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258101768&catid=01วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:42:16 น. มติชนออนไลน์

2.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 215

3.อรรคพล สาตุ้ม ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ ชาตินิยมhttp://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=4079&sid=eb4e0fbe0b29b0644eac9ba584845353

4.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพิ่งอ้าง และแน่นอนเรายังมีหนังสือ ที่น่าสนใจของปรีดี เช่น วิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย โดย ปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น

5.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 216 เพิ่งอ้าง

6.ธงชัย วินิจจะกูล “อ่่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ “ครูเบ็น” วารสาร“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552

*หมายเหตุที่มาจากเว็บประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27136

ที่มาจากเว็บไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_8771.html

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน หมายเหตุเพิ่มเติม:ขอบคุณ พี่วรดุลย์ ตุลารักษ์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจ สำหรับบทความนี้ ครับ

สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
Tue, 2009-12-08 02:03
อรรคพล สาตุ้ม

ผมค้นคว้าข้อมูลเอกสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุค 2475 การเกิดสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ เป็นเรื่องซับซ้อนที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งสะท้อนความเป็น "ซิวิไลซ์"
ความเป็นมาในอดีตเรื่องความเป็น“ซิวิไลซ์”(civilized-อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง)นั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ นายกราชบัณฑิตสภาในขณะนั้น ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่า “ซิวิไลซ์” บางคนเห็นว่าสยามซิวิไลซ์แล้ว

บางคนเห็นว่ายัง แต่ว่าไม่มีใครอธิบายว่าจะประเมินอย่างไร หลายคนกล่าวขวัญถึง อังกฤษ จีน ยุโรป ไฮติ ธิเบต และอื่นๆ ทั้งนี้ ว่าด้วยความเป็นซิวิไลซ์ แล้วบ้าง หรือ ยังไม่ซิวิไลซ์ก็มาก แต่ไม่กระจ่างว่า ประเทศเหล่านั้นมีอะไรจึงนับว่า ซิวิไลซ์ หรือขาดอะไร จึงนับว่ายังไม่ซิวิไลซ์ ปาฐกถาพิเศษนี้ทรงแสดงภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ได้ 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายคณะราษฎรยังดำรงอยู่ตลอดเวลาขณะนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากที่ปาฐกถานี้เล็งเป้าไปที่คณะราษฎร และพวกผู้สนับสนุน เพราะคนเหล่านั้นมักโจมตีเจ้า และเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสยามเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทั้งหลาย [1]

จากการเปลี่ยนแปลงของความเป็นซิวิไลซ์ ก็กลายเป็นมาคำว่า ศิวิไลซ์ ในภาษาไทย ก็คือ ความหมายของcivilized(อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง)เป็นต้น ต่อมา ก็มีข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรที่พูดถึง ศิวิไลซ์หรือ “ความสุขความเจริญ” ผ่าน “เค้าโครงเศรษฐกิจ” ซึ่งเขียนสรุปตอนท้ายว่า “เราได้พร้อมใจไขประตูเปิดช่องทางแก่ราษฎรแล้วจะรีๆ รอๆ ไม่นำราษฎรต่อไปให้ถึงต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งราษฎรจะได้เก็บผลเอาจากต้นไม้นั้น คือ ผลแห่งความสุขความเจริญ ดั่งที่ได้มีพุทธทำนาย กล่าวไว้ในเรื่องศาสนาพระศรีอาริย์” จากนั้นเป็นต้นมาก็ทำให้ปรีดี โดนข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างสำคัญที่สุดก็คือ ข้อโต้แย้งในเรื่องพระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบใหม่ ซึ่งนำไปสู่การนำกำลังทหารก่อกบฏซึ่งนำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อันเป็นที่มาของชื่อ “กบฏบวรเดช”พ.ศ.2476

สำนักงานโฆษณาการของหลวงกลการเจนกิต(เภา วสุวัต)กับบริษัทถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง บันทึกภาพเหตุการณ์สู้รบจริงในกรณีกบฏบวรเดช มีความยาวของภาพยนตร์ถึง 7ม้วน เนื้อหาภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกร และชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญเหนือทหารของฝ่ายกบฏ โดยคำอธิบายว่าฝ่ายกบฏเป็นศัตรูต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาพทหารของรัฐธรรมนูญเด่นชัดขึ้น ขณะที่ทหารของพระเจ้าแผ่นดินค่อยๆเลือนหายไป[2]

ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
คำอธิบายภาพ : ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ใช้อักษรย่อว่า พ.ร.ธ. เป็นเหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จกล้าหาญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญนั้นสำหรับเป็นบำเหน็จความชอบ แก่ผู้ช่วยเหลือราชการทั้งฝ่ายทหาร และ พลเรือนในการปราบกบฏบวรเดช ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นสมควร ได้รับ พระราชทาน โดยให้ตรา “พระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๖” ขึ้นใช้ไว้ ตั้งแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖ ปัจจุบันเป็นเหรียญที่พ้นสมัยพระราชทาน

ด้านหน้าของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มีภาพสมุดรัฐธรรมนูญวางบนพานแว่นฟ้าสองชั้น อยู่ภายในวงพวงมาลัยชัยพฤกษ์ แผ่รัศมีกระจายทั่วมณฑล ด้านหลังของเหรียญ มีรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์ ยืนลอยอยู่เหนือตัวอักษรตามขอบล่างว่า “ปราบกบฏ พ.ศ.๒๔๗๖” ภายใต้ห่วงอันมีอักษรว่า “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แพรแถบสีธงไตรรงค์ กว้าง 28 มิลลิเมตร ห้อยบนแพรแถบมี เข็มโลหะทองแดงรมดำ จารึกอักษรว่า “สละชีพเพื่อชาติ” และการสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นต้น


การต่อสู้ของทหารเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญจึงเกิดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นสะท้อนความแตกต่างกับ“เหรียญปราบฮ่อ” ซึ่งมีลักษณะเป็นเหรียญเงินรูปกลม ด้านหน้าของเหรียญเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลักษณะพระพักตร์เสี้ยว ซึ่งผินพระพักตร์ไปทางซ้าย มีพวงมาลัยรองรับ เบื้องบนเป็นแถวอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความ “จุฬาลงกรณ บรมราชาธิราช” ด้านหลังของเหรียญ เป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว มีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง รองรับด้วยกลุ่มแพรแถบ เบื้องบนของรูปนั้น มีอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความว่า “ปราบฮ่อ ๑๒๓๙,๑๒๔๗,๑๒๔๙” เหรียญนี้ จึงใช้ห้อยกับแพรแถบสีดำริมสีเหลือง ขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ที่แพรแถบประดับเข็มบอกปีจุลศักราชที่มีการปราบฮ่อ ได้แก่

“๑๒๓๙” (พ.ศ. 2420) “๑๒๔๗” (พ.ศ. 2428) และ “๑๒๔๙” (พ.ศ. 2430) เหรียญดังกล่าวใช้ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย และเข็มปีจุลศักราชที่ประดับบนแพรแถบประดับให้สำหรับผู้ที่ไปราชการสงครามปราบฮ่อ นั่นเอง ราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ 5 เริ่มประกาศรายชื่อขุนนางที่ได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อใน ร.ศ.117 เป็นปีเริ่มต้น โดยเริ่มพระราชทานแจกในวันที่ 21 กันยายน ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) จำนวน ๔๙ ท่าน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม), เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม) ฯลฯ เป็นต้น [3]



เหรียญปราบฮ่อนั้น สะท้อนถึงอุดมการณ์ของสงครามต่อการกำเนิดทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 เหรียญปราบฮ่อ มีลักษณะของสัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว โดยมีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง(ช้างดังกล่าวแทนสัญลักษณ์ช้างเอราวัณ คือ ราชาแห่งช้างเผือก?)สะท้อนความหมายแตกต่างกับเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะเหรียญปราบฮ่อ เกี่ยวข้องเรื่องทางภูมิศาสตร์ทำแผนที่โดยผู้ไปร่วมราชการปราบฮ่อครบ 3 ครั้ง ก็คือ พระวิภาคภูวดล(เจมส์ แมคาธี) [4] ทำแผนที่อาณาเขตของสยาม ส่วนเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นั้นมีสัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์


ศิลปะและสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นั้นสะท้อนความหมายของชีวิตที่มีกล้าหาญแห่งความเป็นอารยะ(Civilized) เชื่อมโยงความหมายของเหรียญทางวัฒนธรรมในเส้นทางเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ทหาร ก็มีการเชื่อมความหมายทางสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งองค์ประกอบของเครื่องแบบทหาร ก็แสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางการทหาร [5] และในเวลาต่อมาจอมพลป. พิบูลสงคราม ก็สร้างสัญลักษณ์ทางศิลปะและสถาปัตยกรรมมากมาย รวมถึงการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อพระสยามเทวาธิราชมาเป็นพระไทยเทวาธิราช ในช่วงที่ไทยเข้าสู่สงครามอินโดจีน ต่อมามีการสร้างเหรียญชัยสมรภูมิ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปรีดี พนมยงค์(รัฐบุรุษอาวุโส ผู้มีเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบุรุษเปรม ไม่มีเหรียญดังกล่าว)นอกจากนี้ปรีดี ก็สร้างเหรียญศานติมาลาด้วย วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ ทำให้ผมนึกเขียนถึงศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เชิงอรรถ

1.ธงชัย วินิจจะกูล “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ เมื่อชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แสวงหาสถานะของตนเอง ผ่านการเดินทางและพิพิธภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ.” รัฐศาสตร์สาร 24, 2 (2546) :1-66

2.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา “ภาพยนตร์กับการต่อสู้ทางชนชั้นในห้วงเวลาแห่งการผลัดแผ่นดิน” ในเศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 7 ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน 2532:22-27

3.ดูภาพเพิ่มเติม ในหนังสือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ฉบับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2523 และสงครามปราบฮ่อ http://th.wikipedia.org/ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของไทย http://www.geocities.com/nongnee_wong/page07_00.htm และเหรียญปราบฮ่อTheHaw Campaign Medal และhttp://www.pralanna.com/shoppage.php?shopid=21231 และเหรียญอันเนื่องมาจากการรบ http://203.144.136.10/service/mod/heritage/king/kruangraj/mframe.htm(หอมรดกไทย)

4.ราม วัชรประดิษฐ์ สัปดาห์พระเครื่อง สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 56 ฉ.44 24-30 ก.ค.2552

5.สุทัศน์ นำพูลสุขสันต์ ในจุลสารโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ปีที่2 ฉบับที่ 2 ม.ค.2518 เก็บความจาก David A.Wilson. “The Military In Thai Politics” ใน John J.Johnson (ed).The Role of the Military in Underdeveloped Countries Princeton New Jersey : Princeton University.Press,1962 :7-9

*หมายเหตุ ดูรูปเพิ่มเติมที่มาจากเว็บประชาไทhttp://www.prachatai.com/journal/2009/12/26904

เว็บไทยอีนิวส์ http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_09.html

-บทความนี้เป็นฉบับย่อ ส่วนบทความฉบับเต็มยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!
Mon, 2009-11-30 20:46
อรรคพล สาตุ้ม

“เป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำและคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลัง “สงครามกลางเมือง” และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืม ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันที่คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่
“จินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…”
(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย: 374-375) *


กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น
Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการล่องแพไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี เพื่อแสวงหาเสรีภาพ
ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำ และไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม แต่เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับคนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขา คือระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)

นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกรณีไทยกับเพื่อนบ้านนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain เพราะแทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคมของเราเอง

นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่า ‘พี่น้อง’ ระหว่างประเทศทั้งของจีนและลาว ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่นับถือกันแบบสหายร่วมชาติ เราก็จะพบในกรณีของลาวว่า ประเทศลาวไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันสะท้อนถึงความด้อยกว่าไทย และความเป็นพี่ของไทยก็แสดงถึงความเหนือกว่าลาวจากปมประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลงมา จนกระทั่งเปิดประเทศ

ความเป็นพี่น้องนั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษาว่า ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเราผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป [1]

ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาดการค้า การใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกัน จึงอันตรธานหายไป

พี่น้องกับความเป็นชาติ
ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ

เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท.คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี 66/23 ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต” แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่า จิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” [2]

นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง [3]

ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติ และภาษากับการเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี 'ป๋าเปรม' ลั่นคำว่า ไม่เคยกล่าวว่า 'จิ๋ว' ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนที่เป็นปัญญาชนเอง พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ

แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร
ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอน มันย่อมเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ

ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะในแง่หนึ่งแล้ว มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต โดยเราอาจจะคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ [4] เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในนามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่ พล.อ.ชวลิต สนิทกับ พล.ท.ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจน เป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย [5]

จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีน ได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่า พี่น้อง ให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า” [6] ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่งชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” ไปจนถึงการที่รัฐบาลไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม [7] ซึ่งในอดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง [8]

แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย [9]
ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป
แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว

สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้

ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคล ทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความหมายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง” ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม

สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าที่ก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งนั่นก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!


*หมายเหตุ: ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White Elephant เป็นต้น

เชิงอรรถ
[1] นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368

[2] นพพร ประชากุล, เพิ่งอ้าง

[3] คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย

[4] อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯhttp://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617

[5] หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12

[6] วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26577

[7] เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร

เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร" เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย จังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง…

เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยมาจากลูก "หมั่นไส้"จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และรัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด "จุดอ่อน" โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์.

ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/47244

[8] บ้านสี่เสาเทเวศร์http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C

[9] ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273

หมายเหตุที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26818

ที่มาจากไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2009/11/blog-post_1356.html