วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้าน
Fri, 2009-12-25 00:47
อรรคพล สาตุ้ม

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสรุปได้ว่า ประเทศไทยนั้นใหญ่กว่า มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ประเทศไทยจึงเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เหมือนเด็ก

ดังนั้น เราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี จะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี่ยงพล้ำได้เหมือนกัน

โดยอยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่า ใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้น ไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล (1)

แนวคิดเรื่อง “ภราดรภาพ” หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง เป็นอีกประเด็นที่ปรีดี พนมยงค์ ย้ำเสมอ ไม่ว่าในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หรือในขณะที่ทำงานทางการเมือง รวมทั้งที่สะท้อนผ่านนวนิยายและภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก(2) ที่รบกับพม่า ก็ยืนยันถึงแนวคิดเรื่องภราดรภาพ สันติภาพ ก่อนเกิดรัฐชาติไทยที่มีอาณาเขตที่แน่นอน(3)

โดยปฏิเสธอาการคลั่งชาติอย่างชัดเจน อีกทั้งในหนังสือเรื่อง ‘กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ จากกรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก’(4) อ้างถึง ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ซึ่งเล่าว่า ในขณะที่ท่านเรียนกฏหมายอยู่กับอาจารย์ปรีดีนั้น สิ่งที่อาจารย์ย้ำอยู่เสมอคือ เรื่องของภราดรภาพ หรือการอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง(5)

ความคิดของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ จึงแตกต่างจากประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่า ความแตกต่างนี้มีที่มาจากสังคมที่แตกต่างคนละยุคสมัยของทั้งสองคน
อันที่จริง ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยเขียนหนังสือเรื่อง “วิถีสังคมไท ชุดที่ ๑ ภูมิปัญญา กระบวนทัศน์ใหม่ และจินตนาการใหม่" หนังสือเล่มนี้ คือ สรรนิพนธ์ทางวิชาการ เนื่องในวาระหนึ่งศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์

อีกทั้งปรีดีและประเวศ ก็อยู่ภายใต้กระแสชาตินิยม และคลั่งชาติเหมือนกัน
ปรีดีนั้น เรียนจบกฎหมายเป็นผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ เคยดำรงตำแหน่ง รมต.การต่างประเทศ-รมต.การคลังฯลฯ สภาพทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น มีสถานการณ์การเรียกร้องดินแดนคืน ผ่านร้อนผ่านหนาว และได้รับการยกย่องให้เป็น ‘รัฐบุรุษอาวุโส’

ขณะที่ปี 2552 ก็สืบเนื่องกรณีดินแดนใต้ปราสาทเขาพระวิหารเหมือนกัน แต่เป็นยุคสมัยของกระแสคลั่งชาตินิยมที่ปั่นขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ (ไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯในสมัยปรีดี) และมีรัฐบาลที่ชูนโยบาย ‘ไทยเข้มแข็ง’

ประเวศ เรียนจบด้านการแพทย์ และทำงานด้านช่วยเหลือสังคมแนววัฒนธรรมชุมชน และได้รับการยกให้เป็น ‘ราษฎรอาวุโส’

ระหว่าง ‘ไทยเป็นผู้ใหญ่ กัมพูชาเป็นเด็ก’ ของประเวศ กับแนวคิดเรื่อง ‘ภราดรภาพ’ ของปรีดีระหว่าง ‘ราษฎรอาวุโส’ กับ ‘รัฐบุรุษอาวุโส’ จึงน่าสนใจ

แม้คำศัพท์ที่แสดงทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านของปรีดี กับประเวศ จะแตกต่าง และคำยกย่องที่มีต่อคนทั้งสองก็แตกต่าง และมีนัยสำคัญ แต่บทความนี้ไม่ต้องการวิเคราะห์ ตีความตัวบท และมุ่งโจมตีใคร รวมทั้งประเวศ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า คำสะท้อนข้อเท็จจริงของทั้งสองคนนี้ แสดงความหมายแตกต่างกันชัดเจนอย่างแท้จริง

เพราะในขณะที่ แนวคิดภราดรภาพ คือ ‘ฉันท์พี่น้องอยู่ร่วมกัน’ และช่วยเหลือกันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดของชุมชนจินตกรรม (6) ที่เกี่ยวข้องชาติไทย
กรณีศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ที่ถูกกล่าวหาว่า จัดฉากเหมือนภาพยนตร์นั้น ทว่ารัฐบาลไทยกลับไม่คิดแก้ไขปัญหาประเทศความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง มีแต่การวางตัวให้ระวังเด็กรังแก ทำให้คิดว่า แล้วใครจะเป็นเหยื่อคนต่อไป บนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ไม่เคยแก้ไขให้เกิดภราดรภาพระหว่างกัน

เชิงอรรถ
1."หมอประเวศ"เตือน"มาร์ค"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่อย่าไปตีเด็กระวังหลงกลเขมรhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258101768&catid=01วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:42:16 น. มติชนออนไลน์

2.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 215

3.อรรคพล สาตุ้ม ย้อนดูภาพยนตร์ ‘พระเจ้าช้างเผือก’ สงคราม สันติภาพ ชาตินิยมhttp://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=4079&sid=eb4e0fbe0b29b0644eac9ba584845353

4.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก เพิ่งอ้าง และแน่นอนเรายังมีหนังสือ ที่น่าสนใจของปรีดี เช่น วิธีพิจารณาทางรอดของสังคมไทย โดย ปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น

5.สุรัยยา (เบ็ญโส๊ะ) สุไลมาน.กระบวนทัศน์สันติวิธีของปรีดี พนมยงค์ ? : กรณีศึกษาเรื่องพระเจ้าช้างเผือก : 216 เพิ่งอ้าง

6.ธงชัย วินิจจะกูล “อ่่าน Imagined Communities ของ Benedict Anderson หรือ IC ของ “ครูเบ็น” วารสาร“อ่าน” ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 เมษายน-กันยายน 2552

*หมายเหตุที่มาจากเว็บประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27136

ที่มาจากเว็บไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_8771.html

ปรีดี-ประเวศ กับทัศนะต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างกัน หมายเหตุเพิ่มเติม:ขอบคุณ พี่วรดุลย์ ตุลารักษ์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจ สำหรับบทความนี้ ครับ

สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

สัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
Tue, 2009-12-08 02:03
อรรคพล สาตุ้ม

ผมค้นคว้าข้อมูลเอกสารเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุค 2475 การเกิดสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ เป็นเรื่องซับซ้อนที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งสะท้อนความเป็น "ซิวิไลซ์"
ความเป็นมาในอดีตเรื่องความเป็น“ซิวิไลซ์”(civilized-อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง)นั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ นายกราชบัณฑิตสภาในขณะนั้น ทรงแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่า “ซิวิไลซ์” บางคนเห็นว่าสยามซิวิไลซ์แล้ว

บางคนเห็นว่ายัง แต่ว่าไม่มีใครอธิบายว่าจะประเมินอย่างไร หลายคนกล่าวขวัญถึง อังกฤษ จีน ยุโรป ไฮติ ธิเบต และอื่นๆ ทั้งนี้ ว่าด้วยความเป็นซิวิไลซ์ แล้วบ้าง หรือ ยังไม่ซิวิไลซ์ก็มาก แต่ไม่กระจ่างว่า ประเทศเหล่านั้นมีอะไรจึงนับว่า ซิวิไลซ์ หรือขาดอะไร จึงนับว่ายังไม่ซิวิไลซ์ ปาฐกถาพิเศษนี้ทรงแสดงภายหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ได้ 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายคณะราษฎรยังดำรงอยู่ตลอดเวลาขณะนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากที่ปาฐกถานี้เล็งเป้าไปที่คณะราษฎร และพวกผู้สนับสนุน เพราะคนเหล่านั้นมักโจมตีเจ้า และเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสยามเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทั้งหลาย [1]

จากการเปลี่ยนแปลงของความเป็นซิวิไลซ์ ก็กลายเป็นมาคำว่า ศิวิไลซ์ ในภาษาไทย ก็คือ ความหมายของcivilized(อารยะ,ความเจริญรุ่งเรือง)เป็นต้น ต่อมา ก็มีข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ แกนนำคนสำคัญของคณะราษฎรที่พูดถึง ศิวิไลซ์หรือ “ความสุขความเจริญ” ผ่าน “เค้าโครงเศรษฐกิจ” ซึ่งเขียนสรุปตอนท้ายว่า “เราได้พร้อมใจไขประตูเปิดช่องทางแก่ราษฎรแล้วจะรีๆ รอๆ ไม่นำราษฎรต่อไปให้ถึงต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งราษฎรจะได้เก็บผลเอาจากต้นไม้นั้น คือ ผลแห่งความสุขความเจริญ ดั่งที่ได้มีพุทธทำนาย กล่าวไว้ในเรื่องศาสนาพระศรีอาริย์” จากนั้นเป็นต้นมาก็ทำให้ปรีดี โดนข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และที่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างสำคัญที่สุดก็คือ ข้อโต้แย้งในเรื่องพระเกียรติยศ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบใหม่ ซึ่งนำไปสู่การนำกำลังทหารก่อกบฏซึ่งนำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อันเป็นที่มาของชื่อ “กบฏบวรเดช”พ.ศ.2476

สำนักงานโฆษณาการของหลวงกลการเจนกิต(เภา วสุวัต)กับบริษัทถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง บันทึกภาพเหตุการณ์สู้รบจริงในกรณีกบฏบวรเดช มีความยาวของภาพยนตร์ถึง 7ม้วน เนื้อหาภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกร และชัยชนะของทหารผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญเหนือทหารของฝ่ายกบฏ โดยคำอธิบายว่าฝ่ายกบฏเป็นศัตรูต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาพทหารของรัฐธรรมนูญเด่นชัดขึ้น ขณะที่ทหารของพระเจ้าแผ่นดินค่อยๆเลือนหายไป[2]

ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
คำอธิบายภาพ : ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ใช้อักษรย่อว่า พ.ร.ธ. เป็นเหรียญสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จกล้าหาญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญนั้นสำหรับเป็นบำเหน็จความชอบ แก่ผู้ช่วยเหลือราชการทั้งฝ่ายทหาร และ พลเรือนในการปราบกบฏบวรเดช ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นสมควร ได้รับ พระราชทาน โดยให้ตรา “พระราชบัญญัติเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๖” ขึ้นใช้ไว้ ตั้งแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป คือ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖ ปัจจุบันเป็นเหรียญที่พ้นสมัยพระราชทาน

ด้านหน้าของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มีภาพสมุดรัฐธรรมนูญวางบนพานแว่นฟ้าสองชั้น อยู่ภายในวงพวงมาลัยชัยพฤกษ์ แผ่รัศมีกระจายทั่วมณฑล ด้านหลังของเหรียญ มีรูปพระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์ ยืนลอยอยู่เหนือตัวอักษรตามขอบล่างว่า “ปราบกบฏ พ.ศ.๒๔๗๖” ภายใต้ห่วงอันมีอักษรว่า “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แพรแถบสีธงไตรรงค์ กว้าง 28 มิลลิเมตร ห้อยบนแพรแถบมี เข็มโลหะทองแดงรมดำ จารึกอักษรว่า “สละชีพเพื่อชาติ” และการสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นต้น


การต่อสู้ของทหารเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญจึงเกิดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นสะท้อนความแตกต่างกับ“เหรียญปราบฮ่อ” ซึ่งมีลักษณะเป็นเหรียญเงินรูปกลม ด้านหน้าของเหรียญเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลักษณะพระพักตร์เสี้ยว ซึ่งผินพระพักตร์ไปทางซ้าย มีพวงมาลัยรองรับ เบื้องบนเป็นแถวอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความ “จุฬาลงกรณ บรมราชาธิราช” ด้านหลังของเหรียญ เป็นรูปพระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว มีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง รองรับด้วยกลุ่มแพรแถบ เบื้องบนของรูปนั้น มีอักษรตามแนวขอบเหรียญเป็นข้อความว่า “ปราบฮ่อ ๑๒๓๙,๑๒๔๗,๑๒๔๙” เหรียญนี้ จึงใช้ห้อยกับแพรแถบสีดำริมสีเหลือง ขนาดกว้าง 2.5 เซนติเมตร ที่แพรแถบประดับเข็มบอกปีจุลศักราชที่มีการปราบฮ่อ ได้แก่

“๑๒๓๙” (พ.ศ. 2420) “๑๒๔๗” (พ.ศ. 2428) และ “๑๒๔๙” (พ.ศ. 2430) เหรียญดังกล่าวใช้ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย และเข็มปีจุลศักราชที่ประดับบนแพรแถบประดับให้สำหรับผู้ที่ไปราชการสงครามปราบฮ่อ นั่นเอง ราชกิจจานุเบกษา รัชกาลที่ 5 เริ่มประกาศรายชื่อขุนนางที่ได้รับพระราชทานเหรียญปราบฮ่อใน ร.ศ.117 เป็นปีเริ่มต้น โดยเริ่มพระราชทานแจกในวันที่ 21 กันยายน ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) จำนวน ๔๙ ท่าน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา (กิ่ม), เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม) ฯลฯ เป็นต้น [3]



เหรียญปราบฮ่อนั้น สะท้อนถึงอุดมการณ์ของสงครามต่อการกำเนิดทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 เหรียญปราบฮ่อ มีลักษณะของสัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงช้างถือพระแสงของ้าว โดยมีควาญอยู่ท้ายช้างคนหนึ่ง(ช้างดังกล่าวแทนสัญลักษณ์ช้างเอราวัณ คือ ราชาแห่งช้างเผือก?)สะท้อนความหมายแตกต่างกับเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะเหรียญปราบฮ่อ เกี่ยวข้องเรื่องทางภูมิศาสตร์ทำแผนที่โดยผู้ไปร่วมราชการปราบฮ่อครบ 3 ครั้ง ก็คือ พระวิภาคภูวดล(เจมส์ แมคาธี) [4] ทำแผนที่อาณาเขตของสยาม ส่วนเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นั้นมีสัญลักษณ์พระสยามเทวาธิราชทรงพระขรรค์ในท่าประหารปรปักษ์


ศิลปะและสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นั้นสะท้อนความหมายของชีวิตที่มีกล้าหาญแห่งความเป็นอารยะ(Civilized) เชื่อมโยงความหมายของเหรียญทางวัฒนธรรมในเส้นทางเสี่ยงชีวิตต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่า ทหาร ก็มีการเชื่อมความหมายทางสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งองค์ประกอบของเครื่องแบบทหาร ก็แสดงออกถึงสัญลักษณ์ทางการทหาร [5] และในเวลาต่อมาจอมพลป. พิบูลสงคราม ก็สร้างสัญลักษณ์ทางศิลปะและสถาปัตยกรรมมากมาย รวมถึงการเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อพระสยามเทวาธิราชมาเป็นพระไทยเทวาธิราช ในช่วงที่ไทยเข้าสู่สงครามอินโดจีน ต่อมามีการสร้างเหรียญชัยสมรภูมิ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปรีดี พนมยงค์(รัฐบุรุษอาวุโส ผู้มีเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบุรุษเปรม ไม่มีเหรียญดังกล่าว)นอกจากนี้ปรีดี ก็สร้างเหรียญศานติมาลาด้วย วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ ทำให้ผมนึกเขียนถึงศิลปะแห่งสัญลักษณ์ของเหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เชิงอรรถ

1.ธงชัย วินิจจะกูล “ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ เมื่อชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แสวงหาสถานะของตนเอง ผ่านการเดินทางและพิพิธภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ.” รัฐศาสตร์สาร 24, 2 (2546) :1-66

2.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา “ภาพยนตร์กับการต่อสู้ทางชนชั้นในห้วงเวลาแห่งการผลัดแผ่นดิน” ในเศรษฐศาสตร์การเมือง ปีที่ 7 ฉบับที่ 1-2 มกราคม-มิถุนายน 2532:22-27

3.ดูภาพเพิ่มเติม ในหนังสือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย ฉบับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2523 และสงครามปราบฮ่อ http://th.wikipedia.org/ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของไทย http://www.geocities.com/nongnee_wong/page07_00.htm และเหรียญปราบฮ่อTheHaw Campaign Medal และhttp://www.pralanna.com/shoppage.php?shopid=21231 และเหรียญอันเนื่องมาจากการรบ http://203.144.136.10/service/mod/heritage/king/kruangraj/mframe.htm(หอมรดกไทย)

4.ราม วัชรประดิษฐ์ สัปดาห์พระเครื่อง สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 56 ฉ.44 24-30 ก.ค.2552

5.สุทัศน์ นำพูลสุขสันต์ ในจุลสารโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ปีที่2 ฉบับที่ 2 ม.ค.2518 เก็บความจาก David A.Wilson. “The Military In Thai Politics” ใน John J.Johnson (ed).The Role of the Military in Underdeveloped Countries Princeton New Jersey : Princeton University.Press,1962 :7-9

*หมายเหตุ ดูรูปเพิ่มเติมที่มาจากเว็บประชาไทhttp://www.prachatai.com/journal/2009/12/26904

เว็บไทยอีนิวส์ http://thaienews.blogspot.com/2009/12/blog-post_09.html

-บทความนี้เป็นฉบับย่อ ส่วนบทความฉบับเต็มยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหน

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!
Mon, 2009-11-30 20:46
อรรคพล สาตุ้ม

“เป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำและคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลัง “สงครามกลางเมือง” และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืม ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันที่คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่
“จินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…”
(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย: 374-375) *


กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น
Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการล่องแพไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี เพื่อแสวงหาเสรีภาพ
ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ Mark Twain ได้ให้ความหมายของคำว่า Brotherhood ผ่านเรื่องราวเรื่องนี้ว่า คือความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำ และไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม แต่เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับคนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขา คือระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)

นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกรณีไทยกับเพื่อนบ้านนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain เพราะแทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักความขัดแย้งระหว่างประเทศ และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคมของเราเอง

นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่า ‘พี่น้อง’ ระหว่างประเทศทั้งของจีนและลาว ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่นับถือกันแบบสหายร่วมชาติ เราก็จะพบในกรณีของลาวว่า ประเทศลาวไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันสะท้อนถึงความด้อยกว่าไทย และความเป็นพี่ของไทยก็แสดงถึงความเหนือกว่าลาวจากปมประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลงมา จนกระทั่งเปิดประเทศ

ความเป็นพี่น้องนั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษาว่า ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเราผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป [1]

ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาดการค้า การใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกัน จึงอันตรธานหายไป

พี่น้องกับความเป็นชาติ
ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ

เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท.คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี 66/23 ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต” แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่า จิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” [2]

นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง [3]

ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติ และภาษากับการเมือง มีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี 'ป๋าเปรม' ลั่นคำว่า ไม่เคยกล่าวว่า 'จิ๋ว' ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนที่เป็นปัญญาชนเอง พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ

แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร
ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอน มันย่อมเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ

ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะในแง่หนึ่งแล้ว มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต โดยเราอาจจะคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ [4] เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในนามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่ พล.อ.ชวลิต สนิทกับ พล.ท.ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจน เป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย [5]

จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีน ได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่า พี่น้อง ให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า” [6] ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่งชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” ไปจนถึงการที่รัฐบาลไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม [7] ซึ่งในอดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง [8]

แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย [9]
ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป
แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว

สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้

ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคล ทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความหมายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง” ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม

สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าที่ก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งนั่นก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!


*หมายเหตุ: ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White Elephant เป็นต้น

เชิงอรรถ
[1] นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368

[2] นพพร ประชากุล, เพิ่งอ้าง

[3] คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย

[4] อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯhttp://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617

[5] หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12

[6] วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26577

[7] เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร

เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร" เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย จังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง…

เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยมาจากลูก "หมั่นไส้"จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และรัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด "จุดอ่อน" โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์.

ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/47244

[8] บ้านสี่เสาเทเวศร์http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%8C

[9] ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273

หมายเหตุที่มาจากประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26818

ที่มาจากไทยอีนิวส์
http://thaienews.blogspot.com/2009/11/blog-post_1356.html

“บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ

“บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ
Sun, 2009-11-15 04:03
อรรคพล สาตุ้ม

คำว่า “บอง ชวลิต” และบทบาทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
การตอบโต้ของไทยต่อกรณีที่สมเด็จฯ ฮุนเซน แต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และประกาศว่าทักษิณ “เป็นเพื่อนคนหนึ่ง” นั้นเนื่องมาจากความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน (1) กล่าวคือ ความสัมพันธ์ของ พล.อ.ชวลิต-ฮุนเซน-ทักษิณ สืบเนื่องมาตั้งแต่การพูดคุยแบบพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์มายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่พล.อ.ชวลิต ช่วยสร้างสันติภาพให้กัมพูชา โดย พล.อ. ชวลิต กล่าวว่า“ “ฮุนเซน” เรียกผมว่า “บอง ชวลิต” ทุกคำเขาบอกว่าผมเป็นพี่ชายของเขา โดย พล.อ.ชวลิตเล่าไว้ และกล่าวต่อว่า “โอ้ย ผมเป็นซุปเปอร์นายกฯ ไม่ใช่คุย แต่ relation กับเพื่อนบ้านที่ผมสร้างเอาไว้นาน มันมหาศาลไม่ใช่แค่พี่น้อง partnership แต่เป็น Family เดียวกันยิ่งกับผู้นำพม่า เราถือว่าเป็น Brother กันเลย….”

เมื่อเราพินิจคำว่า “บอง ชวลิต” ที่ฮุนเซนใช้เรียก พล.อ.ชวลิต แปลความหมายมาเป็นไทยว่า ผมเป็นพี่ชายของฮุน เซน สิ่งนี้สะท้อนถึงการโยงใยของคำ ร่องรอยความคิด และความเชื่อของไทย โดยคำว่า "พี่น้อง" เป็นการกล่าวถึงเรื่องของพี่น้องหรือเป็นการนับญาติ เรานึกถึงตัวอย่างในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเรียกกระเป๋ารถเมล์ว่า พี่ ทั้งที่ไม่ใช่พี่แท้ๆ ตามลำดับญาติก็ตาม

ในทางเดียวกัน คำว่า ครอบครัว เป็นการนับญาติของคนไทย เพราะระบบญาติขยายวงศ์เป็นเหตุให้ใช้ศัพท์ทางญาติกับคนที่ไม่ใช่ญาติแพร่หลายทั่วไป การเรียกคนว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา เช่นเดียวกันกับการเรียกว่า ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (2) การใช้คำเรียกดังกล่าวในด้านหนึ่งมันเป็นผลดีแก่ผู้ใช้ศัพท์เรียกผู้อื่นว่า “…ลุง พี่ น้อง ทำให้ผู้ถูกเรียก รู้สึกความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม และส่วนความเป็นมาของการพยายามเรียกผู้อื่นให้ใช้คำว่า “ท่าน” ก็มีในสมัยจอมพล ป.พยายามให้เกิดความเป็นอารยะเยี่ยงชาติตะวันตก โดยส่วนใหญ่แล้วก็นิยมใช้คำว่า “ท่าน” หรือ “คุณ” เป็นภาษาทางการมากกว่าในชีวิตประจำวันที่มีการใช้ศัพท์เรียกว่าพี่ น้อง..” (3) นั่นก็คือ มันจะไม่ประสบความสำเร็จในการใช้คำศัพท์ดังกล่าวเหมือนกับคำว่า “สวัสดี” ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจนถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไป พล.อ.ชวลิต ซึ่งเคยมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพให้กับเขมร 4 ฝ่ายนั้น ในสมัยที่ พล.อ.ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี “…ในสมัยที่รัฐบาลไทยเข้าร่วมแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งในกัมพูชาปี 1998 ในช่วงเดือนตุลาคมที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเข้าไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาตินั้นได้ถือโอกาสจัดตั้งกลุ่มประเทศที่เรียกตัวเองว่า เพื่อนกัมพูชา (Friend of Cambodia) โดยมีนาย ประจวบ ไชยสาสน์ เป็นรมต.ต่างประเทศไทย ทำงานเป็นแกนสำคัญในการจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยปัญหากัมพูชามาแล้ว..” (4)

เรื่องราวของถ้อยคำจากอดีตจนถึงยุคปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงการค่อยๆ พยายามขยายความหมายของคำว่า พี่น้อง เพื่อน และครอบครัวของไทย ไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในทางกลับกัน การตอบโต้ของรัฐบาลซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งกับกัมพูชา เช่น ข้อความในถ้อยแถลงให้เหลือเพียงคำๆ เดียวว่า “ทักษิณ” ของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (5) กลับเป็นการลดทอนความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คำว่า “ทักษิณ” นำไปสู่การวิเคราะห์ของสื่อมวลชนไทยในเชิงลบต่อเรื่องกัมพูชาในความเป็นพี่น้องของ พล.อ.ชวลิต และความเป็นเพื่อนของทักษิณและให้แคบลงเพียงเรื่องผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเท่านั้น มันทำให้นึกถึงสำนวนทำนองว่า “มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ ไม่มีเงินไม่มีทอง ไม่นับพี่นับน้อง” แต่แน่นอนว่า รมต.ต่างประเทศนามว่า กษิต ภิรมย์ ซึ่งเคยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในอดีต จะไม่สามารถสร้างเพื่อนกับสมเด็จฯ ฮุนเซนได้ เพราะคำว่า “ทักษิณ” ไปจนถึงคำว่า “บอง ชวลิต” มีนัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อการสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน นั่นก็คือ พล.อ.ชวลิต ในฐานะรัฐบาลจากในอดีตสามารถสร้างความสัมพันธ์อาเซียนใหม่ต่อกัมพูชาแตกต่างจาก กษิต ภิรมย์ และอภิสิทธิ์ ในปัจจุบัน


ชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิต และมุมมองจากคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา

จากชีวประวัติของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นามสกุลยงใจยุทธนั้น สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์ของลาว พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าของสมญา “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” ผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องเคยต่อสู้ชนะคอมมิวนิสต์ พล.อ.ชวลิต ก็เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่คนแรก พล.อ.ชวลิต เป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย และพล.อ.ชวลิต ก็มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนม โดยสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเรียก พล.อ.ชวลิต ว่า “บิ๊กจิ๋ว” ส่วนในพื้นที่ภาคอีสานเรียก พล.อ.ชวลิตว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” จากการมีบุคลิกพูดจาอ่อนนุ่ม ฯลฯ เป็นต้น

ที่น่าสนใจ ภาพชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิตถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสื่อมติชนสุดสัปดาห์ฯ ว่า “…ชีวิตของพล.อ.ชวลิตอยู่บนชั้นที่ 23 ของรีเวอร์ไรน์คอนโดมีเนียม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตื่นมาก็เห็นสายน้ำ ก่อนนอนก็เห็นสายน้ำที่ไหลทอดยาวไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่ตื่นมากลางดึกตีหนึ่งตีสองที่พล.อ.ชวลิตมักจะตื่นมาใช้ความคิด และวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ก็ที่ริมระเบียงแม่น้ำนี่แหละ เขาจึงอาจกำลังกลายเป็น นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตัวจริง ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือผู้พ่ายแพ้…” (6)

ชีวิตประจำวันของทุกคนย่อมเกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่ Henri Lefebvre เคยเขียนถึง Critique of Everyday Life โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องชีวิตประจำวันกับความสัมพันธ์ของกรอบการรับรู้ถึงพื้นที่และเวลาของชีวิตทางสังคม กล่าวคือมันสะท้อนถึงชีวิตประจำวันของเราและมันแสดงถึงความสำคัญและความหมายของพื้นที่ทางกายภาพของคอนโดของ พล.อ.ชวลิต ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครไม่ได้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ซึ่งคอนโดมิเนียมทำหน้าที่ในการช่วยสร้างความคิด จิตใจ และตัวตนของพล.อ.ชวลิต ที่มีการมองเห็นลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมสำหรับสร้างความคิดสร้างสรรค์ในคอนโด

การเล่าเรื่องว่า “…พล.อ.ชวลิต มักจะตื่นมาใช้ความคิด และวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ก็ที่ริมระเบียงแม่น้ำนี่แหละ เขาจึงอาจกำลังกลายเป็น นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตัวจริง…” (7) ทำให้เห็นภาพแสดงแทนจากสื่อมติชนสุดสัปดาห์บ่งชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ชวลิตผู้อยู่ในคอนโดมิเนียมชั้นที่ 23 วางแผนชีวิตประจำวันอย่างกับอยู่ในสมรภูมิรบ ทั้งที่ พล.อ.ชวลิต อยู่ที่คอนโดมิเนียมไม่ใช่สนามรบ แต่มันก็คล้ายคลึงกับคำว่า “สมรภูมิ” ทำให้น่าคิดถึงข้อความของ Henri Lefebvre ที่เคยเขียนถึง Critique of Everyday Life ว่า “..ชีวิตประจำวันจะกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ในการต่อสู้ทางชนชั้น..” แน่นอน เราต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวันเพื่อหาทางอยู่รอดดำเนินชีวิตกันต่อไป

แต่การต่อสู้ในชีวิตประจำวันก็มีขีดจำกัดในกรอบของเวลาและพื้นที่ เมื่อวิถีชีวิตประจำวันของคนในกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมอันเป็นสถาปัตยกรรมขนาดสูง มันเป็นทั้งภาพแสดงแทนวิถีชีวิตของความทันสมัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพวกเขากลับจากที่ทำงานถึงคอนโดมิเนียมก็แถบจะหมดเรี่ยวแรงกายในเวลากลางคืนแล้ว ทว่าภาพชีวิตประจำวันของ พล.อ.ชวลิต กลับแตกต่าง ในช่วงเวลาการผลิตความคิดสำหรับแผนปฏิบัติการอยู่ในเวลากลางคืนที่แสงดาวเปล่งประกายเรืองรองระยิบระยับ ท่ามกลางแสงสีจากตึกสูงและอาคารต่างๆ ในกรุงเทพฯ แน่นอนเรารู้ว่า การมองแม่น้ำเจ้าพระยาของทุกคน ในความทรงจำ ล้วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมประเพณีตามความสำคัญอันเกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น กระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และงานลอยกระทง งานประเพณีต่างๆ ซึ่งแน่แท้แล้ว พล.อ.ชวลิตและทุกๆ คน ก็สามารถมองเห็นสายน้ำเป็นดั่งสัญลักษณ์ว่า “เวลาไม่ไหลย้อนกลับมา” ได้อีกด้วย

นั่นก็คือ เวลาเป็นความจริงแท้ของพื้นที่ในความคิดของแต่ละคน ส่วนพื้นที่ก็ก่อให้เกิดจินตนาการของภาพสะท้อนทางภูมิศาสตร์ จากพื้นที่ เรามองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำ บ้านเมืองในชุมชนของประเทศ จนกระทั่งเรานึกถึงพื้นที่ทางสังคมกับเรื่องราวของชีวิตของผู้คน ไม่น่าแปลกใจ หาก พล.อ.ชวลิต มองเห็นแม่น้ำกับวิถีชีวิตของคนเช่นกัน ทั้งจากการตีความหมายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางความมืดมนสลัวของสายน้ำที่มองจากคอนโดมิเนียม เชื่อมโยงกับความหมายของผู้คนแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ ใน Senses of Place

ชื่อชวลิต มีความหมายว่า รุ่งโรจน์, รุ่งเรือง, แสงสว่าง อาจเปรียบประดุจแสงสว่างให้พรรคเพื่อไทยก็ว่าได้

นับตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิต ณ คอนโดมิเนียม ก็คือสถานที่ของผู้วางแผน ซึ่งต่อมาการเดินทางไปประเทศกัมพูชาซึ่งข้ามอาณาเขตของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปพบสมเด็จฯ ฮุนเซน สะท้อนถึงการผลิตความหมายชีวิตส่วนตัวจากสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมไปสู่อีกสถานที่หนึ่งก็คือปราสาทพระวิหาร

มันทำให้เกิดการขยายอาณาเขตของความเป็นส่วนตัว (Private sphere) ของพี่ชวลิต หรือ “บอง ชวลิต” ไปสู่สมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งเขาก็เรียกทักษิณว่าเพื่อน การสร้างความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนกับกัมพูชา จึงขยายกลายเป็นประเด็นอาณาเขตสาธารณะ (Public Sphere) ซึ่งมันผนวกกับความเป็นเพื่อนบ้านในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต ได้นำประเด็นนครปัตตานีกลับมานำเสนอใหม่อีกครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พวกเราก็รู้กันดีว่า เราอยู่ในความหวังของการพัฒนากระบวนการสร้างความทันสมัยของรัฐประชาชาติไทย และเราต้องสร้างอาณาเขตสาธารณะในการมีส่วนร่วม เสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น และอธิปไตยของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในทิศทางถูกต้อง

ในที่สุดแล้วเราก็รู้ว่า ประเด็นเรื่องการรอคอยเพื่อพิสูจน์ว่า ความหวังในการพัฒนาประชาธิปไตยของรัฐประชาชาติไทย ซึ่งธเนศ วงศ์ยานนาวา กล่าวว่า “…อดีตเป็นสิ่งที่เกิดไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความหวังจึงอยู่ในสภาวะของอนาคต แต่ครั้น เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด และก็ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะรู้ได้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ความหวังจึงเป็นเพียงความหวัง เพราะไม่สามารถหาหลักฐานหรืออะไรที่จะมายืนยันไปได้มากกว่าการเป็นเพียงความหวัง..” (8) ท่ามกลางบทบาทของพล.อ.ชวลิต ในคอนโดมิเนียม ซึ่งต่อมาทำหน้าที่เป็นประธานฯ พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต จึงเป็นความหวังใหม่ เพื่อเพื่อนร่วมชาติ ในประเด็นนครปัตตานี และประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เพื่อสันติภาพ

“..ชาติกลายเป็นสถานที่ที่ถือกันว่าเป็นบ้าน และประวัติของชาติเป็นเรื่องราวของบ้าน..” (9) โดยเราก็รู้ว่า ขณะเวลาของประวัติศาสตร์ในปัจจุบันนั้น เมื่อชาติภายใต้เวลาของอำนาจทางการเมืองเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เหมือนกับอภิสิทธ์เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเราต้องอาศัยหลับนอนในบ้าน โดยรัฐบาลอภิสิทธ์ ฉะนั้น กรณีรัฐบาลถอนทูตไทยออกจากกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าชุมชนชายแดน โดยรัฐบาลต้องสนใจเปิดโอกาสทางพื้นที่และเวลาให้ประชาชน มีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองไม่อาจคาดหวังกับรัฐบาล ที่มีการเล่นเกมก่อนอาจจะเลือกตั้งใหม่ จึงปลุกกระแสชาตินิยมดึงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ และบทบาท พล.อ.ชวลิต จึงน่าจับตาในฐานะเป็นประธานฯ ของพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อชวลิต หมายความว่า รุ่งโรจน์, รุ่งเรือง, แสงสว่าง เปรียบประดุจแสงสว่างให้พรรคเพื่อไทย แล้วเขาจะเป็นแสงสว่าง และความหวังใหม่ เพื่อเพื่อนร่วมชาติ ในประเด็นนครปัตตานี และกัมพูชา เพื่อสันติภาพได้มากเท่าใด นับว่าท้าทายกับสังคมไทย

โดยเขาต้องวางแผนเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว เหมือนไขกุญแจเปิดประตูออกจากห้องในคอนโด ที่เป็นบ้าน โดยประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในห้องคอนโด เหมือนกับเปิดอาณาเขตส่วนตัวสู่อาณาเขตสาธารณะ ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

สร้างพื้นที่ให้เกิดทางรอดของประเทศไทยพ้นอันตราย


เชิงอรรถ
(1) อรรคพล สาตุ้ม “ฮุน เซน-ทักษิณ: เพื่อนบ้านไร้พรมแดน”
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26436
(2) อรรคพล สาตุ้ม “ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม”
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334
(3) สุวรรณา สถาอานันท์, เนื่องน้อย บุณยเนตร “ความคิดและภูมิปัญญาไทย คำ ร่องรอยความคิด ความเชื่อไทย” กรุงเทพฯ: สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535:166-167
(4) อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ (บรรณาธิการ) “อาเซียนใหม่” กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541:168-169
(5) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์พาดพิงไทยของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา, 11 พ.ย. 52 http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=23421
(6) แผน ‘ขงเบ้ง’เขย่า ‘มาร์ค’ เปิดลับโต๊ะถกเขมร,ซุปเปอร์นายก‘จิ๋ว’ และข้อความถึง‘ป๋า’ มติชนสุดสัปดาห์ 30 ต.ค.-5 พ.ย.2552 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1524 : 16
(7) แผน ‘ขงเบ้ง’เขย่า ‘มาร์ค’ เปิดลับโต๊ะถกเขมร,ซุปเปอร์นายก‘จิ๋ว’ และข้อความถึง‘ป๋า’, มติชน สุดสัปดาห์, เพิ่งอ้าง
(8) ธเนศ วงศ์ยานนาวา “อาณาเขตสาธารณะ/ประชาสังคมและนักมานุษยวิทยากับคนชายขอบ”จุลสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 15 ฉบับที่ 14 (พ.ค.-ก.ค.2542): 16
(9) ธงชัย วินิจจะกูล “เรื่องเล่าจากชายแดน” ศิลปวัฒนธรรม 23, 12 ต.ค. 2545 : 80

*หมายเหตุ ที่มาจากประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617

ที่มาจากไทยอีนิวส์“บอง ชวลิต” : ชาติไทยในคอนโด
http://thaienews.blogspot.com/2009/11/blog-post_3765.html
ฮุน เซน-ทักษิณ: เพื่อนบ้านไร้พรมแดน
Mon, 2009-11-02 22:17
อรรคพล สาตุ้ม

การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย” ให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดีโดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย โดยสมเด็จฯ ฮุน เซน ก็สร้างบ้านให้ทักษิณในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา และอย่าลืมว่าสมเด็จฯ ฮุนเซน ก็มีกองทัพของกัมพูชาอยู่ตามแนวชายแดนของปราสาทเขาพระวิหาร อันเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ฉะนั้น ความเป็นเพื่อนไร้พรมแดน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม ทำลายความมั่นคงของชาติหมดสิ้นไป


สมเด็จฯ ฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้ทักษิณ เป็นเพื่อน
การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ..."

หากแต่การเคลื่อนของชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง" (1)

กรณี “ฮุน เซน” นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชูทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)

จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของทักษิณ นั่นเอง

จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน สู่การทำให้ผู้นำประเทศเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้

“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้ (3)

แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯ ฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)

แม้นพดล ปัทมะ จะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้ทักษิณเป็นเพื่อนบ้านในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ที่ยังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ที่เกี่ยวพันกับสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” (5) อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับกระแสข่าวทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชนกับพรรคเพื่อไทย ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน เป็นพันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งขันช่วงชิงชัยชนะกับทักษิณ-ฮุน เซน ในความมั่นคงของความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน


อ้างอิง
(1) อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค, มติชนรายวัน, 23 ต.ค. 52
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col01231052&sectionid=0116&day=2009-10-23

(2) รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?, ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=236196

(3) สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา, ประชาไท, 28 ต.ค. 52 http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26368

(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 29 ต.ค. 52
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091029/83932/สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย..html
วันที่ 29 ตุลาคม 2552 17:50

(5) อรรคพล สาตุ้ม: ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม 'ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ'
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=3004


*หมายเหตุจากประชาไท คือ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26436
จากไทยอีนิวส์ คือ
ความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน:พตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน
http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_3345.html

ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

Sun, 2009-10-25 00:27

อรรคพล สาตุ้ม

…ชาติถูกจินตกรรมขึ้นก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม Renan นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวถึงจินตกรรมนี้ว่า “สารัตถะของแต่ละชาติ ก็คือ บรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวล ต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว….  (เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม(ฉบับแปลไทย ฉบับแปลไทย หน้า 9-10)

การผลิตความทรงจำเรื่อง14 ตุลาคม-เดือนตุลาคมของรัฐธรรมนูญ 2540

ผู้เขียนเริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ ประกอบกับการที่ผู้เขียนอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ผุดขึ้นมาเนื่องจากผุ้เขียนดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีนี้ เนื้อหามีว่าเมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอส้มตำจานหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”

สื่อโฆษณาทีวีดังกล่าวโปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”หรือประเทศเหมือนบ้าน สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยภายใต้ในชุมชนในจินตกรรมร่วมกันได้ ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม

กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วมและการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน โดยผ่านสื่อหนังสือพิมพ์สร้างชุมชนจินตกรรมได้(อ้างอิงหนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรม) มันจึงไม่แปลกที่เรารู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติจากบทสัมภาษณ์เรื่องความทรงจำของญาติวีรชนในสิบสี่ตุลาคมในหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ได้ แม้ว่าอดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ แต่ความทรงจำ คือ ข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ

นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ และงานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้

คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน<1> ความทรงจำของเรื่อง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 จึงเป็นตัวแทนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองมที่ไม่ถูกลบเลือน บิดเบือน สูญหายไป โดยเราสามารถรับรู้ผ่านงานเขียน รวมถึงการผลิตสื่อภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ 14 ตุลา สงครามประชาชน (ที่มีการวิจารณ์ว่าเปลี่ยนเป็นชื่อเดิมว่า คนล่าจันทร์ดีกว่า ฯลฯ) และเมื่อวันเวลาผ่านไป คนยุค 14 ตุลาก็ยังไม่พ้นวังวนของปัญหาการเมืองประชาธิปไตย

เพราะว่าพวกเขาต้องมาพบกับเหตุการณ์ของ 17 พฤษภาคม 2535 ซึ่งมันทำให้เกิดคนเดือนพฤษภา แล้ววันเวลาต่อมาก็ได้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และแล้วความสำคัญของเดือนตุลาคม ก็ยังกลับมาเกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ 2540 ในแง่ที่ว่าเราแทบจะหาสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เลย แต่ไหนๆ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ก็น่าพอจะกล้อมแกล้มถือเอาเป็นวันสัญลักษณ์ไปได้เหมือนกัน<2>

ฉะนั้น การผลิตความทรงจำที่ดีและการโหยหาอดีตเพื่อสร้างชุมชนจินตกรรมขึ้น โดยก่อร่างความทรงจำต่อเดือนตุลาคม มันจึงมีหลายแง่มุมที่ถูกผลิตออกมาเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือจงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน14ตุลาคมของปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น ส่วนผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็น ‘เดือนตุลาคม’ ในอีกแง่หนึ่งว่ามันถูกทำให้เป็นชุมชนจินตกรรม ภายใต้สมาชิกเพื่อนร่วมชาติเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยและมันมาเป็นพลังสู่การสร้างความเข้าใจเดือนตุลาคมจาก 14 ตุลาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 รวมไปถึงความทรงจำต่อลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เพื่อนร่วมชาติ และญาติร่วมชาติไทยได้อีกด้วย

ความแตกสลายของเพื่อนร่วมชาติในเดือนตุลาคม

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness (จิตสำนึกหลงผิดซ้ำซ้อนกลับหัวกลับหางในสังคมการเมืองเดียว) และ self-righteousness (คิดว่าตนเองถูกทั้งหมด คนอื่นผิดทั้งหมด) บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

ในประเด็น 14 ตุลา และ 6 ตุลา มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่พูดได้ว่า ถ้า ไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ อาจจะมีความหมายบ้างต่อปัจเจกบุคคล

แต่นั่นไม่พอ การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน คือ พันธมิตรสามประสาน ได้แก่ กรรมกร ชาวนา และสามัญชน เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา แล้วหลัง 6 ตุลา ก็คลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท “ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลาอันได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุด ผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด” <3>

ดังนั้น อุดมการณ์ของสิบสี่ตุลาถึงจุดแตกสลายไปจากความเป็นเพื่อนร่วมชาติ พร้อมกับรัฐธรรมนูญ 2540 ในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้นมา มันก่อเกิดเป็นการแบ่งฝักฝ่ายเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ)

ซึ่งทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยกลุ่มสหายเก่าที่เคยเป็นมิตรร่วมรบในการต่อสู้ของสงครามกันมา แล้วกลายเป็นไร้เพื่อน โดยมันไม่ใช่สมการว่า พันธมิตร+ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ = พันธมิตรต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(หลอมรวมสีเหลืองและสีแดง)ได้ ผู้เขียนเห็นว่ามันเป็นการปะทะของอุดมการณ์ในเพื่อนร่วมชาติ สถานะทางการเมือง และอำนาจของกลุ่มการเมือง ผนวกกับความเป็นเพื่อน มิตร สหายกัน รวมทั้งในฐานะพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ญาติร่วมชาติ

แต่ว่ามันก็ยังมีภาพตัวแทนอีกอันหนึ่งในเดือนตุลาคม คือ ลุงนวมทอง ผู้สละชีวิตเพื่อชาติและประชาธิปไตย อีกทั้งลุงนวมทองสวมเสื้อใส่เสื้อสีดำที่มีบทกวีของศรีบูรพา และรวี โดมพระจันทร์ ในฐานะสัญลักษณ์ของ 14 ตุลา ซึ่งทั้งความตาย และความหมายของการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ในบรรยากาศของงานศพ จนถึงวันเวลา ณ ปัจจุบัน ทำให้เราต้องมาพิจารณาความเป็นตัวแทนของเดือนตุลาคมเช่นเดียวกันในฐานของการระลึกถึงคนธรรมดา สามัญชน กับวันหนึ่งของเดือนตุลาคม ที่มีฐานะเป็นญาติร่วมชาติไทย

ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กับความเป็นญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหลังออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว นายนวมทองก็ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกเยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอกอัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืนวันที่ 31 ต.ค.2549 นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และด้านหลังเป็นบทกวีของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และข้อมูลต่อมาที่มีบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค. 2549; อายุ 60 ปี) ก็คือเป็นคนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากขับแท็กซี่พุ่งชนรถถังของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

นายนวมทองเป็นพลเมืองไทยเพียงคนเดียวที่ได้ประกาศตนต่อสาธารณชนว่าได้พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อประท้วงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองฯ และได้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวในที่สุด เพื่อตอบสนองคำพูดของรองโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่เขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามวัตถุประสงค์ในการกระทำของเขานั้นเอง<4>

กระนั้น ผู้เขียนระลึกถึงบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล แล้วกระตุ้นให้ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ไม่ให้ผู้เขียนหลงลืม “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์”..ว่า เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เราต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือคนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก

แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร.<5>

ครั้นแล้ว วันเวลาของงานศพ “ลุงนวมทอง”ผ่านไป จะทำอย่างไรดีไม่ให้ความทรงจำต่อลุงนวมทอง หายไป ผู้เขียนครุ่นคิดถึงความเข้าใจเรื่องกาลเวลาว่ามันเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น “ชาติไทย”สมัยใหม่ กาลเวลาไม่ได้เพียงอยู่บนพื้นฐานของเวลาแบบการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ผู้เขียนมองเวลาแบบการมองปฏิทิน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของวันเวลาของไทยในยุคสมัยใหม่ แล้วก็ตระหนักได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม มันเป็นวันสิ้นเดือนพอดี เป็นวันสำหรับเงินเดือนออกของพนักงาน

ขณะที่เป็นวันท้าทายทหารของลุงนวมทอง ทำอย่างไรไม่ให้สิ้นเดือนทำให้ความทรงจำต่อลุงนวม หายสาบสูญสิ้นไป แน่ชัดว่า ความต่างของวันที่ 31ตุลาคม กับวันที่ 14,6ตุลา นั้นมีค่อนข้างมาก กรณีหลังมีภาพสะท้อนหมู่เพื่อน มิตรสหายที่พร้อมปรากฏตัว พวกเขามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ในยุคก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยปรากฏทั้งฐานะบุคคล กลุ่ม เหมือนกับตัวละครจำนวนมาก แต่กรณีลุงนวมทอง เห็นได้ชัดเจนถึงความสามารถของปัจเจกบุคคล เขาเป็นคนๆ เดียวที่พยายามสะท้อนพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยตัวเขาเอง

แล้วเราจะระลึกถึงอดีตของคนๆ เดียวให้ไม่โดดเดี่ยว โดยระดมเชื้อเชิญให้ผู้คนมีส่วนร่วม ทั้ง พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิท มิตร สหาย เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย มาจัดงานให้กับความเป็นคนเด็ดเดี่ยวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้อย่างไร ผู้เขียนเคยนำเสนอความคิดเห็นเล็กๆ เกี่ยวกับเรื่องลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในการจัดงานเรื่องศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความซึ่งจัดงานโดยกลุ่มประชาไท โลคัลทอลค์ และกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ<6>

ซึ่งกรณีง่ายๆ ว่า คุณอาจจะรู้สึกว่านั่นเป็นเพื่อนของเรา คนนั้น คนนี้ โดยอาจจะลืมไปว่าเขาเป็นใคร และความทรงจำต่ออดีตในเรื่องเดียวกันที่เคยคิดเห็นตรงกัน กลับกลายเป็นความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะวันเวลาทำให้คนรุ่น 14,6 ตุลาคม ถูกแย่งชิงความทรงจำ และวันเวลาก็ชนะในการช่วงชิงความทรงจำของคนเรา ทำให้ลืมอุดมการณ์ของเพื่อนร่วมชาติบางคนได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะคนเล็กๆ คนหนึ่งก็ยังคงระลึกถึงลุงนวมทอง และจินตนาการถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 31 ตุลา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เราต้องตระหนักว่าบรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวลต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว แน่นอนว่า เรายังคงมีความหวังอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งในวันที่ 31 เดือนตุลาคมของทุกปี เราระลึกจดจำถึง“นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นญาติร่วมชุมชนจินตกรรมของชาติไทยได้ เชิงอรรถ

<1>ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลาhttp://www.prachatai.com/journal/2009/10/26203

<2>ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ใต้เท้าขอรับ : ขอเป็นคน ‘เดือนตุลา’http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26153

<3>รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยhttp://invisiblenews.exteen.com/20061018/2549-double-false-consciousness-self-righteousness

<4>ข้อมูล:นวมทอง ไพรวัลย์th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์http://th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์

<5>ผู้เขียน สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ

<6>ศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความwww.prachatai.com/05web/th/home/13070

*หมายเหตุปรับปรุงเพิ่มเติมจากที่ประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334

ปรับปรุงเพิ่มเติม และบางสำนวนต่างจากที่http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_1945.html
ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

…ถ้าเราจะมองดู ‘ชาตินิยม’(ในบริบทของไทย)ว่ามีความใกล้ชิดกับคำว่า ‘ศาสนา’ หรือ ‘เครือญาติ’(kinship)มากกว่าที่มันจะใกล้ชิดกับ ‘ลัทธิเสรีนิยม’(liberalism)....

26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน

26 มีนาคม 2520 ถึง 26 มีนาคม 2552 : ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน

อรรคพล สาตุ้ม

สื่อผู้จัดการ-Butterfly Effect กับคนเสื้อแดง

จากความสัมพันธ์เชื่อมโยงโดยผลกระทบของ สื่อผู้จัดการ –Butterfly Effect เราจะต้องเข้าใจประวัติความเป็นมาทางทฤษฎี Butterfly Effect เกี่ยวกับทฤษฎีไร้ระเบียบโดยเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีการยืนยันทางด้านคณิตศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์ เคมี ก็พิสูจน์กันแล้ว และทฤษฎีไร้ระเบียบนี้ในต่างประเทศเขานำไปใช้หลายเรื่อง ทั้งในตลาดหุ้น การตลาด แม้กระทั่งทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์บางส่วนเขาก็นำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ ซึ่งแก่นที่สำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นคู่ฝาแฝดของอีกทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีซับซ้อน เพียงแต่ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบ เกิดขึ้นช่วงที่สภาวะกำลังปั่นป่วน กำลังจะพลิกผันนี่แหละ

แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้อยู่ในวิธีคิด แนวทางวิธีหนึ่ง คือ อาณาจักรของ System Thinking หรือระบบวิธีคิด ซึ่งในจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ก็ชี้ให้เห็นถึง หัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ อยู่ตรงที่ว่า เมื่อสังคมที่ซับซ้อนแล้ว เชื่อมโยงถึงกันและกันหมด มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทุกอย่างอยู่บนกฎอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง เป็นระบบพลวัต แล้วมันมาเปลี่ยนในขณะ ที่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หรือบางอย่างอาจมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เกิดขึ้นมาเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบมาจับตรงที่มันเปลี่ยนแบบฉับพลันในทันใด(1)

ดังนั้น การทดลองมุมมองนำเสนอ เชิงประวัติศาสตร์ กรณี “เดจาวู”ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล(2) ซึ่งผมเขียนถึงเชิงประวัติ เกี่ยวกับทฤษฎีButterfly Effect มามองดูปรากฏการณ์ หากใครเคยดูภาพยนตร์ The Butterfly Effect (3)หรือโฆษณาในทีวีไทย ก็จะเข้าใจว่า ถึงการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ในอดีต มีต่ออนาคตของคนเสื้อแดง ในการชุมนุมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถ้าเคยได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวาง เรื่องปรากฏการณ์ Butterfly Effect คือ ผลการขยับปีกของผีเสื้อ ทำให้เกิดพายุ(ทางโฆษณาในทีวี) และประโยคที่ว่า “เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว”สะเทือนระบบนิเวศและระบบการเมืองไทย

1.ทักษิณกับความจงรักภักดี ในสื่อมวลชนของผู้จัดการ

ปัญหาของความจงรักภักดี ในปรากฏการณ์ก่อน 14ตุลา-6ตุลา หลังพวกนักศึกษาเข้าป่า เพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และป่าแตก ออกมา ซึ่งความคิด ก็เปลี่ยนไป ตามการแสวงหาของแต่ละคน บางกลุ่มของปัญญาชน ซึ่งมีความหลากหลายทางแนวคิด ด้านต่างๆ เช่น ด้านอัตถิภาวะนิยมทางปรัชญา และวรรณกรรม-ศิลปะ เป็นต้น ในช่วงก่อน 14-6 ตุลา ก็หันมาในแนวทาง อิตถิภาวะนิยม มากขึ้น ซึ่งการอธิบายสั้นๆ เพื่อความเข้าใจอย่างง่าย เกี่ยวกับแนวคิดอัตถิภาวะนิยม เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ โดยถือว่า มีเสรีภาพ ในการเลือกมีชีวิต อยู่กับประเทศไทย

โดยในที่สุด หลังผลกระทบของ 6 ตุลา ก็ก่อให้เกิดความเงียบเสียงทางการเมือง ในส่วนของเรื่องความเงียบนั้น ธงชัย วินิจจะกูล ได้ศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” ซึ่งเสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม และเมื่อเสียง สัมพันธ์กับการเมือง เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519”(4) ดังกล่าวเป็นต้น ซึ่งงานวิชาการ และการวิจารณ์จะให้น้ำหนักกับเหตุผล และรูปธรรมอย่างน่าสนใจต่อเหตุการณ์ในอดีตทั้งนี้ บางกลุ่มของฝ่ายก้าวหน้าที่เข้าป่า ก็มีเปลี่ยนไป ในอีกแนวทางหนึ่ง เข้าสู่พรรคไทยรักไทยบ้าง และต่อมา เมื่อเกิดกระแสการเมืองของกลุ่มพันธมิตร(ปัญญาชนฝ่ายผู้จัดการ ก็มีวิธีคิดแบบฝ่ายซ้าย และแนวทางวิภาษวิธีเช่นกัน เรื่องนี้ต้องอธิบายอีกครั้งต่อไป)

จนมาถึงการถูกห้ามจำหน่ายของหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจมากขึ้น มีการวิจารณ์ผูกโยงไปถึงทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดี และส่วนในด้านการนำเสนอทางวิชาการ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles (5)ดังกล่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เชิงสนทนาซึ่งสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ วิพากษ์วิจารณ์หนังสือดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า "เขียนจากข่าวโคมลอย" และพูดถึงผู้เขียนหนังสือว่า "ก้าวร้าว" "จาบจ้วง" "โอหัง" "ดูถูกคนเอเชีย" และ "ยโสไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อและแม่มัน"

ในกรณีหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (6)กลับยิ่งกลายเป็นเผยแพร่ความคิดเห็น ต่อหนังสือนี้ ต่างๆ นานา และจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงนั้น มันสั่งสมตัวมาก่อน โดยที่เราไม่ทันสังเกต คือ มันละเอียดอ่อนมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ตรงนั้นทำให้เราอาจจะละเลยมัน ซึ่งทฤษฎีไร้ระเบียบ มันก่อตัวจากเหตุเล็กๆ นิดๆ สะสมมาเรื่อย เป็น1ปี,2ปี,3ปี พอถึงจุดๆ หนึ่ง และมันออกฤทธิ์เลย ก็ตายแล้ว หรือแย่แล้ว เช่นเดียวกับ ฟองสบู่แตกของประเทศไทย ที่เราเรียกว่าโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วนั้น

จากเมืองไทยระบาดไปที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เลยไปถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน กระทบไปถึงรัสเซียช่วงหนึ่ง ถ้าไปย้อนดูมันกระแทกไปหลายแห่ง ดังกล่าวนั้นภาพลักษณ์ของทักษิณ ยิ่งถูกสื่อมวลชน นำเสนออย่างไม่เป็นกลาง และเกิดปัญหาในกรณีผู้จัดการมากเท่าไหร่ก็เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวถึงการเปรียบเทียบสื่อผู้จัดการการกับสื่อดาวสยามในอดีต ยุค 6ตุลา 2519 ว่า ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่(7) หรือนักวิชาบอกว่า สื่อเป็นพิษ โดยอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวเอง ก็ตาม แต่ก็เปิดเผยให้เห็นถึงในเรื่องทางการเมือง เช่น เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ ซึ่งเขียนตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2549 และแสดงถึงอคติต่อนักการเมืองด้วยวิริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวถึง “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ โดยอ้างอิง…


“Duncan McCargo” เห็นว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึง เครือข่ายทางการเมือง (Political Network) ซึ่ง McCargo อธิบายต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy) ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์ซึ่งก็คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชา จะพัฒนาขึ้นมา จนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามา จนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กรทางการเมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม)

โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐานศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง

กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่ายแห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548 โดยในจุดนี้ McCargo มองว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ ....โดยส่วนตัวผมเองคงไม่อาจจะให้ความเห็นอะไรกับบทความชิ้นดังกล่าวของ ศาสตราจารย์ McCargo ได้มากนัก แต่เมื่อพิจารณาในส่วนแรกของบทคัดย่อที่กล่าวถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของเครือข่ายของราชาที่มีต่อสังคมไทยแล้ว ก็นับว่าสอดคล้องกับพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน 2549..”(8)

เมื่อบทความที่มาจาก ผู้จัดการเอง เปิดเปลือยความคิดทางการเมืองไทย โดยนำ McCargo มาอธิบายเชื่อมโยงกับทักษิณ ทั้งที่ผู้เขียนบทความดังกล่าว อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ที่มีการวิจารณ์ความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีปัญหาความไม่จงรักภักดีของทักษิณ ซึ่งก็ลุกลาม กลับมาเป็นปัญหากับพรรคพลังประชาชน “โดยส่วนตัว ผมเคยเขียนถึงบทความชิ้นนี้ของ McCargo มาแล้วครั้งหนึ่งในส่วนของคอลัมนิสต์ออนไลน์ เว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับมาอ่านบทความของ ศ.McCargo อีกครั้งแล้วพิจารณาถึงบริบททางการเมืองไทยและสังคมไทยในปัจจุบัน ผมพบว่าบทวิเคราะห์ของ McCargo ก็ยิ่งเปล่งประกาย …”“..โดยเฉพาะ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคพลังประชาชนเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ยิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายเก่านั้นไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย หลังจากการรัฐประหารกว่าหนึ่งปีสามเดือน..” (สำนวนของวิสิษฐ)

ซึ่งมีผลสืบต่อมา ในส่วนของข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีของจักรภพ เพ็ญแข นั้นขึ้นมาทำงานในคณะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จึงกล่าวว่า “เอาอะไรมาพิสูจน์ เอาปรอทมายัดใส่เจอแล้วเอาปรอทกำปั๊บ แล้วรู้เหรอว่า ไม่จงรักภักดี ใช้กันจนพร่ำเพรื่อ” เป็นต้น ซึ่งเมื่อทักษิณ(ชื่อเล่นว่า แม้ว) กลับมาจากต่างประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ(หรือหนองงูเห่า) ก็ก้มลงกราบแผ่นดิน เป็นประเด็นโด่งดัง ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลาต่อมา คู่ตรงข้ามของความขัดแย้ง นับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นต้นมา

จนถึงกระแสการตัดสินยุบพรรคทางการเมือง โดยกลุ่มเสื้อเหลือง ก็มายึดสนามบิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งทำให้รัฐบาล คือ นายสมชาย จึงอพยพมาอยู่เชียงใหม่ ดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ทักษิณ ไม่สามารถอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในอดีต และใช้ฐานะทางการเมืองพิเศษ จากภายนอกประเทศไทยไม่ได้แล้ว จึงต้องระหกระเหินออกนอกประเทศ โดยต่อมาเทปวิดีโอของทักษิณ ก็เปิดฉายภาพขึ้น ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ณ สนามศุภชลาศัย ทักษิณ กล่าวว่า ท่านเคยได้ยินภาษิตโบราณไหมครับ ที่เขาบอกว่า หมาจนตรอก คือเขาไล่หมาจนจนตรอกนี่ จนตรอกอย่างไร ก็ยังมีตรอกอยู่ แต่ของผมแม้แต่ตรอกก็ไม่มีจะอยู่ จะเอาอย่างนั้นเลยหรือครับ จะถามว่าผมไม่เคยทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองเลยหรือ ประชาชนเกลียดผมอย่างนั้นหรือ… พี่น้องครับ ทั้งหมดมาจากคำ คำเดียวครับ ไม่จงรักภักดี..(9)

ในสถานการณ์ ที่มีสื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศรัยของกลุ่มนปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันนี้ (29 ธ.ค.) เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าว ยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์(10) ที่มีการผลักประเด็นความจงรักภักดี ไปสู่ความเกลียดชัง ในทางคู่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดแรงกระทบ อย่างไม่รู้ตัวของสื่อผู้จัดการ ก็เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาของความจงรักภักดี ในสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อหลายส่วน ตำรวจ ทหาร รัฐบาล และแน่นอน การนำเสนอดังกล่าว มันมีด้านกลับของสื่อผู้จัดการ ซึ่งไปปลุกพลังของคนเสื้อแดง มากขึ้นต่างหาก เช่นเดียวกับการฟื้นอำนาจของคำว่าศักดินา ซึ่งกลับมาเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์สังคมไทยอีกครั้งโดยผู้จัดการเอง(11)

2.คนเสื้อแดงกับการเมืองไทย

ปัญหาทางการเมือง ที่มีเรื่องความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีความยุติธรรม ในมาตรฐานของเสื้อแดง จะได้ยอมรับให้มีความเป็นมาตรฐาน ในสายตาของสื่อมวลชน นักวิชาการ ตำรวจ กองทัพ และรัฐบาลเพียงใด ในเมื่อคู่ตรงกันข้าม หาทางกีดกัน โดยการชูประเด็น “ทักษิณ” วาทกรรมจากหนังสือเกี่ยวกับทักษิณ จำนวนมากมาย จะผิดหรือถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงอิทธิพลของการเมืองคนแต่ละฝ่าย ซึ่งต่อมาทำให้ทักษิณ ในฐานะที่รัฐบาลของเขาถูกรัฐประหาร ซึ่งเขาพูดหลังจากนั้นว่า เขาไม่ได้ปกป้องตัวเอง แต่ปกป้องประชาธิปไตย ก็ตาม และปัญหาทางการเมือง มาจากบางส่วนของการไม่ยอมรับ ว่าทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ที่ถูกต้องนั้น ก็เป็นผลของการสะสมความวุ่นวายของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีที่มาจากเสียงหลายส่วนของประชาชน

ซึ่งเคยเลือกพรรคไทยรักไทยในอดีต และการไม่เอาทักษิณ โดยไม่ว่าจะมีวิธีคิด มุมมองทางการเมือง และวิธีวิทยาของการมองปัญหาในปัจจุบัน แรงผลักของความต้องการทางสิทธิมนุษยชนของคนไทย สะสมกำลัง และพลัง สำหรับ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนละฝั่งทางการเมือง แสดงออกในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ก็อาจจะบีบให้เลือกข้างมากขึ้น เพราะมาจากการสะสมกันมาในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องซ้าย-ขวาในอดีต กรอบความคิดในการมองปัญหาในปัจจุบัน ที่มีหัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ มันอยู่ที่ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้น ระบบนั้น มันเกิดความเปราะบาง เหตุเล็กๆ ที่เราไม่ได้สังเกต และไม่ได้เอาใจใส่มัน ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำซากมานานมากมาย เหตุเล็กๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเราคาดไม่ถึง อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์อื่นๆ ได้ เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางมีอะไรเล็กน้อยเข้าไปก็พลิกผันเป็นอย่างอื่นได้

จึงเปรียบเทียบว่า ผีเสื้อตัวหนึ่ง (ไม่ใช่ช้าง,ปลา..หรือไดโนเสาร์) ถ้ากระพือปีกแรงๆ ที่ฮ่องกง ก่อกระแสคลื่นเล็กๆ จากปลายปีก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ในอีกหนึ่งเดือนให้หลังเช่นเดียวกับนิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ สถานการณ์จากสื่อผู้จัดการ และพันธมิตร ดังกล่าว จะเห็นว่าด้านกลับของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน วิกฤติจากอเมริกา อาจจะเป็นด้านกลับ ในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาสของการเมืองไทยอย่างไรก็ตาม จากทฤษฎีButterfly Effect นั้น

คนเสื้อแดงในการพัฒนาทางการเมืองไทย เช่นเดียวกับ ความเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอารมณ์ ความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เรื่องทักษิณอย่างเดียว ซึ่งเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อเป้าหมายประชาธิปไตย ซึ่งผลของบทเรียนทางการเมืองนั้น จะทำให้คนเสื้อแดง ระดมสมอง ทุนทางด้านเงิน และขบวนการเคลื่อนไหว ฉะนั้น คาดว่า วัฒนธรรมทางการเมือง มีความน่าจะเป็นไปได้ ในการสร้างเครื่องมือทางการเมืองสำหรับก้าวขั้นบันไดต่อไป และถึงเวลาทบทวนความคิด ไม่ให้เป็นแค่ตามกระแสในสังคมไทย(12) เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมือง ให้ก้าวไปมากกว่าจากสนามหลวง ถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรัฐสภา 3.แดงทั่วแผ่นดิน และทักษิณ-โฟนอิน-วิดิโอลิ๊งค์งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่บริเวณริมถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยเริ่มเปิดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น.กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. เกิดเหตุวุ่นวายบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย

เมื่อมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายลพ พูลวิเชียร อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกชมรมคนรักอุดร พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวนบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีว่า ที่มาจัดชุมนุมที่ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรก เพราะ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะมาตายที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จากนั้นกลุ่ม นปช.จะไปเปิดเวทีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มีนาคม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 15 มีนาคม จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มีนาคม และวันที่ 22 มีนาคม จะจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล โดยจะนำประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลให้ล้นไปถึงถนนราชดำเนิน และจะปักหลักเป็นแรมเดือน ไม่ชนะไม่เลิกรา ขึ้นอยู่กับหัวใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่าจะพร้อมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือไม่ต่อมาเวลา 20.00 น. ก็ถึงช่วงสำคัญของการจัดงาน

เมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณโฟนอินขณะอยู่บนเครื่องบินเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่า ตนเคยหาเงินได้ 2.5 แสนล้านไม่ต้องกู้ต่างประเทศ สร้างอนาคตให้เยาวชน แต่กลับถูกรัฐประหารยึดอำนาจ พันธมิตรฯไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร สุดท้ายเอาทหารมากดดันเรียกว่า “รัฐบาลปฏิวัติเงียบ” ตราบใดที่ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราต้องรวมตัวกัน ตอนนี้จังหวัดไหนไม่ถูกกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาเรารวมกันด้วยอุดมการณ์ เมื่อนั้นที่เราจะปกป้องพวกเรา สีแดงหมายถึงเลือดเนื้อเชื้อไขที่หล่อหลอมกันเป็นประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องรวมพลังกันต่อสู้กับสิ่งไม่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งความสันติ ความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และความผาสุกของประชาชนงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 เป็นการจัดโต๊ะจีนจำนวน 200 โต๊ะ ระดมทุนให้กับเสื้อแดงจังหวัดเชียงราย รวมทั้งเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชนคนรากหญ้ารักประชาธิปไตย 104 เมกกะเฮิร์ซ โดยมี นางสาวจีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตยเชียงราย เป็นผู้ประสานจัดงานครั้งนี้

จนถึงขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคเหนือ รวมทั้งจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวนกว่า 2,000 คน ไปร่วมงานท่ามกลางเสื้อสีแดงละลานตาสำหรับการจัดงานมีแกนนำขึ้นเวที ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง พร้อมกับ ไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินชื่อดัง และอีกหลายคนไปร่วมขับกล่อม จากนั้น นางสาวจีรนันท์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับพร้อม โดยนายวีระได้เป็นประธานเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชน พร้อมกล่าวปราศรัยถึงการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในบทบาททางการเมือง

ซึ่งทางแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่าขอบคุณพี่น้องชาวไทยและชาวเชียงรายที่รักและสนันสนุนตน ทุกคนต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา หากตนยังทำงานอยู่จะไม่มีการกู้เงิน แต่จะเนรมิตเงินนำมาสร้างงานสร้างชาติ ขณะนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะพูดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม และวันที่ 27 มีนาคม จะพูดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องทางออกของประเทศไทย พี่น้องต้องรักกันสามัคคีกัน

หากตนกลับมาจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ได้ข่าวว่าจังหวัดเชียงรายยาบ้าระบาดหนัก สาเหตุมาจากไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากกลับไปจะปราบยาบ้าให้หมดสิ้นไปงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552โดยเมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ชุมนุมรออยู่ในสนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ โดยในการโฟนอินที่เห็นทั้งภาพและเสียงครั้งนี้ตนขออนุญาตพูดลึกในรายละเอียดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลยังหาทางออกให้ประเทศไม่ได้จะพูดที่มาของปัญหาทั้งหมด ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครจะพูดเรื่องทางออก

ถ้ากลับไปและให้ตนทำหน้าที่ มั่นใจว่าวิกฤติคราวนี้แก้ได้ เพราะวันที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2544 ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น หนี้สินรกรุงรัง เงินสำรองมีน้อยก็ยังแก้ได้จนสามารถเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศผู้ให้กู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเริ่มต้นด้วยการกู้โดยระหว่างนั้นนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวขัดขึ้นว่า มีคนหาว่าไม่ได้เป็นการถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณย้อนถามว่าจะให้แสดงท่าทางอะไรให้ดูหรือไม่ นายวีระตอบว่าจะชวนร้องเพลง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณบอกว่าเอาเพลงมนต์เมืองเหนือหรือสักขีแม่ปิง ท่ามกลางการโห่ร้องชอบใจของชาวเสื้อแดงช่วงท้ายของการโฟนอิน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณได้กล่าวทิ้งท้ายว่าตนขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมชุมนุม และขอให้คนเสื้อแดงรวมพลังให้เป็นปึกแผ่น จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่แผ่นดินไทย จนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในประเทศไทย(13)

4.ทักษิณ-วีระ มุกสิกพงศ์ : ประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549

ความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549 ความพ่ายแพ้ หรือการเริ่มต้นของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทักษิณ ชินวัตร กับวีระ หรือ ไข่มุกดำ มาบรรจบกันได้ โดยขอย้อนอดีตดังนี้กรณี กบฏ 26 มีนาคม 2520 นำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกองกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 นับเป็นกบฏคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตตราบจนบัดนี้(14)

อย่างไรก็ตาม นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็เข้ามามีส่วนร่วมเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย และถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ ซึ่งทำให้โดนจำคุก กว่าจะออกมามีอิสรภาพ ทำงานการเมือง(15) ฯลฯ

จนกระทั่ง วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 - การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกแม่ค้าในซอยละลายทรัพย์ (สีสมซอย 5) จำนวนหนึ่งตะโกนไล่ ขณะกำลังรับประทานอาหารระหว่างไปหาเสียงในซอยนั้น(16)

ดังนั้น การสร้างพลังแห่งการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของแดงทั่วแผ่นดิน พัฒนาการตั้งแต่รัฐประหาร วันที่19 กันยา 2549กับการบรรจบของทักษิณ-วีระ มุสิกพงศ์ในปี พ.ศ. 2550 นายวีระ เป็นแกนนำคนหนึ่งของ " แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ " (นปก.) จัดเวทีปราศรัยที่สนามหลวงโจมตีรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549และคมช. รวมทั้งบางครั้งยังพาดพิงไปถึงประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2551

นายวีระได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ทาง NBT โดยร่วมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 นี้เอง พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อนายวีระ มุสิกพงศ์ กรณีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ภายในสัปดาห์นี้พนักงานสอบสวนจะส่งสรุปสำนวนการสอบสวนทั้งหมดให้คณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาส่งต่อไปยังคณะกรรมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระดับ ตร. พิจารณาเห็นชอบให้อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายวีระ รวมกับพวกอีก 7 คน ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากกรณีจำเลยร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ เมื่อวันที่ 20 - 21 สิงหาคม กล่าวอ้างถึงนายสนธิ ว่าเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้แต่อยากมากู้ชาติ โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 ธันวาคม เวลา 09.00(17) ดังกล่าวสอดคล้องต่อการอธิบายว่าสื่อมวลชนก็มีผลต่อกระแสผีเสื้อแดงทั่วแผ่นดิน

5. หลังวันที่ 26 มีนาคม 2552 : ประชาธิปไตยในจิตใจเพื่อการศึกษาการเมืองไทย

นับตั้งแต่ เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เกิดความโกลาหลทางการเมืองในขณะนั้นเป็นต้นมา ในความจำจากอดีตบทเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุดเปิดผ่านทางทีวีในเหตุการณ์รัฐประหาร(18) จนกระทั่ง สถานการณ์แห่งวันเวลาเปลี่ยนแปลงมาจนจะถึงวันที่ 26 มีนาคม 252 ทั้งรัฐบาล และคนเสื้อแดง ซึ่งตามที่กล่าวถึง Chaos Theory คือ ทฤษฎีความโกลาหลนั้น โดยผลกระทบต่อการเมือง การอธิบายเกี่ยวกับการเมืองในระบบรัฐสภาว่า ถ้าเครื่องมือทางการเมือง คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่สามารถดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการบังคับใช้กฎหมาย ต่อการกระทำความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดของแกนนำพันธมิตร นับตั้งแต่การยึดทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง จึงอาจจะเป็นไปไปไม่ได้ รัฐบาลจะไม่สามารถอยู่ได้ และถ้าเกิดการยุบสภา รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่

สิ่งที่น่าจะตามมา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี2550 โดยให้สังคมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ เพื่อการศึกษาการเมืองไทย ให้เกิดความหวังโดยเราจะมีสิทธิ มีความฝัน ให้หลายชนชั้น ทั้งชนชั้นกลาง และหลายชาติพันธุ์ เป็นแนวร่วมในการพัฒนาการเมืองไทยของประชาชน และหลากหลายชุมชนแห่งชาติ ได้การยอมรับจากนานาชาติ เพราะว่า การสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ ไม่ง่ายดาย ในการปลูกวัฒนธรรมทางการเมือง เพิ่มการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง ติดตามดูข่าวสารทางทีวี ต่างๆ

แม้เครื่องมือในการวิจัย เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบความรู้เรื่องประชาธิปไตย ต่อประชาชน จะมีขีดจำกัด เช่น ออกแบบสอบถาม อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวให้กว้างกว่านั้น คนไม่สามารถเป็นไม่บรรทัด คือ วัดได้คงเส้นคงวา (มักอาจจะDouble Standard) และถ้าเกี่ยวกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ว่า ไม่มีเครื่องมือวัดว่า คนนั้น มีประชาธิปไตยได้ เหมือนกับเทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งวัดอุณหภูมิ ร้อน หรือ เย็นได้ แต่ว่า คนไม่สามารถ เที่ยงตรง แม่นยำ และย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก อคติต่างๆได้

สรุป กระนั้นประเด็น 5 ประการ สะท้อนความเป็นมาของความจำเป็น ต่อคนเสื้อแดง และ หลากหลายกลุ่ม ในประชาชนทั่วไป ในการสร้างความเป็นประชาธิปไตย ให้ก้าวไกลกว่า ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ถ้าเปรียบดั่งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งมีจัดองค์ประกอบ ทำให้มองเห็นเรื่องแสง-เงาของรัฐสภา กับทำเนียบรัฐบาล แล้วจะทำประชาธิปไตย ให้เกิดแนวทาง เริ่มต้นเปล่งแสงสว่างของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะปรากฏจากผลของคนเสื้อแดง และสิ่งที่เชื่อมโยงของระบบนิเวศใน Butterfly Effect ซึ่งขณะของอนาคต อันไม่แน่นอน และชัยชนะแดงทั่วแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญของการต่อสู้ของแดงทั่วแผ่นดินนั้น แน่นอนว่า ผีเสื้อปีกแดง ส่งผลต่อการเมืองไทยแล้ว

0000000000000
อ้างอิง

1.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ "มีสัญญาณอันตราย เต็มไปหมดในประเทศนี้" ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้นำสาร Chaos Theory เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 581 วันที่ 21 - 27 ก.ค. 2546 http://www.nokkrob.org/index.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=ch-ch,id=1)

2.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html

3. The Butterfly Effect

4.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10331และ0331และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้: เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้

5. งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม) http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10893&Key=HilightNews

6.เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ http://th.wikipedia.org/wiki/The_King_Never_Smiles

7.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12043&Key=HilightNews

8. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น. http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=24286(เว็บของรัฐสภา) และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล “นั่งฟัง ‘ฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทย”http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0

9. "แม้ว"โฟนอินความจริงสัญจรฯ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11236 มติชนรายวันhttp://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102141251§ionid=0101&day=2008-12-14

10. "จาบจ้วง?" ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2551 15:48 น. http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152959

11.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การกลับมาของ "ศักดินา" ในฐานะจินตภาพการเมือง http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_8371.html

12.อรรคพล สาตุ้ม "14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย"http://www.prachatai.com/05web/th/home/15017

13. แดงทั่วแผ่นดินสัญจรhttp://th.wikipedia.org/wiki/ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร

14.กบฏ 26 มีนาคม 2520http://th.wikipedia.org/wiki/กบฏ_26_มีนาคม_2520

15.วีระ มุสิกพงศ์http://th.wikipedia.org/wiki/วีระ_มุสิกพงศ์

16. 27 มีนาคมhttp://th.wikipedia.org/wiki/27_มีนาคม

17.วีระ มุสิกพงศ์,เพิ่งอ้าง

18.รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐประหารในประเทศไทย_พ.ศ._2549

เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thaienews.blogspot.com/2009/03/26-2520-26-2552.html

เผยแพร่ครั้งสองที่http://www.prachatai.com/journal/2009/05/23918
คือ การกลับสู่ชื่อคล้ายหัวข้อบทความเดิม
26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน