“บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ
Sun, 2009-11-15 04:03
อรรคพล สาตุ้ม
คำว่า “บอง ชวลิต” และบทบาทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
การตอบโต้ของไทยต่อกรณีที่สมเด็จฯ ฮุนเซน แต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และประกาศว่าทักษิณ “เป็นเพื่อนคนหนึ่ง” นั้นเนื่องมาจากความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน (1) กล่าวคือ ความสัมพันธ์ของ พล.อ.ชวลิต-ฮุนเซน-ทักษิณ สืบเนื่องมาตั้งแต่การพูดคุยแบบพี่น้องที่มีสายสัมพันธ์มายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่พล.อ.ชวลิต ช่วยสร้างสันติภาพให้กัมพูชา โดย พล.อ. ชวลิต กล่าวว่า“ “ฮุนเซน” เรียกผมว่า “บอง ชวลิต” ทุกคำเขาบอกว่าผมเป็นพี่ชายของเขา โดย พล.อ.ชวลิตเล่าไว้ และกล่าวต่อว่า “โอ้ย ผมเป็นซุปเปอร์นายกฯ ไม่ใช่คุย แต่ relation กับเพื่อนบ้านที่ผมสร้างเอาไว้นาน มันมหาศาลไม่ใช่แค่พี่น้อง partnership แต่เป็น Family เดียวกันยิ่งกับผู้นำพม่า เราถือว่าเป็น Brother กันเลย….”
เมื่อเราพินิจคำว่า “บอง ชวลิต” ที่ฮุนเซนใช้เรียก พล.อ.ชวลิต แปลความหมายมาเป็นไทยว่า ผมเป็นพี่ชายของฮุน เซน สิ่งนี้สะท้อนถึงการโยงใยของคำ ร่องรอยความคิด และความเชื่อของไทย โดยคำว่า "พี่น้อง" เป็นการกล่าวถึงเรื่องของพี่น้องหรือเป็นการนับญาติ เรานึกถึงตัวอย่างในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเรียกกระเป๋ารถเมล์ว่า พี่ ทั้งที่ไม่ใช่พี่แท้ๆ ตามลำดับญาติก็ตาม
ในทางเดียวกัน คำว่า ครอบครัว เป็นการนับญาติของคนไทย เพราะระบบญาติขยายวงศ์เป็นเหตุให้ใช้ศัพท์ทางญาติกับคนที่ไม่ใช่ญาติแพร่หลายทั่วไป การเรียกคนว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา เช่นเดียวกันกับการเรียกว่า ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (2) การใช้คำเรียกดังกล่าวในด้านหนึ่งมันเป็นผลดีแก่ผู้ใช้ศัพท์เรียกผู้อื่นว่า “…ลุง พี่ น้อง ทำให้ผู้ถูกเรียก รู้สึกความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม และส่วนความเป็นมาของการพยายามเรียกผู้อื่นให้ใช้คำว่า “ท่าน” ก็มีในสมัยจอมพล ป.พยายามให้เกิดความเป็นอารยะเยี่ยงชาติตะวันตก โดยส่วนใหญ่แล้วก็นิยมใช้คำว่า “ท่าน” หรือ “คุณ” เป็นภาษาทางการมากกว่าในชีวิตประจำวันที่มีการใช้ศัพท์เรียกว่าพี่ น้อง..” (3) นั่นก็คือ มันจะไม่ประสบความสำเร็จในการใช้คำศัพท์ดังกล่าวเหมือนกับคำว่า “สวัสดี” ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจนถึงปัจจุบัน
ย้อนกลับไป พล.อ.ชวลิต ซึ่งเคยมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพให้กับเขมร 4 ฝ่ายนั้น ในสมัยที่ พล.อ.ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี “…ในสมัยที่รัฐบาลไทยเข้าร่วมแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งในกัมพูชาปี 1998 ในช่วงเดือนตุลาคมที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเข้าไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาตินั้นได้ถือโอกาสจัดตั้งกลุ่มประเทศที่เรียกตัวเองว่า เพื่อนกัมพูชา (Friend of Cambodia) โดยมีนาย ประจวบ ไชยสาสน์ เป็นรมต.ต่างประเทศไทย ทำงานเป็นแกนสำคัญในการจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยปัญหากัมพูชามาแล้ว..” (4)
เรื่องราวของถ้อยคำจากอดีตจนถึงยุคปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงการค่อยๆ พยายามขยายความหมายของคำว่า พี่น้อง เพื่อน และครอบครัวของไทย ไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในทางกลับกัน การตอบโต้ของรัฐบาลซึ่งนำมาสู่ความขัดแย้งกับกัมพูชา เช่น ข้อความในถ้อยแถลงให้เหลือเพียงคำๆ เดียวว่า “ทักษิณ” ของนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (5) กลับเป็นการลดทอนความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คำว่า “ทักษิณ” นำไปสู่การวิเคราะห์ของสื่อมวลชนไทยในเชิงลบต่อเรื่องกัมพูชาในความเป็นพี่น้องของ พล.อ.ชวลิต และความเป็นเพื่อนของทักษิณและให้แคบลงเพียงเรื่องผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเท่านั้น มันทำให้นึกถึงสำนวนทำนองว่า “มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่ ไม่มีเงินไม่มีทอง ไม่นับพี่นับน้อง” แต่แน่นอนว่า รมต.ต่างประเทศนามว่า กษิต ภิรมย์ ซึ่งเคยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในอดีต จะไม่สามารถสร้างเพื่อนกับสมเด็จฯ ฮุนเซนได้ เพราะคำว่า “ทักษิณ” ไปจนถึงคำว่า “บอง ชวลิต” มีนัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อการสถาปนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน นั่นก็คือ พล.อ.ชวลิต ในฐานะรัฐบาลจากในอดีตสามารถสร้างความสัมพันธ์อาเซียนใหม่ต่อกัมพูชาแตกต่างจาก กษิต ภิรมย์ และอภิสิทธิ์ ในปัจจุบัน
ชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิต และมุมมองจากคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา
จากชีวประวัติของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นามสกุลยงใจยุทธนั้น สืบเชื้อสายมาจากเชื้อพระวงศ์ของลาว พล.อ.ชวลิตเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าของสมญา “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก” ผู้ประสบความสำเร็จในเรื่องเคยต่อสู้ชนะคอมมิวนิสต์ พล.อ.ชวลิต ก็เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่คนแรก พล.อ.ชวลิต เป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย และพล.อ.ชวลิต ก็มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนม โดยสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเรียก พล.อ.ชวลิต ว่า “บิ๊กจิ๋ว” ส่วนในพื้นที่ภาคอีสานเรียก พล.อ.ชวลิตว่า “พ่อใหญ่จิ๋ว” นอกจากนี้แล้ว ยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” จากการมีบุคลิกพูดจาอ่อนนุ่ม ฯลฯ เป็นต้น
ที่น่าสนใจ ภาพชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิตถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสื่อมติชนสุดสัปดาห์ฯ ว่า “…ชีวิตของพล.อ.ชวลิตอยู่บนชั้นที่ 23 ของรีเวอร์ไรน์คอนโดมีเนียม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตื่นมาก็เห็นสายน้ำ ก่อนนอนก็เห็นสายน้ำที่ไหลทอดยาวไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่ตื่นมากลางดึกตีหนึ่งตีสองที่พล.อ.ชวลิตมักจะตื่นมาใช้ความคิด และวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ก็ที่ริมระเบียงแม่น้ำนี่แหละ เขาจึงอาจกำลังกลายเป็น นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตัวจริง ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือผู้พ่ายแพ้…” (6)
ชีวิตประจำวันของทุกคนย่อมเกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่ Henri Lefebvre เคยเขียนถึง Critique of Everyday Life โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องชีวิตประจำวันกับความสัมพันธ์ของกรอบการรับรู้ถึงพื้นที่และเวลาของชีวิตทางสังคม กล่าวคือมันสะท้อนถึงชีวิตประจำวันของเราและมันแสดงถึงความสำคัญและความหมายของพื้นที่ทางกายภาพของคอนโดของ พล.อ.ชวลิต ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครไม่ได้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ซึ่งคอนโดมิเนียมทำหน้าที่ในการช่วยสร้างความคิด จิตใจ และตัวตนของพล.อ.ชวลิต ที่มีการมองเห็นลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ทางสิ่งแวดล้อมสำหรับสร้างความคิดสร้างสรรค์ในคอนโด
การเล่าเรื่องว่า “…พล.อ.ชวลิต มักจะตื่นมาใช้ความคิด และวางแผนปฏิบัติการต่างๆ ก็ที่ริมระเบียงแม่น้ำนี่แหละ เขาจึงอาจกำลังกลายเป็น นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตัวจริง…” (7) ทำให้เห็นภาพแสดงแทนจากสื่อมติชนสุดสัปดาห์บ่งชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ชวลิตผู้อยู่ในคอนโดมิเนียมชั้นที่ 23 วางแผนชีวิตประจำวันอย่างกับอยู่ในสมรภูมิรบ ทั้งที่ พล.อ.ชวลิต อยู่ที่คอนโดมิเนียมไม่ใช่สนามรบ แต่มันก็คล้ายคลึงกับคำว่า “สมรภูมิ” ทำให้น่าคิดถึงข้อความของ Henri Lefebvre ที่เคยเขียนถึง Critique of Everyday Life ว่า “..ชีวิตประจำวันจะกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ในการต่อสู้ทางชนชั้น..” แน่นอน เราต้องต่อสู้ในชีวิตประจำวันเพื่อหาทางอยู่รอดดำเนินชีวิตกันต่อไป
แต่การต่อสู้ในชีวิตประจำวันก็มีขีดจำกัดในกรอบของเวลาและพื้นที่ เมื่อวิถีชีวิตประจำวันของคนในกรุงเทพฯ ที่อาศัยอยู่คอนโดมิเนียมอันเป็นสถาปัตยกรรมขนาดสูง มันเป็นทั้งภาพแสดงแทนวิถีชีวิตของความทันสมัยของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพวกเขากลับจากที่ทำงานถึงคอนโดมิเนียมก็แถบจะหมดเรี่ยวแรงกายในเวลากลางคืนแล้ว ทว่าภาพชีวิตประจำวันของ พล.อ.ชวลิต กลับแตกต่าง ในช่วงเวลาการผลิตความคิดสำหรับแผนปฏิบัติการอยู่ในเวลากลางคืนที่แสงดาวเปล่งประกายเรืองรองระยิบระยับ ท่ามกลางแสงสีจากตึกสูงและอาคารต่างๆ ในกรุงเทพฯ แน่นอนเรารู้ว่า การมองแม่น้ำเจ้าพระยาของทุกคน ในความทรงจำ ล้วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมประเพณีตามความสำคัญอันเกี่ยวข้องกับแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น กระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และงานลอยกระทง งานประเพณีต่างๆ ซึ่งแน่แท้แล้ว พล.อ.ชวลิตและทุกๆ คน ก็สามารถมองเห็นสายน้ำเป็นดั่งสัญลักษณ์ว่า “เวลาไม่ไหลย้อนกลับมา” ได้อีกด้วย
นั่นก็คือ เวลาเป็นความจริงแท้ของพื้นที่ในความคิดของแต่ละคน ส่วนพื้นที่ก็ก่อให้เกิดจินตนาการของภาพสะท้อนทางภูมิศาสตร์ จากพื้นที่ เรามองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำ บ้านเมืองในชุมชนของประเทศ จนกระทั่งเรานึกถึงพื้นที่ทางสังคมกับเรื่องราวของชีวิตของผู้คน ไม่น่าแปลกใจ หาก พล.อ.ชวลิต มองเห็นแม่น้ำกับวิถีชีวิตของคนเช่นกัน ทั้งจากการตีความหมายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางความมืดมนสลัวของสายน้ำที่มองจากคอนโดมิเนียม เชื่อมโยงกับความหมายของผู้คนแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ ใน Senses of Place
ชื่อชวลิต มีความหมายว่า รุ่งโรจน์, รุ่งเรือง, แสงสว่าง อาจเปรียบประดุจแสงสว่างให้พรรคเพื่อไทยก็ว่าได้
นับตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ชีวิตประจำวันของพล.อ.ชวลิต ณ คอนโดมิเนียม ก็คือสถานที่ของผู้วางแผน ซึ่งต่อมาการเดินทางไปประเทศกัมพูชาซึ่งข้ามอาณาเขตของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปพบสมเด็จฯ ฮุนเซน สะท้อนถึงการผลิตความหมายชีวิตส่วนตัวจากสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมไปสู่อีกสถานที่หนึ่งก็คือปราสาทพระวิหาร
มันทำให้เกิดการขยายอาณาเขตของความเป็นส่วนตัว (Private sphere) ของพี่ชวลิต หรือ “บอง ชวลิต” ไปสู่สมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งเขาก็เรียกทักษิณว่าเพื่อน การสร้างความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนกับกัมพูชา จึงขยายกลายเป็นประเด็นอาณาเขตสาธารณะ (Public Sphere) ซึ่งมันผนวกกับความเป็นเพื่อนบ้านในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ พล.อ.ชวลิต ได้นำประเด็นนครปัตตานีกลับมานำเสนอใหม่อีกครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พวกเราก็รู้กันดีว่า เราอยู่ในความหวังของการพัฒนากระบวนการสร้างความทันสมัยของรัฐประชาชาติไทย และเราต้องสร้างอาณาเขตสาธารณะในการมีส่วนร่วม เสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น และอธิปไตยของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในทิศทางถูกต้อง
ในที่สุดแล้วเราก็รู้ว่า ประเด็นเรื่องการรอคอยเพื่อพิสูจน์ว่า ความหวังในการพัฒนาประชาธิปไตยของรัฐประชาชาติไทย ซึ่งธเนศ วงศ์ยานนาวา กล่าวว่า “…อดีตเป็นสิ่งที่เกิดไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความหวังจึงอยู่ในสภาวะของอนาคต แต่ครั้น เมื่ออนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด และก็ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะรู้ได้ว่าอนาคตเป็นอย่างไร ความหวังจึงเป็นเพียงความหวัง เพราะไม่สามารถหาหลักฐานหรืออะไรที่จะมายืนยันไปได้มากกว่าการเป็นเพียงความหวัง..” (8) ท่ามกลางบทบาทของพล.อ.ชวลิต ในคอนโดมิเนียม ซึ่งต่อมาทำหน้าที่เป็นประธานฯ พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต จึงเป็นความหวังใหม่ เพื่อเพื่อนร่วมชาติ ในประเด็นนครปัตตานี และประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เพื่อสันติภาพ
“..ชาติกลายเป็นสถานที่ที่ถือกันว่าเป็นบ้าน และประวัติของชาติเป็นเรื่องราวของบ้าน..” (9) โดยเราก็รู้ว่า ขณะเวลาของประวัติศาสตร์ในปัจจุบันนั้น เมื่อชาติภายใต้เวลาของอำนาจทางการเมืองเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็เหมือนกับอภิสิทธ์เป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งเราต้องอาศัยหลับนอนในบ้าน โดยรัฐบาลอภิสิทธ์ ฉะนั้น กรณีรัฐบาลถอนทูตไทยออกจากกัมพูชา อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดการค้าชุมชนชายแดน โดยรัฐบาลต้องสนใจเปิดโอกาสทางพื้นที่และเวลาให้ประชาชน มีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม เมื่อการเมืองไม่อาจคาดหวังกับรัฐบาล ที่มีการเล่นเกมก่อนอาจจะเลือกตั้งใหม่ จึงปลุกกระแสชาตินิยมดึงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ และบทบาท พล.อ.ชวลิต จึงน่าจับตาในฐานะเป็นประธานฯ ของพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อชวลิต หมายความว่า รุ่งโรจน์, รุ่งเรือง, แสงสว่าง เปรียบประดุจแสงสว่างให้พรรคเพื่อไทย แล้วเขาจะเป็นแสงสว่าง และความหวังใหม่ เพื่อเพื่อนร่วมชาติ ในประเด็นนครปัตตานี และกัมพูชา เพื่อสันติภาพได้มากเท่าใด นับว่าท้าทายกับสังคมไทย
โดยเขาต้องวางแผนเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว เหมือนไขกุญแจเปิดประตูออกจากห้องในคอนโด ที่เป็นบ้าน โดยประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในห้องคอนโด เหมือนกับเปิดอาณาเขตส่วนตัวสู่อาณาเขตสาธารณะ ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง
สร้างพื้นที่ให้เกิดทางรอดของประเทศไทยพ้นอันตราย
เชิงอรรถ
(1) อรรคพล สาตุ้ม “ฮุน เซน-ทักษิณ: เพื่อนบ้านไร้พรมแดน”
http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26436
(2) อรรคพล สาตุ้ม “ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม”
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334
(3) สุวรรณา สถาอานันท์, เนื่องน้อย บุณยเนตร “ความคิดและภูมิปัญญาไทย คำ ร่องรอยความคิด ความเชื่อไทย” กรุงเทพฯ: สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535:166-167
(4) อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ (บรรณาธิการ) “อาเซียนใหม่” กรุงเทพฯ: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541:168-169
(5) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์พาดพิงไทยของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา, 11 พ.ย. 52 http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=23421
(6) แผน ‘ขงเบ้ง’เขย่า ‘มาร์ค’ เปิดลับโต๊ะถกเขมร,ซุปเปอร์นายก‘จิ๋ว’ และข้อความถึง‘ป๋า’ มติชนสุดสัปดาห์ 30 ต.ค.-5 พ.ย.2552 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1524 : 16
(7) แผน ‘ขงเบ้ง’เขย่า ‘มาร์ค’ เปิดลับโต๊ะถกเขมร,ซุปเปอร์นายก‘จิ๋ว’ และข้อความถึง‘ป๋า’, มติชน สุดสัปดาห์, เพิ่งอ้าง
(8) ธเนศ วงศ์ยานนาวา “อาณาเขตสาธารณะ/ประชาสังคมและนักมานุษยวิทยากับคนชายขอบ”จุลสารไทยคดีศึกษา ปีที่ 15 ฉบับที่ 14 (พ.ค.-ก.ค.2542): 16
(9) ธงชัย วินิจจะกูล “เรื่องเล่าจากชายแดน” ศิลปวัฒนธรรม 23, 12 ต.ค. 2545 : 80
*หมายเหตุ ที่มาจากประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26617
ที่มาจากไทยอีนิวส์“บอง ชวลิต” : ชาติไทยในคอนโด
http://thaienews.blogspot.com/2009/11/blog-post_3765.html
วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553
ฮุน เซน-ทักษิณ: เพื่อนบ้านไร้พรมแดน
Mon, 2009-11-02 22:17
อรรคพล สาตุ้ม
การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย” ให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดีโดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย โดยสมเด็จฯ ฮุน เซน ก็สร้างบ้านให้ทักษิณในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา และอย่าลืมว่าสมเด็จฯ ฮุนเซน ก็มีกองทัพของกัมพูชาอยู่ตามแนวชายแดนของปราสาทเขาพระวิหาร อันเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ฉะนั้น ความเป็นเพื่อนไร้พรมแดน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม ทำลายความมั่นคงของชาติหมดสิ้นไป
สมเด็จฯ ฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้ทักษิณ เป็นเพื่อน
การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ..."
หากแต่การเคลื่อนของชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง" (1)
กรณี “ฮุน เซน” นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”
สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชูทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)
จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของทักษิณ นั่นเอง
จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน สู่การทำให้ผู้นำประเทศเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้
“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้ (3)
แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯ ฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)
แม้นพดล ปัทมะ จะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้ทักษิณเป็นเพื่อนบ้านในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ที่ยังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ที่เกี่ยวพันกับสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” (5) อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับกระแสข่าวทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชนกับพรรคเพื่อไทย ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน เป็นพันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งขันช่วงชิงชัยชนะกับทักษิณ-ฮุน เซน ในความมั่นคงของความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน
อ้างอิง
(1) อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค, มติชนรายวัน, 23 ต.ค. 52
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col01231052§ionid=0116&day=2009-10-23
(2) รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?, ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=236196
(3) สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา, ประชาไท, 28 ต.ค. 52 http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26368
(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 29 ต.ค. 52
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091029/83932/สืà¹à¸à¹à¸à¸¡à¸£à¸à¸µà¸à¹à¸²à¸§à¸à¸±à¸à¸©à¸´à¸à¸à¸°à¸¡à¸²à¸¥à¸à¸¢à¸à¸£à¸°à¸à¸à¸à¸à¸¡à¹à¸à¸2à¸.ย..html
วันที่ 29 ตุลาคม 2552 17:50
(5) อรรคพล สาตุ้ม: ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม 'ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ'
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=3004
*หมายเหตุจากประชาไท คือ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26436
จากไทยอีนิวส์ คือ
ความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน:พตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน
http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_3345.html
Mon, 2009-11-02 22:17
อรรคพล สาตุ้ม
การทำหน้าที่ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในฐานะเพื่อนบ้านไร้พรมแดน คือ การสร้างภาพ “ผู้ลี้ภัย” ให้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นบวกกับสื่อมวลชน ไม่ใช่ลบต่อนานาประเทศ ซึ่งคำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในเวทีอาเซียนเป็นการสะท้อนภาพได้อย่างดีโดยฐานะของประเทศเพื่อนบ้านของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนของประเทศใกล้ชิดติดกับไทย โดยสมเด็จฯ ฮุน เซน ก็สร้างบ้านให้ทักษิณในฐานะเพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่อยู่พักอาศัยพักผ่อน ท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหารที่มีปัญหาเรื่องพรมแดนไทยกับกัมพูชา และอย่าลืมว่าสมเด็จฯ ฮุนเซน ก็มีกองทัพของกัมพูชาอยู่ตามแนวชายแดนของปราสาทเขาพระวิหาร อันเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ฉะนั้น ความเป็นเพื่อนไร้พรมแดน คือ จุดเริ่มต้นของสันติภาพ ไม่ใช่ความเป็นศัตรู นำไปสู่สงคราม ทำลายความมั่นคงของชาติหมดสิ้นไป
สมเด็จฯ ฮุน เซน กับข่าวสารสื่อด้านบวกให้ทักษิณ เป็นเพื่อน
การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยการเดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา แม้จะมี "คำตอบ" 3 ข้อ หลังการเดินทางกลับ แต่เป็น "คำตอบ" ที่ซ่อนคมเขี้ยวที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน โดยเหตุเพราะชวลิตเปิดหน้าแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และทักษิณ เพราะฉะนั้น "คำตอบ" ใน 2 ข้อแรก คือ หนึ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งบริเวณตามแนวชายแดนไทยกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งทางการกัมพูชาต้องการให้ลดการเผชิญหน้า และสอง สิทธิในการค้นหาขุดค้นบ่อน้ำมัน หรือก๊าซในทะเล ยังคงเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงมีคำสร้อยต่อท้ายว่า "รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการใดๆ..."
หากแต่การเคลื่อนของชวลิต คงไม่ใช่อยู่ที่ 2 คำตอบแรก แต่น่าจะอยู่ที่คำตอบที่สาม คือชะตากรรมของ ทักษิณ ที่ต้องเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่มากกว่า ก็คือ "ภริยาของสมเด็จฯฮุน เซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ตัวเขาเองกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วย ไว้พร้อมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง" (1)
กรณี “ฮุน เซน” นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย...ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”
สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชูทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา...สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุน ทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”(2)
จากข่าวสารที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าว เมื่อเพื่อนบ้านไร้พรมแดนอย่างสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ยังเห็นผู้ลี้ภัยเป็นด้าน “บวก” เหมือนกัน และพยายามที่จะให้คนไทย และกัมพูชา ได้เห็นทุกแง่มุมของของ "ผู้ลี้ภัย" ให้เป็นในเชิง “บวก” และวิธีที่จะทำให้คนไทย และคนกัมพูชา เข้าใจตรงกันก็คือ “การทำสื่อ” เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นการพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยทำการยกระดับเรื่องให้ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งมันทำให้ภาพบวกของทักษิณ ต่อมาก็คือ การสร้างบ้านให้อยู่ที่กัมพูชา สะท้อนว่าสมเด็จฯฮุน เซน ทำการยกระดับประเทศเพื่อนบ้าน เท่ากับเป็นเพื่อนบ้านของทักษิณ นั่นเอง
จากเพื่อนบ้านไร้พรมแดน สู่การทำให้ผู้นำประเทศเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ระบุสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สร้างบ้านไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ว่า คงไม่มีอะไร และไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจอะไร เป็นเรื่องปกติ ตอนที่ตนไปเจอสมเด็จฮุนเซน ท่านก็พูดคุยกับตนอย่างนี้
“ท่านบอกผมมาเองว่า ไม่ต้องกังวลใจเรื่องกรณีคุณทักษิณ ท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องความเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนกันอยู่ ท่านบอกว่าคนเป็นเพื่อนก็คบกันเป็นเพื่อน และท่านยืนยันกับผมมาเหมือนกันว่า คุณทักษิณเป็นเพื่อนท่าน แต่เรื่องภาระหน้าที่ของบ้านเมืองในการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ตอนนั้นท่านพูดกับผมอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น” นายสุเทพ กล่าวไว้ (3)
แหล่งข่าวใกล้ชิดทหารกลุ่มเขมรแดง เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาสื่อมวลชนหลายแขนง โดยเฉพาะโทรทัศน์และวิทยุของกัมพูชาได้เสนอข่าวอย่างคึกโครมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะบินมาร่วมงานแข่งเรือประจำปีและงานลอยกระทงที่กรุงพนมเปญ และประชาชนกัมพูชาต่างตื่นเต้นฮือฮากับข่าวนี้มาก
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่นานแค่ไหนและจะเข้าพักอาศัยบ้านที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนได้สร้างไว้รองรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องพักบ้านดังกล่าวหรือไม่รู้แน่นอน แต่คงมาอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นการตอบแทนที่นายกฯ ฮุนเซนได้ประกาศแสดงน้ำใจ..(4)
แม้นพดล ปัทมะ จะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็สะท้อนสถานะของประเทศเพื่อนบ้านของฮุน เซน ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน กับการสร้างบ้านให้เพื่อน อันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมสำหรับที่พักอาศัยพักผ่อน มันทำให้ทักษิณเป็นเพื่อนบ้านในฐานะความสัมพันธ์ส่วนตัว มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ส่วนร่วมทำประวัติศาสตร์ของการจัดเวทีอาเซียน โดยประเด็นต่อมา คนนอกในเวทีอาเซียนของพรรคการเมืองใหม่ ที่ยังไม่มีส่วนร่วมเป็นรัฐบาล แต่ว่าก็ทำการปิดความสัมพันธ์ของไทยกับกัมพูชา โดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มเสื้อเหลือง ที่เกี่ยวพันกับสื่อผู้จัดการ แล้วมาเป็นกลุ่มทางการเมือง คือ พรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่มีอะไรใหม่จริงในเวทีอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ภาพการยกระดับของพรรคการเมืองใหม่ ก็ไม่ก้าวข้ามพ้นว่า ภาพพรรคการเมืองใหม่เป็นชาตินิยม ในสถานการณ์ทางการเมือง “ประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร” (5) อันเป็นอุดมการณ์ของกระแสชาตินิยม ต่อมาจนถึงในเรื่องพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นอคติต่อพรมแดนไทยกับกัมพูชา ในเวทีอาเซียน สะท้อนออกมาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งหากเทียบกับกระแสข่าวทักษิณไปงานแข่งเรือและงานลอยกระทง ซึ่งมันเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนกัมพูชา โดยผูกโยงเรื่องวัฒนธรรมประเพณีของกัมพูชาด้วย จึงเปรียบเหมือนว่า แข่งพายแข่งได้ แต่ว่าพรรคการเมืองใหม่ ไม่มีประเด็นอะไรแข่งขันเพิ่มคะแนนเสียงของประชาชนกับพรรคเพื่อไทย ที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ๆ ที่ทำให้เป็นเพื่อน เป็นพันธมิตร เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่อาจสู้แข่งขันช่วงชิงชัยชนะกับทักษิณ-ฮุน เซน ในความมั่นคงของความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน
อ้างอิง
(1) อากัปกิริยา"ฮุน เซน" อากัปกิริยา"บิ๊กจิ๋ว" ส่งผลต่อปฏิกิริยา รบ.มาร์ค, มติชนรายวัน, 23 ต.ค. 52
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col01231052§ionid=0116&day=2009-10-23
(2) รายงานพิเศษ : ฮุน เซน... “มิตรแท้” หรือ “จอมตลบตะแลง”?, ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=236196
(3) สุเทพเผยคุยฮุนเซ็นแล้ว ย้ำแก้ปัญหาประเทศเพื่อนบ้านด้วยสันติวิธีและการเจรจา, ประชาไท, 28 ต.ค. 52 http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26368
(4) สื่อเขมรตีข่าวทักษิณจะมาลอยกระทงพนมเปญ2พ.ย.: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 29 ต.ค. 52
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091029/83932/สืà¹à¸à¹à¸à¸¡à¸£à¸à¸µà¸à¹à¸²à¸§à¸à¸±à¸à¸©à¸´à¸à¸à¸°à¸¡à¸²à¸¥à¸à¸¢à¸à¸£à¸°à¸à¸à¸à¸à¸¡à¹à¸à¸2à¸.ย..html
วันที่ 29 ตุลาคม 2552 17:50
(5) อรรคพล สาตุ้ม: ปรัชญา ปวศ. ศิลปะแบบชาตินิยม 'ปราสาทพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ'
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=3004
*หมายเหตุจากประชาไท คือ http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26436
จากไทยอีนิวส์ คือ
ความเป็นเพื่อนบ้านไร้พรมแดน:พตท.ดร.ทักษิณ-สมเด็จฯ ฮุน เซน
http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_3345.html
ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
Sun, 2009-10-25 00:27
อรรคพล สาตุ้ม
…ชาติถูกจินตกรรมขึ้นก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม Renan นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวถึงจินตกรรมนี้ว่า “สารัตถะของแต่ละชาติ ก็คือ บรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวล ต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว…. (เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม(ฉบับแปลไทย ฉบับแปลไทย หน้า 9-10)
การผลิตความทรงจำเรื่อง14 ตุลาคม-เดือนตุลาคมของรัฐธรรมนูญ 2540
ผู้เขียนเริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ ประกอบกับการที่ผู้เขียนอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ผุดขึ้นมาเนื่องจากผุ้เขียนดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีนี้ เนื้อหามีว่าเมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอส้มตำจานหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”
สื่อโฆษณาทีวีดังกล่าวโปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”หรือประเทศเหมือนบ้าน สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยภายใต้ในชุมชนในจินตกรรมร่วมกันได้ ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม
กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วมและการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน โดยผ่านสื่อหนังสือพิมพ์สร้างชุมชนจินตกรรมได้(อ้างอิงหนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรม) มันจึงไม่แปลกที่เรารู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติจากบทสัมภาษณ์เรื่องความทรงจำของญาติวีรชนในสิบสี่ตุลาคมในหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ได้ แม้ว่าอดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ แต่ความทรงจำ คือ ข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ
นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ และงานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้
คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน<1> ความทรงจำของเรื่อง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 จึงเป็นตัวแทนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองมที่ไม่ถูกลบเลือน บิดเบือน สูญหายไป โดยเราสามารถรับรู้ผ่านงานเขียน รวมถึงการผลิตสื่อภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ 14 ตุลา สงครามประชาชน (ที่มีการวิจารณ์ว่าเปลี่ยนเป็นชื่อเดิมว่า คนล่าจันทร์ดีกว่า ฯลฯ) และเมื่อวันเวลาผ่านไป คนยุค 14 ตุลาก็ยังไม่พ้นวังวนของปัญหาการเมืองประชาธิปไตย
เพราะว่าพวกเขาต้องมาพบกับเหตุการณ์ของ 17 พฤษภาคม 2535 ซึ่งมันทำให้เกิดคนเดือนพฤษภา แล้ววันเวลาต่อมาก็ได้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และแล้วความสำคัญของเดือนตุลาคม ก็ยังกลับมาเกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ 2540 ในแง่ที่ว่าเราแทบจะหาสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เลย แต่ไหนๆ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ก็น่าพอจะกล้อมแกล้มถือเอาเป็นวันสัญลักษณ์ไปได้เหมือนกัน<2>
ฉะนั้น การผลิตความทรงจำที่ดีและการโหยหาอดีตเพื่อสร้างชุมชนจินตกรรมขึ้น โดยก่อร่างความทรงจำต่อเดือนตุลาคม มันจึงมีหลายแง่มุมที่ถูกผลิตออกมาเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือจงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน14ตุลาคมของปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น ส่วนผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็น ‘เดือนตุลาคม’ ในอีกแง่หนึ่งว่ามันถูกทำให้เป็นชุมชนจินตกรรม ภายใต้สมาชิกเพื่อนร่วมชาติเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยและมันมาเป็นพลังสู่การสร้างความเข้าใจเดือนตุลาคมจาก 14 ตุลาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 รวมไปถึงความทรงจำต่อลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เพื่อนร่วมชาติ และญาติร่วมชาติไทยได้อีกด้วย
ความแตกสลายของเพื่อนร่วมชาติในเดือนตุลาคม
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness (จิตสำนึกหลงผิดซ้ำซ้อนกลับหัวกลับหางในสังคมการเมืองเดียว) และ self-righteousness (คิดว่าตนเองถูกทั้งหมด คนอื่นผิดทั้งหมด) บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย
ในประเด็น 14 ตุลา และ 6 ตุลา มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่พูดได้ว่า ถ้า ไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ อาจจะมีความหมายบ้างต่อปัจเจกบุคคล
แต่นั่นไม่พอ การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน คือ พันธมิตรสามประสาน ได้แก่ กรรมกร ชาวนา และสามัญชน เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา แล้วหลัง 6 ตุลา ก็คลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท “ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลาอันได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน
เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุด ผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด” <3>
ดังนั้น อุดมการณ์ของสิบสี่ตุลาถึงจุดแตกสลายไปจากความเป็นเพื่อนร่วมชาติ พร้อมกับรัฐธรรมนูญ 2540 ในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้นมา มันก่อเกิดเป็นการแบ่งฝักฝ่ายเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ)
ซึ่งทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยกลุ่มสหายเก่าที่เคยเป็นมิตรร่วมรบในการต่อสู้ของสงครามกันมา แล้วกลายเป็นไร้เพื่อน โดยมันไม่ใช่สมการว่า พันธมิตร+ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ = พันธมิตรต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(หลอมรวมสีเหลืองและสีแดง)ได้ ผู้เขียนเห็นว่ามันเป็นการปะทะของอุดมการณ์ในเพื่อนร่วมชาติ สถานะทางการเมือง และอำนาจของกลุ่มการเมือง ผนวกกับความเป็นเพื่อน มิตร สหายกัน รวมทั้งในฐานะพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ญาติร่วมชาติ
แต่ว่ามันก็ยังมีภาพตัวแทนอีกอันหนึ่งในเดือนตุลาคม คือ ลุงนวมทอง ผู้สละชีวิตเพื่อชาติและประชาธิปไตย อีกทั้งลุงนวมทองสวมเสื้อใส่เสื้อสีดำที่มีบทกวีของศรีบูรพา และรวี โดมพระจันทร์ ในฐานะสัญลักษณ์ของ 14 ตุลา ซึ่งทั้งความตาย และความหมายของการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ในบรรยากาศของงานศพ จนถึงวันเวลา ณ ปัจจุบัน ทำให้เราต้องมาพิจารณาความเป็นตัวแทนของเดือนตุลาคมเช่นเดียวกันในฐานของการระลึกถึงคนธรรมดา สามัญชน กับวันหนึ่งของเดือนตุลาคม ที่มีฐานะเป็นญาติร่วมชาติไทย
ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กับความเป็นญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหลังออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว นายนวมทองก็ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกเยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอกอัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
ในคืนวันที่ 31 ต.ค.2549 นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และด้านหลังเป็นบทกวีของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และข้อมูลต่อมาที่มีบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค. 2549; อายุ 60 ปี) ก็คือเป็นคนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากขับแท็กซี่พุ่งชนรถถังของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
นายนวมทองเป็นพลเมืองไทยเพียงคนเดียวที่ได้ประกาศตนต่อสาธารณชนว่าได้พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อประท้วงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองฯ และได้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวในที่สุด เพื่อตอบสนองคำพูดของรองโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่เขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามวัตถุประสงค์ในการกระทำของเขานั้นเอง<4>
กระนั้น ผู้เขียนระลึกถึงบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล แล้วกระตุ้นให้ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ไม่ให้ผู้เขียนหลงลืม “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์”..ว่า เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เราต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือคนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก
แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร.<5>
ครั้นแล้ว วันเวลาของงานศพ “ลุงนวมทอง”ผ่านไป จะทำอย่างไรดีไม่ให้ความทรงจำต่อลุงนวมทอง หายไป ผู้เขียนครุ่นคิดถึงความเข้าใจเรื่องกาลเวลาว่ามันเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น “ชาติไทย”สมัยใหม่ กาลเวลาไม่ได้เพียงอยู่บนพื้นฐานของเวลาแบบการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ผู้เขียนมองเวลาแบบการมองปฏิทิน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของวันเวลาของไทยในยุคสมัยใหม่ แล้วก็ตระหนักได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม มันเป็นวันสิ้นเดือนพอดี เป็นวันสำหรับเงินเดือนออกของพนักงาน
ขณะที่เป็นวันท้าทายทหารของลุงนวมทอง ทำอย่างไรไม่ให้สิ้นเดือนทำให้ความทรงจำต่อลุงนวม หายสาบสูญสิ้นไป แน่ชัดว่า ความต่างของวันที่ 31ตุลาคม กับวันที่ 14,6ตุลา นั้นมีค่อนข้างมาก กรณีหลังมีภาพสะท้อนหมู่เพื่อน มิตรสหายที่พร้อมปรากฏตัว พวกเขามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ในยุคก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยปรากฏทั้งฐานะบุคคล กลุ่ม เหมือนกับตัวละครจำนวนมาก แต่กรณีลุงนวมทอง เห็นได้ชัดเจนถึงความสามารถของปัจเจกบุคคล เขาเป็นคนๆ เดียวที่พยายามสะท้อนพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยตัวเขาเอง
แล้วเราจะระลึกถึงอดีตของคนๆ เดียวให้ไม่โดดเดี่ยว โดยระดมเชื้อเชิญให้ผู้คนมีส่วนร่วม ทั้ง พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิท มิตร สหาย เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย มาจัดงานให้กับความเป็นคนเด็ดเดี่ยวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้อย่างไร ผู้เขียนเคยนำเสนอความคิดเห็นเล็กๆ เกี่ยวกับเรื่องลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในการจัดงานเรื่องศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความซึ่งจัดงานโดยกลุ่มประชาไท โลคัลทอลค์ และกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ<6>
ซึ่งกรณีง่ายๆ ว่า คุณอาจจะรู้สึกว่านั่นเป็นเพื่อนของเรา คนนั้น คนนี้ โดยอาจจะลืมไปว่าเขาเป็นใคร และความทรงจำต่ออดีตในเรื่องเดียวกันที่เคยคิดเห็นตรงกัน กลับกลายเป็นความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะวันเวลาทำให้คนรุ่น 14,6 ตุลาคม ถูกแย่งชิงความทรงจำ และวันเวลาก็ชนะในการช่วงชิงความทรงจำของคนเรา ทำให้ลืมอุดมการณ์ของเพื่อนร่วมชาติบางคนได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะคนเล็กๆ คนหนึ่งก็ยังคงระลึกถึงลุงนวมทอง และจินตนาการถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 31 ตุลา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เราต้องตระหนักว่าบรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวลต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว แน่นอนว่า เรายังคงมีความหวังอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งในวันที่ 31 เดือนตุลาคมของทุกปี เราระลึกจดจำถึง“นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นญาติร่วมชุมชนจินตกรรมของชาติไทยได้ เชิงอรรถ
<1>ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลาhttp://www.prachatai.com/journal/2009/10/26203
<2>ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ใต้เท้าขอรับ : ขอเป็นคน ‘เดือนตุลา’http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26153
<3>รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยhttp://invisiblenews.exteen.com/20061018/2549-double-false-consciousness-self-righteousness
<4>ข้อมูล:นวมทอง ไพรวัลย์th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸§à¸¡à¸à¸à¸_à¹à¸à¸£à¸§à¸±à¸¥à¸¢à¹
<5>ผู้เขียน สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
<6>ศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความwww.prachatai.com/05web/th/home/13070
*หมายเหตุปรับปรุงเพิ่มเติมจากที่ประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334
ปรับปรุงเพิ่มเติม และบางสำนวนต่างจากที่http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_1945.html
ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
…ถ้าเราจะมองดู ‘ชาตินิยม’(ในบริบทของไทย)ว่ามีความใกล้ชิดกับคำว่า ‘ศาสนา’ หรือ ‘เครือญาติ’(kinship)มากกว่าที่มันจะใกล้ชิดกับ ‘ลัทธิเสรีนิยม’(liberalism)....6>5>4>3>2>1>6>5>4>3>2>1>
Sun, 2009-10-25 00:27
อรรคพล สาตุ้ม
…ชาติถูกจินตกรรมขึ้นก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วม Renan นักปรัชญาฝรั่งเศสกล่าวถึงจินตกรรมนี้ว่า “สารัตถะของแต่ละชาติ ก็คือ บรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวล ต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว…. (เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม(ฉบับแปลไทย ฉบับแปลไทย หน้า 9-10)
การผลิตความทรงจำเรื่อง14 ตุลาคม-เดือนตุลาคมของรัฐธรรมนูญ 2540
ผู้เขียนเริ่มย้อนมองอดีตระลึกถึงเรื่องลุงนวมทอง ผ่านการเน้นที่ความเป็นเพื่อนร่วมชาติไทย และญาติร่วมชาติไทยในประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์เกี่ยวกับเพื่อนรุ่นพี่ ประกอบกับการที่ผู้เขียนอ่านหนังสือชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ภายใต้สิ่งแวดล้อมในการทำงานของชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ผุดขึ้นมาเนื่องจากผุ้เขียนดูสื่อโฆษณาทีวีเรื่องหนึ่งจบลง รุ่นพี่คนหนึ่งก็พูดถึงอย่างโหยหาอดีตในทางที่ดีๆ ต่อภาพโฆษณาทางสื่อทีวีนี้ เนื้อหามีว่าเมื่อผู้ชายคนหนึ่ง สั่งอาหารแล้วพูดว่า “ป้าขอส้มตำจานหนึ่ง” แล้วป้าตอบว่า “รอแป๊บหนึ่งนะลูก”
สื่อโฆษณาทีวีดังกล่าวโปรยเสียงสรุปเรื่องเป็นประโยคที่ชี้ให้เห็นว่า “คนไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก”หรือประเทศเหมือนบ้าน สะท้อนว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเราผูกพันนับญาติกันได้ทั้งหมด ไม่มีขีดจำกัดของชนชั้น และชาติพันธุ์ใดๆ ภายใต้ความเป็นชาติไทยภายใต้ในชุมชนในจินตกรรมร่วมกันได้ ชาติถูกจินตกรรมขึ้น ก็เพราะว่า สมาชิกของชาติ ที่แม้จะเล็กที่สุดก็ตาม แม้จะไม่เคยรู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติทั้งหมดของตนไม่เคยพบเห็นพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด หรือไม่เคยแม้กระทั่งได้ยินชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเหล่านั้นก็ตาม
กระนั้นในจิตใจของแต่ละคนก็มีภาพพจน์ของความเป็นชุมชนร่วมและการระลึกถึงอดีตของเพื่อนสมาชิกร่วมชาติ ในความเป็นชุมชนร่วมกัน โดยผ่านสื่อหนังสือพิมพ์สร้างชุมชนจินตกรรมได้(อ้างอิงหนังสือเรื่องชุมชนจินตกรรม) มันจึงไม่แปลกที่เรารู้จักเพื่อนสมาชิกร่วมชาติจากบทสัมภาษณ์เรื่องความทรงจำของญาติวีรชนในสิบสี่ตุลาคมในหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ได้ แม้ว่าอดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ แต่ความทรงจำ คือ ข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ
นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ และงานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้
คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน<1> ความทรงจำของเรื่อง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 จึงเป็นตัวแทนของการต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมืองมที่ไม่ถูกลบเลือน บิดเบือน สูญหายไป โดยเราสามารถรับรู้ผ่านงานเขียน รวมถึงการผลิตสื่อภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ 14 ตุลา สงครามประชาชน (ที่มีการวิจารณ์ว่าเปลี่ยนเป็นชื่อเดิมว่า คนล่าจันทร์ดีกว่า ฯลฯ) และเมื่อวันเวลาผ่านไป คนยุค 14 ตุลาก็ยังไม่พ้นวังวนของปัญหาการเมืองประชาธิปไตย
เพราะว่าพวกเขาต้องมาพบกับเหตุการณ์ของ 17 พฤษภาคม 2535 ซึ่งมันทำให้เกิดคนเดือนพฤษภา แล้ววันเวลาต่อมาก็ได้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสู่ขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 2540 และแล้วความสำคัญของเดือนตุลาคม ก็ยังกลับมาเกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ 2540 ในแง่ที่ว่าเราแทบจะหาสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เลย แต่ไหนๆ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ก็น่าพอจะกล้อมแกล้มถือเอาเป็นวันสัญลักษณ์ไปได้เหมือนกัน<2>
ฉะนั้น การผลิตความทรงจำที่ดีและการโหยหาอดีตเพื่อสร้างชุมชนจินตกรรมขึ้น โดยก่อร่างความทรงจำต่อเดือนตุลาคม มันจึงมีหลายแง่มุมที่ถูกผลิตออกมาเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือจงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน14ตุลาคมของปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น ส่วนผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็น ‘เดือนตุลาคม’ ในอีกแง่หนึ่งว่ามันถูกทำให้เป็นชุมชนจินตกรรม ภายใต้สมาชิกเพื่อนร่วมชาติเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยและมันมาเป็นพลังสู่การสร้างความเข้าใจเดือนตุลาคมจาก 14 ตุลาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 รวมไปถึงความทรงจำต่อลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เพื่อนร่วมชาติ และญาติร่วมชาติไทยได้อีกด้วย
ความแตกสลายของเพื่อนร่วมชาติในเดือนตุลาคม
รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ กล่าวถึงความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness (จิตสำนึกหลงผิดซ้ำซ้อนกลับหัวกลับหางในสังคมการเมืองเดียว) และ self-righteousness (คิดว่าตนเองถูกทั้งหมด คนอื่นผิดทั้งหมด) บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย
ในประเด็น 14 ตุลา และ 6 ตุลา มันต่อเนื่องเกี่ยวพันกันชนิดที่พูดได้ว่า ถ้า ไม่มีสิทธิเสรีภาพก็ไม่อาจต่อสู้เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมทางสังคม ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิเสรีภาพที่ได้มาก็ไม่มีความหมาย อย่างน้อยก็ไม่มีความหมายต่อสังคม ต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อเพื่อนร่วมชาติร่วมทุกข์ร่วมสุขคนอื่น ๆ อาจจะมีความหมายบ้างต่อปัจเจกบุคคล
แต่นั่นไม่พอ การแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของสองเหตุการณ์นี้ที่แตกต่างแต่ว่าต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน คือ พันธมิตรสามประสาน ได้แก่ กรรมกร ชาวนา และสามัญชน เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อย่างสันติในเมืองก่อน 6 ตุลา แล้วหลัง 6 ตุลา ก็คลี่คลายไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท “ผมอยากเสนอว่าอุดมการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม หรืออุดมการณ์เดือนตุลาอันได้แก่สิทธิเสรีภาพผูกกับความเป็นธรรมทางสังคมได้แตกสลายลงแล้วในปัจจุบัน
เหตุการณ์ที่เป็นหลักหมายของการแตกสลายนี้คือการแบ่งแยกแตกข้างของพลังประชาชนในสังคมไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปีที่ผ่านมา มันใช้เวลา 30 ปี กว่าอุดมการณ์เดือนตุลาจะพัง แต่ในที่สุด ผมคิดว่ามันพังแล้ว มันสะท้อนให้เห็นได้ง่ายผ่านความขัดแย้งในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเดือนตุลา ซึ่งต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกข้างแยกค่าย ด่าทอประณามกันเอง ชุลมุนวุ่นวายจนเลาะเป็นวุ้นไปหมด” <3>
ดังนั้น อุดมการณ์ของสิบสี่ตุลาถึงจุดแตกสลายไปจากความเป็นเพื่อนร่วมชาติ พร้อมกับรัฐธรรมนูญ 2540 ในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ขึ้นมา มันก่อเกิดเป็นการแบ่งฝักฝ่ายเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ) และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ)
ซึ่งทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยกลุ่มสหายเก่าที่เคยเป็นมิตรร่วมรบในการต่อสู้ของสงครามกันมา แล้วกลายเป็นไร้เพื่อน โดยมันไม่ใช่สมการว่า พันธมิตร+ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ = พันธมิตรต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(หลอมรวมสีเหลืองและสีแดง)ได้ ผู้เขียนเห็นว่ามันเป็นการปะทะของอุดมการณ์ในเพื่อนร่วมชาติ สถานะทางการเมือง และอำนาจของกลุ่มการเมือง ผนวกกับความเป็นเพื่อน มิตร สหายกัน รวมทั้งในฐานะพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ญาติร่วมชาติ
แต่ว่ามันก็ยังมีภาพตัวแทนอีกอันหนึ่งในเดือนตุลาคม คือ ลุงนวมทอง ผู้สละชีวิตเพื่อชาติและประชาธิปไตย อีกทั้งลุงนวมทองสวมเสื้อใส่เสื้อสีดำที่มีบทกวีของศรีบูรพา และรวี โดมพระจันทร์ ในฐานะสัญลักษณ์ของ 14 ตุลา ซึ่งทั้งความตาย และความหมายของการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ในบรรยากาศของงานศพ จนถึงวันเวลา ณ ปัจจุบัน ทำให้เราต้องมาพิจารณาความเป็นตัวแทนของเดือนตุลาคมเช่นเดียวกันในฐานของการระลึกถึงคนธรรมดา สามัญชน กับวันหนึ่งของเดือนตุลาคม ที่มีฐานะเป็นญาติร่วมชาติไทย
ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ กับความเป็นญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหลังออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว นายนวมทองก็ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออกเยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอกอัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
ในคืนวันที่ 31 ต.ค.2549 นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ และด้านหลังเป็นบทกวีของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และข้อมูลต่อมาที่มีบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับลุงนวมทอง ไพรวัลย์ (พ.ศ. 2489 - 31 ต.ค. 2549; อายุ 60 ปี) ก็คือเป็นคนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากขับแท็กซี่พุ่งชนรถถังของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า
นายนวมทองเป็นพลเมืองไทยเพียงคนเดียวที่ได้ประกาศตนต่อสาธารณชนว่าได้พยายามกระทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อประท้วงการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองฯ และได้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวในที่สุด เพื่อตอบสนองคำพูดของรองโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่เขาถือว่าเป็นการเหยียดหยามวัตถุประสงค์ในการกระทำของเขานั้นเอง<4>
กระนั้น ผู้เขียนระลึกถึงบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล แล้วกระตุ้นให้ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ไม่ให้ผู้เขียนหลงลืม “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์”..ว่า เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เราต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือคนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก
แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร.<5>
ครั้นแล้ว วันเวลาของงานศพ “ลุงนวมทอง”ผ่านไป จะทำอย่างไรดีไม่ให้ความทรงจำต่อลุงนวมทอง หายไป ผู้เขียนครุ่นคิดถึงความเข้าใจเรื่องกาลเวลาว่ามันเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงความเป็น “ชาติไทย”สมัยใหม่ กาลเวลาไม่ได้เพียงอยู่บนพื้นฐานของเวลาแบบการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ผู้เขียนมองเวลาแบบการมองปฏิทิน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของวันเวลาของไทยในยุคสมัยใหม่ แล้วก็ตระหนักได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม มันเป็นวันสิ้นเดือนพอดี เป็นวันสำหรับเงินเดือนออกของพนักงาน
ขณะที่เป็นวันท้าทายทหารของลุงนวมทอง ทำอย่างไรไม่ให้สิ้นเดือนทำให้ความทรงจำต่อลุงนวม หายสาบสูญสิ้นไป แน่ชัดว่า ความต่างของวันที่ 31ตุลาคม กับวันที่ 14,6ตุลา นั้นมีค่อนข้างมาก กรณีหลังมีภาพสะท้อนหมู่เพื่อน มิตรสหายที่พร้อมปรากฏตัว พวกเขามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ในยุคก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยปรากฏทั้งฐานะบุคคล กลุ่ม เหมือนกับตัวละครจำนวนมาก แต่กรณีลุงนวมทอง เห็นได้ชัดเจนถึงความสามารถของปัจเจกบุคคล เขาเป็นคนๆ เดียวที่พยายามสะท้อนพลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยตัวเขาเอง
แล้วเราจะระลึกถึงอดีตของคนๆ เดียวให้ไม่โดดเดี่ยว โดยระดมเชื้อเชิญให้ผู้คนมีส่วนร่วม ทั้ง พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิท มิตร สหาย เพื่อนๆ ผู้รักประชาธิปไตย มาจัดงานให้กับความเป็นคนเด็ดเดี่ยวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้อย่างไร ผู้เขียนเคยนำเสนอความคิดเห็นเล็กๆ เกี่ยวกับเรื่องลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในการจัดงานเรื่องศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความซึ่งจัดงานโดยกลุ่มประชาไท โลคัลทอลค์ และกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ<6>
ซึ่งกรณีง่ายๆ ว่า คุณอาจจะรู้สึกว่านั่นเป็นเพื่อนของเรา คนนั้น คนนี้ โดยอาจจะลืมไปว่าเขาเป็นใคร และความทรงจำต่ออดีตในเรื่องเดียวกันที่เคยคิดเห็นตรงกัน กลับกลายเป็นความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะวันเวลาทำให้คนรุ่น 14,6 ตุลาคม ถูกแย่งชิงความทรงจำ และวันเวลาก็ชนะในการช่วงชิงความทรงจำของคนเรา ทำให้ลืมอุดมการณ์ของเพื่อนร่วมชาติบางคนได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะคนเล็กๆ คนหนึ่งก็ยังคงระลึกถึงลุงนวมทอง และจินตนาการถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 31 ตุลา ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เราต้องตระหนักว่าบรรดาปัจเจกของชาติทั้งมวลต่างมีหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน และในเวลาเดียวกันต่างก็ร่วมลืมหลายสิ่งหลายไปแล้ว แน่นอนว่า เรายังคงมีความหวังอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งในวันที่ 31 เดือนตุลาคมของทุกปี เราระลึกจดจำถึง“นวมทอง ไพรวัลย์” เป็นญาติร่วมชุมชนจินตกรรมของชาติไทยได้ เชิงอรรถ
<1>ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลาhttp://www.prachatai.com/journal/2009/10/26203
<2>ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ใต้เท้าขอรับ : ขอเป็นคน ‘เดือนตุลา’http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26153
<3>รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ : ความแตกสลายของอุดมการณ์เดือนตุลาในปี พ.ศ. 2549 เมื่อ double false consciousness และ self-righteousness บังเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทยhttp://invisiblenews.exteen.com/20061018/2549-double-false-consciousness-self-righteousness
<4>ข้อมูล:นวมทอง ไพรวัลย์th.wikipedia.org/wiki/นวมทอง_ไพรวัลย์http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸§à¸¡à¸à¸à¸_à¹à¸à¸£à¸§à¸±à¸¥à¸¢à¹
<5>ผู้เขียน สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
<6>ศิลปะกับการเมือง: มุมมองว่าด้วย รสนิยม ชนชั้น ประวัติศาสตร์ และการตีความwww.prachatai.com/05web/th/home/13070
*หมายเหตุปรับปรุงเพิ่มเติมจากที่ประชาไท
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26334
ปรับปรุงเพิ่มเติม และบางสำนวนต่างจากที่http://thaienews.blogspot.com/2009/10/blog-post_1945.html
ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม
…ถ้าเราจะมองดู ‘ชาตินิยม’(ในบริบทของไทย)ว่ามีความใกล้ชิดกับคำว่า ‘ศาสนา’ หรือ ‘เครือญาติ’(kinship)มากกว่าที่มันจะใกล้ชิดกับ ‘ลัทธิเสรีนิยม’(liberalism)....6>5>4>3>2>1>6>5>4>3>2>1>
26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
26 มีนาคม 2520 ถึง 26 มีนาคม 2552 : ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
อรรคพล สาตุ้ม
สื่อผู้จัดการ-Butterfly Effect กับคนเสื้อแดง
จากความสัมพันธ์เชื่อมโยงโดยผลกระทบของ สื่อผู้จัดการ –Butterfly Effect เราจะต้องเข้าใจประวัติความเป็นมาทางทฤษฎี Butterfly Effect เกี่ยวกับทฤษฎีไร้ระเบียบโดยเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีการยืนยันทางด้านคณิตศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์ เคมี ก็พิสูจน์กันแล้ว และทฤษฎีไร้ระเบียบนี้ในต่างประเทศเขานำไปใช้หลายเรื่อง ทั้งในตลาดหุ้น การตลาด แม้กระทั่งทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์บางส่วนเขาก็นำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ ซึ่งแก่นที่สำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นคู่ฝาแฝดของอีกทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีซับซ้อน เพียงแต่ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบ เกิดขึ้นช่วงที่สภาวะกำลังปั่นป่วน กำลังจะพลิกผันนี่แหละ
แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้อยู่ในวิธีคิด แนวทางวิธีหนึ่ง คือ อาณาจักรของ System Thinking หรือระบบวิธีคิด ซึ่งในจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ก็ชี้ให้เห็นถึง หัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ อยู่ตรงที่ว่า เมื่อสังคมที่ซับซ้อนแล้ว เชื่อมโยงถึงกันและกันหมด มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทุกอย่างอยู่บนกฎอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง เป็นระบบพลวัต แล้วมันมาเปลี่ยนในขณะ ที่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หรือบางอย่างอาจมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เกิดขึ้นมาเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบมาจับตรงที่มันเปลี่ยนแบบฉับพลันในทันใด(1)
ดังนั้น การทดลองมุมมองนำเสนอ เชิงประวัติศาสตร์ กรณี “เดจาวู”ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล(2) ซึ่งผมเขียนถึงเชิงประวัติ เกี่ยวกับทฤษฎีButterfly Effect มามองดูปรากฏการณ์ หากใครเคยดูภาพยนตร์ The Butterfly Effect (3)หรือโฆษณาในทีวีไทย ก็จะเข้าใจว่า ถึงการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ในอดีต มีต่ออนาคตของคนเสื้อแดง ในการชุมนุมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถ้าเคยได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวาง เรื่องปรากฏการณ์ Butterfly Effect คือ ผลการขยับปีกของผีเสื้อ ทำให้เกิดพายุ(ทางโฆษณาในทีวี) และประโยคที่ว่า “เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว”สะเทือนระบบนิเวศและระบบการเมืองไทย
1.ทักษิณกับความจงรักภักดี ในสื่อมวลชนของผู้จัดการ
ปัญหาของความจงรักภักดี ในปรากฏการณ์ก่อน 14ตุลา-6ตุลา หลังพวกนักศึกษาเข้าป่า เพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และป่าแตก ออกมา ซึ่งความคิด ก็เปลี่ยนไป ตามการแสวงหาของแต่ละคน บางกลุ่มของปัญญาชน ซึ่งมีความหลากหลายทางแนวคิด ด้านต่างๆ เช่น ด้านอัตถิภาวะนิยมทางปรัชญา และวรรณกรรม-ศิลปะ เป็นต้น ในช่วงก่อน 14-6 ตุลา ก็หันมาในแนวทาง อิตถิภาวะนิยม มากขึ้น ซึ่งการอธิบายสั้นๆ เพื่อความเข้าใจอย่างง่าย เกี่ยวกับแนวคิดอัตถิภาวะนิยม เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ โดยถือว่า มีเสรีภาพ ในการเลือกมีชีวิต อยู่กับประเทศไทย
โดยในที่สุด หลังผลกระทบของ 6 ตุลา ก็ก่อให้เกิดความเงียบเสียงทางการเมือง ในส่วนของเรื่องความเงียบนั้น ธงชัย วินิจจะกูล ได้ศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” ซึ่งเสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม และเมื่อเสียง สัมพันธ์กับการเมือง เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519”(4) ดังกล่าวเป็นต้น ซึ่งงานวิชาการ และการวิจารณ์จะให้น้ำหนักกับเหตุผล และรูปธรรมอย่างน่าสนใจต่อเหตุการณ์ในอดีตทั้งนี้ บางกลุ่มของฝ่ายก้าวหน้าที่เข้าป่า ก็มีเปลี่ยนไป ในอีกแนวทางหนึ่ง เข้าสู่พรรคไทยรักไทยบ้าง และต่อมา เมื่อเกิดกระแสการเมืองของกลุ่มพันธมิตร(ปัญญาชนฝ่ายผู้จัดการ ก็มีวิธีคิดแบบฝ่ายซ้าย และแนวทางวิภาษวิธีเช่นกัน เรื่องนี้ต้องอธิบายอีกครั้งต่อไป)
จนมาถึงการถูกห้ามจำหน่ายของหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจมากขึ้น มีการวิจารณ์ผูกโยงไปถึงทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดี และส่วนในด้านการนำเสนอทางวิชาการ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles (5)ดังกล่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เชิงสนทนาซึ่งสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ วิพากษ์วิจารณ์หนังสือดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า "เขียนจากข่าวโคมลอย" และพูดถึงผู้เขียนหนังสือว่า "ก้าวร้าว" "จาบจ้วง" "โอหัง" "ดูถูกคนเอเชีย" และ "ยโสไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อและแม่มัน"
ในกรณีหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (6)กลับยิ่งกลายเป็นเผยแพร่ความคิดเห็น ต่อหนังสือนี้ ต่างๆ นานา และจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงนั้น มันสั่งสมตัวมาก่อน โดยที่เราไม่ทันสังเกต คือ มันละเอียดอ่อนมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ตรงนั้นทำให้เราอาจจะละเลยมัน ซึ่งทฤษฎีไร้ระเบียบ มันก่อตัวจากเหตุเล็กๆ นิดๆ สะสมมาเรื่อย เป็น1ปี,2ปี,3ปี พอถึงจุดๆ หนึ่ง และมันออกฤทธิ์เลย ก็ตายแล้ว หรือแย่แล้ว เช่นเดียวกับ ฟองสบู่แตกของประเทศไทย ที่เราเรียกว่าโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วนั้น
จากเมืองไทยระบาดไปที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เลยไปถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน กระทบไปถึงรัสเซียช่วงหนึ่ง ถ้าไปย้อนดูมันกระแทกไปหลายแห่ง ดังกล่าวนั้นภาพลักษณ์ของทักษิณ ยิ่งถูกสื่อมวลชน นำเสนออย่างไม่เป็นกลาง และเกิดปัญหาในกรณีผู้จัดการมากเท่าไหร่ก็เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวถึงการเปรียบเทียบสื่อผู้จัดการการกับสื่อดาวสยามในอดีต ยุค 6ตุลา 2519 ว่า ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่(7) หรือนักวิชาบอกว่า สื่อเป็นพิษ โดยอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวเอง ก็ตาม แต่ก็เปิดเผยให้เห็นถึงในเรื่องทางการเมือง เช่น เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ ซึ่งเขียนตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2549 และแสดงถึงอคติต่อนักการเมืองด้วยวิริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวถึง “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ โดยอ้างอิง…
“Duncan McCargo” เห็นว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึง เครือข่ายทางการเมือง (Political Network) ซึ่ง McCargo อธิบายต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy) ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์ซึ่งก็คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชา จะพัฒนาขึ้นมา จนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามา จนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กรทางการเมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม)
โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐานศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง
กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่ายแห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548 โดยในจุดนี้ McCargo มองว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ ....โดยส่วนตัวผมเองคงไม่อาจจะให้ความเห็นอะไรกับบทความชิ้นดังกล่าวของ ศาสตราจารย์ McCargo ได้มากนัก แต่เมื่อพิจารณาในส่วนแรกของบทคัดย่อที่กล่าวถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของเครือข่ายของราชาที่มีต่อสังคมไทยแล้ว ก็นับว่าสอดคล้องกับพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน 2549..”(8)
เมื่อบทความที่มาจาก ผู้จัดการเอง เปิดเปลือยความคิดทางการเมืองไทย โดยนำ McCargo มาอธิบายเชื่อมโยงกับทักษิณ ทั้งที่ผู้เขียนบทความดังกล่าว อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ที่มีการวิจารณ์ความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีปัญหาความไม่จงรักภักดีของทักษิณ ซึ่งก็ลุกลาม กลับมาเป็นปัญหากับพรรคพลังประชาชน “โดยส่วนตัว ผมเคยเขียนถึงบทความชิ้นนี้ของ McCargo มาแล้วครั้งหนึ่งในส่วนของคอลัมนิสต์ออนไลน์ เว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับมาอ่านบทความของ ศ.McCargo อีกครั้งแล้วพิจารณาถึงบริบททางการเมืองไทยและสังคมไทยในปัจจุบัน ผมพบว่าบทวิเคราะห์ของ McCargo ก็ยิ่งเปล่งประกาย …”“..โดยเฉพาะ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคพลังประชาชนเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ยิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายเก่านั้นไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย หลังจากการรัฐประหารกว่าหนึ่งปีสามเดือน..” (สำนวนของวิสิษฐ)
ซึ่งมีผลสืบต่อมา ในส่วนของข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีของจักรภพ เพ็ญแข นั้นขึ้นมาทำงานในคณะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จึงกล่าวว่า “เอาอะไรมาพิสูจน์ เอาปรอทมายัดใส่เจอแล้วเอาปรอทกำปั๊บ แล้วรู้เหรอว่า ไม่จงรักภักดี ใช้กันจนพร่ำเพรื่อ” เป็นต้น ซึ่งเมื่อทักษิณ(ชื่อเล่นว่า แม้ว) กลับมาจากต่างประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ(หรือหนองงูเห่า) ก็ก้มลงกราบแผ่นดิน เป็นประเด็นโด่งดัง ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลาต่อมา คู่ตรงข้ามของความขัดแย้ง นับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นต้นมา
จนถึงกระแสการตัดสินยุบพรรคทางการเมือง โดยกลุ่มเสื้อเหลือง ก็มายึดสนามบิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งทำให้รัฐบาล คือ นายสมชาย จึงอพยพมาอยู่เชียงใหม่ ดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ทักษิณ ไม่สามารถอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในอดีต และใช้ฐานะทางการเมืองพิเศษ จากภายนอกประเทศไทยไม่ได้แล้ว จึงต้องระหกระเหินออกนอกประเทศ โดยต่อมาเทปวิดีโอของทักษิณ ก็เปิดฉายภาพขึ้น ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ณ สนามศุภชลาศัย ทักษิณ กล่าวว่า ท่านเคยได้ยินภาษิตโบราณไหมครับ ที่เขาบอกว่า หมาจนตรอก คือเขาไล่หมาจนจนตรอกนี่ จนตรอกอย่างไร ก็ยังมีตรอกอยู่ แต่ของผมแม้แต่ตรอกก็ไม่มีจะอยู่ จะเอาอย่างนั้นเลยหรือครับ จะถามว่าผมไม่เคยทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองเลยหรือ ประชาชนเกลียดผมอย่างนั้นหรือ… พี่น้องครับ ทั้งหมดมาจากคำ คำเดียวครับ ไม่จงรักภักดี..(9)
ในสถานการณ์ ที่มีสื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศรัยของกลุ่มนปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันนี้ (29 ธ.ค.) เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าว ยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์(10) ที่มีการผลักประเด็นความจงรักภักดี ไปสู่ความเกลียดชัง ในทางคู่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดแรงกระทบ อย่างไม่รู้ตัวของสื่อผู้จัดการ ก็เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาของความจงรักภักดี ในสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อหลายส่วน ตำรวจ ทหาร รัฐบาล และแน่นอน การนำเสนอดังกล่าว มันมีด้านกลับของสื่อผู้จัดการ ซึ่งไปปลุกพลังของคนเสื้อแดง มากขึ้นต่างหาก เช่นเดียวกับการฟื้นอำนาจของคำว่าศักดินา ซึ่งกลับมาเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์สังคมไทยอีกครั้งโดยผู้จัดการเอง(11)
2.คนเสื้อแดงกับการเมืองไทย
ปัญหาทางการเมือง ที่มีเรื่องความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีความยุติธรรม ในมาตรฐานของเสื้อแดง จะได้ยอมรับให้มีความเป็นมาตรฐาน ในสายตาของสื่อมวลชน นักวิชาการ ตำรวจ กองทัพ และรัฐบาลเพียงใด ในเมื่อคู่ตรงกันข้าม หาทางกีดกัน โดยการชูประเด็น “ทักษิณ” วาทกรรมจากหนังสือเกี่ยวกับทักษิณ จำนวนมากมาย จะผิดหรือถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงอิทธิพลของการเมืองคนแต่ละฝ่าย ซึ่งต่อมาทำให้ทักษิณ ในฐานะที่รัฐบาลของเขาถูกรัฐประหาร ซึ่งเขาพูดหลังจากนั้นว่า เขาไม่ได้ปกป้องตัวเอง แต่ปกป้องประชาธิปไตย ก็ตาม และปัญหาทางการเมือง มาจากบางส่วนของการไม่ยอมรับ ว่าทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ที่ถูกต้องนั้น ก็เป็นผลของการสะสมความวุ่นวายของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีที่มาจากเสียงหลายส่วนของประชาชน
ซึ่งเคยเลือกพรรคไทยรักไทยในอดีต และการไม่เอาทักษิณ โดยไม่ว่าจะมีวิธีคิด มุมมองทางการเมือง และวิธีวิทยาของการมองปัญหาในปัจจุบัน แรงผลักของความต้องการทางสิทธิมนุษยชนของคนไทย สะสมกำลัง และพลัง สำหรับ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนละฝั่งทางการเมือง แสดงออกในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ก็อาจจะบีบให้เลือกข้างมากขึ้น เพราะมาจากการสะสมกันมาในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องซ้าย-ขวาในอดีต กรอบความคิดในการมองปัญหาในปัจจุบัน ที่มีหัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ มันอยู่ที่ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้น ระบบนั้น มันเกิดความเปราะบาง เหตุเล็กๆ ที่เราไม่ได้สังเกต และไม่ได้เอาใจใส่มัน ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำซากมานานมากมาย เหตุเล็กๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเราคาดไม่ถึง อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์อื่นๆ ได้ เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางมีอะไรเล็กน้อยเข้าไปก็พลิกผันเป็นอย่างอื่นได้
จึงเปรียบเทียบว่า ผีเสื้อตัวหนึ่ง (ไม่ใช่ช้าง,ปลา..หรือไดโนเสาร์) ถ้ากระพือปีกแรงๆ ที่ฮ่องกง ก่อกระแสคลื่นเล็กๆ จากปลายปีก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ในอีกหนึ่งเดือนให้หลังเช่นเดียวกับนิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ สถานการณ์จากสื่อผู้จัดการ และพันธมิตร ดังกล่าว จะเห็นว่าด้านกลับของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน วิกฤติจากอเมริกา อาจจะเป็นด้านกลับ ในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาสของการเมืองไทยอย่างไรก็ตาม จากทฤษฎีButterfly Effect นั้น
คนเสื้อแดงในการพัฒนาทางการเมืองไทย เช่นเดียวกับ ความเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอารมณ์ ความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เรื่องทักษิณอย่างเดียว ซึ่งเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อเป้าหมายประชาธิปไตย ซึ่งผลของบทเรียนทางการเมืองนั้น จะทำให้คนเสื้อแดง ระดมสมอง ทุนทางด้านเงิน และขบวนการเคลื่อนไหว ฉะนั้น คาดว่า วัฒนธรรมทางการเมือง มีความน่าจะเป็นไปได้ ในการสร้างเครื่องมือทางการเมืองสำหรับก้าวขั้นบันไดต่อไป และถึงเวลาทบทวนความคิด ไม่ให้เป็นแค่ตามกระแสในสังคมไทย(12) เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมือง ให้ก้าวไปมากกว่าจากสนามหลวง ถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรัฐสภา 3.แดงทั่วแผ่นดิน และทักษิณ-โฟนอิน-วิดิโอลิ๊งค์งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่บริเวณริมถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยเริ่มเปิดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น.กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. เกิดเหตุวุ่นวายบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย
เมื่อมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายลพ พูลวิเชียร อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกชมรมคนรักอุดร พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวนบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีว่า ที่มาจัดชุมนุมที่ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรก เพราะ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะมาตายที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จากนั้นกลุ่ม นปช.จะไปเปิดเวทีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มีนาคม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 15 มีนาคม จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มีนาคม และวันที่ 22 มีนาคม จะจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล โดยจะนำประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลให้ล้นไปถึงถนนราชดำเนิน และจะปักหลักเป็นแรมเดือน ไม่ชนะไม่เลิกรา ขึ้นอยู่กับหัวใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่าจะพร้อมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือไม่ต่อมาเวลา 20.00 น. ก็ถึงช่วงสำคัญของการจัดงาน
เมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณโฟนอินขณะอยู่บนเครื่องบินเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่า ตนเคยหาเงินได้ 2.5 แสนล้านไม่ต้องกู้ต่างประเทศ สร้างอนาคตให้เยาวชน แต่กลับถูกรัฐประหารยึดอำนาจ พันธมิตรฯไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร สุดท้ายเอาทหารมากดดันเรียกว่า “รัฐบาลปฏิวัติเงียบ” ตราบใดที่ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราต้องรวมตัวกัน ตอนนี้จังหวัดไหนไม่ถูกกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาเรารวมกันด้วยอุดมการณ์ เมื่อนั้นที่เราจะปกป้องพวกเรา สีแดงหมายถึงเลือดเนื้อเชื้อไขที่หล่อหลอมกันเป็นประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องรวมพลังกันต่อสู้กับสิ่งไม่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งความสันติ ความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และความผาสุกของประชาชนงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 เป็นการจัดโต๊ะจีนจำนวน 200 โต๊ะ ระดมทุนให้กับเสื้อแดงจังหวัดเชียงราย รวมทั้งเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชนคนรากหญ้ารักประชาธิปไตย 104 เมกกะเฮิร์ซ โดยมี นางสาวจีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตยเชียงราย เป็นผู้ประสานจัดงานครั้งนี้
จนถึงขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคเหนือ รวมทั้งจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวนกว่า 2,000 คน ไปร่วมงานท่ามกลางเสื้อสีแดงละลานตาสำหรับการจัดงานมีแกนนำขึ้นเวที ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง พร้อมกับ ไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินชื่อดัง และอีกหลายคนไปร่วมขับกล่อม จากนั้น นางสาวจีรนันท์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับพร้อม โดยนายวีระได้เป็นประธานเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชน พร้อมกล่าวปราศรัยถึงการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในบทบาททางการเมือง
ซึ่งทางแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่าขอบคุณพี่น้องชาวไทยและชาวเชียงรายที่รักและสนันสนุนตน ทุกคนต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา หากตนยังทำงานอยู่จะไม่มีการกู้เงิน แต่จะเนรมิตเงินนำมาสร้างงานสร้างชาติ ขณะนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะพูดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม และวันที่ 27 มีนาคม จะพูดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องทางออกของประเทศไทย พี่น้องต้องรักกันสามัคคีกัน
หากตนกลับมาจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ได้ข่าวว่าจังหวัดเชียงรายยาบ้าระบาดหนัก สาเหตุมาจากไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากกลับไปจะปราบยาบ้าให้หมดสิ้นไปงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552โดยเมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ชุมนุมรออยู่ในสนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ โดยในการโฟนอินที่เห็นทั้งภาพและเสียงครั้งนี้ตนขออนุญาตพูดลึกในรายละเอียดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลยังหาทางออกให้ประเทศไม่ได้จะพูดที่มาของปัญหาทั้งหมด ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครจะพูดเรื่องทางออก
ถ้ากลับไปและให้ตนทำหน้าที่ มั่นใจว่าวิกฤติคราวนี้แก้ได้ เพราะวันที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2544 ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น หนี้สินรกรุงรัง เงินสำรองมีน้อยก็ยังแก้ได้จนสามารถเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศผู้ให้กู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเริ่มต้นด้วยการกู้โดยระหว่างนั้นนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวขัดขึ้นว่า มีคนหาว่าไม่ได้เป็นการถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณย้อนถามว่าจะให้แสดงท่าทางอะไรให้ดูหรือไม่ นายวีระตอบว่าจะชวนร้องเพลง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณบอกว่าเอาเพลงมนต์เมืองเหนือหรือสักขีแม่ปิง ท่ามกลางการโห่ร้องชอบใจของชาวเสื้อแดงช่วงท้ายของการโฟนอิน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณได้กล่าวทิ้งท้ายว่าตนขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมชุมนุม และขอให้คนเสื้อแดงรวมพลังให้เป็นปึกแผ่น จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่แผ่นดินไทย จนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในประเทศไทย(13)
4.ทักษิณ-วีระ มุกสิกพงศ์ : ประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549
ความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549 ความพ่ายแพ้ หรือการเริ่มต้นของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทักษิณ ชินวัตร กับวีระ หรือ ไข่มุกดำ มาบรรจบกันได้ โดยขอย้อนอดีตดังนี้กรณี กบฏ 26 มีนาคม 2520 นำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกองกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 นับเป็นกบฏคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตตราบจนบัดนี้(14)
อย่างไรก็ตาม นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็เข้ามามีส่วนร่วมเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย และถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ ซึ่งทำให้โดนจำคุก กว่าจะออกมามีอิสรภาพ ทำงานการเมือง(15) ฯลฯ
จนกระทั่ง วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 - การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกแม่ค้าในซอยละลายทรัพย์ (สีสมซอย 5) จำนวนหนึ่งตะโกนไล่ ขณะกำลังรับประทานอาหารระหว่างไปหาเสียงในซอยนั้น(16)
ดังนั้น การสร้างพลังแห่งการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของแดงทั่วแผ่นดิน พัฒนาการตั้งแต่รัฐประหาร วันที่19 กันยา 2549กับการบรรจบของทักษิณ-วีระ มุสิกพงศ์ในปี พ.ศ. 2550 นายวีระ เป็นแกนนำคนหนึ่งของ " แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ " (นปก.) จัดเวทีปราศรัยที่สนามหลวงโจมตีรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549และคมช. รวมทั้งบางครั้งยังพาดพิงไปถึงประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2551
นายวีระได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ทาง NBT โดยร่วมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 นี้เอง พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อนายวีระ มุสิกพงศ์ กรณีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ภายในสัปดาห์นี้พนักงานสอบสวนจะส่งสรุปสำนวนการสอบสวนทั้งหมดให้คณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาส่งต่อไปยังคณะกรรมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระดับ ตร. พิจารณาเห็นชอบให้อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายวีระ รวมกับพวกอีก 7 คน ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากกรณีจำเลยร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ เมื่อวันที่ 20 - 21 สิงหาคม กล่าวอ้างถึงนายสนธิ ว่าเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้แต่อยากมากู้ชาติ โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 ธันวาคม เวลา 09.00(17) ดังกล่าวสอดคล้องต่อการอธิบายว่าสื่อมวลชนก็มีผลต่อกระแสผีเสื้อแดงทั่วแผ่นดิน
5. หลังวันที่ 26 มีนาคม 2552 : ประชาธิปไตยในจิตใจเพื่อการศึกษาการเมืองไทย
นับตั้งแต่ เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เกิดความโกลาหลทางการเมืองในขณะนั้นเป็นต้นมา ในความจำจากอดีตบทเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุดเปิดผ่านทางทีวีในเหตุการณ์รัฐประหาร(18) จนกระทั่ง สถานการณ์แห่งวันเวลาเปลี่ยนแปลงมาจนจะถึงวันที่ 26 มีนาคม 252 ทั้งรัฐบาล และคนเสื้อแดง ซึ่งตามที่กล่าวถึง Chaos Theory คือ ทฤษฎีความโกลาหลนั้น โดยผลกระทบต่อการเมือง การอธิบายเกี่ยวกับการเมืองในระบบรัฐสภาว่า ถ้าเครื่องมือทางการเมือง คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่สามารถดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการบังคับใช้กฎหมาย ต่อการกระทำความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดของแกนนำพันธมิตร นับตั้งแต่การยึดทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง จึงอาจจะเป็นไปไปไม่ได้ รัฐบาลจะไม่สามารถอยู่ได้ และถ้าเกิดการยุบสภา รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่
สิ่งที่น่าจะตามมา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี2550 โดยให้สังคมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ เพื่อการศึกษาการเมืองไทย ให้เกิดความหวังโดยเราจะมีสิทธิ มีความฝัน ให้หลายชนชั้น ทั้งชนชั้นกลาง และหลายชาติพันธุ์ เป็นแนวร่วมในการพัฒนาการเมืองไทยของประชาชน และหลากหลายชุมชนแห่งชาติ ได้การยอมรับจากนานาชาติ เพราะว่า การสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ ไม่ง่ายดาย ในการปลูกวัฒนธรรมทางการเมือง เพิ่มการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง ติดตามดูข่าวสารทางทีวี ต่างๆ
แม้เครื่องมือในการวิจัย เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบความรู้เรื่องประชาธิปไตย ต่อประชาชน จะมีขีดจำกัด เช่น ออกแบบสอบถาม อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวให้กว้างกว่านั้น คนไม่สามารถเป็นไม่บรรทัด คือ วัดได้คงเส้นคงวา (มักอาจจะDouble Standard) และถ้าเกี่ยวกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ว่า ไม่มีเครื่องมือวัดว่า คนนั้น มีประชาธิปไตยได้ เหมือนกับเทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งวัดอุณหภูมิ ร้อน หรือ เย็นได้ แต่ว่า คนไม่สามารถ เที่ยงตรง แม่นยำ และย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก อคติต่างๆได้
สรุป กระนั้นประเด็น 5 ประการ สะท้อนความเป็นมาของความจำเป็น ต่อคนเสื้อแดง และ หลากหลายกลุ่ม ในประชาชนทั่วไป ในการสร้างความเป็นประชาธิปไตย ให้ก้าวไกลกว่า ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ถ้าเปรียบดั่งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งมีจัดองค์ประกอบ ทำให้มองเห็นเรื่องแสง-เงาของรัฐสภา กับทำเนียบรัฐบาล แล้วจะทำประชาธิปไตย ให้เกิดแนวทาง เริ่มต้นเปล่งแสงสว่างของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะปรากฏจากผลของคนเสื้อแดง และสิ่งที่เชื่อมโยงของระบบนิเวศใน Butterfly Effect ซึ่งขณะของอนาคต อันไม่แน่นอน และชัยชนะแดงทั่วแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญของการต่อสู้ของแดงทั่วแผ่นดินนั้น แน่นอนว่า ผีเสื้อปีกแดง ส่งผลต่อการเมืองไทยแล้ว
0000000000000
อ้างอิง
1.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ "มีสัญญาณอันตราย เต็มไปหมดในประเทศนี้" ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้นำสาร Chaos Theory เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 581 วันที่ 21 - 27 ก.ค. 2546 http://www.nokkrob.org/index.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=ch-ch,id=1)
2.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
3. The Butterfly Effect
4.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10331และ0331และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้: เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้
5. งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม) http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10893&Key=HilightNews
6.เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ http://th.wikipedia.org/wiki/The_King_Never_Smiles
7.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12043&Key=HilightNews
8. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น. http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=24286(เว็บของรัฐสภา) และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล “นั่งฟัง ‘ฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทย”http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0
9. "แม้ว"โฟนอินความจริงสัญจรฯ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11236 มติชนรายวันhttp://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102141251§ionid=0101&day=2008-12-14
10. "จาบจ้วง?" ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2551 15:48 น. http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152959
11.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การกลับมาของ "ศักดินา" ในฐานะจินตภาพการเมือง http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_8371.html
12.อรรคพล สาตุ้ม "14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย"http://www.prachatai.com/05web/th/home/15017
13. แดงทั่วแผ่นดินสัญจรhttp://th.wikipedia.org/wiki/ครà¸à¸šà¸„รัวความจริงวันนี้สัà¸à¸ˆà¸£
14.กบฏ 26 มีนาคม 2520http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸šà¸_26_มีนาคม_2520
15.วีระ มุสิกพงศ์http://th.wikipedia.org/wiki/วีระ_มุสิà¸à¸žà¸‡à¸¨à¹Œ
16. 27 มีนาคมhttp://th.wikipedia.org/wiki/27_มีนาคม
17.วีระ มุสิกพงศ์,เพิ่งอ้าง
18.รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549http://th.wikipedia.org/wiki/รัà¸à¸›à¸£à¸°à¸«à¸²à¸£à¹ƒà¸™à¸›à¸£à¸°à¹€à¸—ศไทย_พ.ศ._2549
เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thaienews.blogspot.com/2009/03/26-2520-26-2552.html
เผยแพร่ครั้งสองที่http://www.prachatai.com/journal/2009/05/23918
คือ การกลับสู่ชื่อคล้ายหัวข้อบทความเดิม
26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
อรรคพล สาตุ้ม
สื่อผู้จัดการ-Butterfly Effect กับคนเสื้อแดง
จากความสัมพันธ์เชื่อมโยงโดยผลกระทบของ สื่อผู้จัดการ –Butterfly Effect เราจะต้องเข้าใจประวัติความเป็นมาทางทฤษฎี Butterfly Effect เกี่ยวกับทฤษฎีไร้ระเบียบโดยเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีการยืนยันทางด้านคณิตศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์ เคมี ก็พิสูจน์กันแล้ว และทฤษฎีไร้ระเบียบนี้ในต่างประเทศเขานำไปใช้หลายเรื่อง ทั้งในตลาดหุ้น การตลาด แม้กระทั่งทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์บางส่วนเขาก็นำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาปรากฏการณ์ ซึ่งแก่นที่สำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นคู่ฝาแฝดของอีกทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีซับซ้อน เพียงแต่ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบ เกิดขึ้นช่วงที่สภาวะกำลังปั่นป่วน กำลังจะพลิกผันนี่แหละ
แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้อยู่ในวิธีคิด แนวทางวิธีหนึ่ง คือ อาณาจักรของ System Thinking หรือระบบวิธีคิด ซึ่งในจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ก็ชี้ให้เห็นถึง หัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ อยู่ตรงที่ว่า เมื่อสังคมที่ซับซ้อนแล้ว เชื่อมโยงถึงกันและกันหมด มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทุกอย่างอยู่บนกฎอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง เป็นระบบพลวัต แล้วมันมาเปลี่ยนในขณะ ที่ทุกอย่างอาจเปลี่ยนช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หรือบางอย่างอาจมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เกิดขึ้นมาเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบมาจับตรงที่มันเปลี่ยนแบบฉับพลันในทันใด(1)
ดังนั้น การทดลองมุมมองนำเสนอ เชิงประวัติศาสตร์ กรณี “เดจาวู”ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล(2) ซึ่งผมเขียนถึงเชิงประวัติ เกี่ยวกับทฤษฎีButterfly Effect มามองดูปรากฏการณ์ หากใครเคยดูภาพยนตร์ The Butterfly Effect (3)หรือโฆษณาในทีวีไทย ก็จะเข้าใจว่า ถึงการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ในอดีต มีต่ออนาคตของคนเสื้อแดง ในการชุมนุมทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เปลี่ยนระบบนิเวศทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ถ้าเคยได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวาง เรื่องปรากฏการณ์ Butterfly Effect คือ ผลการขยับปีกของผีเสื้อ ทำให้เกิดพายุ(ทางโฆษณาในทีวี) และประโยคที่ว่า “เด็ดดอกไม้ย่อมสะเทือนถึงดวงดาว”สะเทือนระบบนิเวศและระบบการเมืองไทย
1.ทักษิณกับความจงรักภักดี ในสื่อมวลชนของผู้จัดการ
ปัญหาของความจงรักภักดี ในปรากฏการณ์ก่อน 14ตุลา-6ตุลา หลังพวกนักศึกษาเข้าป่า เพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และป่าแตก ออกมา ซึ่งความคิด ก็เปลี่ยนไป ตามการแสวงหาของแต่ละคน บางกลุ่มของปัญญาชน ซึ่งมีความหลากหลายทางแนวคิด ด้านต่างๆ เช่น ด้านอัตถิภาวะนิยมทางปรัชญา และวรรณกรรม-ศิลปะ เป็นต้น ในช่วงก่อน 14-6 ตุลา ก็หันมาในแนวทาง อิตถิภาวะนิยม มากขึ้น ซึ่งการอธิบายสั้นๆ เพื่อความเข้าใจอย่างง่าย เกี่ยวกับแนวคิดอัตถิภาวะนิยม เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ โดยถือว่า มีเสรีภาพ ในการเลือกมีชีวิต อยู่กับประเทศไทย
โดยในที่สุด หลังผลกระทบของ 6 ตุลา ก็ก่อให้เกิดความเงียบเสียงทางการเมือง ในส่วนของเรื่องความเงียบนั้น ธงชัย วินิจจะกูล ได้ศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” ซึ่งเสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม และเมื่อเสียง สัมพันธ์กับการเมือง เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519”(4) ดังกล่าวเป็นต้น ซึ่งงานวิชาการ และการวิจารณ์จะให้น้ำหนักกับเหตุผล และรูปธรรมอย่างน่าสนใจต่อเหตุการณ์ในอดีตทั้งนี้ บางกลุ่มของฝ่ายก้าวหน้าที่เข้าป่า ก็มีเปลี่ยนไป ในอีกแนวทางหนึ่ง เข้าสู่พรรคไทยรักไทยบ้าง และต่อมา เมื่อเกิดกระแสการเมืองของกลุ่มพันธมิตร(ปัญญาชนฝ่ายผู้จัดการ ก็มีวิธีคิดแบบฝ่ายซ้าย และแนวทางวิภาษวิธีเช่นกัน เรื่องนี้ต้องอธิบายอีกครั้งต่อไป)
จนมาถึงการถูกห้ามจำหน่ายของหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจมากขึ้น มีการวิจารณ์ผูกโยงไปถึงทักษิณ ชินวัตร กับความจงรักภักดี และส่วนในด้านการนำเสนอทางวิชาการ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles (5)ดังกล่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์เชิงสนทนาซึ่งสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ วิพากษ์วิจารณ์หนังสือดังกล่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า "เขียนจากข่าวโคมลอย" และพูดถึงผู้เขียนหนังสือว่า "ก้าวร้าว" "จาบจ้วง" "โอหัง" "ดูถูกคนเอเชีย" และ "ยโสไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อและแม่มัน"
ในกรณีหนังสือ เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (6)กลับยิ่งกลายเป็นเผยแพร่ความคิดเห็น ต่อหนังสือนี้ ต่างๆ นานา และจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงนั้น มันสั่งสมตัวมาก่อน โดยที่เราไม่ทันสังเกต คือ มันละเอียดอ่อนมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ตรงนั้นทำให้เราอาจจะละเลยมัน ซึ่งทฤษฎีไร้ระเบียบ มันก่อตัวจากเหตุเล็กๆ นิดๆ สะสมมาเรื่อย เป็น1ปี,2ปี,3ปี พอถึงจุดๆ หนึ่ง และมันออกฤทธิ์เลย ก็ตายแล้ว หรือแย่แล้ว เช่นเดียวกับ ฟองสบู่แตกของประเทศไทย ที่เราเรียกว่าโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วนั้น
จากเมืองไทยระบาดไปที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เลยไปถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน กระทบไปถึงรัสเซียช่วงหนึ่ง ถ้าไปย้อนดูมันกระแทกไปหลายแห่ง ดังกล่าวนั้นภาพลักษณ์ของทักษิณ ยิ่งถูกสื่อมวลชน นำเสนออย่างไม่เป็นกลาง และเกิดปัญหาในกรณีผู้จัดการมากเท่าไหร่ก็เป็นปัญหาต่อประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวถึงการเปรียบเทียบสื่อผู้จัดการการกับสื่อดาวสยามในอดีต ยุค 6ตุลา 2519 ว่า ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่(7) หรือนักวิชาบอกว่า สื่อเป็นพิษ โดยอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวเอง ก็ตาม แต่ก็เปิดเผยให้เห็นถึงในเรื่องทางการเมือง เช่น เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ ซึ่งเขียนตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2549 และแสดงถึงอคติต่อนักการเมืองด้วยวิริษฐ์ ลิ้มทองกุล กล่าวถึง “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ โดยอ้างอิง…
“Duncan McCargo” เห็นว่า การจะทำความเข้าใจกับการเมืองของประเทศไทยนั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึง เครือข่ายทางการเมือง (Political Network) ซึ่ง McCargo อธิบายต่อว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ชี้นำการเมืองไทยในห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2516-2544 (ค.ศ.1973-2001) นั้นคือ เครือข่ายที่มีศูนย์กลางอยู่ในวัง หรือเรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า เครือข่ายของราชา (Network Monarchy) ซึ่งเครือข่ายของราชา เข้ามามีส่วนร่วมและแทรกเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านตัวแทนของกษัตริย์ซึ่งก็คือ คณะองคมนตรี (Privy Council) ที่นำโดยประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งนี้ แม้เครือข่ายของราชา จะพัฒนาขึ้นมา จนมีบทบาทสูงต่อสังคมในระดับหนึ่ง แต่เครือข่ายของราชาก็ไม่เคยก้าวล่วงเข้ามา จนกลายสภาพเป็นการครอบงำสังคมไทย ในทางกลับกันเครือข่ายของราชากลับมีภารกิจในการทำหน้าที่ผ่านองค์กรทางการเมืองทั้งหลาย (ที่เรารู้จักกันดีก็คือ อำนาจทางการปกครองผ่านรัฐบาล อำนาจทางนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา และอำนาจทางตุลาการผ่านศาลยุติธรรม)
โดยมีรัฐสภาไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเป็นพื้นฐานศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวต่อด้วยว่า ถึงแม้เครือข่ายของราชาจะมีลักษณะของความเป็นอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 90 (ห้วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2543) เครือข่ายนี้ ก็ยังแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2535 ที่ประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ถึง 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้ง พล.อ.เปรม ก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อรักษาสมดุลย์ทางการเมือง และนำประเทศไทยกลับสู่สภาวะปกติได้ทุกครั้ง
กระนั้นการเข้าแทรกแซงดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแรงลงของเครือข่ายแห่งราชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายของพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ.2544 และ 2548 โดยในจุดนี้ McCargo มองว่าในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทักษิณพยายามที่จะสร้างเครือข่ายใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติของตน เพื่อจะนำมาแทนที่เครือข่ายเก่าที่ดำรงอยู่และกำลังอ่อนแรงลงทุกทีๆ ....โดยส่วนตัวผมเองคงไม่อาจจะให้ความเห็นอะไรกับบทความชิ้นดังกล่าวของ ศาสตราจารย์ McCargo ได้มากนัก แต่เมื่อพิจารณาในส่วนแรกของบทคัดย่อที่กล่าวถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของเครือข่ายของราชาที่มีต่อสังคมไทยแล้ว ก็นับว่าสอดคล้องกับพระราชดำรัสวันที่ 25 เมษายน 2549..”(8)
เมื่อบทความที่มาจาก ผู้จัดการเอง เปิดเปลือยความคิดทางการเมืองไทย โดยนำ McCargo มาอธิบายเชื่อมโยงกับทักษิณ ทั้งที่ผู้เขียนบทความดังกล่าว อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ที่มีการวิจารณ์ความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีปัญหาความไม่จงรักภักดีของทักษิณ ซึ่งก็ลุกลาม กลับมาเป็นปัญหากับพรรคพลังประชาชน “โดยส่วนตัว ผมเคยเขียนถึงบทความชิ้นนี้ของ McCargo มาแล้วครั้งหนึ่งในส่วนของคอลัมนิสต์ออนไลน์ เว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับมาอ่านบทความของ ศ.McCargo อีกครั้งแล้วพิจารณาถึงบริบททางการเมืองไทยและสังคมไทยในปัจจุบัน ผมพบว่าบทวิเคราะห์ของ McCargo ก็ยิ่งเปล่งประกาย …”“..โดยเฉพาะ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคพลังประชาชนเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ยิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายเก่านั้นไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย หลังจากการรัฐประหารกว่าหนึ่งปีสามเดือน..” (สำนวนของวิสิษฐ)
ซึ่งมีผลสืบต่อมา ในส่วนของข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดีของจักรภพ เพ็ญแข นั้นขึ้นมาทำงานในคณะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช จึงกล่าวว่า “เอาอะไรมาพิสูจน์ เอาปรอทมายัดใส่เจอแล้วเอาปรอทกำปั๊บ แล้วรู้เหรอว่า ไม่จงรักภักดี ใช้กันจนพร่ำเพรื่อ” เป็นต้น ซึ่งเมื่อทักษิณ(ชื่อเล่นว่า แม้ว) กลับมาจากต่างประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ(หรือหนองงูเห่า) ก็ก้มลงกราบแผ่นดิน เป็นประเด็นโด่งดัง ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเวลาต่อมา คู่ตรงข้ามของความขัดแย้ง นับตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นต้นมา
จนถึงกระแสการตัดสินยุบพรรคทางการเมือง โดยกลุ่มเสื้อเหลือง ก็มายึดสนามบิน เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งทำให้รัฐบาล คือ นายสมชาย จึงอพยพมาอยู่เชียงใหม่ ดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 หลังจากที่ทักษิณ ไม่สามารถอยู่ในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในอดีต และใช้ฐานะทางการเมืองพิเศษ จากภายนอกประเทศไทยไม่ได้แล้ว จึงต้องระหกระเหินออกนอกประเทศ โดยต่อมาเทปวิดีโอของทักษิณ ก็เปิดฉายภาพขึ้น ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ณ สนามศุภชลาศัย ทักษิณ กล่าวว่า ท่านเคยได้ยินภาษิตโบราณไหมครับ ที่เขาบอกว่า หมาจนตรอก คือเขาไล่หมาจนจนตรอกนี่ จนตรอกอย่างไร ก็ยังมีตรอกอยู่ แต่ของผมแม้แต่ตรอกก็ไม่มีจะอยู่ จะเอาอย่างนั้นเลยหรือครับ จะถามว่าผมไม่เคยทำคุณงามความดีให้บ้านเมืองเลยหรือ ประชาชนเกลียดผมอย่างนั้นหรือ… พี่น้องครับ ทั้งหมดมาจากคำ คำเดียวครับ ไม่จงรักภักดี..(9)
ในสถานการณ์ ที่มีสื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค.นั้น ที่บริเวณเวทีปราศรัยของกลุ่มนปช.ซึ่งตั้งอยู่หน้ารัฐสภานั้น มีการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มาติดที่ฉากหลังของเวที พร้อมทั้งข้อความที่อยู่บริเวณด้านข้างขนาดใหญ่ว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ทั้งนี้ รูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวนั้น ได้นำมาติดตั้งในวันนี้ (29 ธ.ค.) เป็นวันแรก ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น ฉากหลังเวทีดังกล่าว ยังมีเพียงข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น และไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์(10) ที่มีการผลักประเด็นความจงรักภักดี ไปสู่ความเกลียดชัง ในทางคู่ตรงกันข้าม ทำให้เกิดแรงกระทบ อย่างไม่รู้ตัวของสื่อผู้จัดการ ก็เปิดเผยให้เห็นถึงปัญหาของความจงรักภักดี ในสถานการณ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อหลายส่วน ตำรวจ ทหาร รัฐบาล และแน่นอน การนำเสนอดังกล่าว มันมีด้านกลับของสื่อผู้จัดการ ซึ่งไปปลุกพลังของคนเสื้อแดง มากขึ้นต่างหาก เช่นเดียวกับการฟื้นอำนาจของคำว่าศักดินา ซึ่งกลับมาเป็นตัวแปรในการวิเคราะห์สังคมไทยอีกครั้งโดยผู้จัดการเอง(11)
2.คนเสื้อแดงกับการเมืองไทย
ปัญหาทางการเมือง ที่มีเรื่องความไม่เป็นกลางของสื่อมวลชน และกรณีความยุติธรรม ในมาตรฐานของเสื้อแดง จะได้ยอมรับให้มีความเป็นมาตรฐาน ในสายตาของสื่อมวลชน นักวิชาการ ตำรวจ กองทัพ และรัฐบาลเพียงใด ในเมื่อคู่ตรงกันข้าม หาทางกีดกัน โดยการชูประเด็น “ทักษิณ” วาทกรรมจากหนังสือเกี่ยวกับทักษิณ จำนวนมากมาย จะผิดหรือถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงอิทธิพลของการเมืองคนแต่ละฝ่าย ซึ่งต่อมาทำให้ทักษิณ ในฐานะที่รัฐบาลของเขาถูกรัฐประหาร ซึ่งเขาพูดหลังจากนั้นว่า เขาไม่ได้ปกป้องตัวเอง แต่ปกป้องประชาธิปไตย ก็ตาม และปัญหาทางการเมือง มาจากบางส่วนของการไม่ยอมรับ ว่าทักษิณ มาจากการเลือกตั้ง ที่ถูกต้องนั้น ก็เป็นผลของการสะสมความวุ่นวายของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีที่มาจากเสียงหลายส่วนของประชาชน
ซึ่งเคยเลือกพรรคไทยรักไทยในอดีต และการไม่เอาทักษิณ โดยไม่ว่าจะมีวิธีคิด มุมมองทางการเมือง และวิธีวิทยาของการมองปัญหาในปัจจุบัน แรงผลักของความต้องการทางสิทธิมนุษยชนของคนไทย สะสมกำลัง และพลัง สำหรับ เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของคนละฝั่งทางการเมือง แสดงออกในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ก็อาจจะบีบให้เลือกข้างมากขึ้น เพราะมาจากการสะสมกันมาในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องซ้าย-ขวาในอดีต กรอบความคิดในการมองปัญหาในปัจจุบัน ที่มีหัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ มันอยู่ที่ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้น ระบบนั้น มันเกิดความเปราะบาง เหตุเล็กๆ ที่เราไม่ได้สังเกต และไม่ได้เอาใจใส่มัน ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำซากมานานมากมาย เหตุเล็กๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเราคาดไม่ถึง อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์อื่นๆ ได้ เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางมีอะไรเล็กน้อยเข้าไปก็พลิกผันเป็นอย่างอื่นได้
จึงเปรียบเทียบว่า ผีเสื้อตัวหนึ่ง (ไม่ใช่ช้าง,ปลา..หรือไดโนเสาร์) ถ้ากระพือปีกแรงๆ ที่ฮ่องกง ก่อกระแสคลื่นเล็กๆ จากปลายปีก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ในอีกหนึ่งเดือนให้หลังเช่นเดียวกับนิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ สถานการณ์จากสื่อผู้จัดการ และพันธมิตร ดังกล่าว จะเห็นว่าด้านกลับของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน วิกฤติจากอเมริกา อาจจะเป็นด้านกลับ ในการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องทำวิกฤติให้เป็นโอกาสของการเมืองไทยอย่างไรก็ตาม จากทฤษฎีButterfly Effect นั้น
คนเสื้อแดงในการพัฒนาทางการเมืองไทย เช่นเดียวกับ ความเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอารมณ์ ความรู้สึกอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เรื่องทักษิณอย่างเดียว ซึ่งเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อเป้าหมายประชาธิปไตย ซึ่งผลของบทเรียนทางการเมืองนั้น จะทำให้คนเสื้อแดง ระดมสมอง ทุนทางด้านเงิน และขบวนการเคลื่อนไหว ฉะนั้น คาดว่า วัฒนธรรมทางการเมือง มีความน่าจะเป็นไปได้ ในการสร้างเครื่องมือทางการเมืองสำหรับก้าวขั้นบันไดต่อไป และถึงเวลาทบทวนความคิด ไม่ให้เป็นแค่ตามกระแสในสังคมไทย(12) เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมือง ให้ก้าวไปมากกว่าจากสนามหลวง ถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และรัฐสภา 3.แดงทั่วแผ่นดิน และทักษิณ-โฟนอิน-วิดิโอลิ๊งค์งานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่บริเวณริมถนนหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยเริ่มเปิดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น.กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. เกิดเหตุวุ่นวายบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย
เมื่อมีชายฉกรรจ์คนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายลพ พูลวิเชียร อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกชมรมคนรักอุดร พกอาวุธมีดเข้ามาก่อกวนบริเวณด้านหลังเวทีปราศรัย ท่ามกลางความตกตะลึงของประชาชน และการ์ด นปช.ที่พยายามจะเข้าไปควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวบนเวทีว่า ที่มาจัดชุมนุมที่ขอนแก่นเป็นจังหวัดแรก เพราะ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะมาตายที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จากนั้นกลุ่ม นปช.จะไปเปิดเวทีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 14 มีนาคม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 15 มีนาคม จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มีนาคม และวันที่ 22 มีนาคม จะจัดเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะไปชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล โดยจะนำประชาชนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลให้ล้นไปถึงถนนราชดำเนิน และจะปักหลักเป็นแรมเดือน ไม่ชนะไม่เลิกรา ขึ้นอยู่กับหัวใจของคนเสื้อแดงทั่วประเทศว่าจะพร้อมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือไม่ต่อมาเวลา 20.00 น. ก็ถึงช่วงสำคัญของการจัดงาน
เมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณโฟนอินขณะอยู่บนเครื่องบินเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายวีระ มุสิกพงศ์ โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่า ตนเคยหาเงินได้ 2.5 แสนล้านไม่ต้องกู้ต่างประเทศ สร้างอนาคตให้เยาวชน แต่กลับถูกรัฐประหารยึดอำนาจ พันธมิตรฯไปยึดสนามบิน แต่ตำรวจทำอะไรไม่ได้ จนปลดรัฐบาลให้นายอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลใหม่ จะเรียกว่าประชาธิปไตยได้อย่างไร สุดท้ายเอาทหารมากดดันเรียกว่า “รัฐบาลปฏิวัติเงียบ” ตราบใดที่ความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเราต้องรวมตัวกัน ตอนนี้จังหวัดไหนไม่ถูกกันบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาเรารวมกันด้วยอุดมการณ์ เมื่อนั้นที่เราจะปกป้องพวกเรา สีแดงหมายถึงเลือดเนื้อเชื้อไขที่หล่อหลอมกันเป็นประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราต้องรวมพลังกันต่อสู้กับสิ่งไม่ถูกต้อง เพื่อนำมาซึ่งความสันติ ความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย และความผาสุกของประชาชนงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552 เป็นการจัดโต๊ะจีนจำนวน 200 โต๊ะ ระดมทุนให้กับเสื้อแดงจังหวัดเชียงราย รวมทั้งเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชนคนรากหญ้ารักประชาธิปไตย 104 เมกกะเฮิร์ซ โดยมี นางสาวจีรนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตยเชียงราย เป็นผู้ประสานจัดงานครั้งนี้
จนถึงขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคเหนือ รวมทั้งจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จำนวนกว่า 2,000 คน ไปร่วมงานท่ามกลางเสื้อสีแดงละลานตาสำหรับการจัดงานมีแกนนำขึ้นเวที ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง พร้อมกับ ไพจิตร อักษรณรงค์ ศิลปินชื่อดัง และอีกหลายคนไปร่วมขับกล่อม จากนั้น นางสาวจีรนันท์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับพร้อม โดยนายวีระได้เป็นประธานเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชน พร้อมกล่าวปราศรัยถึงการจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในบทบาททางการเมือง
ซึ่งทางแกนนำได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณกล่าวว่าขอบคุณพี่น้องชาวไทยและชาวเชียงรายที่รักและสนันสนุนตน ทุกคนต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา หากตนยังทำงานอยู่จะไม่มีการกู้เงิน แต่จะเนรมิตเงินนำมาสร้างงานสร้างชาติ ขณะนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจตกต่ำจะพูดที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 22 มีนาคม และวันที่ 27 มีนาคม จะพูดที่กรุงเทพมหานคร เรื่องทางออกของประเทศไทย พี่น้องต้องรักกันสามัคคีกัน
หากตนกลับมาจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ได้ข่าวว่าจังหวัดเชียงรายยาบ้าระบาดหนัก สาเหตุมาจากไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน หากกลับไปจะปราบยาบ้าให้หมดสิ้นไปงานแดงทั่วแผ่นดินสัญจร ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552โดยเมื่อเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ถึงกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ชุมนุมรออยู่ในสนามกีฬา 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ โดยในการโฟนอินที่เห็นทั้งภาพและเสียงครั้งนี้ตนขออนุญาตพูดลึกในรายละเอียดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลยังหาทางออกให้ประเทศไม่ได้จะพูดที่มาของปัญหาทั้งหมด ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ และชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครจะพูดเรื่องทางออก
ถ้ากลับไปและให้ตนทำหน้าที่ มั่นใจว่าวิกฤติคราวนี้แก้ได้ เพราะวันที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2544 ต่อจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น หนี้สินรกรุงรัง เงินสำรองมีน้อยก็ยังแก้ได้จนสามารถเปลี่ยนประเทศเป็นประเทศผู้ให้กู้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเริ่มต้นด้วยการกู้โดยระหว่างนั้นนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวขัดขึ้นว่า มีคนหาว่าไม่ได้เป็นการถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณย้อนถามว่าจะให้แสดงท่าทางอะไรให้ดูหรือไม่ นายวีระตอบว่าจะชวนร้องเพลง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณบอกว่าเอาเพลงมนต์เมืองเหนือหรือสักขีแม่ปิง ท่ามกลางการโห่ร้องชอบใจของชาวเสื้อแดงช่วงท้ายของการโฟนอิน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณได้กล่าวทิ้งท้ายว่าตนขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมชุมนุม และขอให้คนเสื้อแดงรวมพลังให้เป็นปึกแผ่น จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่แผ่นดินไทย จนกว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในประเทศไทย(13)
4.ทักษิณ-วีระ มุกสิกพงศ์ : ประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549
ความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในวันที่ 26 มีนาคม 2520 และ27 มีนาคม 2549 ความพ่ายแพ้ หรือการเริ่มต้นของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทักษิณ ชินวัตร กับวีระ หรือ ไข่มุกดำ มาบรรจบกันได้ โดยขอย้อนอดีตดังนี้กรณี กบฏ 26 มีนาคม 2520 นำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกองกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520 นับเป็นกบฏคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตตราบจนบัดนี้(14)
อย่างไรก็ตาม นายวีระ มุสิกพงศ์ ก็เข้ามามีส่วนร่วมเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย และถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ ซึ่งทำให้โดนจำคุก กว่าจะออกมามีอิสรภาพ ทำงานการเมือง(15) ฯลฯ
จนกระทั่ง วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 - การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกแม่ค้าในซอยละลายทรัพย์ (สีสมซอย 5) จำนวนหนึ่งตะโกนไล่ ขณะกำลังรับประทานอาหารระหว่างไปหาเสียงในซอยนั้น(16)
ดังนั้น การสร้างพลังแห่งการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต ก็เป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของแดงทั่วแผ่นดิน พัฒนาการตั้งแต่รัฐประหาร วันที่19 กันยา 2549กับการบรรจบของทักษิณ-วีระ มุสิกพงศ์ในปี พ.ศ. 2550 นายวีระ เป็นแกนนำคนหนึ่งของ " แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ " (นปก.) จัดเวทีปราศรัยที่สนามหลวงโจมตีรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549และคมช. รวมทั้งบางครั้งยังพาดพิงไปถึงประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารด้วยในปี พ.ศ. 2551
นายวีระได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ทาง NBT โดยร่วมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ และในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 นี้เอง พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อนายวีระ มุสิกพงศ์ กรณีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ภายในสัปดาห์นี้พนักงานสอบสวนจะส่งสรุปสำนวนการสอบสวนทั้งหมดให้คณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พิจารณาส่งต่อไปยังคณะกรรมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระดับ ตร. พิจารณาเห็นชอบให้อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายวีระ รวมกับพวกอีก 7 คน ถูกแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากกรณีจำเลยร่วมกันจัดรายการความจริงวันนี้ เมื่อวันที่ 20 - 21 สิงหาคม กล่าวอ้างถึงนายสนธิ ว่าเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้แต่อยากมากู้ชาติ โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 ธันวาคม เวลา 09.00(17) ดังกล่าวสอดคล้องต่อการอธิบายว่าสื่อมวลชนก็มีผลต่อกระแสผีเสื้อแดงทั่วแผ่นดิน
5. หลังวันที่ 26 มีนาคม 2552 : ประชาธิปไตยในจิตใจเพื่อการศึกษาการเมืองไทย
นับตั้งแต่ เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เกิดความโกลาหลทางการเมืองในขณะนั้นเป็นต้นมา ในความจำจากอดีตบทเพลงพระราชนิพนธ์ความฝันอันสูงสุดเปิดผ่านทางทีวีในเหตุการณ์รัฐประหาร(18) จนกระทั่ง สถานการณ์แห่งวันเวลาเปลี่ยนแปลงมาจนจะถึงวันที่ 26 มีนาคม 252 ทั้งรัฐบาล และคนเสื้อแดง ซึ่งตามที่กล่าวถึง Chaos Theory คือ ทฤษฎีความโกลาหลนั้น โดยผลกระทบต่อการเมือง การอธิบายเกี่ยวกับการเมืองในระบบรัฐสภาว่า ถ้าเครื่องมือทางการเมือง คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่สามารถดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในการบังคับใช้กฎหมาย ต่อการกระทำความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดของแกนนำพันธมิตร นับตั้งแต่การยึดทำเนียบรัฐบาลไปจนถึงกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกลาง จึงอาจจะเป็นไปไปไม่ได้ รัฐบาลจะไม่สามารถอยู่ได้ และถ้าเกิดการยุบสภา รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่
สิ่งที่น่าจะตามมา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี2550 โดยให้สังคมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการดึงให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ เพื่อการศึกษาการเมืองไทย ให้เกิดความหวังโดยเราจะมีสิทธิ มีความฝัน ให้หลายชนชั้น ทั้งชนชั้นกลาง และหลายชาติพันธุ์ เป็นแนวร่วมในการพัฒนาการเมืองไทยของประชาชน และหลากหลายชุมชนแห่งชาติ ได้การยอมรับจากนานาชาติ เพราะว่า การสร้างประชาธิปไตยในจิตใจ ไม่ง่ายดาย ในการปลูกวัฒนธรรมทางการเมือง เพิ่มการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง ติดตามดูข่าวสารทางทีวี ต่างๆ
แม้เครื่องมือในการวิจัย เกี่ยวกับเรื่องการทดสอบความรู้เรื่องประชาธิปไตย ต่อประชาชน จะมีขีดจำกัด เช่น ออกแบบสอบถาม อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวให้กว้างกว่านั้น คนไม่สามารถเป็นไม่บรรทัด คือ วัดได้คงเส้นคงวา (มักอาจจะDouble Standard) และถ้าเกี่ยวกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ว่า ไม่มีเครื่องมือวัดว่า คนนั้น มีประชาธิปไตยได้ เหมือนกับเทอร์โมมิเตอร์ ซึ่งวัดอุณหภูมิ ร้อน หรือ เย็นได้ แต่ว่า คนไม่สามารถ เที่ยงตรง แม่นยำ และย่อมมีอารมณ์ ความรู้สึก อคติต่างๆได้
สรุป กระนั้นประเด็น 5 ประการ สะท้อนความเป็นมาของความจำเป็น ต่อคนเสื้อแดง และ หลากหลายกลุ่ม ในประชาชนทั่วไป ในการสร้างความเป็นประชาธิปไตย ให้ก้าวไกลกว่า ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ ถ้าเปรียบดั่งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งมีจัดองค์ประกอบ ทำให้มองเห็นเรื่องแสง-เงาของรัฐสภา กับทำเนียบรัฐบาล แล้วจะทำประชาธิปไตย ให้เกิดแนวทาง เริ่มต้นเปล่งแสงสว่างของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จะปรากฏจากผลของคนเสื้อแดง และสิ่งที่เชื่อมโยงของระบบนิเวศใน Butterfly Effect ซึ่งขณะของอนาคต อันไม่แน่นอน และชัยชนะแดงทั่วแผ่นดินหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญของการต่อสู้ของแดงทั่วแผ่นดินนั้น แน่นอนว่า ผีเสื้อปีกแดง ส่งผลต่อการเมืองไทยแล้ว
0000000000000
อ้างอิง
1.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ "มีสัญญาณอันตราย เต็มไปหมดในประเทศนี้" ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้นำสาร Chaos Theory เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 581 วันที่ 21 - 27 ก.ค. 2546 http://www.nokkrob.org/index.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=ch-ch,id=1)
2.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
3. The Butterfly Effect
4.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10331และ0331และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้: เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้
5. งานวิชาการ ‘ไทยศึกษา’ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิจารณ์ The King Never Smiles (ฉบับเต็ม) http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10893&Key=HilightNews
6.เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ http://th.wikipedia.org/wiki/The_King_Never_Smiles
7.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=12043&Key=HilightNews
8. วริษฐ์ ลิ้มทองกุล “เครือข่ายของราชา กับ ทักษิณ” ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2549 16:21 น. http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=24286(เว็บของรัฐสภา) และวริษฐ์ ลิ้มทองกุล “นั่งฟัง ‘ฝรั่ง’ พูดถึงการเมืองไทย”http://oldforum.serithai.net/index.php?action=printpage%3Btopic=21135.0
9. "แม้ว"โฟนอินความจริงสัญจรฯ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11236 มติชนรายวันhttp://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0102141251§ionid=0101&day=2008-12-14
10. "จาบจ้วง?" ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 ธันวาคม 2551 15:48 น. http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152959
11.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล การกลับมาของ "ศักดินา" ในฐานะจินตภาพการเมือง http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/12/blog-post_8371.html
12.อรรคพล สาตุ้ม "14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย"http://www.prachatai.com/05web/th/home/15017
13. แดงทั่วแผ่นดินสัญจรhttp://th.wikipedia.org/wiki/ครà¸à¸šà¸„รัวความจริงวันนี้สัà¸à¸ˆà¸£
14.กบฏ 26 มีนาคม 2520http://th.wikipedia.org/wiki/à¸à¸šà¸_26_มีนาคม_2520
15.วีระ มุสิกพงศ์http://th.wikipedia.org/wiki/วีระ_มุสิà¸à¸žà¸‡à¸¨à¹Œ
16. 27 มีนาคมhttp://th.wikipedia.org/wiki/27_มีนาคม
17.วีระ มุสิกพงศ์,เพิ่งอ้าง
18.รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549http://th.wikipedia.org/wiki/รัà¸à¸›à¸£à¸°à¸«à¸²à¸£à¹ƒà¸™à¸›à¸£à¸°à¹€à¸—ศไทย_พ.ศ._2549
เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thaienews.blogspot.com/2009/03/26-2520-26-2552.html
เผยแพร่ครั้งสองที่http://www.prachatai.com/journal/2009/05/23918
คือ การกลับสู่ชื่อคล้ายหัวข้อบทความเดิม
26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน –หลัง13 ธันวา 2551 : “เครื่องมือ”ทางการเมืองคนไทย
14 ตุลา 2516 บนถนนราชดำเนิน – หลัง 13 ธันวา 2551: “เครื่องมือ” ทางการเมืองของคนไทย
14 ตุลา 2516: “จากพัฒนาการทางการเมือง ในความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน เปรียบเทียบ เสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: การไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ ณ สนามศุภชลาศัยฯ ซึ่งมุมมองเกี่ยวกับเสียง-โสตนิเวศ และการโหวต (Vote) เสียงในรัฐสภา รวมทั้งแนวร่วมของหลายพรรค ชูอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี กับประเด็นความเหมือน และความแตกต่างของ “เครื่องมือ”ทางการเมืองไทย ในอดีต 14 ตุลา-เสียงสะท้อนการต่อสู้ของเสื้อแดง-เหลือง และประชาชนในปัจจุบัน”
อรรคพล สาตุ้ม
เสียงเชียร์ของกลุ่มเสื้อแดง กับ “เครื่องมือ” ในพัฒนาการทางการเมืองไทย
จากวันที่ 24 มิถุนา ในอดีตเป็นวันชาติ ซึ่งสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ให้เห็นถึง “ความสำเร็จและล้มเหลวของอุดมการณ์รัฐแบบใหม่ผ่านประวัติศาสตร์วันชาติ” ในบทความ “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” [1] ก็มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์วันชาติดังกล่าว
และผมก็เริ่มตั้งต้นขยายความต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงวันชาติ วันชาติเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และ 28 กรกฏา ในอดีตเป็นวันกองทัพบก ฉลองชัยชนะอินโดจีน-การเปลี่ยนแปลงวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และเริ่มต้นวันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมองผ่านประวัติศาสตร์ดังกล่าวจาก วันที่ 24 มิถุนา, 28 กรกฏา, 4 ธันวา, 10 ธันวา และ Young PAD ในประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมนำเสนอการวิเคราะห์ถึง ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยภาพรวม
ในสถานการณ์เกี่ยวกับก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2551 ผมเขียนเรื่อง “เสียง ความทรงจำกับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณในสนามกีฬา” ว่าด้วยเสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี “ความหมาย” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง ทางด้านโสตนิเวศ [2] และเสียงเชียร์ของประชาชน ต่อทักษิณ
ซึ่งผมจะนำข้อมูลบางด้านจากการถกเถียงของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง “หลัง 14 ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” [3] โดยทัศนะของผม สิ่งที่สมศักดิ์ ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างอำนาจรัฐ” คือ หลัง 14 ตุลา 2516 ศูนย์กลางอำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา ปรากฏการณ์ที่แสดงออกเด่นชัดที่สุด และมักพูดกัน คือ “นายกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งการได้รับเลือกตั้งให้มีเสียงข้างมาก ในสภาไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรี พรรคที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นเสียงมากที่สุดในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้มีอำนาจจริงๆ แม้แต่กรณีพี่น้องปราโมช (สำนวนสมศักดิ์) ก็เป็นรัฐบาลได้ด้วยการต้องได้รับการยอมรับ หรือเห็นชอบ โดยนัยจากอำนาจอื่นนอกสภา แม้แต่ตำรวจ ซึ่งไม่ได้มีกำลังจัดตั้งติดอาวุธแบบทหาร ก็ยังไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลเต็มที่(ตำรวจไม่ได้เป็นเครื่องมือ)เหตุการณ์อย่างม็อบตำรวจบุกพังบ้านคึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 หรือกรณีสล้าง บุนนาค ในเหตุการณ์ 6ตุลา เป็นต้น ตัวอย่างที่ดีของการที่รัฐบาลจากรัฐสภาควบคุมตำรวจไม่ได้จริงๆ
กระนั้น ผมคิดแตกหน่อความคิด ที่มีต่อสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า deja vu : ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ [4] ทำให้ผม ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากยุคสฤษดิ์ ซึ่งในครั้งนั้น ใช้เครื่องมือ คือ ทหาร-เรื่องพระราชอำนาจ ทำให้เราเรียนรู้ การศึกษาความเหมือนและความแตกต่าง ในมุมมองของผม สะท้อนกลับไปเรื่องข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง14 ตุลา 2516 โดยนักศึกษา ฯลฯและ“เครื่องมือ” ทางการเมืองใหม่ของเสื้อเหลือง คือ รัฐบาลแห่งชาติ (มาตรา 7) ในความเกี่ยวข้องพระราชอำนาจ กับกรณี เครื่องมือของเสื้อแดง คือ ทักษิณ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางประชาธิปไตย พบเจอกับรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยา 2549 คล้ายกับวันที่ 16 กันยา 2500 ยุคสฤษดิ์ โดยอายุประมาณ 6 ปีของรัฐบาลสฤษดิ์ และอายุประมาณ 5 ปีของทักษิณ ตามมาด้วยการถกเถียง รัฐประหาร 19 กันยา ก็มีข้อสังเกตต่างๆ นานา [5]
เมื่อต่อมาด้วย ชัยชนะของการเลือกตั้งโดยพรรคพลังประชาชน และโดนยุบพรรคตามมาล่าสุด เพราะเครื่องมือทางกฎหมาย โดยตุลาการภิวัฒน์ ดังกล่าว และจากนั้น ทหารแทรกแซงในเรื่องของรัฐประหารเงียบ [6] และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อสีแดง ที่มีอารมณ์ ความรู้สึกของประชาชน คนไม่ใช่เครื่องมือ หรือ เครื่องจักร ไม่มีอารมณ์ และ “เครื่องมือ” คือ คน ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์และกาลเวลา โดยผม จะสะท้อนผ่านความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน ผ่านบทสะท้อนของชาตรี ประกิตนนทการ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในสถานการณ์ หลังทักษิณ ไม่โฟนอิน และอภิสิทธิ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “เครื่องมือ” ซึ่งเราจะเข้าใจถึงเครื่องมือจับปลา เครื่องมือสำหรับปลูกต้นไม้ เครื่องมือทางการสื่อสาร คือโทรศัพท์ และเครื่องมือสำหรับวาดรูปภาพ โดยการนิยามง่ายๆ ว่า “เครื่องมือ” คำนี้ ถูกใช้ทางการเมือง เช่นว่า ใช้รัฐเป็นเครื่องมือ,ทหารเป็นเครื่องมือ,ใช้ประชาชน เป็นเครื่องมือ และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ฯลฯ
ครั้นแล้ว การย้อนมองประวัติศาสตร์ ในการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผ่านสถาปัตยกรรมบนถนนราชดำเนิน และการเมืองไทย 14-6 ตุลา - พฤษภา และ “เครื่องมือทางการเมือง” มาถึงสมัยในปัจจุบัน ในทัศนะเชิงเปรียบเทียบกับอดีต ดังจะกล่าวถึงในเชิงพัฒนาทางการเมืองว่าเสียงเชียร์ทักษิณของคนเสื้อแดง เป็นพัฒนาการเมือง ด้านประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทหาร และการรัฐประหารซ่อนรูป ในเครื่องมือทางการเมือง ที่มีชื่อว่า ทักษิณ กับการโฟนอิน (เครื่องมือ) เสียงของทักษิณให้เห็นถึง “อำนาจ และความทรงจำต่อทักษิณ” ว่าเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้เกิดความพยายามไม่ให้ทักษิณ พูดความจริงวันนี้ ในรายการความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 3 ณ สนามศุภชลาศัย ส่วนในโอกาสต่อไปจะเป็นเช่นไร ต้องติดตามมองผ่านอดีตก่อน แล้วย้อนเวลาสู่ปัจจุบัน
ย้อนมองเครื่องมือทางการเมืองใน 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-ความเหมือน กับ ความแตกต่างของเครื่องมือของคนเสื้อแดง
ประเด็น 14 ตุลา มีการถกเถียงและนำเสนอกัน แง่มุมหลายแบบทั้งทางด้าน รัฐ,ชนชั้น ฯลฯ โดยผมเสนอ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” โดยผมเน้นย้ำ ประเด็น “เครื่องมือ” ดังจะขีดเส้นใต้ ต่อไปนี้
ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย: ชัยชนะของสถาบันกษัตริย์บนถนนราชดำเนิน
สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุด ต่อกระบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของคนชั้นกลางใหม่ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 คือ ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร ที่ยึดครองอำนาจรัฐ กลุ่มคนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ กลับเลือกใช้สัญลักษณ์ของ “สถาบันกษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งทำให้ไม่เพียงแต่รัฐบาลเผด็จการทหารเท่านั้น ที่อาศัยอ้างอิง ความชอบธรรมจาก “สถาบันกษัตริย์” แต่ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนคนชั้นกลาง ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ในการยก “สถาบันกษัตริย์” ให้สูงเด่นมากยิ่งขึ้น
การยกพระราชดำรัสเฉพาะบางตอน ในกรณีสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการต่อต้านเผด็จการทหาร การหวังพึ่งพระบารมีโดยนำพระบรมฉายาลักษณ์ มาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ จนมาถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพื่อให้ทุกฝ่ายระงับความรุนแรง และทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เหล่านี้ได้กลายเป็นความทรงจำกระแสหลักอันหนึ่งที่ในบางมุม ก็เสมือนว่าสอดคล้องและหนุนเสริม กับความทรงจำว่าด้วยพลังมวลชน ต่อสู้เผด็จการ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความทรงจำนี้ ก็กลับแย่งชิงอำนาจนำ ในการอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา ให้หลุดออกจากมือของประชาชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน.. [7]
ประเด็น “เครื่องมือ” ดังกล่าวในการเมืองของไทย สมัยก่อน 14 ตุลาฯ 2516 คนที่เล่นการเมือง ก็คือข้าราชการ และวิธีการเล่นการเมืองก็ใช้เส้นสนกลใน วิ่งเต้นตามสายราชการ กับทำรัฐประหาร ส่วนพวกนายทุน หากต้องการส่งอิทธิพลต่อการเมืองและนโยบายอะไรต่างๆ ก็ต้องวิ่งเต้นกับข้าราชการนั่นแหละ จนกระทั่งมวลชนเดินเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์ และเมื่อ 14 ตุลาฯ (กรณี"บันทึกลับจากทุ่งใหญ่") หลังจากนั้นรูปแบบการเล่นการเมืองก็ปรับเปลี่ยนขยายตัวออกไป เพราะมวลชนไม่มีรถถัง จึงไม่สามารถก่อรัฐประหารได้ ไม่มีเส้นสายจึงไม่สามารถวิ่งเต้นอะไรกับใครเขาได้ รูปแบบการเล่นการเมืองของมวลชน จึงได้แก่การเลือกตั้งและการประท้วงบนท้องถนน และก็ชุมชนในจินตนากรรมแห่งชาติ ทั้งสองฝ่ายซ้ายกับขวานี้เอง ที่เข้าปะทะชนกันในพื้นที่รัฐชาติเดียวกันระหว่าง 14 ตุลาฯ 2516 - 6 ตุลาฯ 2519 เหนืออื่นใดเพื่อแย่งชิงรัฐ อันเป็นเดิมพันยอดปรารถนาและรางวัลสูงสุด ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้มาไว้เป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้
ในการธำรงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ชาติ และชุมชนในจินตนากรรมของตนให้ปรากฏเป็นจริง ดังกล่าวจากบทเรียนผ่านประวัติศาสตร์ โดยตั้งใจ(หรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม) ต่อเครื่องมือทางการเมือง นำไปสู่ประเด็นที่ผม มองพัฒนาทางการเมืองของเครื่องมือ วันที่ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา “มุมมองผ่านเครื่องมือ” ในเงื่อนไขของประเด็นสำคัญ คือ “ความเหมือนและความแตกต่าง” ในการมองปัญหา ว่า หลัง 14-6 ตุลา และพฤษภา 35(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) มีความผิดพลาดและล้มเหลว สะท้อนอะไรบ้าง ที่เหมือนเดิม และอะไรใหม่บ้าง โดยการพิจารณา และวิเคราะห์ ผ่านมุมมอง ซึ่งนิธิ เคยใช้วิธีวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่าง ในการอธิบาย 14 ตุลา และพฤษภา 35 ที่ชื่อ “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” [8] ที่นำเสนอว่าแกนสำคัญของการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตย 14 ตุลานั้นเป็นเรื่องของชาตินิยม
ทั้งนี้ นิธิ เริ่มต้นบทความของเขาโดยการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ พฤษภาทมิฬ 2535 ตรงที่ว่า เหตุการณ์แรกนั้น มีเรื่องของอุดมการณ์ชาตินิยม เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการ (แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นการต่อสู้เผด็จการทั้งคู่) นิธิอธิบายว่า ชาตินิยมของไทยนั้นคือแนวคิดในเรื่อง ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ที่ พระมหากษัตริย์ริเริ่มขึ้น นับตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเนื้อหาลัทธินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเหตุการณ์ 2475 แต่อย่างใด นอกเหนือจากการเพิ่มเอาคำว่ารัฐธรรมนูญมาต่อท้าย และต่อมาเมื่อกองทัพเข้าครอบงำทางการเมือง คำว่ารัฐธรรมนูญก็ถูกตัดออก (เพิ่มประชาชน ในภายหลัง) และกองทัพก็เข้าคุมอุดมการณ์ดังกล่าว
เมื่อชาตินิยมมีความสำคัญ ในการเรียกร้องประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็อยู่ในฐานะแกนกลางของอุดมการณ์ชาตินิยม และอุดมการณ์ในการสร้างความเป็นไทยนั้น (นั่นเป็นเครื่องมือทางการเมือง)โดยส่วนมากแล้วก็เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องเชื้อชาติ และ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และในขณะเดียวกันก็จะต้องสร้าง “ศัตรูร่วม” ของชาติขึ้นมา นิธิ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้ว การต่อสู้ในลักษณะของชาตินิยม อาทิ การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น และ อเมริกา นั้นก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะว่าการจะต่อสู้กับศัตรูของชาติ ซึ่งหมายถึงระบบทุนนิยมโลกที่ประสานตัวกับนายทุนขุนศึกได้นั้น ก็จำต้องมีประชาธิปไตย และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งหลัง 14 ตุลา ก็เป็นเรื่องของการเผชิญหน้าระหว่าง ชาตินิยมสองกระแส คือ ชาตินิยมกระแสใหม่ (นักศึกษาที่ไปร่วมกับพรรคคอมฯ) และชาตินิยมรูปแบบเก่า ขณะที่เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬนั้น ประเด็นเรื่องชาตินิยมไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการ(แม้ว่า รสช. ทหาร จะชูเรื่องเอกราชและชาตินิยม แต่ชาตินิยมฝังอยู่กับเชื้อชาติ ตรงกันข้ามกับคนชั้นกลาง) [9] อิทธิพลของการอธิบาย ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน และชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย ทั้งสองอย่างดังกล่าว มาจากรากฐาน ผลงานเกี่ยวกับชาตินิยม คือ Imagined Communities ของ Ben Anderson ซึ่งนิธิสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ2535 ว่าชาติในมโนภาพของชนชั้นกลาง คือ หน่วยทางเศรษฐกิจการเมือง ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางพึ่งพิงติดต่อกับประชาคมโลก(กระแสโลกาภิวัตน์) คนในชาติ แม้จะแตกต่างหลากหลาย แต่ก็เจริญเติบโตก้าวหน้าได้ด้วยการก้าวให้ทันโลก ความไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นอุปสรรคของการก้าวให้ทันโลก อุปสรรคหรือศัตรู จึงอยู่ที่ระบบการเมืองในประเทศ และการที่นักการเมือง และทหาร ในช่วงพฤษภา 35 ไม่เป็นเครื่องมือทางการพัฒนาประชาธิปไตย ต่อชนชั้นกลาง นี่เอง
จากการอธิบายภาพทางการเมืองดังกล่าว “ชาตินิยม เป็นเครื่องมือ” ที่มีใน14 ตุลา โดยทางตรงกันข้าม พฤษภา 35 (ก็ไม่มีประเด็น “เครื่องมือชาตินิยม”ที่ชัดเจน) บทบาทของจำลอง ศรีเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ในการขจัดความขัดแย้งของชนชั้นกลาง ต่อ เผด็จการทหาร ซึ่งเครื่องมือสำคัญ คือสื่อสารมวลชน และการเรียกว่า ม็อบมือถือ ใช้โทรศัพท์มือถือ อื่นๆ ซึ่งพัฒนาการของประชาธิปไตย ที่ผ่าน 2535 จึงเป็นเครื่องมือต่อทางเศรษฐกิจ และวิกฤติเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา พัฒนาการทางการเมืองของมวลชนล่าสุด คือ ยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ นอกจากการเลือกตั้ง และเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนแล้ว ซึ่งรูปการนี้เกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 โดยต่อมาบทบาทของนักการเมืองอย่างทักษิณ และพัฒนาการทางการเมืองการปรากฏการณ์ของสนธิ ไม่ว่าคำว่า อารยะขัดขืน(ถูกหยิบไปใช้อย่างลื่นไหล) ไม่เอาทักษิณ,ทักษิณคอรัปชั่น,ระบอบทักษิณ,เผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมาก และทักษิณเหมือนสฤษดิ์ ต่างๆ นานา ในปี 2549 ผลรณรงค์ No Vote และเมื่อกลุ่มพันธมิตรไม่สามารถ ใช้เครื่องมือ คือนักการเมืองได้
ภาพของการเมือง ที่มีปรากฏการณ์เหมือนกับยุค 14 ตุลา 2516 ก็กลับมา “เครื่องมือชาตินิยม”(กู้ชาติ) ใช้เครื่องมือทหาร,สถาบันฯ,พรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มพันธมิตร และกองทัพ ก็กลับมามีอำนาจบทบาทหลังรัฐประหารอีกครั้ง ดังกรณีเอกสารลับของทหาร (21 ก.ย. 50)เรื่องเล่าของราชาชาตินิยม โยงจากสงครามคอมมิวนิสต์ สมัย ตุลา 2519 ลงมาถึงความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้ง คือ กองทัพกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้งเปลี่ยนจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต กลายมาเป็นพรรคไทยรักไทยกับอดีตสหายบางคนในพรรคไทยรักไทย เป็นการต่อสู้รอบใหม่กับพลังฝ่ายตรงข้ามที่มาปรากฏในรูปของประชาธิปไตยกระฎุมพี การต่อสู้นี้จะต้องช่วงชิงมวลชนให้ได้ [10]
สิ่งที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอในบทความ “หลัง14 ตุลาฯ” ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเรื่องโครงสร้างเชิงอำนาจ(รัฐ) ซึ่งโดยพื้นฐาน รัฐสภาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของอำนาจ ผู้ที่คุมรัฐสภาได้ก็สามารถควบคุมกลไกรัฐอื่นๆ(ควบคุมเครื่องมือได้) รัฐบาลไทยรักไทย เป็นการแสดงออกอย่างสำคัญที่สุด คือเรื่องการโยกย้าย นายทหารเป็นเรื่องของรัฐบาลเอง ไม่ใช่ของทหาร ซึ่งต่อมารัฐบาลสมัคร ก็ไม่สามารถควบคุม(เครื่องมือ)ทหารได้อีกแล้ว
ในด้านนโยบายประชานิยมของทักษิณ “การวิพากษ์วิจารณ์” โดย วอลเดน เบลโล ผู้ศึกษาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งเขียนหนังสือและมีการแปลเป็นไทย ชื่อว่า โศกนาฏกรรมสยามฯ “วอลเดน” วิจารณ์ไว้ปี 2549 ว่า “เปรียบเทียบนโยบายประชานิยม ที่ใช้กันอยู่ในอาร์เจนตินาและหลายประเทศในละตินอเมริกา ว่า มีความแตกต่างจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ นำมาใช้ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนโยบายประชานิยมโดยหลักการแล้ว เป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อผู้ไร้อำนาจ หรือคนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำคือ การให้ประโยชน์เฉพาะอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ซึ่งมีอำนาจและเงินตราอยู่แล้ว"ทักษิณไม่ได้เป็นนักประชานิยม แต่เขาใช้วิธีการแบบประชานิยมที่คำนึงถึงอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่มเท่านั้น" [11]
เมื่อย้อนดูแนวทางของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ชื่อของพรรค ก็สะท้อนเรื่องชาตินิยม และนโยบายทางการเมือง เรื่องชาตินิยมเช่นเดียวกัน แต่ว่า มีความแตกต่าง คือ “ผู้นำ” ทางการเมืองจากการเลือกตั้ง บทบาทสูงเด่นมาก และกลับตาลปัตร จากประชานิยมที่โดนวิจารณ์จากวอลเดน กล่าวไว้ ซึ่งประชานิยมของทักษิณ มีพลังบวกกับชาตินิยม คล้ายกับการเข้าไปร่วมของประชาชน นักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์ ในหลัง14 ตุลา แต่ไม่ใช่เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งองค์ประกอบของการพัฒนาการ ระดับขั้นนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ชะงักงัน แต่ว่าสะท้อนเหนือกว่าบทบาททางการเมืองรัฐบาลทหาร ในอดีตมาก ดังนั้น การเปรียบเทียบทักษิณกับรัฐบาลฉายาขิงแก่ ของสุรยุทธ จึงเห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่ประชานิยมของทักษิณ ด้านเศรษฐกิจ สะท้อนเป็นหอกข้างแคร่ กลับเข้ามาทิ่มรัฐบาลในยุค 2550 จนเปลี่ยนรัฐบาลเป็นฝ่ายพรรคพลังประชาชน(สมัคร ในอดีต 6 ตุลาในอดีตพูดถึงมือที่มองไม่เห็น) ซึ่งน่าสังเกตต่อมาว่า “ขณะวิกฤติเศรษฐกิจจากอเมริกา”จะมีผลต่อรัฐบาลว่าที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์(ชน) นั้นเอง
เครื่องมือทางการเมืองของคนเสื้อแดง
โดยต่อไปการขีดเส้นใต้ของผม ดังกล่าว จะสะท้อน “เครื่องมือของคนเสื้อแดง” พัฒนาการขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้ “เครื่องมือ” ทางการเมืองไม่ใช่แค่สถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดความแตกต่างจาก 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน เพิ่มทักษิณ และพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน และเพื่อไทย ต่อมาเป็น “เครื่องมือ”สำคัญ ในการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 คือ ทหารขึ้นมา และใช้เครื่องมือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็มีบทบาทชาตินิยม ตามด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 (หลังรัฐประหาร) และยุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มที่เป็นนักการเมือง เคยเป็นคน 6 ตุลา บางคนก็ยุติบทบาทชั่วคราวไป
และตามมาด้วย “การสร้างพรรคพลังประชาชน”(ไม่ใช่พรรคภาคประชาชน) และแรงหนุนจากกลุ่ม นปช. จนถึงเรื่อง “ทักษิณ” เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการรณรงค์ สำหรับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ว่า “จะเอาทักษิณกลับบ้าน” ไม่ใช่แค่เครื่องมือชาตินิยมอย่างเดียว และผลพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน ในนโยบายประชานิยม เท่านั้น และแล้วทักษิณ ก็กลับมา – หนีไป (จนเกือบจะจนตรอกในปัจจุบัน) ซึ่งความเชื่อมั่นใจต่อทักษิณ (เครื่องมือ) ของจักรภพ สะท้อนผ่านหัวข้อ"ระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตยในการเมืองไทย" เป็นหัวข้อที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งให้แก่องค์ปาฐก… “…คุณจักรภพฝากความหวังไว้กับสองอย่าง หนึ่งคือการตื่นตัวของประชาชนเอง ซึ่งคุณจักรภพมองเห็นความตื่นตัวนั้นจากเสียงกว่า 40% ที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และสองคุณจักรภพคิดว่าต้องมีผู้นำที่เข้ามาจัดระเบียบ (ทางการเมือง) ใหม่ และคนคนนั้นคือคุณทักษิณ” (ทำลายระบบอุปถัมภ์และพัฒนาประชาธิปไตย) ในกลุ่มพรรคการเมือง-พวกทักษิณ ดังที่มีสะท้อนผ่านการเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกตัวอย่างว่า “ตอนที่คุณทักษิณจะต้องตัดสินใจว่า จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหลังรัฐประหารหรือไม่ เพียงได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนในกรุงเทพฯ คุณทักษิณก็ตัดสินใจไม่ตั้ง แสดงว่าคนที่คิดว่าการกระทำของเขา ขจัดอำนาจของระบบอุปถัมภ์ออกไป ถึงตอนที่ต้องตัดสินใจในช่วงวิกฤตที่สุด เขากลับตัดสินใจไปบน(ฐานคิด)ของระบบอุปถัมภ์” เป็นการประเมินพลังทางการเมืองไทย สะท้อนถึงปรากฏการณ์เสื้อแดง ในขณะที่เปิดเผยเครื่องมือทางการเมืองนี้ และรื้อสร้าง-ทำลาย “เครื่องมือ” และภาพลักษณ์ทักษิณไปในตัวของบทความนี้ด้วย หรือไม่ (คือไม่ไว้ใจเครื่องมือ คือนักการเมือง ชื่อทักษิณ แต่ไม่เท่ากับเอเอสทีวี-ผู้จัดการ)
“….ความเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไม่เสียหายอะไร นักการเมืองเด่นๆ ทั้งหลายก็ล้วนเป็นเครื่องมือทั้งนั้น แต่คงไม่มีนักการเมืองคนไหน ที่ทำให้ผู้คนคิดว่าเป็นเครื่องมือของตนได้กว้างขวางเท่าคุณทักษิณ เป็นเครื่องมือเข้าถึงทรัพยากรกลางโดยตรงของประชาชนรากหญ้า เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจของก๊วนการเมืองต่างๆ เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของนักวิชาการ,บุคคลสาธารณะ,ปัญญาชน,และนายทุนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง ฯลฯ ความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อคุณทักษิณ จึงเป็นความศรัทธาต่อเครื่องมือ และโชคดีของคุณทักษิณด้วย ที่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมจะเสนอทางเลือกของเครื่องมือมาแทนที่คุณทักษิณ ไม่ใช่ คมช.,ไม่ใช่พรรคเพื่อแผ่นดิน, ไม่ใช่นายพลทั้งหลาย,ไม่ใช่พันธมิตร, และไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ (ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือเหมือนกัน แต่เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้แคบกว่า) และตราบเท่าที่เป็นเช่นนี้ เราจึงต้องยังอยู่กับคุณทักษิณ หรือเงาของคุณทักษิณไปอีกนาน” [12]
อย่างไรก็ตาม บทความของนิธิ ผมนำมาเสนอสั้นๆ เพื่อเป็นความคิด ต่อ“เครื่องมือ” ไม่ได้มาแก้เกี้ยว แก้ตัว และจับผิด “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ถึงแม้ ตอนท้ายของบทความ น่าจะสะท้อนว่า ไม่ไว้ใจเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าทักษิณ ก็ตาม เนื่องจากขอบเขตความคิดของผมก็จำกัด เพียงนำแนวคิดว่าด้วย “เครื่องมือ” จากการอ่านผลงานของ “นิธิ” มาเป็น “โจทย์”การมองสิ่งที่มองไม่เห็น โดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวของนิธิ ในประเด็นดังกล่าวแล้วขึ้น กับ“ผู้อ่าน”หลากหลาย จะตีความบทความ ซึ่งความสำคัญในประโยชน์ของ “เครื่องมือ” ที่ซ่อนอยู่ในบทความนิธิ เปรียบเทียบวิเคราะห์ ในความแตกต่าง กับ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-สนามศุภชลาศัย เป็นสิ่งที่เสียงของคนเสื้อแดง นำไปใช้เป็นประโยชน์ เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องมือ ในการเมือง-โฟนอินของทักษิณ เพราะว่า ทักษิณเป็นเครื่องมือให้รากหญ้า และทักษิณไม่เหมือนสฤษดิ์ ที่มาจากทหาร โดยการรัฐประหาร เนื่องจากทักษิณมาจากการเลือกตั้ง แม้ทักษิณอาจจะมีลักษณะอุปถัมภ์แบบสฤษดิ์ แต่ว่าก็มีบริบทแตกต่างทางเศรษฐกิจ ระบบโลกาภิวัตน์ นโยบายประชานิยม(หรือนโยบายสาธารณะของทักษิณ จะทำลายระบบอุปถัมภ์ในปาฐกถาจักรภพ) และ การเมืองในการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย และฝ่ายตรงกันข้าม เรื่องเล่าบันทึกลับทหาร-กลุ่มพันธมิตร(ที่ถูกเรียกม็อบมีเส้น) พรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้เครื่องมือกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ในการเป็นฝ่ายค้าน ต่อรัฐสภา และอภิปราย รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไปแล้วนั้น สะท้อนโจทย์ของเครื่องมือทางการเมือง คือสิ่งที่ท้าทาย และน่าสนใจมาก
หลังจากไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ (เครื่องมือ) ในสนามศุภชลาศัย และการได้รับโหวตของอภิสิทธิ์
จากการโฟนอินในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่ทักษิณพูดถึง “แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือ(และ)พลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้นการพูดประโยคดังกล่าว สะท้อนพระบารมี-อำนาจของภาษา ในเสียงโฟนอินของทักษิณ (ดั่ง“Language and Power”) ถึงพี่น้องประชาชน โดยต่อมาการจัดงานครั้งล่าสุด ก็ถูกปิดกั้น “บล็อกสื่อ” ความจริงวันนี้ และตามด้วย ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย จึงฉายเทปวิดีโอแทนการโฟนอิน โดยทักษิณกล่าวว่า“อย่าให้ผม(หมา)จนตรอก และการแสดงออกว่าด้วยความจงรักภักดี ฯลฯ” และวีระ หนึ่งในแกนนำ ก็กล่าวถึงการไม่มีโฟนอินว่า “เพื่อแลกกับตั้งรัฐบาล โดยการไม่โฟนอิน”
สะท้อนว่าทักษิณ และเสียงโฟนอิน เป็น “เครื่องมือ” (อำนาจ) แลกเปลี่ยนทางการเมือง ที่เชื่อว่าไม่ใช้เครื่องมือโฟนอินแล้ว จะได้ผลโหวตเป็นรัฐบาล โดยเอานายกรัฐมนตรีคนนอก พรรคเพื่อไทย หลังจากวันนั้น ที่สนามศุภชลาศัย ก็เกิดเหตุการณ์ควบคุมไม่ได้ และความหลากหลายของกลุ่มเสื้อแดง ทำให้มีท่าที่ สะท้อนออกมามากมาย แม้ว่าแกนนำ จะออกพูดเสียงออกทีวี พยายามไม่ให้บุกเข้ารัฐสภา และตามมาของการประเมิน หลายแบบ ว่าเป็นความผิดพลาด หรือความสำเร็จของ “เครื่องมือ” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง และการไม่มีเสียงโฟนอิน ก็สะท้อนอำนาจของเครื่องมือก็ตาม
แต่ว่า พลังเสียง บรรยากาศของสนามกีฬา แสง-เงา องค์ประกอบศิลปะทางสุนทรียะ ส่งผลปลุกใจทางจิตวิทยาไม่ว่าการบริหารและจัดการ เวที จอภาพฉายถึงเทคโนโลยี และบทเพลง บทกลอนของจักรภพ(คล้ายส่งสารทักษิณในจักรภพ) อาจจะเสี่ยงคล้ายกรณีถูกฟ้องร้องของบทกลอน ที่ติดในมหาวิทยาลัยของ ม.น.ป. (คดีประวัติศาสตร์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงชาวฟ้าจากข้าชาวดิน กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2518) และเพลงของจิ้น กรรมาชน อื่นๆ คนเสื้อแดง คงไม่ลืมๆ แล้วเก็บไว้เป็นพลังอำนาจ เอาไว้ยังมีองค์ประกอบต่อประชาชน เพราะคนเสื้อแดง เชียร์อำนาจประชาธิปไตยและพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย-ทักษิณ และแน่นอนว่า ยิ่งสื่อเอเอสทีวี ทำตัวเป็นศัตรูกับกลุ่มเสื้อแดง โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่หยุดเอเอสทีวี-สนธิ,จำลอง ยังเป็นเป้าหมาย ต่อคนเสื้อแดง แน่ๆ เพราะการสร้างศัตรูทางการเมืองของเอเอสทีวี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ซึ่งคนเสื้อแดง ในใจลึกๆ มีศัตรูร่วมกัน คือ เอเอสทีวี อย่างช่วยไม่ได้ และเครื่องมือทางการเมืองของเอเอส ทีวี คือ สื่อ ประชาชน กองทัพ ประชาธิปัตย์ ซึ่งขึ้นมามีอำนาจในรัฐสภา จะไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะประชาธิปัตย์ สะท้อนน่าจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปรากฏตามข่าวดังกล่าว
เสียงเชียร์ของคนเสื้อแดง เป็น “เครื่องมือ” สำคัญต่อทักษิณ และเครื่องมือต่อมา ที่มีชื่ออภิสิทธิ์
เมื่อ “เครื่องมือ” ทางการเมือง ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะราชประชาสมาศัย ชาวต่างชาติ และถวายฎีกา อื่นๆ ทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง และประชาชน ไม่ใช่มาตรา 7 เพราะกลุ่มคนเสื้อแดง (ประชาชน) สนับสนุนการยุบสภา เพื่อการเลือกตั้ง ไม่ใช่การรัฐประหารซ่อนรูป อย่างที่กลุ่มเสื้อแดง มีปัญหามาแล้ว ซึ่งความเงียบ เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ ได้เช่นกัน และมันก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ จัดการความจริง เสียงต่างๆ ในสังคม จึงเป็นความเงียบสงบ ก่อนจะเป็นเสียงชัยชนะที่กำลังจะมาถึงเฝ้ารอไว้หรือไม่ เพราะการแตกเสียงความสามัคคี ในเมื่อทักษิณยังอยู่เป็นสัญลักษณ์ พร้อมทั้งเป็นผู้นำของปฏิบัติการต่อแกนนำต่างๆ และติดตามโฟนอิน ครั้งต่อไป
อย่างไรก็ดี คนเสื้อแดง จะก้าวต่อไป ข้ามพ้น “เครื่องมือ”ในประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา บนถนนราชดำเนินหรือไม่? ทำให้ผมนึกถึงด้านกลับกัน ในการกล่าวถึงโอบาม่า บวกกับ มาร์ค (ชื่อเล่นของอภิสิทธิ์) ว่า โอบามาร์ค จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ซึ่งทำให้ผมนึกถึงหัวข้อการวิเคราะห์โอบามา ว่า อะไรเป็นการเปลี่ยนแปลง,อะไรเป็นอยู่เหมือนเดิม ก็คือความขัดแย้งซ่อน อยู่ในทางการเมืองไทย [13] ที่รอวันปะทุ นับตั้งแต่ประกาศผลโหวต ว่าให้ยุบสภา และทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ หรือ “เครื่องมือ” ความเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบชาตินิยม โดยจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม คนอย่างจักรภพ บวกกับทักษิณ เป็นเครื่องมือของคนเสื้อแดง และเสื้อแดง กับแกนนำ “รายการความจริงวันนี้สัญจร” ก็ดุจเป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า แก่พรรคเพื่อไทย ในการเตรียมการเลือกตั้ง ที่ให้มีเสียงมากกว่าเสียงปริ่มน้ำ เพราะว่า เครื่องมือทางการเมือง นอกจากทักษิณ การเลือกตั้ง เดินขบวน และยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ แม้ว่าองค์กรบางแห่ง เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน พลังน้อยก็ตาม แต่น่าจะมีความหวังต่อไป
นั่นก็คือ วิกฤติการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจ ยังอยู่กับทุกคน และมุมมองด้านบวกว่า ทุกคนกำลังจะอยู่ในภาวะจุดเปลี่ยนสู่พัฒนาการทางการเมือง อาจจะดีขึ้นกว่าช่วง 2539-2540 ก็เป็นได้ เพราะว่า อุปมาการฟาดดาบของประชาธิปัตย์-พันธมิตร ฯลฯ นั้น จะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว (“อภิสิทธิ์” เป็นแค่เครื่องมือถูกชักใยโดยทหาร-พันธมิตร) เสียงสะท้อนผ่านสื่อทางเว็บบอร์ดของคนเสื้อแดง กล่าวประดุจว่า ดาบนั้น จะคืนสนองได้ ซึ่งอาวุธมีชีวิต ก็คือ คนเสื้อแดง นี่แหละ ร่างกายเป็นอาวุธในชีวิตประจำวัน เหมือนกับร่างกายของนักมวย ใช้ต่อสู้ คือ การสร้างสรรค์พลังชาตินิยม เฉกเช่นร่างเป็นชาติ และจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย ก็ตาม ในการชูชาตินิยมเช่นเดียวกัน ซึ่งเสียงของคนสวมเสื้อแดง น่าจะเป็นการสร้างสรรค์ความงามทางพัฒนาการเมืองไทยให้ได้ [14] ไม่ได้เปล่าเปลือยทางความรู้ ด้านภูมิปัญญาทางการเมือง น่าจะเกิดการสร้าง พื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดในทางการเมืองไทย
ขณะของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดในการเมือง คือ การปะทะของภูมิปัญญา ระหว่างปัญญาชน รักชาติในเสื้อเหลือง และภูมิปัญญาชาวบ้าน บวกกับคนสวมเสื้อแดง รักชาติ ส่งเสียงระบายออกมา เช่น กรณีกลุ่มเพื่อนเนวิน-รัฐสภา สถานการณ์ในปัจจุบัน ก็รวมตัวกัน ที่สนามหลวงแล้ว ซึ่งความรักมาก ก็กลับมาเกลียดมากได้เช่นเดียวกัน เพราะเหรียญ มีสองด้าน ซึ่งอาจจะห้ามความรุนแรงฆ่าฟันมนุษย์กันอีกยาก
ดังนั้น โจทย์ของเสียงเสื้อแดง กับบันไดขั้นที่ก้าวต่อไป คือ คิดใหม่ทำใหม่ สร้าง “เครื่องมือ” เพื่อพัฒนากระบวนการ และขั้นตอน ประชาธิปไตยไม่ให้ถูกตัดตอน? ในความน่าจะเป็นไปได้ ตามแนวทางสันติวิธี เพื่อรอมีชีวิตไว้ ใช้ชีวิตตาม แต่ชื่นชอบ และเรียนรู้ติดตามการเมืองไทย ทั้งเสียงโฟนอินของทักษิณ จังหวะก้าวของแกนนำ และคนเสื้อแดง ถือธงประชาธิปไตย ซึ่งสถานการณ์ ทำให้คนเสื้อแดง และประชาชน ต้องอดทน จำใจอาจจะทดลองใช้ “เครื่องมือ” ที่มีชื่อว่า อภิสิทธิ์ (จะใช้ได้ หรือไม่ ก็ยังไม่รู้?) ในฐานะรัฐบาลของไทย ในทางเลือกจำกัด เหลือแค่เครื่องมือนี้ ซึ่งมีที่มาเกี่ยวข้องกลุ่มเสื้อเหลือง จึงเป็นปกติของเสื้อเหลือง จะมีปฏิกิริยา “เตือน” เพื่อควบคุมเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าอภิสิทธิ์ แต่ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทำให้ภาพลักษณ์ ต่อนานาชาติ ว่าดูดีกว่ารัฐบาล จากการรัฐประหาร-ทหารอันชัดเจน จึงทำให้ในทางอ้อมคนเสื้อแดง และประชาชน ใช้เครื่องมือ คือรัฐบาล-อภิสิทธิ์ และการต่อสู้ในรัฐสภา ในฐานะฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยไปก่อน ส่วนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต และแล้ว ไม่นานของช่วงขณะเวลาแห่งการแสวงคำตอบ ในจินตนาการของทุกคน คิดต่ออนาคต เรื่องความเคลื่อนไหวจะปรากฏอีกครั้ง ประหนึ่งกับว่า เมื่อสายลมพัดธงปลิว สะบัด และคนเสื้อแดง ลุกมาสู้ ร่วมกันนำ รัฐนาวาแห่งประเทศไทย [15] และไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 และฝากไว้อย่างหนึ่งในหัวใจ คือ ประชาชน
อ้างอิง
[1] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547
[2] บทความนี้เขียนในช่วงหลายวัน หลังวันที่ 13 ธันวาคม 2551 เป็นสิ่งที่ผมคิดต่อจากปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม: ปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ http://www.prachatai.com/05web/th/home/12834 และ“24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา, 10ธันวา” และ YoungPAD ผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย (กำเนิดจากการสนทนากับผู้คน) http://www.prachatai.com/05web/th/home/14788 และเสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณ ในสนามกีฬา http://www.prachatai.com/05web/th/home/14849 (ละครหมิ่นไม่มีจริงในสนามราชมังคลากีฬาสถาน)
แน่นอนว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีหลายคนโดนข้อหาทางกฎหมายดังกล่าว จึงเป็น“เครื่องมือ” และเรียนรู้เครื่องมือในการเคลื่อนไหว เช่น เรียกร้องยูเอ็น บทเรียนจากในอดีต และความจริงวันนี้สัญจร พยายามจะเรียกร้องต่อต่างชาติ ล่าสุดในสนามกีฬาศุภชลาศัย ต่างๆ
[3] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
[4] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, "หลัง ๑๔ ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ใน เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 24 ต.ค. 2548) http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95276.html
[5] ไชยันต์ รัชชกูล ‘รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙’: เราถกเถียงกันเรื่องอะไร (ฉบับร่าง) http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=1385.0
[6] Wall Street Journal: The 'Silent Coup'
http://online.wsj.com/article/SB122937186445607949.html
[7] ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ และ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10934
[8] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 13 (11) (ก.ย. 2535) หน้า 180-201
[9] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ “การเมืองไทยสมัยใหม่ สัปดาห์ที่ 9 (24 สิงหาคม 2550): "16 ตุลา 251?": จากความบกพร่องของพัฒนาการทางการเมือง สู่การเมืองภาคประชาชน การเมืองแห่งความทรงจำ และ การเมืองเชิงวัฒนธรรมว่าด้วย "วาทกรรมราชาชาตินิยม(ประชาธิปไตย)” www.polsci.chula.ac.th/pitch/modernthaipolitics2007/mt07l9.doc พิชญ์ ใส่เชิงอรรถไว้ว่าพึงสังเกตว่า เบน จบบทความ “บ้านเมืองของเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม”. ของเขาในปี 1977 ว่า “ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ยกเว้นในกรณีของพรรคบอลเชวิคของเลนิน ได้แสดงเด่นชัดว่าไม่มีขบวนการปฏิวัติใดจะประสบชัยชนะได้ หากมิได้พิชิตหรือได้รับพรประทานของความเป็นนักชาตินิยม”
[10] ข้อสังเกต ไม่ใช่คำตอบ ต่อสิ่งที่นักวิชาการอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดนวิจารณ์ เพราะการต้านทาน กับกระแสทักษิณ และไม่เอาทักษิณ(พูดง่ายๆว่าสองไม่เอา) นับตั้งแต่บทความของนิธิ ใน “บทความที่ไม่มีชื่อ” ต่อเหตุการณ์เรื่องรัฐประหาร(ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์) จึงเท่ากับว่า นักวิชาการ พยายามเสนอเสียงเป็นกลาง(จริงหรือ?) และสิทธิ์ ที่จะไม่เลือก คือการเลือกอย่างหนึ่ง สะท้อนเสรีภาพของการไม่เลือก หรือ No Vote ก็ตาม (ในฐานะทางปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ขยายความเป็นบทความได้เลย) ก็กลายเป็นดาบสองคม ที่นิธิ จะต้องรับไปเต็มๆ จึงเกิดนิธิ “ท้วงครู” เขียนบทความคัดค้าน ส.ศิวรักษ์ “เรื่องมาตรา 7” ซึ่งไม่เห็นด้วยก็ตาม และตามมาด้วยอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล
ส่วนนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในฐานะปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งการพูดกับสื่อสาธารณะ มีอำนาจและพลังต่อประชาชน ทำให้มีผลต่อการถูกวิจารณ์เป็นอีกประเด็นหนึ่งดังกล่าวนั้น ส่วนในทางด้านของผมคิดตั้งข้อสังเกตถึง Max Weber เรื่องความเป็นกลางทางค่านิยมในการศึกษาและวิชาการ ที่มีความป้องกันอคติในสถานการณ์ทางการเมืองยุคนั้น (อธิบายเพิ่มเติมสั้นๆว่า ผมไม่ถึงขั้นปกป้องนิธิ-ท้วงครูได้)ดังกล่าว และคำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : “จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน”-กรณีเอกสารลับของกองทัพ-ราชาชาตินิยมและพรรคไทยรักไทย ซึ่งสะท้อนปฏิกิริยา ต่อประโยคที่ว่าด้วยการสู้กับสถาบันฯ(การอ้างอิงเอกสาร ถึงผู้ใช้นามแฝงว่าประดาบ) http://www.prachatai.com/05web/th/home/10817 และอรรคพล สาตุ้ม “นั่งสมาธิ ณ สนามหลวง” ก้าวที่กล้า วารสารนักศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 เมษายน 2549 และประภาส ปิ่นตกแต่ง กล่าวถึง ความเป็นไปของหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2551 จากประชานิยม-เศรษฐกิจพอเพียง หลังเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 สมัครชูประชานิยมกลับมาด้วย และหนังสือของเขา บางคำจากผู้เขียนถึงช่วงประชานิยม โดยรัฐบาลสมัคร และบทเรียนที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งผ่านการเล่าของบทความชิ้นต่างๆ คงพอเป็นประโยชน์บ้าง ประภาส ปิ่นตกแต่ง “ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย”
[11] วอลเดน เบลโล “ชูระบบเศรษฐกิจทางเลือก” ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3806 (3006) และ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q3/2006july03p8.htm
[12] ผมนำเนื้อหา บทความมาเสนอบางส่วน เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกิน อ่านฉบับเต็มของนิธิ เอียวศรีวงศ์ “ทักษิณในปาฐกถาจักรภพ”มติชนรายวัน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11034 http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008may26p6.htm
[13] หัวข้อการวิเคราะห์เกี่ยวกับโอบามา Galston and Kristol see 2008 as turning point, to a point By Ruth Walker Special to the Harvard News Office http://www.news.harvard.edu/gazette/2008/11.13/99-postelection.html
Post-election: What’s changed, what’s stayed the same
http://news.harvard.edu/gazette/story/2008/11/post-election-whats-changed-whats-stayed-the-same/
[14] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และการเมืองไทย ในยุคสมัยแห่งเสียงของเสื้อผ้า” และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ “วิชารัฐศาสตร์ไทย ในบริบทของประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 21 ฉบับที่1 (2542)
[15] ล่าสุด ทักษิณ โฟนอินงานระดมทุน ‘ความจริงวันนี้’ เปิดซ้ำสนามหลวง วีระเผยยอดคนร่วมไม่เข้าเป้า
http://prachatai.com/05web/th/home/14908
14 ตุลา 2516: “จากพัฒนาการทางการเมือง ในความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน เปรียบเทียบ เสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: การไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ ณ สนามศุภชลาศัยฯ ซึ่งมุมมองเกี่ยวกับเสียง-โสตนิเวศ และการโหวต (Vote) เสียงในรัฐสภา รวมทั้งแนวร่วมของหลายพรรค ชูอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี กับประเด็นความเหมือน และความแตกต่างของ “เครื่องมือ”ทางการเมืองไทย ในอดีต 14 ตุลา-เสียงสะท้อนการต่อสู้ของเสื้อแดง-เหลือง และประชาชนในปัจจุบัน”
อรรคพล สาตุ้ม
เสียงเชียร์ของกลุ่มเสื้อแดง กับ “เครื่องมือ” ในพัฒนาการทางการเมืองไทย
จากวันที่ 24 มิถุนา ในอดีตเป็นวันชาติ ซึ่งสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ให้เห็นถึง “ความสำเร็จและล้มเหลวของอุดมการณ์รัฐแบบใหม่ผ่านประวัติศาสตร์วันชาติ” ในบทความ “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” [1] ก็มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์วันชาติดังกล่าว
และผมก็เริ่มตั้งต้นขยายความต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงวันชาติ วันชาติเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และ 28 กรกฏา ในอดีตเป็นวันกองทัพบก ฉลองชัยชนะอินโดจีน-การเปลี่ยนแปลงวันต้นไม้ประจำปีของชาติ และเริ่มต้นวันสิ่งแวดล้อมไทย โดยมองผ่านประวัติศาสตร์ดังกล่าวจาก วันที่ 24 มิถุนา, 28 กรกฏา, 4 ธันวา, 10 ธันวา และ Young PAD ในประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมนำเสนอการวิเคราะห์ถึง ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโดยภาพรวม
ในสถานการณ์เกี่ยวกับก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2551 ผมเขียนเรื่อง “เสียง ความทรงจำกับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณในสนามกีฬา” ว่าด้วยเสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี “ความหมาย” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง ทางด้านโสตนิเวศ [2] และเสียงเชียร์ของประชาชน ต่อทักษิณ
ซึ่งผมจะนำข้อมูลบางด้านจากการถกเถียงของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง “หลัง 14 ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” [3] โดยทัศนะของผม สิ่งที่สมศักดิ์ ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างอำนาจรัฐ” คือ หลัง 14 ตุลา 2516 ศูนย์กลางอำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา ปรากฏการณ์ที่แสดงออกเด่นชัดที่สุด และมักพูดกัน คือ “นายกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งการได้รับเลือกตั้งให้มีเสียงข้างมาก ในสภาไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรี พรรคที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นเสียงมากที่สุดในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้มีอำนาจจริงๆ แม้แต่กรณีพี่น้องปราโมช (สำนวนสมศักดิ์) ก็เป็นรัฐบาลได้ด้วยการต้องได้รับการยอมรับ หรือเห็นชอบ โดยนัยจากอำนาจอื่นนอกสภา แม้แต่ตำรวจ ซึ่งไม่ได้มีกำลังจัดตั้งติดอาวุธแบบทหาร ก็ยังไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลเต็มที่(ตำรวจไม่ได้เป็นเครื่องมือ)เหตุการณ์อย่างม็อบตำรวจบุกพังบ้านคึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518 หรือกรณีสล้าง บุนนาค ในเหตุการณ์ 6ตุลา เป็นต้น ตัวอย่างที่ดีของการที่รัฐบาลจากรัฐสภาควบคุมตำรวจไม่ได้จริงๆ
กระนั้น ผมคิดแตกหน่อความคิด ที่มีต่อสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า deja vu : ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ [4] ทำให้ผม ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากยุคสฤษดิ์ ซึ่งในครั้งนั้น ใช้เครื่องมือ คือ ทหาร-เรื่องพระราชอำนาจ ทำให้เราเรียนรู้ การศึกษาความเหมือนและความแตกต่าง ในมุมมองของผม สะท้อนกลับไปเรื่องข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง14 ตุลา 2516 โดยนักศึกษา ฯลฯและ“เครื่องมือ” ทางการเมืองใหม่ของเสื้อเหลือง คือ รัฐบาลแห่งชาติ (มาตรา 7) ในความเกี่ยวข้องพระราชอำนาจ กับกรณี เครื่องมือของเสื้อแดง คือ ทักษิณ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางประชาธิปไตย พบเจอกับรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยา 2549 คล้ายกับวันที่ 16 กันยา 2500 ยุคสฤษดิ์ โดยอายุประมาณ 6 ปีของรัฐบาลสฤษดิ์ และอายุประมาณ 5 ปีของทักษิณ ตามมาด้วยการถกเถียง รัฐประหาร 19 กันยา ก็มีข้อสังเกตต่างๆ นานา [5]
เมื่อต่อมาด้วย ชัยชนะของการเลือกตั้งโดยพรรคพลังประชาชน และโดนยุบพรรคตามมาล่าสุด เพราะเครื่องมือทางกฎหมาย โดยตุลาการภิวัฒน์ ดังกล่าว และจากนั้น ทหารแทรกแซงในเรื่องของรัฐประหารเงียบ [6] และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อสีแดง ที่มีอารมณ์ ความรู้สึกของประชาชน คนไม่ใช่เครื่องมือ หรือ เครื่องจักร ไม่มีอารมณ์ และ “เครื่องมือ” คือ คน ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์และกาลเวลา โดยผม จะสะท้อนผ่านความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน ผ่านบทสะท้อนของชาตรี ประกิตนนทการ และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในสถานการณ์ หลังทักษิณ ไม่โฟนอิน และอภิสิทธิ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ “เครื่องมือ” ซึ่งเราจะเข้าใจถึงเครื่องมือจับปลา เครื่องมือสำหรับปลูกต้นไม้ เครื่องมือทางการสื่อสาร คือโทรศัพท์ และเครื่องมือสำหรับวาดรูปภาพ โดยการนิยามง่ายๆ ว่า “เครื่องมือ” คำนี้ ถูกใช้ทางการเมือง เช่นว่า ใช้รัฐเป็นเครื่องมือ,ทหารเป็นเครื่องมือ,ใช้ประชาชน เป็นเครื่องมือ และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ฯลฯ
ครั้นแล้ว การย้อนมองประวัติศาสตร์ ในการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผ่านสถาปัตยกรรมบนถนนราชดำเนิน และการเมืองไทย 14-6 ตุลา - พฤษภา และ “เครื่องมือทางการเมือง” มาถึงสมัยในปัจจุบัน ในทัศนะเชิงเปรียบเทียบกับอดีต ดังจะกล่าวถึงในเชิงพัฒนาทางการเมืองว่าเสียงเชียร์ทักษิณของคนเสื้อแดง เป็นพัฒนาการเมือง ด้านประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทหาร และการรัฐประหารซ่อนรูป ในเครื่องมือทางการเมือง ที่มีชื่อว่า ทักษิณ กับการโฟนอิน (เครื่องมือ) เสียงของทักษิณให้เห็นถึง “อำนาจ และความทรงจำต่อทักษิณ” ว่าเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้เกิดความพยายามไม่ให้ทักษิณ พูดความจริงวันนี้ ในรายการความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 3 ณ สนามศุภชลาศัย ส่วนในโอกาสต่อไปจะเป็นเช่นไร ต้องติดตามมองผ่านอดีตก่อน แล้วย้อนเวลาสู่ปัจจุบัน
ย้อนมองเครื่องมือทางการเมืองใน 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-ความเหมือน กับ ความแตกต่างของเครื่องมือของคนเสื้อแดง
ประเด็น 14 ตุลา มีการถกเถียงและนำเสนอกัน แง่มุมหลายแบบทั้งทางด้าน รัฐ,ชนชั้น ฯลฯ โดยผมเสนอ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และ ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” โดยผมเน้นย้ำ ประเด็น “เครื่องมือ” ดังจะขีดเส้นใต้ ต่อไปนี้
ราชาชาตินิยมประชาธิปไตย: ชัยชนะของสถาบันกษัตริย์บนถนนราชดำเนิน
สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุด ต่อกระบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของคนชั้นกลางใหม่ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 คือ ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร ที่ยึดครองอำนาจรัฐ กลุ่มคนชั้นกลางใหม่เหล่านี้ กลับเลือกใช้สัญลักษณ์ของ “สถาบันกษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งทำให้ไม่เพียงแต่รัฐบาลเผด็จการทหารเท่านั้น ที่อาศัยอ้างอิง ความชอบธรรมจาก “สถาบันกษัตริย์” แต่ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนคนชั้นกลาง ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ในการยก “สถาบันกษัตริย์” ให้สูงเด่นมากยิ่งขึ้น
การยกพระราชดำรัสเฉพาะบางตอน ในกรณีสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการต่อต้านเผด็จการทหาร การหวังพึ่งพระบารมีโดยนำพระบรมฉายาลักษณ์ มาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ จนมาถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เพื่อให้ทุกฝ่ายระงับความรุนแรง และทรงแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เหล่านี้ได้กลายเป็นความทรงจำกระแสหลักอันหนึ่งที่ในบางมุม ก็เสมือนว่าสอดคล้องและหนุนเสริม กับความทรงจำว่าด้วยพลังมวลชน ต่อสู้เผด็จการ แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความทรงจำนี้ ก็กลับแย่งชิงอำนาจนำ ในการอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา ให้หลุดออกจากมือของประชาชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน.. [7]
ประเด็น “เครื่องมือ” ดังกล่าวในการเมืองของไทย สมัยก่อน 14 ตุลาฯ 2516 คนที่เล่นการเมือง ก็คือข้าราชการ และวิธีการเล่นการเมืองก็ใช้เส้นสนกลใน วิ่งเต้นตามสายราชการ กับทำรัฐประหาร ส่วนพวกนายทุน หากต้องการส่งอิทธิพลต่อการเมืองและนโยบายอะไรต่างๆ ก็ต้องวิ่งเต้นกับข้าราชการนั่นแหละ จนกระทั่งมวลชนเดินเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์ และเมื่อ 14 ตุลาฯ (กรณี"บันทึกลับจากทุ่งใหญ่") หลังจากนั้นรูปแบบการเล่นการเมืองก็ปรับเปลี่ยนขยายตัวออกไป เพราะมวลชนไม่มีรถถัง จึงไม่สามารถก่อรัฐประหารได้ ไม่มีเส้นสายจึงไม่สามารถวิ่งเต้นอะไรกับใครเขาได้ รูปแบบการเล่นการเมืองของมวลชน จึงได้แก่การเลือกตั้งและการประท้วงบนท้องถนน และก็ชุมชนในจินตนากรรมแห่งชาติ ทั้งสองฝ่ายซ้ายกับขวานี้เอง ที่เข้าปะทะชนกันในพื้นที่รัฐชาติเดียวกันระหว่าง 14 ตุลาฯ 2516 - 6 ตุลาฯ 2519 เหนืออื่นใดเพื่อแย่งชิงรัฐ อันเป็นเดิมพันยอดปรารถนาและรางวัลสูงสุด ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการได้มาไว้เป็นเครื่องมือที่ขาดเสียมิได้
ในการธำรงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ชาติ และชุมชนในจินตนากรรมของตนให้ปรากฏเป็นจริง ดังกล่าวจากบทเรียนผ่านประวัติศาสตร์ โดยตั้งใจ(หรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม) ต่อเครื่องมือทางการเมือง นำไปสู่ประเด็นที่ผม มองพัฒนาทางการเมืองของเครื่องมือ วันที่ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณา “มุมมองผ่านเครื่องมือ” ในเงื่อนไขของประเด็นสำคัญ คือ “ความเหมือนและความแตกต่าง” ในการมองปัญหา ว่า หลัง 14-6 ตุลา และพฤษภา 35(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) มีความผิดพลาดและล้มเหลว สะท้อนอะไรบ้าง ที่เหมือนเดิม และอะไรใหม่บ้าง โดยการพิจารณา และวิเคราะห์ ผ่านมุมมอง ซึ่งนิธิ เคยใช้วิธีวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่าง ในการอธิบาย 14 ตุลา และพฤษภา 35 ที่ชื่อ “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” [8] ที่นำเสนอว่าแกนสำคัญของการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตย 14 ตุลานั้นเป็นเรื่องของชาตินิยม
ทั้งนี้ นิธิ เริ่มต้นบทความของเขาโดยการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ พฤษภาทมิฬ 2535 ตรงที่ว่า เหตุการณ์แรกนั้น มีเรื่องของอุดมการณ์ชาตินิยม เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับเผด็จการ (แม้ว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นการต่อสู้เผด็จการทั้งคู่) นิธิอธิบายว่า ชาตินิยมของไทยนั้นคือแนวคิดในเรื่อง ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ที่ พระมหากษัตริย์ริเริ่มขึ้น นับตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเนื้อหาลัทธินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเหตุการณ์ 2475 แต่อย่างใด นอกเหนือจากการเพิ่มเอาคำว่ารัฐธรรมนูญมาต่อท้าย และต่อมาเมื่อกองทัพเข้าครอบงำทางการเมือง คำว่ารัฐธรรมนูญก็ถูกตัดออก (เพิ่มประชาชน ในภายหลัง) และกองทัพก็เข้าคุมอุดมการณ์ดังกล่าว
เมื่อชาตินิยมมีความสำคัญ ในการเรียกร้องประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็อยู่ในฐานะแกนกลางของอุดมการณ์ชาตินิยม และอุดมการณ์ในการสร้างความเป็นไทยนั้น (นั่นเป็นเครื่องมือทางการเมือง)โดยส่วนมากแล้วก็เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องเชื้อชาติ และ ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ และในขณะเดียวกันก็จะต้องสร้าง “ศัตรูร่วม” ของชาติขึ้นมา นิธิ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากการเรียกร้องรัฐธรรมนูญแล้ว การต่อสู้ในลักษณะของชาตินิยม อาทิ การต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น และ อเมริกา นั้นก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา เพราะว่าการจะต่อสู้กับศัตรูของชาติ ซึ่งหมายถึงระบบทุนนิยมโลกที่ประสานตัวกับนายทุนขุนศึกได้นั้น ก็จำต้องมีประชาธิปไตย และในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งหลัง 14 ตุลา ก็เป็นเรื่องของการเผชิญหน้าระหว่าง ชาตินิยมสองกระแส คือ ชาตินิยมกระแสใหม่ (นักศึกษาที่ไปร่วมกับพรรคคอมฯ) และชาตินิยมรูปแบบเก่า ขณะที่เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬนั้น ประเด็นเรื่องชาตินิยมไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการ(แม้ว่า รสช. ทหาร จะชูเรื่องเอกราชและชาตินิยม แต่ชาตินิยมฝังอยู่กับเชื้อชาติ ตรงกันข้ามกับคนชั้นกลาง) [9] อิทธิพลของการอธิบาย ความทรงจำ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน และชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย ทั้งสองอย่างดังกล่าว มาจากรากฐาน ผลงานเกี่ยวกับชาตินิยม คือ Imagined Communities ของ Ben Anderson ซึ่งนิธิสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ2535 ว่าชาติในมโนภาพของชนชั้นกลาง คือ หน่วยทางเศรษฐกิจการเมือง ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางพึ่งพิงติดต่อกับประชาคมโลก(กระแสโลกาภิวัตน์) คนในชาติ แม้จะแตกต่างหลากหลาย แต่ก็เจริญเติบโตก้าวหน้าได้ด้วยการก้าวให้ทันโลก ความไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นอุปสรรคของการก้าวให้ทันโลก อุปสรรคหรือศัตรู จึงอยู่ที่ระบบการเมืองในประเทศ และการที่นักการเมือง และทหาร ในช่วงพฤษภา 35 ไม่เป็นเครื่องมือทางการพัฒนาประชาธิปไตย ต่อชนชั้นกลาง นี่เอง
จากการอธิบายภาพทางการเมืองดังกล่าว “ชาตินิยม เป็นเครื่องมือ” ที่มีใน14 ตุลา โดยทางตรงกันข้าม พฤษภา 35 (ก็ไม่มีประเด็น “เครื่องมือชาตินิยม”ที่ชัดเจน) บทบาทของจำลอง ศรีเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ในการขจัดความขัดแย้งของชนชั้นกลาง ต่อ เผด็จการทหาร ซึ่งเครื่องมือสำคัญ คือสื่อสารมวลชน และการเรียกว่า ม็อบมือถือ ใช้โทรศัพท์มือถือ อื่นๆ ซึ่งพัฒนาการของประชาธิปไตย ที่ผ่าน 2535 จึงเป็นเครื่องมือต่อทางเศรษฐกิจ และวิกฤติเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา พัฒนาการทางการเมืองของมวลชนล่าสุด คือ ยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ นอกจากการเลือกตั้ง และเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนแล้ว ซึ่งรูปการนี้เกิดขึ้นหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 โดยต่อมาบทบาทของนักการเมืองอย่างทักษิณ และพัฒนาการทางการเมืองการปรากฏการณ์ของสนธิ ไม่ว่าคำว่า อารยะขัดขืน(ถูกหยิบไปใช้อย่างลื่นไหล) ไม่เอาทักษิณ,ทักษิณคอรัปชั่น,ระบอบทักษิณ,เผด็จการรัฐสภาเสียงข้างมาก และทักษิณเหมือนสฤษดิ์ ต่างๆ นานา ในปี 2549 ผลรณรงค์ No Vote และเมื่อกลุ่มพันธมิตรไม่สามารถ ใช้เครื่องมือ คือนักการเมืองได้
ภาพของการเมือง ที่มีปรากฏการณ์เหมือนกับยุค 14 ตุลา 2516 ก็กลับมา “เครื่องมือชาตินิยม”(กู้ชาติ) ใช้เครื่องมือทหาร,สถาบันฯ,พรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มพันธมิตร และกองทัพ ก็กลับมามีอำนาจบทบาทหลังรัฐประหารอีกครั้ง ดังกรณีเอกสารลับของทหาร (21 ก.ย. 50)เรื่องเล่าของราชาชาตินิยม โยงจากสงครามคอมมิวนิสต์ สมัย ตุลา 2519 ลงมาถึงความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้ง คือ กองทัพกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกข้างหนึ่งของคู่ขัดแย้งเปลี่ยนจากพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต กลายมาเป็นพรรคไทยรักไทยกับอดีตสหายบางคนในพรรคไทยรักไทย เป็นการต่อสู้รอบใหม่กับพลังฝ่ายตรงข้ามที่มาปรากฏในรูปของประชาธิปไตยกระฎุมพี การต่อสู้นี้จะต้องช่วงชิงมวลชนให้ได้ [10]
สิ่งที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอในบทความ “หลัง14 ตุลาฯ” ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเรื่องโครงสร้างเชิงอำนาจ(รัฐ) ซึ่งโดยพื้นฐาน รัฐสภาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของอำนาจ ผู้ที่คุมรัฐสภาได้ก็สามารถควบคุมกลไกรัฐอื่นๆ(ควบคุมเครื่องมือได้) รัฐบาลไทยรักไทย เป็นการแสดงออกอย่างสำคัญที่สุด คือเรื่องการโยกย้าย นายทหารเป็นเรื่องของรัฐบาลเอง ไม่ใช่ของทหาร ซึ่งต่อมารัฐบาลสมัคร ก็ไม่สามารถควบคุม(เครื่องมือ)ทหารได้อีกแล้ว
ในด้านนโยบายประชานิยมของทักษิณ “การวิพากษ์วิจารณ์” โดย วอลเดน เบลโล ผู้ศึกษาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งเขียนหนังสือและมีการแปลเป็นไทย ชื่อว่า โศกนาฏกรรมสยามฯ “วอลเดน” วิจารณ์ไว้ปี 2549 ว่า “เปรียบเทียบนโยบายประชานิยม ที่ใช้กันอยู่ในอาร์เจนตินาและหลายประเทศในละตินอเมริกา ว่า มีความแตกต่างจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ นำมาใช้ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนโยบายประชานิยมโดยหลักการแล้ว เป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อผู้ไร้อำนาจ หรือคนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ เช่น การปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า แต่สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำคือ การให้ประโยชน์เฉพาะอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ซึ่งมีอำนาจและเงินตราอยู่แล้ว"ทักษิณไม่ได้เป็นนักประชานิยม แต่เขาใช้วิธีการแบบประชานิยมที่คำนึงถึงอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่มเท่านั้น" [11]
เมื่อย้อนดูแนวทางของพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ชื่อของพรรค ก็สะท้อนเรื่องชาตินิยม และนโยบายทางการเมือง เรื่องชาตินิยมเช่นเดียวกัน แต่ว่า มีความแตกต่าง คือ “ผู้นำ” ทางการเมืองจากการเลือกตั้ง บทบาทสูงเด่นมาก และกลับตาลปัตร จากประชานิยมที่โดนวิจารณ์จากวอลเดน กล่าวไว้ ซึ่งประชานิยมของทักษิณ มีพลังบวกกับชาตินิยม คล้ายกับการเข้าไปร่วมของประชาชน นักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์ ในหลัง14 ตุลา แต่ไม่ใช่เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งองค์ประกอบของการพัฒนาการ ระดับขั้นนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ชะงักงัน แต่ว่าสะท้อนเหนือกว่าบทบาททางการเมืองรัฐบาลทหาร ในอดีตมาก ดังนั้น การเปรียบเทียบทักษิณกับรัฐบาลฉายาขิงแก่ ของสุรยุทธ จึงเห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่ประชานิยมของทักษิณ ด้านเศรษฐกิจ สะท้อนเป็นหอกข้างแคร่ กลับเข้ามาทิ่มรัฐบาลในยุค 2550 จนเปลี่ยนรัฐบาลเป็นฝ่ายพรรคพลังประชาชน(สมัคร ในอดีต 6 ตุลาในอดีตพูดถึงมือที่มองไม่เห็น) ซึ่งน่าสังเกตต่อมาว่า “ขณะวิกฤติเศรษฐกิจจากอเมริกา”จะมีผลต่อรัฐบาลว่าที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์(ชน) นั้นเอง
เครื่องมือทางการเมืองของคนเสื้อแดง
โดยต่อไปการขีดเส้นใต้ของผม ดังกล่าว จะสะท้อน “เครื่องมือของคนเสื้อแดง” พัฒนาการขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ใช้ “เครื่องมือ” ทางการเมืองไม่ใช่แค่สถาบันพระมหากษัตริย์ เกิดความแตกต่างจาก 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน เพิ่มทักษิณ และพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน และเพื่อไทย ต่อมาเป็น “เครื่องมือ”สำคัญ ในการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 คือ ทหารขึ้นมา และใช้เครื่องมือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็มีบทบาทชาตินิยม ตามด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 (หลังรัฐประหาร) และยุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มที่เป็นนักการเมือง เคยเป็นคน 6 ตุลา บางคนก็ยุติบทบาทชั่วคราวไป
และตามมาด้วย “การสร้างพรรคพลังประชาชน”(ไม่ใช่พรรคภาคประชาชน) และแรงหนุนจากกลุ่ม นปช. จนถึงเรื่อง “ทักษิณ” เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการรณรงค์ สำหรับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ว่า “จะเอาทักษิณกลับบ้าน” ไม่ใช่แค่เครื่องมือชาตินิยมอย่างเดียว และผลพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน ในนโยบายประชานิยม เท่านั้น และแล้วทักษิณ ก็กลับมา – หนีไป (จนเกือบจะจนตรอกในปัจจุบัน) ซึ่งความเชื่อมั่นใจต่อทักษิณ (เครื่องมือ) ของจักรภพ สะท้อนผ่านหัวข้อ"ระบบอุปถัมภ์และประชาธิปไตยในการเมืองไทย" เป็นหัวข้อที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศตั้งให้แก่องค์ปาฐก… “…คุณจักรภพฝากความหวังไว้กับสองอย่าง หนึ่งคือการตื่นตัวของประชาชนเอง ซึ่งคุณจักรภพมองเห็นความตื่นตัวนั้นจากเสียงกว่า 40% ที่ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และสองคุณจักรภพคิดว่าต้องมีผู้นำที่เข้ามาจัดระเบียบ (ทางการเมือง) ใหม่ และคนคนนั้นคือคุณทักษิณ” (ทำลายระบบอุปถัมภ์และพัฒนาประชาธิปไตย) ในกลุ่มพรรคการเมือง-พวกทักษิณ ดังที่มีสะท้อนผ่านการเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกตัวอย่างว่า “ตอนที่คุณทักษิณจะต้องตัดสินใจว่า จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหลังรัฐประหารหรือไม่ เพียงได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนในกรุงเทพฯ คุณทักษิณก็ตัดสินใจไม่ตั้ง แสดงว่าคนที่คิดว่าการกระทำของเขา ขจัดอำนาจของระบบอุปถัมภ์ออกไป ถึงตอนที่ต้องตัดสินใจในช่วงวิกฤตที่สุด เขากลับตัดสินใจไปบน(ฐานคิด)ของระบบอุปถัมภ์” เป็นการประเมินพลังทางการเมืองไทย สะท้อนถึงปรากฏการณ์เสื้อแดง ในขณะที่เปิดเผยเครื่องมือทางการเมืองนี้ และรื้อสร้าง-ทำลาย “เครื่องมือ” และภาพลักษณ์ทักษิณไปในตัวของบทความนี้ด้วย หรือไม่ (คือไม่ไว้ใจเครื่องมือ คือนักการเมือง ชื่อทักษิณ แต่ไม่เท่ากับเอเอสทีวี-ผู้จัดการ)
“….ความเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไม่เสียหายอะไร นักการเมืองเด่นๆ ทั้งหลายก็ล้วนเป็นเครื่องมือทั้งนั้น แต่คงไม่มีนักการเมืองคนไหน ที่ทำให้ผู้คนคิดว่าเป็นเครื่องมือของตนได้กว้างขวางเท่าคุณทักษิณ เป็นเครื่องมือเข้าถึงทรัพยากรกลางโดยตรงของประชาชนรากหญ้า เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจของก๊วนการเมืองต่างๆ เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของนักวิชาการ,บุคคลสาธารณะ,ปัญญาชน,และนายทุนนักธุรกิจกลุ่มหนึ่ง ฯลฯ ความศรัทธาที่ผู้คนมีต่อคุณทักษิณ จึงเป็นความศรัทธาต่อเครื่องมือ และโชคดีของคุณทักษิณด้วย ที่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมจะเสนอทางเลือกของเครื่องมือมาแทนที่คุณทักษิณ ไม่ใช่ คมช.,ไม่ใช่พรรคเพื่อแผ่นดิน, ไม่ใช่นายพลทั้งหลาย,ไม่ใช่พันธมิตร, และไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ (ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือเหมือนกัน แต่เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้แคบกว่า) และตราบเท่าที่เป็นเช่นนี้ เราจึงต้องยังอยู่กับคุณทักษิณ หรือเงาของคุณทักษิณไปอีกนาน” [12]
อย่างไรก็ตาม บทความของนิธิ ผมนำมาเสนอสั้นๆ เพื่อเป็นความคิด ต่อ“เครื่องมือ” ไม่ได้มาแก้เกี้ยว แก้ตัว และจับผิด “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ถึงแม้ ตอนท้ายของบทความ น่าจะสะท้อนว่า ไม่ไว้ใจเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าทักษิณ ก็ตาม เนื่องจากขอบเขตความคิดของผมก็จำกัด เพียงนำแนวคิดว่าด้วย “เครื่องมือ” จากการอ่านผลงานของ “นิธิ” มาเป็น “โจทย์”การมองสิ่งที่มองไม่เห็น โดยรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวของนิธิ ในประเด็นดังกล่าวแล้วขึ้น กับ“ผู้อ่าน”หลากหลาย จะตีความบทความ ซึ่งความสำคัญในประโยชน์ของ “เครื่องมือ” ที่ซ่อนอยู่ในบทความนิธิ เปรียบเทียบวิเคราะห์ ในความแตกต่าง กับ 14 ตุลา บนถนนราชดำเนิน-สนามศุภชลาศัย เป็นสิ่งที่เสียงของคนเสื้อแดง นำไปใช้เป็นประโยชน์ เพราะสิ่งนั้นเป็นเครื่องมือ ในการเมือง-โฟนอินของทักษิณ เพราะว่า ทักษิณเป็นเครื่องมือให้รากหญ้า และทักษิณไม่เหมือนสฤษดิ์ ที่มาจากทหาร โดยการรัฐประหาร เนื่องจากทักษิณมาจากการเลือกตั้ง แม้ทักษิณอาจจะมีลักษณะอุปถัมภ์แบบสฤษดิ์ แต่ว่าก็มีบริบทแตกต่างทางเศรษฐกิจ ระบบโลกาภิวัตน์ นโยบายประชานิยม(หรือนโยบายสาธารณะของทักษิณ จะทำลายระบบอุปถัมภ์ในปาฐกถาจักรภพ) และ การเมืองในการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย และฝ่ายตรงกันข้าม เรื่องเล่าบันทึกลับทหาร-กลุ่มพันธมิตร(ที่ถูกเรียกม็อบมีเส้น) พรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้เครื่องมือกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ในการเป็นฝ่ายค้าน ต่อรัฐสภา และอภิปราย รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไปแล้วนั้น สะท้อนโจทย์ของเครื่องมือทางการเมือง คือสิ่งที่ท้าทาย และน่าสนใจมาก
หลังจากไม่มีเสียงโฟนอินของทักษิณ (เครื่องมือ) ในสนามศุภชลาศัย และการได้รับโหวตของอภิสิทธิ์
จากการโฟนอินในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่ทักษิณพูดถึง “แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือ(และ)พลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้นการพูดประโยคดังกล่าว สะท้อนพระบารมี-อำนาจของภาษา ในเสียงโฟนอินของทักษิณ (ดั่ง“Language and Power”) ถึงพี่น้องประชาชน โดยต่อมาการจัดงานครั้งล่าสุด ก็ถูกปิดกั้น “บล็อกสื่อ” ความจริงวันนี้ และตามด้วย ณ สนามกีฬาศุภชลาศัย จึงฉายเทปวิดีโอแทนการโฟนอิน โดยทักษิณกล่าวว่า“อย่าให้ผม(หมา)จนตรอก และการแสดงออกว่าด้วยความจงรักภักดี ฯลฯ” และวีระ หนึ่งในแกนนำ ก็กล่าวถึงการไม่มีโฟนอินว่า “เพื่อแลกกับตั้งรัฐบาล โดยการไม่โฟนอิน”
สะท้อนว่าทักษิณ และเสียงโฟนอิน เป็น “เครื่องมือ” (อำนาจ) แลกเปลี่ยนทางการเมือง ที่เชื่อว่าไม่ใช้เครื่องมือโฟนอินแล้ว จะได้ผลโหวตเป็นรัฐบาล โดยเอานายกรัฐมนตรีคนนอก พรรคเพื่อไทย หลังจากวันนั้น ที่สนามศุภชลาศัย ก็เกิดเหตุการณ์ควบคุมไม่ได้ และความหลากหลายของกลุ่มเสื้อแดง ทำให้มีท่าที่ สะท้อนออกมามากมาย แม้ว่าแกนนำ จะออกพูดเสียงออกทีวี พยายามไม่ให้บุกเข้ารัฐสภา และตามมาของการประเมิน หลายแบบ ว่าเป็นความผิดพลาด หรือความสำเร็จของ “เครื่องมือ” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง และการไม่มีเสียงโฟนอิน ก็สะท้อนอำนาจของเครื่องมือก็ตาม
แต่ว่า พลังเสียง บรรยากาศของสนามกีฬา แสง-เงา องค์ประกอบศิลปะทางสุนทรียะ ส่งผลปลุกใจทางจิตวิทยาไม่ว่าการบริหารและจัดการ เวที จอภาพฉายถึงเทคโนโลยี และบทเพลง บทกลอนของจักรภพ(คล้ายส่งสารทักษิณในจักรภพ) อาจจะเสี่ยงคล้ายกรณีถูกฟ้องร้องของบทกลอน ที่ติดในมหาวิทยาลัยของ ม.น.ป. (คดีประวัติศาสตร์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถึงชาวฟ้าจากข้าชาวดิน กรุงเทพฯ : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2518) และเพลงของจิ้น กรรมาชน อื่นๆ คนเสื้อแดง คงไม่ลืมๆ แล้วเก็บไว้เป็นพลังอำนาจ เอาไว้ยังมีองค์ประกอบต่อประชาชน เพราะคนเสื้อแดง เชียร์อำนาจประชาธิปไตยและพรรคไทยรักไทย-พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย-ทักษิณ และแน่นอนว่า ยิ่งสื่อเอเอสทีวี ทำตัวเป็นศัตรูกับกลุ่มเสื้อแดง โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่หยุดเอเอสทีวี-สนธิ,จำลอง ยังเป็นเป้าหมาย ต่อคนเสื้อแดง แน่ๆ เพราะการสร้างศัตรูทางการเมืองของเอเอสทีวี ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ซึ่งคนเสื้อแดง ในใจลึกๆ มีศัตรูร่วมกัน คือ เอเอสทีวี อย่างช่วยไม่ได้ และเครื่องมือทางการเมืองของเอเอส ทีวี คือ สื่อ ประชาชน กองทัพ ประชาธิปัตย์ ซึ่งขึ้นมามีอำนาจในรัฐสภา จะไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะประชาธิปัตย์ สะท้อนน่าจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ปรากฏตามข่าวดังกล่าว
เสียงเชียร์ของคนเสื้อแดง เป็น “เครื่องมือ” สำคัญต่อทักษิณ และเครื่องมือต่อมา ที่มีชื่ออภิสิทธิ์
เมื่อ “เครื่องมือ” ทางการเมือง ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะราชประชาสมาศัย ชาวต่างชาติ และถวายฎีกา อื่นๆ ทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดง และประชาชน ไม่ใช่มาตรา 7 เพราะกลุ่มคนเสื้อแดง (ประชาชน) สนับสนุนการยุบสภา เพื่อการเลือกตั้ง ไม่ใช่การรัฐประหารซ่อนรูป อย่างที่กลุ่มเสื้อแดง มีปัญหามาแล้ว ซึ่งความเงียบ เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ ได้เช่นกัน และมันก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ จัดการความจริง เสียงต่างๆ ในสังคม จึงเป็นความเงียบสงบ ก่อนจะเป็นเสียงชัยชนะที่กำลังจะมาถึงเฝ้ารอไว้หรือไม่ เพราะการแตกเสียงความสามัคคี ในเมื่อทักษิณยังอยู่เป็นสัญลักษณ์ พร้อมทั้งเป็นผู้นำของปฏิบัติการต่อแกนนำต่างๆ และติดตามโฟนอิน ครั้งต่อไป
อย่างไรก็ดี คนเสื้อแดง จะก้าวต่อไป ข้ามพ้น “เครื่องมือ”ในประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา บนถนนราชดำเนินหรือไม่? ทำให้ผมนึกถึงด้านกลับกัน ในการกล่าวถึงโอบาม่า บวกกับ มาร์ค (ชื่อเล่นของอภิสิทธิ์) ว่า โอบามาร์ค จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย ซึ่งทำให้ผมนึกถึงหัวข้อการวิเคราะห์โอบามา ว่า อะไรเป็นการเปลี่ยนแปลง,อะไรเป็นอยู่เหมือนเดิม ก็คือความขัดแย้งซ่อน อยู่ในทางการเมืองไทย [13] ที่รอวันปะทุ นับตั้งแต่ประกาศผลโหวต ว่าให้ยุบสภา และทักษิณ เป็นสัญลักษณ์ หรือ “เครื่องมือ” ความเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบชาตินิยม โดยจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม คนอย่างจักรภพ บวกกับทักษิณ เป็นเครื่องมือของคนเสื้อแดง และเสื้อแดง กับแกนนำ “รายการความจริงวันนี้สัญจร” ก็ดุจเป็นเหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า แก่พรรคเพื่อไทย ในการเตรียมการเลือกตั้ง ที่ให้มีเสียงมากกว่าเสียงปริ่มน้ำ เพราะว่า เครื่องมือทางการเมือง นอกจากทักษิณ การเลือกตั้ง เดินขบวน และยื่นเรื่องร้องเรียนกับบรรดาองค์กรตรวจสอบอิสระ แม้ว่าองค์กรบางแห่ง เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน พลังน้อยก็ตาม แต่น่าจะมีความหวังต่อไป
นั่นก็คือ วิกฤติการเมือง และวิกฤติเศรษฐกิจ ยังอยู่กับทุกคน และมุมมองด้านบวกว่า ทุกคนกำลังจะอยู่ในภาวะจุดเปลี่ยนสู่พัฒนาการทางการเมือง อาจจะดีขึ้นกว่าช่วง 2539-2540 ก็เป็นได้ เพราะว่า อุปมาการฟาดดาบของประชาธิปัตย์-พันธมิตร ฯลฯ นั้น จะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัว (“อภิสิทธิ์” เป็นแค่เครื่องมือถูกชักใยโดยทหาร-พันธมิตร) เสียงสะท้อนผ่านสื่อทางเว็บบอร์ดของคนเสื้อแดง กล่าวประดุจว่า ดาบนั้น จะคืนสนองได้ ซึ่งอาวุธมีชีวิต ก็คือ คนเสื้อแดง นี่แหละ ร่างกายเป็นอาวุธในชีวิตประจำวัน เหมือนกับร่างกายของนักมวย ใช้ต่อสู้ คือ การสร้างสรรค์พลังชาตินิยม เฉกเช่นร่างเป็นชาติ และจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตย ก็ตาม ในการชูชาตินิยมเช่นเดียวกัน ซึ่งเสียงของคนสวมเสื้อแดง น่าจะเป็นการสร้างสรรค์ความงามทางพัฒนาการเมืองไทยให้ได้ [14] ไม่ได้เปล่าเปลือยทางความรู้ ด้านภูมิปัญญาทางการเมือง น่าจะเกิดการสร้าง พื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดในทางการเมืองไทย
ขณะของการเปลี่ยนผ่านทางความคิดในการเมือง คือ การปะทะของภูมิปัญญา ระหว่างปัญญาชน รักชาติในเสื้อเหลือง และภูมิปัญญาชาวบ้าน บวกกับคนสวมเสื้อแดง รักชาติ ส่งเสียงระบายออกมา เช่น กรณีกลุ่มเพื่อนเนวิน-รัฐสภา สถานการณ์ในปัจจุบัน ก็รวมตัวกัน ที่สนามหลวงแล้ว ซึ่งความรักมาก ก็กลับมาเกลียดมากได้เช่นเดียวกัน เพราะเหรียญ มีสองด้าน ซึ่งอาจจะห้ามความรุนแรงฆ่าฟันมนุษย์กันอีกยาก
ดังนั้น โจทย์ของเสียงเสื้อแดง กับบันไดขั้นที่ก้าวต่อไป คือ คิดใหม่ทำใหม่ สร้าง “เครื่องมือ” เพื่อพัฒนากระบวนการ และขั้นตอน ประชาธิปไตยไม่ให้ถูกตัดตอน? ในความน่าจะเป็นไปได้ ตามแนวทางสันติวิธี เพื่อรอมีชีวิตไว้ ใช้ชีวิตตาม แต่ชื่นชอบ และเรียนรู้ติดตามการเมืองไทย ทั้งเสียงโฟนอินของทักษิณ จังหวะก้าวของแกนนำ และคนเสื้อแดง ถือธงประชาธิปไตย ซึ่งสถานการณ์ ทำให้คนเสื้อแดง และประชาชน ต้องอดทน จำใจอาจจะทดลองใช้ “เครื่องมือ” ที่มีชื่อว่า อภิสิทธิ์ (จะใช้ได้ หรือไม่ ก็ยังไม่รู้?) ในฐานะรัฐบาลของไทย ในทางเลือกจำกัด เหลือแค่เครื่องมือนี้ ซึ่งมีที่มาเกี่ยวข้องกลุ่มเสื้อเหลือง จึงเป็นปกติของเสื้อเหลือง จะมีปฏิกิริยา “เตือน” เพื่อควบคุมเครื่องมือ ที่มีชื่อว่าอภิสิทธิ์ แต่ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทำให้ภาพลักษณ์ ต่อนานาชาติ ว่าดูดีกว่ารัฐบาล จากการรัฐประหาร-ทหารอันชัดเจน จึงทำให้ในทางอ้อมคนเสื้อแดง และประชาชน ใช้เครื่องมือ คือรัฐบาล-อภิสิทธิ์ และการต่อสู้ในรัฐสภา ในฐานะฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยไปก่อน ส่วนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต และแล้ว ไม่นานของช่วงขณะเวลาแห่งการแสวงคำตอบ ในจินตนาการของทุกคน คิดต่ออนาคต เรื่องความเคลื่อนไหวจะปรากฏอีกครั้ง ประหนึ่งกับว่า เมื่อสายลมพัดธงปลิว สะบัด และคนเสื้อแดง ลุกมาสู้ ร่วมกันนำ รัฐนาวาแห่งประเทศไทย [15] และไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 และฝากไว้อย่างหนึ่งในหัวใจ คือ ประชาชน
อ้างอิง
[1] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547
[2] บทความนี้เขียนในช่วงหลายวัน หลังวันที่ 13 ธันวาคม 2551 เป็นสิ่งที่ผมคิดต่อจากปรัชญาประวัติศาสตร์ศิลปะแบบชาตินิยม: ปราสาทเขาพระวิหาร-อนุสาวรีย์ชัยฯ http://www.prachatai.com/05web/th/home/12834 และ“24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา, 10ธันวา” และ YoungPAD ผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย (กำเนิดจากการสนทนากับผู้คน) http://www.prachatai.com/05web/th/home/14788 และเสียง ความทรงจำ กับอำนาจ: เสียงโฟนอินของทักษิณ ในสนามกีฬา http://www.prachatai.com/05web/th/home/14849 (ละครหมิ่นไม่มีจริงในสนามราชมังคลากีฬาสถาน)
แน่นอนว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีหลายคนโดนข้อหาทางกฎหมายดังกล่าว จึงเป็น“เครื่องมือ” และเรียนรู้เครื่องมือในการเคลื่อนไหว เช่น เรียกร้องยูเอ็น บทเรียนจากในอดีต และความจริงวันนี้สัญจร พยายามจะเรียกร้องต่อต่างชาติ ล่าสุดในสนามกีฬาศุภชลาศัย ต่างๆ
[3] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล deja vu: ทักษิณ V นายกฯพระราชทาน, พิบล-เผ่า V สฤษดิ์ http://somsakcouppostings.blogspot.com/2006/09/deja-vu-v-v-19-2549-2528.html
[4] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, "หลัง ๑๔ ตุลา ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ใน เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 24 ต.ค. 2548) http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95276.html
[5] ไชยันต์ รัชชกูล ‘รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙’: เราถกเถียงกันเรื่องอะไร (ฉบับร่าง) http://www.midnightuniv.org/forum/index.php?topic=1385.0
[6] Wall Street Journal: The 'Silent Coup'
http://online.wsj.com/article/SB122937186445607949.html
[7] ชาตรี ประกิตนนทการ “ความทรงจำ และ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน” http://www.prachatai.com/05web/th/home/10934
[8] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย” ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 13 (11) (ก.ย. 2535) หน้า 180-201
[9] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ “การเมืองไทยสมัยใหม่ สัปดาห์ที่ 9 (24 สิงหาคม 2550): "16 ตุลา 251?": จากความบกพร่องของพัฒนาการทางการเมือง สู่การเมืองภาคประชาชน การเมืองแห่งความทรงจำ และ การเมืองเชิงวัฒนธรรมว่าด้วย "วาทกรรมราชาชาตินิยม(ประชาธิปไตย)” www.polsci.chula.ac.th/pitch/modernthaipolitics2007/mt07l9.doc พิชญ์ ใส่เชิงอรรถไว้ว่าพึงสังเกตว่า เบน จบบทความ “บ้านเมืองของเราลงแดง: แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม”. ของเขาในปี 1977 ว่า “ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ยกเว้นในกรณีของพรรคบอลเชวิคของเลนิน ได้แสดงเด่นชัดว่าไม่มีขบวนการปฏิวัติใดจะประสบชัยชนะได้ หากมิได้พิชิตหรือได้รับพรประทานของความเป็นนักชาตินิยม”
[10] ข้อสังเกต ไม่ใช่คำตอบ ต่อสิ่งที่นักวิชาการอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดนวิจารณ์ เพราะการต้านทาน กับกระแสทักษิณ และไม่เอาทักษิณ(พูดง่ายๆว่าสองไม่เอา) นับตั้งแต่บทความของนิธิ ใน “บทความที่ไม่มีชื่อ” ต่อเหตุการณ์เรื่องรัฐประหาร(ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์) จึงเท่ากับว่า นักวิชาการ พยายามเสนอเสียงเป็นกลาง(จริงหรือ?) และสิทธิ์ ที่จะไม่เลือก คือการเลือกอย่างหนึ่ง สะท้อนเสรีภาพของการไม่เลือก หรือ No Vote ก็ตาม (ในฐานะทางปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ขยายความเป็นบทความได้เลย) ก็กลายเป็นดาบสองคม ที่นิธิ จะต้องรับไปเต็มๆ จึงเกิดนิธิ “ท้วงครู” เขียนบทความคัดค้าน ส.ศิวรักษ์ “เรื่องมาตรา 7” ซึ่งไม่เห็นด้วยก็ตาม และตามมาด้วยอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาล
ส่วนนิธิ เอียวศรีวงศ์ ในฐานะปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งการพูดกับสื่อสาธารณะ มีอำนาจและพลังต่อประชาชน ทำให้มีผลต่อการถูกวิจารณ์เป็นอีกประเด็นหนึ่งดังกล่าวนั้น ส่วนในทางด้านของผมคิดตั้งข้อสังเกตถึง Max Weber เรื่องความเป็นกลางทางค่านิยมในการศึกษาและวิชาการ ที่มีความป้องกันอคติในสถานการณ์ทางการเมืองยุคนั้น (อธิบายเพิ่มเติมสั้นๆว่า ผมไม่ถึงขั้นปกป้องนิธิ-ท้วงครูได้)ดังกล่าว และคำบรรยายของ เกษียร เตชะพีระ : “จาก 14 ถึง 6 ตุลา : สองชาตินิยมชนกัน”-กรณีเอกสารลับของกองทัพ-ราชาชาตินิยมและพรรคไทยรักไทย ซึ่งสะท้อนปฏิกิริยา ต่อประโยคที่ว่าด้วยการสู้กับสถาบันฯ(การอ้างอิงเอกสาร ถึงผู้ใช้นามแฝงว่าประดาบ) http://www.prachatai.com/05web/th/home/10817 และอรรคพล สาตุ้ม “นั่งสมาธิ ณ สนามหลวง” ก้าวที่กล้า วารสารนักศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 10 เมษายน 2549 และประภาส ปิ่นตกแต่ง กล่าวถึง ความเป็นไปของหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2551 จากประชานิยม-เศรษฐกิจพอเพียง หลังเลือกตั้ง 23 ธันวา 2550 สมัครชูประชานิยมกลับมาด้วย และหนังสือของเขา บางคำจากผู้เขียนถึงช่วงประชานิยม โดยรัฐบาลสมัคร และบทเรียนที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งผ่านการเล่าของบทความชิ้นต่างๆ คงพอเป็นประโยชน์บ้าง ประภาส ปิ่นตกแต่ง “ก่อนภาคประชาชนล่มสลาย”
[11] วอลเดน เบลโล “ชูระบบเศรษฐกิจทางเลือก” ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3806 (3006) และ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q3/2006july03p8.htm
[12] ผมนำเนื้อหา บทความมาเสนอบางส่วน เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกิน อ่านฉบับเต็มของนิธิ เอียวศรีวงศ์ “ทักษิณในปาฐกถาจักรภพ”มติชนรายวัน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11034 http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008may26p6.htm
[13] หัวข้อการวิเคราะห์เกี่ยวกับโอบามา Galston and Kristol see 2008 as turning point, to a point By Ruth Walker Special to the Harvard News Office http://www.news.harvard.edu/gazette/2008/11.13/99-postelection.html
Post-election: What’s changed, what’s stayed the same
http://news.harvard.edu/gazette/story/2008/11/post-election-whats-changed-whats-stayed-the-same/
[14] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และการเมืองไทย ในยุคสมัยแห่งเสียงของเสื้อผ้า” และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ “วิชารัฐศาสตร์ไทย ในบริบทของประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 21 ฉบับที่1 (2542)
[15] ล่าสุด ทักษิณ โฟนอินงานระดมทุน ‘ความจริงวันนี้’ เปิดซ้ำสนามหลวง วีระเผยยอดคนร่วมไม่เข้าเป้า
http://prachatai.com/05web/th/home/14908
เสียง ความทรงจำกับอำนาจ :เสียงโฟนอินของทักษิณในสนามกีฬา
เสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี "ความหมาย" และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง
อรรคพล สาตุ้ม
เสียง ความทรงจำกับอำนาจ ภาพสะท้อนการเมืองไทยและทักษิณ
ผมนำแนวคิดเรื่องเสียง มาเป็นประเด็นในการวิเคราะห์อำนาจ และความทรงจำต่อทักษิณ ซึ่งน่าจะเกิดความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ จากแนวทางของธงชัย วินิจจะกูล ในการศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา”(1) เสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม(2) เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” (3) และเนื้อเพลง คือ บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตจะต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่หลบหนีหาย สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว(4)
ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพลง “เราสู้” (5) ได้รับการ “ใช้งาน” อย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีแรกของทศวรรษ 2520 แต่พร้อมๆกับการเสื่อมถอยและสิ้นสุดของขบวนการปฏิวัติฝ่ายซ้ายในประเทศและต่างประเทศในกลางทศวรรษนั้น การ “ใช้งาน” ดังกล่าว ก็เริ่มลดน้อยและสิ้นสุดลงตามไปด้วย (เช่นเดียวกับเพลงปลุกใจของฝ่ายขวาอื่นๆ เช่น หนักแผ่นดิน) หนังสือ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ราชการในการรักษาความมั่นคงภายใน เลิกตีพิมพ์บทเพลงนี้ไปในปี 2529 สืบต่อมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือ รัฐธรรมนูญครึ่งใบ สะท้อนการเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเป็นถอนรากประชาธิปไตยครึ่งใบออกไปโดยรัฐธรรมนูญฉบับรสช. และแล้วสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ก็คล้ายกับสถานการณ์การเมืองในยุคพฤษภา 2535 (6)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารับรู้ความทรงจำ ผ่านประวัติศาสตร์ บทเพลง เสียงปืน ระเบิด ที่มีความเจ็บปวดมาก่อน ตั้งแต่ 6 ตุลา จนถึงพฤษภา 35 เราประสบรับรู้หลังรัฐประหาร 2549 และวันที่ 31 ธันวาคม 2549 มีเหตุการณ์เกิดระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสถานที่ต่างๆ ในความทรงจำสดๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความวุ่นวาย ก่อนช่วงวันปีใหม่ และต่อมาการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลังรัฐประหาร ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย ต่อมาเสียงการต่อต้าน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี2550 และการกลับมาของพรรคพลังประชาชน ได้ชนะเสียงจากการเลือกตั้ง และกลุ่มพันธมิตรฯ และด้วยความนิยมข้ามบริบทของกาลเวลาของเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ในกลุ่มพันธมิตรฯ และขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง และพรรคประชาธิปัตย์ กับปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลถูกอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 24-26 มิถุนายน 2551 จากนายกรัฐมนตรีสมัคร-สมชาย จนถึงคดียุบพรรคพลังประชาชน ฯลฯ และกระแสการย้ายพรรค กลุ่มเนวิน และการต่อต้านของกลุ่ม “เสื้อแดง”พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกี่ยวพันกลุ่มพันธมิตรฯ (ผมเขียนบทความในช่วงวันที่ 11 ธันวาคม 2551)
ก่อนเสียงโฟนอินทักษิณ และภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับปรีดี พนมยงค์ ว่าอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน และเมื่อเสียงนั้นจะมาข้ามประเทศ “คำล่องลอย” สะท้อนเสียงเป็นอำนาจทางการเมืองอย่างสำคัญต่อกระแสการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล(7) เสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี "ความหมาย" และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง ดังนั้น เสียงของทักษิณ คือ สิ่งทีสะท้อนอำนาจ และความทรงจำ ทำให้ไม่เกิดความเงียบในหมู่ประชาชนเสื้อแดง
ย้อนอดีต ที่มาของเสียงโฟนอินทักษิณ ในรายการความจริงวันนี้
รายการความจริงวันนี้ เกิดขึ้นจากดำริของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ว่า จะมอบหมายให้กลุ่มโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผลิตรายการโทรทัศน์ ในทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 22.15-23.00 น. เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหา ที่ผู้บริหารองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ปฏิบัติราชการแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาโจมตีรัฐบาล ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี ช่อง นิวส์วัน
แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงว่ากลุ่มโฆษกรัฐบาลไม่สามารถผลิตรายการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของรายการ “ข่าวหน้าสี่” ซึ่งมี บริษัท นิวไทม์ เทเลวิชั่น จำกัด เป็นผู้ผลิตอยู่แต่เดิมแล้ว ทางรัฐบาลจึงทาบทามให้ บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์พีทีวี เมื่อปี พ.ศ. 2550 และผู้ผลิตรายการ “เพื่อนพ้องน้องพี่” และ “มหาประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็มวีทีวี ช่อง 5 มาผลิตรายการร่วมกับ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการ บจก.เพื่อนพ้องน้องพี่ เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก พร้อมทั้งเชิญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 พรรคพลังประชาชน และนายณัฐวุฒิ มาเป็นผู้ร่วมดำเนินรายการ
ทั้งนี้ รายการดังกล่าวมีชื่อตั้งต้นว่า ชาวสนามหลวง แต่เมื่อถึงเวลาออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม รายการก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ความจริงวันนี้ และในสัปดาห์แรกนั้นเอง ก็ได้รับเวลาออกอากาศเพิ่มในวันอาทิตย์ เวลา 22.00-23.00 น. ต่อมา ในราวกลางเดือนกันยายน รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มอบหมายให้นายณัฐวุฒิ เข้าดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายก่อแก้ว พิกุลทอง จึงเข้ามาแทนที่นายณัฐวุฒิ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายก่อแก้ว ก็เข้ามาเป็นพิธีกรแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ในรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ และมหาประชาชนมาแล้ว
เมื่อจัดรายการมาได้ระยะหนึ่ง กลุ่มพิธีกรของรายการ จึงมีดำริในการจัดงานพบปะระหว่างพิธีกรกับผู้ชมรายการ เพื่อย้อนรำลึกถึงบรรยากาศในการชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหาร ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยใช้ชื่อว่า งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร(8)
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่อาคารธันเดอร์โดม ภายในเมืองทองธานี “เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เพื่อรำลึกถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540” ระหว่างเวลา 12.00-18.00 น. โดยมีกลุ่มพิธีกร และ นปช.ขึ้นปราศรัยหลายคน ตามลำดับดังนี้ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย, นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 30,000-50,000 คน ภายในงานมีการจำหน่ายเสื้อโปโล และเสื้อยืดสีแดง ที่มีสัญลักษณ์ของรายการฯ ในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ ยังได้นำสติกเกอร์ เบื่อม็อบพันธมิตร มาแจกจ่ายภายในงานด้วย
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ระหว่างเวลา 17.00-23.00 น. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายในสนามกีฬาหัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ถ.รามคำแหง (ประตูเปิดประมาณ 15.00 น.) มีผู้ร่วมงานประมาณ 100,000 คน ก่อนเริ่มงาน ในเวลาประมาณ 13.00 น. มีการประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีผู้จัดรายการ และ นปช.ขึ้นปราศรัย ตามลำดับดังนี้ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายอดิศร เพียงเกษ
เนื้อหาในการปราศรัย ได้กล่าวถึงการบริหารประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี, การต่อต้านรัฐประหาร, โจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงท้าย เวลา 22.45 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นร้องเพลง “รักสาวเสื้อแดง” ที่เขาแต่งเนื้อร้องด้วยตนเอง โดยดัดแปลงจากเพลงเดิม ให้มีเนื้อหาเข้ากับกิจกรรมของงานด้วย จากนั้น ผู้ปราศรัยขึ้นขอบคุณประชาชน ก่อนปิดงาน ภายในงานมีการจำหน่ายเสื้อสีแดง, ตีนตบ, หนังสือ และมีการแจกวีซีดี พันธมิตรฆ่าประชาชน ด้วย
โดยช่วงสำคัญของงานครั้งนี้ อยู่ที่การปราศรัยทางโทรศัพท์ ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีนายวีระ เป็นผู้สัมภาษณ์บนเวที โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้กล่าวถึง การสร้างความสามัคคี ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ
ผลสะท้อนผ่านสื่อผู้จัดการ จากเสียงของทักษิณ ในความจริงวันนี้ครั้งที่ 2
สื่อผู้จัดการนำถ้อยคำของทักษิณมาถอดรหัส ดังนี้
“แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่ทรงเมตตา”
คุณทักษิณ ชินวัตรต่อสายมาปราศรัยเรียกน้ำตาจากผู้สนับสนุนเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 มีประเด็นที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเชิงโต้แย้งผ่านคำ 2 คำที่แสดงออกมา
- “ความยุติธรรม” หรือที่ถูกแปลงใหม่ว่า “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”
- “พระบารมี” ..ที่ทรงเมตตา ไม่ว่าคดีไหน ยากนักที่ผู้ถูกลงโทษจะพึงพอใจ มิพักต้องพูดถึงคดีที่คุณทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว เจอะเจอ ที่ไม่ใช่คดีแพ่งหรือคดีอาญาปกติทั่วไป แต่เป็นคดีที่ว่าด้วยธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริต ทำให้มีบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานขัดกันซึ่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย….
โดยการเขียนของสื่อผู้จัดการ ยังเขียนต่อเป็นตอน 2 เรื่อง “ราชประชาสมาสัย”
“แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น” ซึ่งมีการอธิบาย คำว่า “ราชประชาสมาสัย” หรือ “ลัทธิราชประชาสมาสัย” ไม่ได้มีความหมายแค่มุ่งหวังอาศัยพระบารมีขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของนักโทษทุกคนที่จะทำได้หลังศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษประหาร ส่วนจะได้รับพระเมตตาหรือไม่ก็เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ฉบับ 2550 ปัจจุบันอยู่ที่มาตรา 191 ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาเข้าชื่อกันทำแทนตามที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนกำลังคิดกันอยู่
การพูดประโยคข้างต้นของคุณทักษิณ ชินวัตร โปรดสังเกตคำว่า “หรือ” ที่ผม(คำนูญ สิทธิสมาน) จงใจขีดเส้นใต้ไว้ และผมมิบังอาจตีความ แต่เชื่อว่าคงใจเดียวกันกับพี่น้องผู้อ่านทั้งหลาย นี่ไม่ใช่ราชประชาสมาสัย ! ราชประชาสมาสัยมีรากฐานทางปรัชญาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกก็คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคอลัมน์ “ปัญหาประจำวัน” ในนสพ.สยามรัฐ ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2514 และมาขยายความอีกครั้งในบทสนทนา “การเมืองไทย” กับเสน่ห์ จามริก และดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ (บันทึกอยู่ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2515 หน้า 39 – 45)
“การปกครองแบบราชประชาสมาสัย คือให้พระมหากษัตริย์กับประชาชนร่วมกันปกครองแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่แล้วมา พระมหากษัตริย์กับประชาชนในเมืองไทยนั้นไม่เป็นภัยต่อกัน มีแต่ความรักต่อกัน และมีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อกันและกันมาโดยตลอด ถ้าหากว่าพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์ได้ร่วมกันปกครองแผ่นดินด้วยความรัก และอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน ดังที่ได้มีมาแล้วโดยตลอดนั้น ผู้เขียนก็มีความหวังว่าแผ่นดินไทยของเรานี้จะเป็นแผ่นดินแห่งความสันติและความเจริญในทุกทางดังที่คนทั่วไปปรารถนา” (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / 11 ธันวาคม 2514)
ชัยอนันต์ สมุทวณิช นำมาประยุกต์เป็นข้อเสนอการออกแบบโครงสร้างของวุฒิสภาขณะเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517(ทำให้มีเหตุเขียนหนังสือโต้ท่านปรีดี ที่เขียนวิจารณ์ร่างฉบับดังกล่าว) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2516 ในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ.สยามรัฐ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวนำประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะร่วมสร้างการเมืองใหม่ตามแนวทางนี้ ภายใต้เข็มมุ่ง “ถวายคืนพระราชอำนาจฯ” เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยร่วมกับสภาทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เสนอให้มีการแก้วิกฤตการเมืองตามแนวทางนี้เช่นเดียวกัน (เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2519) “ปราโมทย์ นาครทรรพ” ก็ได้เสนอแนะทางออกแห่งวิกฤตในยุคปัจจุบันด้วยแนวทางนี้ตลอดทั้งปี 2550 - 2551 ในข้อเขียนที่ตีพิมพ์ในนสพ.ผู้จัดการรายวันและเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
นอกจากจะไม่ได้รับการขานรับจากคุณทักษิณ ชินวัตร พรรคพลังประชาชน นักวิชาการกลุ่มที่เสนอความเห็น “ระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชน” และมวลชนคนเสื้อแดงแล้ว ยังคัดค้านโจมตีอย่างหนักหน่วงว่าเป็นการถอยหลังลงคลอง ! มาวันนี้ กลับได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากของวีระ มุสิกพงศ์ผู้โดนศาลอนุมัติหมายจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ไม่อยากกล่าวหาใคร ณ ที่นี้ว่าไม่จริงใจหรือมีวาระซ่อนเร้นอันร้ายกาจหรอก
(9) และอย่าลืมว่า แนวคิดของชัยอนันต์ สมุทวณิช มีแนวทางข้อเสนอ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”(10) และผนวกด้วยการสนับสนุนตั้งพรรคให้แก่พันธมิตรฯ และที่ปรึกษาของสนธิด้วย
ข้อเสนอของชัยอนันต์ ดังกล่าวนั้น และแนวทางของกรณีทักษิณ ส่งเสียงกับประชาชน สะท้อนภาพในสถานการณ์เสียงปราศรัยถึงเรื่อง “ราชประชาสมาสัย” และการถูกถอดรหัสประโยคที่ทักษิณ กล่าวว่า “แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่ทรงเมตตา และ(หรือ) พลังของประชาชนเท่านั้น” โดยสื่อผู้จัดการ เสนอคำว่า หรือ “แทน” คำว่า “และ” ตีความคำว่า “หรือ” ต่างๆ นานาดังกล่าว โดยการวิเคราะห์เสียง ผ่านตรรกะและถ้อยคำของทักษิณ ซึ่ง “แนวความคิดราชประชาสมาสัย” อาจจะไม่ต่างกับของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ตาม และแล้ว เราก็มาอยู่ในยุคที่ “คำล่องลอยข้ามแดน” โดยเสียง ความทรงจำ และอำนาจ ของทักษิณ กำลังจะถูกพิสูจน์พลังทางการเมืองอย่างแน่นอน
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3(ภาคพิเศษ?)
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 คณะผู้จัดรายการฯ ได้รับความอนุเคราะห์จาก พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) ให้จัดขึ้นที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. โดยนอกจากผู้ดำเนินรายการทั้งสามแล้ว ยังมีวิทยากรขึ้นปราศรัยหลายราย ได้แก่ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายอดิศร เพียงเกษ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายจักรภพ เพ็ญแข โดยพระราชธรรมนิเทศได้ให้ข้อกำหนดของรายการครั้งนี้ว่า ต้องไม่มีการปราศรัยเพื่อปลุกระดมทางการเมือง ไม่มีการโทรศัพท์ข้ามประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี และไม่อนุญาตให้นำเท้าตบเข้ามาในวัด หากฝ่าฝืน พระพยอม มีสิทธิ์ยุติรายการครั้งนี้ได้ทันที
งานเริ่มต้นด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคีเมื่อเวลา 12.30 น. จากนั้น พระพยอมได้ขึ้นเวทีเพื่อเทศน์เตือนสติกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่าย จากนั้นเป็นการเสวนาของผู้ดำเนินรายการและพระพยอม ต่อด้วยการปราศรัยของวิทยากร และพระพยอม กัลยาโณได้ขึ้นเวทีเพื่อเทศน์ให้เหล่าประชาชนได้รับฟังอีกครั้ง ก่อนงานจะสิ้นสุดเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. (จบลง ว่าด้วยกรณีถวายฎีกาให้ทักษิณ)
ทั้งนี้ ไม่มีการโทรศัพท์ข้ามประเทศ (โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ราวกับรอคอยกลายเป็นความเงียบไร้เสียงของทักษิณไปด้วย
“เสียงกองเชียร์ในสนามกีฬา” สะท้อนภาพการเมืองไทย
เมื่อเราผ่านประสบการณ์จากสนามกีฬา คือ ราชมังคลากีฬาสถาน รับรู้ เสียง ความทรงจำ และอำนาจของการมองเห็น-ฟังเสียงของทักษิณ และภาพบรรยากาศ เสียงกองเชียร์ ในราชมังคลากีฬาสถาน ท่ามกลางสีเขียวของสนามหญ้า และการนำเสนอให้เห็นแผนที่ประเทศไทย ในสนามกีฬา สะท้อนภาพเป็นความเป็นจริงกับประสบการณ์ในอดีต ความทรงจำ อำนาจของประชาชน และเสียงกองเชียร์ ต่อทักษิณ และต่อจากนั้น วิเคราะห์การเมือง ให้เราจะก้าวพ้นประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยการเปลี่ยนแปลง โดยเราจะสู้เพื่อประชาธิปไตยเต็มใบในอุดมคติ และเสียงประชาชน โดยการสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของทักษิณ ตกอยู่ภายใต้กำลังของเสียงข้างน้อยลดพลังลง โดยสมมติ“เราสู้ไม่ถอย” ทุกวิธีของสันติวิธี นำสู่การเพื่อบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตย และหลักการประชาธิปไตย ในจิตสำนึกเราลุกขึ้นสู้ไม่ยอมแพ้ ซึ่งเราจะต่อสู้สามารถจะทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบเบ่งบาน และรอฟังเสียงโฟนอินของทักษิณ จะให้เราต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งสมมติสถานการณ์แข่งขันฟุตบอล และเกมส์บอลตกเป็นรองอย่างมาก แล้วกองเชียร์ จะต้องแสดงออกด้วยการเชียร์ๆ และรอฟังเสียงโฟนอินของทักษิณ จะให้เราต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นที่สนามศุภชลาศัย(สถาปัตยกรรม มีชื่อของคนในกลุ่มคณะราษฎร)ในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จินตนาการเสียงโฟนอินของทักษิณ ในสนามศุภชลาศัยกรีฑา ก็เตรียมวิ่งไปสู่เส้นชัย และเสียงชัยชนะหรือไม่ (11) และโฟนอิน ถ้อยคำจะเป็นอย่างไร ? ในขณะที่อนาคตกำลังไล่เรามาทุกทีๆ เพราะว่า นั่นคือ เสียง ความทรงจำ กับอำนาจ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีเวลาเดินเร็ว ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอดีต และปัจจุบัน จะไปสู่อนาคต โดย เสียงแห่งประชาชน ทุกคน สามัคคี ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
อ้างอิง
1.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10331&Key=HilightNews
2.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เสียง ความทรงจำกับอำนาจ http://review.semsikkha.org/content/view/554/146/
3.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้
4.เราสู้http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89
5.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้” หลัง 6 ตุลา http://somsakfootnotes.blogspot.com/2006/10/6-5-10.html
6.อรรคพล สาตุ้ม “24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา,10ธันวา”และYoungPADผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14788
7. ไพ่สุดท้ายของ"นายใหญ่" ปาฏิหาริย์เดียว"เพื่อไทย"
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01111251§ionid=0133&day=2008-12-11 (วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11233 มติชนรายวัน) และ“เสื้อแดง” เหนือ-อีสาน ผุดเวทีระดมคนต้าน ปชป.ตั้งรัฐบาล-ขู่เคลื่อนพลยึดสภาสกัด “มาร์ค” นั่งนายกฯ
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000146011
8. ความจริงวันนี้http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89
9.ทักษิณ ชินวัตร ความยุติธรรม, พระบารมี และ...ราชประชาสมาสัย ! (ตอนที่ 2)
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130228 และความเป็นมาของไอเดีย "ราชประชาสมาสัย" http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/blog-post.html(12 กุมภาพันธ์ 2550)
10.ชัยอนันต์ สมุทวณิช “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000049004 (27 เมษายน 2551)
11.เสียง มีความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรม เช่น พัฒนปกรณ์ ลีลาพฤทธิ์ นำเสนอความคิดดนตรี กับสถาปัตยกรรม “ดนตรีรังสรรค์ในสถาปัตยกรรม”
http://www.graduate.su.ac.th/proceeding/data/01.pdf
อรรคพล สาตุ้ม
เสียง ความทรงจำกับอำนาจ ภาพสะท้อนการเมืองไทยและทักษิณ
ผมนำแนวคิดเรื่องเสียง มาเป็นประเด็นในการวิเคราะห์อำนาจ และความทรงจำต่อทักษิณ ซึ่งน่าจะเกิดความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ จากแนวทางของธงชัย วินิจจะกูล ในการศึกษา “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา”(1) เสียง เป็นความทรงจำกับอำนาจได้ ทั้งเสียงที่ผ่านการรับรู้จากสงคราม(2) เพราะว่า เสียงย่อมเข้ากับจังหวะบทเพลง ซึ่งสอดคล้ององค์ประกอบของความรู้สึก เช่น เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำการศึกษา “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” (3) และเนื้อเพลง คือ บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตจะต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น จะสู้กันไม่หลบหนีหาย สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว(4)
ในทัศนะของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพลง “เราสู้” (5) ได้รับการ “ใช้งาน” อย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีแรกของทศวรรษ 2520 แต่พร้อมๆกับการเสื่อมถอยและสิ้นสุดของขบวนการปฏิวัติฝ่ายซ้ายในประเทศและต่างประเทศในกลางทศวรรษนั้น การ “ใช้งาน” ดังกล่าว ก็เริ่มลดน้อยและสิ้นสุดลงตามไปด้วย (เช่นเดียวกับเพลงปลุกใจของฝ่ายขวาอื่นๆ เช่น หนักแผ่นดิน) หนังสือ ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ราชการในการรักษาความมั่นคงภายใน เลิกตีพิมพ์บทเพลงนี้ไปในปี 2529 สืบต่อมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือ รัฐธรรมนูญครึ่งใบ สะท้อนการเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเป็นถอนรากประชาธิปไตยครึ่งใบออกไปโดยรัฐธรรมนูญฉบับรสช. และแล้วสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ก็คล้ายกับสถานการณ์การเมืองในยุคพฤษภา 2535 (6)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเรารับรู้ความทรงจำ ผ่านประวัติศาสตร์ บทเพลง เสียงปืน ระเบิด ที่มีความเจ็บปวดมาก่อน ตั้งแต่ 6 ตุลา จนถึงพฤษภา 35 เราประสบรับรู้หลังรัฐประหาร 2549 และวันที่ 31 ธันวาคม 2549 มีเหตุการณ์เกิดระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสถานที่ต่างๆ ในความทรงจำสดๆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความวุ่นวาย ก่อนช่วงวันปีใหม่ และต่อมาการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลังรัฐประหาร ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย ต่อมาเสียงการต่อต้าน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ปี2550 และการกลับมาของพรรคพลังประชาชน ได้ชนะเสียงจากการเลือกตั้ง และกลุ่มพันธมิตรฯ และด้วยความนิยมข้ามบริบทของกาลเวลาของเพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้” ในกลุ่มพันธมิตรฯ และขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง และพรรคประชาธิปัตย์ กับปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลถูกอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 24-26 มิถุนายน 2551 จากนายกรัฐมนตรีสมัคร-สมชาย จนถึงคดียุบพรรคพลังประชาชน ฯลฯ และกระแสการย้ายพรรค กลุ่มเนวิน และการต่อต้านของกลุ่ม “เสื้อแดง”พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเกี่ยวพันกลุ่มพันธมิตรฯ (ผมเขียนบทความในช่วงวันที่ 11 ธันวาคม 2551)
ก่อนเสียงโฟนอินทักษิณ และภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับปรีดี พนมยงค์ ว่าอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน และเมื่อเสียงนั้นจะมาข้ามประเทศ “คำล่องลอย” สะท้อนเสียงเป็นอำนาจทางการเมืองอย่างสำคัญต่อกระแสการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล(7) เสียงเป็นสิ่งแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์และความทรงจำของการพูดต่อประชาชน มันจึงมี "ความหมาย" และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ สะท้อนถึงอำนาจทางการเมือง ดังนั้น เสียงของทักษิณ คือ สิ่งทีสะท้อนอำนาจ และความทรงจำ ทำให้ไม่เกิดความเงียบในหมู่ประชาชนเสื้อแดง
ย้อนอดีต ที่มาของเสียงโฟนอินทักษิณ ในรายการความจริงวันนี้
รายการความจริงวันนี้ เกิดขึ้นจากดำริของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ว่า จะมอบหมายให้กลุ่มโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผลิตรายการโทรทัศน์ ในทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 22.15-23.00 น. เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหา ที่ผู้บริหารองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ปฏิบัติราชการแทนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น ตลอดจนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำมาโจมตีรัฐบาล ผ่านสื่อในเครือผู้จัดการ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี ช่อง นิวส์วัน
แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงว่ากลุ่มโฆษกรัฐบาลไม่สามารถผลิตรายการดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของรายการ “ข่าวหน้าสี่” ซึ่งมี บริษัท นิวไทม์ เทเลวิชั่น จำกัด เป็นผู้ผลิตอยู่แต่เดิมแล้ว ทางรัฐบาลจึงทาบทามให้ บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์พีทีวี เมื่อปี พ.ศ. 2550 และผู้ผลิตรายการ “เพื่อนพ้องน้องพี่” และ “มหาประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็มวีทีวี ช่อง 5 มาผลิตรายการร่วมกับ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกรรมการ บจก.เพื่อนพ้องน้องพี่ เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก พร้อมทั้งเชิญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 6 พรรคพลังประชาชน และนายณัฐวุฒิ มาเป็นผู้ร่วมดำเนินรายการ
ทั้งนี้ รายการดังกล่าวมีชื่อตั้งต้นว่า ชาวสนามหลวง แต่เมื่อถึงเวลาออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม รายการก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ ความจริงวันนี้ และในสัปดาห์แรกนั้นเอง ก็ได้รับเวลาออกอากาศเพิ่มในวันอาทิตย์ เวลา 22.00-23.00 น. ต่อมา ในราวกลางเดือนกันยายน รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มอบหมายให้นายณัฐวุฒิ เข้าดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายก่อแก้ว พิกุลทอง จึงเข้ามาแทนที่นายณัฐวุฒิ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายก่อแก้ว ก็เข้ามาเป็นพิธีกรแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ในรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ และมหาประชาชนมาแล้ว
เมื่อจัดรายการมาได้ระยะหนึ่ง กลุ่มพิธีกรของรายการ จึงมีดำริในการจัดงานพบปะระหว่างพิธีกรกับผู้ชมรายการ เพื่อย้อนรำลึกถึงบรรยากาศในการชุมนุมต่อต้านเผด็จการทหาร ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยใช้ชื่อว่า งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร(8)
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่อาคารธันเดอร์โดม ภายในเมืองทองธานี “เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เพื่อรำลึกถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540” ระหว่างเวลา 12.00-18.00 น. โดยมีกลุ่มพิธีกร และ นปช.ขึ้นปราศรัยหลายคน ตามลำดับดังนี้ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย, นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 30,000-50,000 คน ภายในงานมีการจำหน่ายเสื้อโปโล และเสื้อยืดสีแดง ที่มีสัญลักษณ์ของรายการฯ ในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ ยังได้นำสติกเกอร์ เบื่อม็อบพันธมิตร มาแจกจ่ายภายในงานด้วย
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ระหว่างเวลา 17.00-23.00 น. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายในสนามกีฬาหัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ถ.รามคำแหง (ประตูเปิดประมาณ 15.00 น.) มีผู้ร่วมงานประมาณ 100,000 คน ก่อนเริ่มงาน ในเวลาประมาณ 13.00 น. มีการประกอบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีผู้จัดรายการ และ นปช.ขึ้นปราศรัย ตามลำดับดังนี้ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายวีระ มุสิกพงศ์, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายอดิศร เพียงเกษ
เนื้อหาในการปราศรัย ได้กล่าวถึงการบริหารประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี, การต่อต้านรัฐประหาร, โจมตีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในประเทศ ทั้งนี้ ในช่วงท้าย เวลา 22.45 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นร้องเพลง “รักสาวเสื้อแดง” ที่เขาแต่งเนื้อร้องด้วยตนเอง โดยดัดแปลงจากเพลงเดิม ให้มีเนื้อหาเข้ากับกิจกรรมของงานด้วย จากนั้น ผู้ปราศรัยขึ้นขอบคุณประชาชน ก่อนปิดงาน ภายในงานมีการจำหน่ายเสื้อสีแดง, ตีนตบ, หนังสือ และมีการแจกวีซีดี พันธมิตรฆ่าประชาชน ด้วย
โดยช่วงสำคัญของงานครั้งนี้ อยู่ที่การปราศรัยทางโทรศัพท์ ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีนายวีระ เป็นผู้สัมภาษณ์บนเวที โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้กล่าวถึง การสร้างความสามัคคี ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติ
ผลสะท้อนผ่านสื่อผู้จัดการ จากเสียงของทักษิณ ในความจริงวันนี้ครั้งที่ 2
สื่อผู้จัดการนำถ้อยคำของทักษิณมาถอดรหัส ดังนี้
“แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่ทรงเมตตา”
คุณทักษิณ ชินวัตรต่อสายมาปราศรัยเรียกน้ำตาจากผู้สนับสนุนเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 มีประเด็นที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเชิงโต้แย้งผ่านคำ 2 คำที่แสดงออกมา
- “ความยุติธรรม” หรือที่ถูกแปลงใหม่ว่า “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”
- “พระบารมี” ..ที่ทรงเมตตา ไม่ว่าคดีไหน ยากนักที่ผู้ถูกลงโทษจะพึงพอใจ มิพักต้องพูดถึงคดีที่คุณทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว เจอะเจอ ที่ไม่ใช่คดีแพ่งหรือคดีอาญาปกติทั่วไป แต่เป็นคดีที่ว่าด้วยธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริต ทำให้มีบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานขัดกันซึ่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย….
โดยการเขียนของสื่อผู้จัดการ ยังเขียนต่อเป็นตอน 2 เรื่อง “ราชประชาสมาสัย”
“แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่จะทรงเมตตา หรือพลังของพี่น้องประชาชนเท่านั้น” ซึ่งมีการอธิบาย คำว่า “ราชประชาสมาสัย” หรือ “ลัทธิราชประชาสมาสัย” ไม่ได้มีความหมายแค่มุ่งหวังอาศัยพระบารมีขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของนักโทษทุกคนที่จะทำได้หลังศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษประหาร ส่วนจะได้รับพระเมตตาหรือไม่ก็เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ฉบับ 2550 ปัจจุบันอยู่ที่มาตรา 191 ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาเข้าชื่อกันทำแทนตามที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนกำลังคิดกันอยู่
การพูดประโยคข้างต้นของคุณทักษิณ ชินวัตร โปรดสังเกตคำว่า “หรือ” ที่ผม(คำนูญ สิทธิสมาน) จงใจขีดเส้นใต้ไว้ และผมมิบังอาจตีความ แต่เชื่อว่าคงใจเดียวกันกับพี่น้องผู้อ่านทั้งหลาย นี่ไม่ใช่ราชประชาสมาสัย ! ราชประชาสมาสัยมีรากฐานทางปรัชญาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย คนที่ใช้คำนี้เป็นคนแรกก็คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคอลัมน์ “ปัญหาประจำวัน” ในนสพ.สยามรัฐ ประจำวันที่ 11 ธันวาคม 2514 และมาขยายความอีกครั้งในบทสนทนา “การเมืองไทย” กับเสน่ห์ จามริก และดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ (บันทึกอยู่ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2515 หน้า 39 – 45)
“การปกครองแบบราชประชาสมาสัย คือให้พระมหากษัตริย์กับประชาชนร่วมกันปกครองแผ่นดิน ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองมากขึ้นกว่าในระบอบประชาธิปไตยของไทยที่แล้วมา พระมหากษัตริย์กับประชาชนในเมืองไทยนั้นไม่เป็นภัยต่อกัน มีแต่ความรักต่อกัน และมีความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อกันและกันมาโดยตลอด ถ้าหากว่าพระมหากษัตริย์กับประชาชนของพระองค์ได้ร่วมกันปกครองแผ่นดินด้วยความรัก และอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน ดังที่ได้มีมาแล้วโดยตลอดนั้น ผู้เขียนก็มีความหวังว่าแผ่นดินไทยของเรานี้จะเป็นแผ่นดินแห่งความสันติและความเจริญในทุกทางดังที่คนทั่วไปปรารถนา” (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช / 11 ธันวาคม 2514)
ชัยอนันต์ สมุทวณิช นำมาประยุกต์เป็นข้อเสนอการออกแบบโครงสร้างของวุฒิสภาขณะเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517(ทำให้มีเหตุเขียนหนังสือโต้ท่านปรีดี ที่เขียนวิจารณ์ร่างฉบับดังกล่าว) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2516 ในบทความที่ตีพิมพ์ในนสพ.สยามรัฐ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวนำประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะร่วมสร้างการเมืองใหม่ตามแนวทางนี้ ภายใต้เข็มมุ่ง “ถวายคืนพระราชอำนาจฯ” เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยร่วมกับสภาทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เสนอให้มีการแก้วิกฤตการเมืองตามแนวทางนี้เช่นเดียวกัน (เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2519) “ปราโมทย์ นาครทรรพ” ก็ได้เสนอแนะทางออกแห่งวิกฤตในยุคปัจจุบันด้วยแนวทางนี้ตลอดทั้งปี 2550 - 2551 ในข้อเขียนที่ตีพิมพ์ในนสพ.ผู้จัดการรายวันและเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
นอกจากจะไม่ได้รับการขานรับจากคุณทักษิณ ชินวัตร พรรคพลังประชาชน นักวิชาการกลุ่มที่เสนอความเห็น “ระบอบประชาธิปไตยของปวงมหาประชาชน” และมวลชนคนเสื้อแดงแล้ว ยังคัดค้านโจมตีอย่างหนักหน่วงว่าเป็นการถอยหลังลงคลอง ! มาวันนี้ กลับได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากของวีระ มุสิกพงศ์ผู้โดนศาลอนุมัติหมายจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกในข้อหาเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ไม่อยากกล่าวหาใคร ณ ที่นี้ว่าไม่จริงใจหรือมีวาระซ่อนเร้นอันร้ายกาจหรอก
(9) และอย่าลืมว่า แนวคิดของชัยอนันต์ สมุทวณิช มีแนวทางข้อเสนอ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”(10) และผนวกด้วยการสนับสนุนตั้งพรรคให้แก่พันธมิตรฯ และที่ปรึกษาของสนธิด้วย
ข้อเสนอของชัยอนันต์ ดังกล่าวนั้น และแนวทางของกรณีทักษิณ ส่งเสียงกับประชาชน สะท้อนภาพในสถานการณ์เสียงปราศรัยถึงเรื่อง “ราชประชาสมาสัย” และการถูกถอดรหัสประโยคที่ทักษิณ กล่าวว่า “แน่นอน ไม่มีใครเอาผมกลับประเทศไทยได้ นอกจากพระบารมีที่ทรงเมตตา และ(หรือ) พลังของประชาชนเท่านั้น” โดยสื่อผู้จัดการ เสนอคำว่า หรือ “แทน” คำว่า “และ” ตีความคำว่า “หรือ” ต่างๆ นานาดังกล่าว โดยการวิเคราะห์เสียง ผ่านตรรกะและถ้อยคำของทักษิณ ซึ่ง “แนวความคิดราชประชาสมาสัย” อาจจะไม่ต่างกับของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ตาม และแล้ว เราก็มาอยู่ในยุคที่ “คำล่องลอยข้ามแดน” โดยเสียง ความทรงจำ และอำนาจ ของทักษิณ กำลังจะถูกพิสูจน์พลังทางการเมืองอย่างแน่นอน
ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3(ภาคพิเศษ?)
งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 คณะผู้จัดรายการฯ ได้รับความอนุเคราะห์จาก พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) ให้จัดขึ้นที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. โดยนอกจากผู้ดำเนินรายการทั้งสามแล้ว ยังมีวิทยากรขึ้นปราศรัยหลายราย ได้แก่ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายอดิศร เพียงเกษ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายจักรภพ เพ็ญแข โดยพระราชธรรมนิเทศได้ให้ข้อกำหนดของรายการครั้งนี้ว่า ต้องไม่มีการปราศรัยเพื่อปลุกระดมทางการเมือง ไม่มีการโทรศัพท์ข้ามประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี และไม่อนุญาตให้นำเท้าตบเข้ามาในวัด หากฝ่าฝืน พระพยอม มีสิทธิ์ยุติรายการครั้งนี้ได้ทันที
งานเริ่มต้นด้วยการทอดผ้าป่าสามัคคีเมื่อเวลา 12.30 น. จากนั้น พระพยอมได้ขึ้นเวทีเพื่อเทศน์เตือนสติกลุ่มการเมืองทั้งสองฝ่าย จากนั้นเป็นการเสวนาของผู้ดำเนินรายการและพระพยอม ต่อด้วยการปราศรัยของวิทยากร และพระพยอม กัลยาโณได้ขึ้นเวทีเพื่อเทศน์ให้เหล่าประชาชนได้รับฟังอีกครั้ง ก่อนงานจะสิ้นสุดเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. (จบลง ว่าด้วยกรณีถวายฎีกาให้ทักษิณ)
ทั้งนี้ ไม่มีการโทรศัพท์ข้ามประเทศ (โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ราวกับรอคอยกลายเป็นความเงียบไร้เสียงของทักษิณไปด้วย
“เสียงกองเชียร์ในสนามกีฬา” สะท้อนภาพการเมืองไทย
เมื่อเราผ่านประสบการณ์จากสนามกีฬา คือ ราชมังคลากีฬาสถาน รับรู้ เสียง ความทรงจำ และอำนาจของการมองเห็น-ฟังเสียงของทักษิณ และภาพบรรยากาศ เสียงกองเชียร์ ในราชมังคลากีฬาสถาน ท่ามกลางสีเขียวของสนามหญ้า และการนำเสนอให้เห็นแผนที่ประเทศไทย ในสนามกีฬา สะท้อนภาพเป็นความเป็นจริงกับประสบการณ์ในอดีต ความทรงจำ อำนาจของประชาชน และเสียงกองเชียร์ ต่อทักษิณ และต่อจากนั้น วิเคราะห์การเมือง ให้เราจะก้าวพ้นประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยการเปลี่ยนแปลง โดยเราจะสู้เพื่อประชาธิปไตยเต็มใบในอุดมคติ และเสียงประชาชน โดยการสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของทักษิณ ตกอยู่ภายใต้กำลังของเสียงข้างน้อยลดพลังลง โดยสมมติ“เราสู้ไม่ถอย” ทุกวิธีของสันติวิธี นำสู่การเพื่อบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตย และหลักการประชาธิปไตย ในจิตสำนึกเราลุกขึ้นสู้ไม่ยอมแพ้ ซึ่งเราจะต่อสู้สามารถจะทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบเบ่งบาน และรอฟังเสียงโฟนอินของทักษิณ จะให้เราต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งสมมติสถานการณ์แข่งขันฟุตบอล และเกมส์บอลตกเป็นรองอย่างมาก แล้วกองเชียร์ จะต้องแสดงออกด้วยการเชียร์ๆ และรอฟังเสียงโฟนอินของทักษิณ จะให้เราต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ในงานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นที่สนามศุภชลาศัย(สถาปัตยกรรม มีชื่อของคนในกลุ่มคณะราษฎร)ในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จินตนาการเสียงโฟนอินของทักษิณ ในสนามศุภชลาศัยกรีฑา ก็เตรียมวิ่งไปสู่เส้นชัย และเสียงชัยชนะหรือไม่ (11) และโฟนอิน ถ้อยคำจะเป็นอย่างไร ? ในขณะที่อนาคตกำลังไล่เรามาทุกทีๆ เพราะว่า นั่นคือ เสียง ความทรงจำ กับอำนาจ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีเวลาเดินเร็ว ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอดีต และปัจจุบัน จะไปสู่อนาคต โดย เสียงแห่งประชาชน ทุกคน สามัคคี ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
อ้างอิง
1.ธงชัย วินิจจะกูล “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา” http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=10331&Key=HilightNews
2.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เสียง ความทรงจำกับอำนาจ http://review.semsikkha.org/content/view/554/146/
3.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้:เพลงพระราชนิพนธ์การเมืองกับการเมืองปี 2518-2519” http://www.2519.net/autopage/show_page.php?t=10&s_id=12&d_id=20เราสู้
4.เราสู้http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89
5.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “เราสู้” หลัง 6 ตุลา http://somsakfootnotes.blogspot.com/2006/10/6-5-10.html
6.อรรคพล สาตุ้ม “24มิถุนา,28กรกฏา,4ธันวา,10ธันวา”และYoungPADผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14788
7. ไพ่สุดท้ายของ"นายใหญ่" ปาฏิหาริย์เดียว"เพื่อไทย"
http://matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01111251§ionid=0133&day=2008-12-11 (วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11233 มติชนรายวัน) และ“เสื้อแดง” เหนือ-อีสาน ผุดเวทีระดมคนต้าน ปชป.ตั้งรัฐบาล-ขู่เคลื่อนพลยึดสภาสกัด “มาร์ค” นั่งนายกฯ
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9510000146011
8. ความจริงวันนี้http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89
9.ทักษิณ ชินวัตร ความยุติธรรม, พระบารมี และ...ราชประชาสมาสัย ! (ตอนที่ 2)
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130228 และความเป็นมาของไอเดีย "ราชประชาสมาสัย" http://somsakcouppostings.blogspot.com/2007/07/blog-post.html(12 กุมภาพันธ์ 2550)
10.ชัยอนันต์ สมุทวณิช “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ”
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000049004 (27 เมษายน 2551)
11.เสียง มีความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรม เช่น พัฒนปกรณ์ ลีลาพฤทธิ์ นำเสนอความคิดดนตรี กับสถาปัตยกรรม “ดนตรีรังสรรค์ในสถาปัตยกรรม”
http://www.graduate.su.ac.th/proceeding/data/01.pdf
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)